ABCDEFGHIJKLMNOPQRSTUVWXYZAA
1
ความหมายของความเป็นพลโลกความเป็นพลโลก (global citizenship) หมายถึง ความเข้าใจความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาความ อยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกัน ความต้องการและความสามารถในการท างานอย่างตั้งใจปฏิบัติ รวมถึงความตระหนักในเอกลักษณ์และคุณค่าของโลก ปกป้องอนาคตของโลกเพื่อประชากรรุ่นต่อไป พลเมืองโลกเป็นวิธีการคิดและพฤติกรรม ซึ่งเป็นมุมมองเกี่ยวกับชีวิตที่เป็นความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่าง (Oxfam, 2006)
2
ความเป็นพลโลก (world citizen) คือ การที่บุคคลมีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติในการอยู่ร่วมกันของประชาคมโลกโดยเข้าใจถึงความหลากหลาย ความยุติธรรมและเท่าเทียมกันในสังคม การพึ่งพาซึ่งกันและกัน สันติภาพและปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้การคิดเชิงสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ต่อสังคมและโลก (แนวทางการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล, 2554)
3
สำนึกสากล (global-mindedness) และสำนึกนานาชาติ (worldmindedness) ในส่วนของทัศนคติ มีความคล้ายคลึงกับความเป็นพลโลกซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องกันมา โดยมีการริเริ่มจากองค์กรยูเนสโก (UNESCO) ในปี ค.ศ. 1948 ที่นำคำว่าสำนึกนานาชาติ (world-mindedness) โดยยูเนสโก (UNESCO) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับสำนึกนานาชาติ(worldmindedness) ว่า บุคคลที่มีสำนึกนานาชาติสูง จะต้องเป็นผู้ที่ยอมรับและไม่รังเกียจบุคคลที่นับถือศาสนาหรือมีเชื้อชาติแตกต่างจากตนเห็นว่ามนุษย์ทุกคนควรมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่กีดกันการอพยพย้ายถิ่นข้ามชาติ บุคคลสามารถอยู่ที่ใดๆในโลก ควรมีรัฐบาลโลกหรือกฎหมายระหว่างประเทศที่จะดูแลให้ทุกคนในโลกอยู่ดีกินดีมีสิทธิเท่าเทียมกัน องค์กรระหว่างประเทศควรเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าต่างๆ และสร้างข้อตกลงทางการค้ากับนานาประเทศ มีความชื่นชมในการเป็นพลเมืองโลกมากกว่าเป็นพลเมืองของชาติใดชาติหนึ่ง เห็นความสำคัญของประเทศอื่นๆนอกจากประเทศของตนเอง ไม่มีอคติในเรื่องเชื้อชาติสนับสนุนให้ทุกชาติได้รับการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลก (Sampson and Smith, 1957 อ้างถึงใน ณัฎฐภรณ์ หลาวทอง, 2544: 24)
4
แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นพลโลกแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองหรือความเป็นพลโลก (citizenship/ world citizenship) เป็นแนวคิดส าคัญอย่างยิ่งในสังคมโลกปัจจุบัน การขับเคลื่อนของโลกาภิวัตน์ท าให้จ านวนประชากรที่อพยพย้ายถิ่นฐานสูงขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอพยพเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงและการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มขึ้นของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสายการบินราคาถูก ผู้อพยพยิ่งสามารถรักษาความผูกพันและติดต่อใกล้ชิดกลับบ้านเกิดได้ การอพยพดังกล่าวจึงเป็นการเอากลุ่มวัฒนธรรมมารวมกัน ก่อให้เกิดปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรม (โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, 2547: 131) เพราะฉะนั้นการส่งเสริมเยาวชนให้มีคุณลักษณะความเป็นพลโลกจะท าให้ลดปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างการอยู่รวมกันอย่างสันติ ด้วยความเข้าใจ ยอมรับและตระหนักถึงส่วนรวม
5
Collins and Sakariya (1982) ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมเยาวชนสำหรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 ว่าโลกในอนาคตหรือแม้กระทั่งในปัจจุบันเป็นโลกของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ อาหาร พลังงาน เทคโนโลยี การค้า แม้กระทั่งการบริการ ดังนั้น ฐานะของประเทศต่างๆ ในโลกนี้จึงควรอยู่อย่างเท่าเทียมกัน โดยถือว่าทุกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของโลก หรือผู้คนที่อยู่ในประเทศต่างๆ ต่างก็เป็นสมาชิกของสังคมโลกหรือเป็นหน่วยหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง ดังนั้น การเตรียมคนให้เป็นสมาชิกที่ดีนั้น จึงมิสามารถจำกัดขอบเขตเฉพาะชุมชน รัฐหรือประเทศที่ตนเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่การเตรียมพลเมืองดีจำเป็นจ้องเตรียมในฐานะที่เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมโลกอีกด้วย (สิริวรรณ ศรีพหล, 2530:15-16)
6
Cogan เสนอว่าความเป็นพลเมือง (Citizenship) จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ ได้แก่ ความส านึกในอัตลักษณ์(Sense of identity) ความพึงใจในการได้รับสิทธิ(The enjoyment of certain rights) การประสบความส าเร็จในหน้าที่การงาน (The fulfillment of corresponding obligation) ระดับความสนใจและความใส่ใจประเด็นสาธารณ (A degree of interest and involvement in public affairs) และการยอมรับค่านิยมพื้นฐานทางสังคม (An acceptance of basic societal values) ซึ่งการสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นในสังคมนั้นจะต้องสร้างทั้งด้านองค์ความรู้(Knowledge) ทักษะ (Skill ค่านิยม (Value) และคุณลักษณะ (Disposition) (Cogan and Derricott, 2000)
7
ทฤษฎีความเป็นพลเมืองทฤษฎีความเป็นพลเมือง (Theory of Citizenship) เริ่มกล่าวถึงในหนังสือ ProfessionalEthics and Civil morals ของ Durkhiem กล่าวว่า ความเป็นพลเมืองสามารถเป็นพื้นฐานในการสร้างเสถียรภาพทางสังคม (Social solidarity) และมาแทนที่ความเชื่อทางศาสนาในยุคประเพณีหรือยุคดั้งเดิมได้Turner (1993) กล่าวเสริมว่า ความเป็นพลเมืองจะมุ่งเน้นการตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ทางสังคมของบุคคลในแต่ละรูปแบบ อันเป็นแรงผลักดันทางสังคมที่จะน าไปสู่การจัดการทางสังคม (Social arrangement) เช่น การกระจายผลประโยชน์สู่ส่วนต่างๆ ของสังคม อย่างไรก็ตามIsin and Wood (1999) กล่าวถึงความเป็นพลเมืองที่ต้องพิจารณาทั้งการปฏิบัติตนและสถานภาพทางสังคมด้วย เนื่องจากความเป็นพลเมืองเน้นความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดทางสังคมวิทยาและแนวคิดทางด้านกฎหมาย
8
นอกจากนี้Marshall (1992) ได้กล่าวถึงทฤษฎีความเป็นพลเมืองด้านการเมืองว่า ความเป็นพลเมืองกับรัฐมีลักษณะเป็นวงกลม คือ รัฐเกิดจากพลเมืองซึ่งใช้สิทธิของตนมอบอ านาจอธิปไตยแก่รัฐในขณะที่รัฐก็เป็นผู้ก าหนดสิทธิพลเมือง ซึ่งรัฐสมัยใหม่ได้ให้สิทธิพลเมืองในหลายด้าน ได้แก่ 1) การ
ประสานร่วมในฐานะความเป็นประชาสังคม (Civic integration) คือ การให้สิทธิด้านเสรีภาพทรัพย์สิน การคิด พูด การนับถือศาสนา เป็นต้น 2) การประสานรวมในด้านการเมือง (Politicalintegration) คือ การให้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมทางการเมืองอื่นๆ 3) การประสานรวมทางสังคม (Social integration) คือ การแก้ไขสภาพความเป็นอยู่ เพื่อความเท่าเทียมกัน
ในสังคม
9
การพัฒนาคุณลักษณะความเป็นพลโลกYocum (1989) ได้ส ารวจผลของการเรียนโลกศึกษาที่มีต่อทัศนคติของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อศึกษาว่าโปรแกรมโลกศึกษามีส่วนช่วยให้ส านึกสากลของนักเรียนเพิ่มขึ้นหรือไม่ และท านายความสัมพันธ์ระหว่างส านึกสากลกับระดับชั้นของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียน 4 แห่ง โดยมีการเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างที่เรียนหลักสูตรโลกศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เรียนหลักสูตรการศึกษาสังค และมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า เพศ ระดับความรักชาติและความรู้ทางภาษาต่างประเทศเป็นตัวบ่งชี้ที่ใช้ท านายส านึกโลก แต่การเรียนหลักสูตรโลกศึกษาไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อระดับส านึกสากลหรือระดับความรักชาติของนักเรียนอย่างไรก็ตาม การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าส านึกสากลจะเพิ่มขึ้นในชั้นเรียนที่เปิดอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นที่มีความขัดแย้งและนักเรียนจะรู้สึกว่าตนเองได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
10
Ballou (1996) ได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการจัดการศึกษานานาชาติ/พหุวัฒนธรรมในหลักสูตรการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัยอเมริกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลที่โปรแกรมการศึกษาดังกล่าวมีต่อสำนึกสากลของนิสิต มาตรวัดสำนึกสากลที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ ความรับผิดชอบต่อประชาชนในทุกส่วนของโลก การยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเชื่อในปัจเจกบุคคล ความเป็นพลโลก การตระหนักและยอมรับการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลและระหว่างชาติกลุ่มทดลองได้เรียนรายวิชาเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม 3 รายวิชา ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้เรียนรายวิชาใด ๆ ผลการทดสอบระดับสำนึกสากลก่อนและหลังการเรียน พบว่า นิสิตกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับสำนึกสากลลดลงเล็กน้อย แต่น่าสังเกตว่านิสิตในกลุ่มทดลองมีระดับสำนึกสากลลดลงน้อยกว่ากลุ่มควบคุม โดยมีตัวบ่งชี้ที่มีอิทธิพลประการหนึ่ง คือ ทัศนคติทางการเมือง นิสิตที่มีความคิดแนวอนุรักษ์นิยมจะมีสำนึกสากลต่ำ ขณะที่นิสิตที่มีทัศนคติทางการเมืองแบบเสรีนิยมจะมีสำนึกสากลสูง นอกจากนี้ ก็มีข้อค้นพบเช่นเดียวกับงานวิจัยอื่นที่พบว่า ผู้หญิงมักมีสำนึกสากลสูง และผู้ที่มีสำนึกสากลสูงจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับต่างวัฒนธรรม และต่างชาติ และมีเพื่อต่างวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่าการทดลองเรียนรายวิชาดังกล่าวเพียง 1 ภาคเรียน เป็นระยะเวลาสั้นเกินกว่าจะสรุปได้ว่าการศึกษามีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้เรียนและมีข้อเสนอแนะให้นำโปรแกรมนี้ไปทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจน
11
Woody (1999) ท าการวิจัยเกี่ยวกับภูมหลัง ทัศนคติ และการรับรู้หลักการส านึกสากล โดย การศึกษารายงานการประเมินตนเองและวัดระดับส านึกสากลของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในมลรัฐจอร์เจียจ านวน 186 แห่ง เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับส านึกสากลในโรงเรียนผลการวิจัยพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยส าคัญระหว่างเพศชาย การเป็นชาวคอเคเซียน กับส านึกสากลนอกจากนี้ยังพบว่าความสัมพันธ์กับประชาชนในวัฒนธรรมอื่น และประสบการณ์ด้านการศึกษาเกี่ยวกับโลกในวิทยาลัยเป็นปัจจัยด้านภูมิหลังที่มีความส าคัญที่สุดต่อการมีส านึกสากล รวมทั้งพบว่าโรงเรียนที่ให้ความส าคัญกับส านึกสากลสูงจะเป็นการสอบเกี่ยวกับโลกมากกว่าโรงเรียนอื่นด้วย
12
องค์ประกอบของการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองโลกองค์กรอ็อกแฟม หรือ Oxfam Organization (2015) ได้นิยามองค์ประกอบของการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองโลก ดังนี้
1) ด้านความรู้ ความเข้าใจ
1.1) ความยุติธรรมทางสังคมและความเท่าเทียม
1.2) อัตลักษณ์และความหลากหลาย
1.3) โลกาภิวัตน์และการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
1.4) สันติภาพและความขัดแย้ง
1.5) สิทธิมนุษยชน
1.6) อํานาจและธรรมาภิบาล
2) ดานทักษะ
2.1) การคิดเชิงวิพากษและความคิดสรางสรรค
2.2) การเอาใจใส
2.3) ความตระหนักรูและการทบทวนตนเอง
2.4) ความสามารถในการจัดการความซับซอนและความไมแนนอน
2.5) การดําเนินการอยางมีขอมูลและไตรตรอง
3) ดานคุณคาและเจตคติ
3.1) ความรูสึกในอัตลักษณและความนับถือตนเอง
3.2) ความมุงมั่นตอความยุติธรรมและความเสมอภาคทางสังคม
3.3) การเคารพประชาชนและสิทธิมนุษยชน
3.4) รูคุณคาของความหลากหลาย
3.5) ใสใจสิ่งแวดลอมและความมุงมั่นในการพัฒนาอยางยั่งยืน
3.6) ความมุงมั่นในการมีสวนรวมและการรวมกลุม
3.7) ความเชื่อที่วาผูคนสามารถนํามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได
การศึกษาเพื่อสงเสริมความเปนพลเมืองโลกสําหรับผูเรียนนั้น มีองคประกอบหลัก 3 ดาน ไดแก ดานความรูความเขาใจ ดานทักษะ และดานคุณคาและเจตคติ โดยในดานความรูความเขาใจ ศึกษาในเรื่องความยุติธรรมเสมอภาค การพึ่งพากัน และความเปนโลกาภิวัตน ในดานทักษะนั้น จะเนนใหผูเรียนมีทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ การอยูรวมกันกับผูอื่น การคนควาหาขอมูลผานการคิดใครครวญและไตรตรอง และดานคุณคาและเจตคติ จะเนนใหผูเรียนเกิดความรูสึกในการยอมรับความหลากหลายของผูคนในสังคมที่แตกตางกันและในอัตลักษณของผูคน รวมถึงความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดลอมและการพัฒนาอยางยั่งยืน
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
48
49
50
51
52
53
54
55
56
57
58
59
60
61
62
63
64
65
66
67
68
69
70
71
72
73
74
75
76
77
78
79
80
81
82
83
84
85
86
87
88
89
90
91
92
93
94
95
96
97
98
99
100