| A | B | C | D | E | F | G | H | I | J | K | L | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
1 | สรุปผลรายงานการเยี่ยมสำรวจ โรงพยาบาลสระใคร ปีงบประมาณ 2566 | สมาชิกทีมเขียน Action Plan ระบบงาน | ||||||||||
2 | ||||||||||||
3 | มาตรฐาน | สิ่งที่พบ/สิ่งที่ชื่นชม (Evidence) | ข้อเสนอแนะ / คำแนะนำ (Recommendation/ Suggestion) | แผนการพัฒนาของรพ. | ระยะเวลาดำเนินการ | ตัวชี้วัด | เป้าหมาย | ผู้รับผิดชอบ | ระยะเวลาการติดตาม/รายงาน | ผลลัพธ์ความก้าวหน้าตามที่กำหนดไว้ | ||
4 | ตอนที่ I ภาพรวมของการบริหารองค์กร | |||||||||||
5 | I-1 การนำ | |||||||||||
6 | 1. การชี้นำองค์กรโดยผู้นาระดับสูง [I-1.1ก (1)(2)(3)] | ผู้นำสูงสุดกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจและค่านิยมขององค์กรในการที่จะเป็นโรงพยาบาล Smart Hospital แห่งความสุข ที่ปลอดภัยได้ มาตรฐาน ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง พัฒนาเป็นทีมอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองอย่าง รวดเร็วและยืดหยุ่น สร้างนโยบายที่ตอบปัญหาสำคัญ และความท้าทายของพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม องค์กร การใช้ค่านิยมขององค์กร เป็นต้นแบบทำให้เกิดความศรัทธากับเจ้าหน้าที่และบุคลากร มีการสร้างสิ่งแวดล้อม สร้างความผูกพัน และความสามัคคีมุ่งมัน ให้เกิดขึ้นในองค์กร ในการพัฒนา และเพื่อเกิดการสร้างผลงานที่ดีให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญคือประชาชนมีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน | ไม่มีข้อเสนอแนะ | |||||||||
7 | 2. การสื่อสาร สร้างความผูกพันโดยผู้นำ [I-1.1ข]** | |||||||||||
8 | 3.การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและ ความสำเร็จขององค์กร [I-1.1ค(1)(2)(3)]** | |||||||||||
9 | 4. ระบบกากับดูแลองค์กร การประเมินผู้นำ/ระบบ การนา [I-1.2ก(1)(2)] | |||||||||||
10 | 5. ระบบกากับดูแลทางคลินิก [I-1.2ก(3)] ** | |||||||||||
11 | 6. การปฏิบัติตามกฎหมาย การทำประโยชน์ให้ สังคมและการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม [I-1.2ข (1)(2)(3),ค(1)(2)] | |||||||||||
12 | I-2 กลยุทธ์ | ทีมนำ | ||||||||||
13 | 7. กระบวนการจัดทำกลยุทธ์และการวิเคราะห์ ข้อมูล [I-2.1ก(1)(2)(3)(4)] ** | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. ควรใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น โรคประจำถิ่นโรคจากการประกอบอาชีพ และโรคที่มีความสำคัญ และมีความเสี่ยงสูง เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสร้างยุทธศาสตร์ให้มีความครอบคลุม ในประเด็นที่เป็นจุดเน้นสำคัญขององค์กร 2. ควรมีการจัดทำแผนงานโครงการที่ตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ โดยเฉพาะการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มโรคที่มีความสำคัญกับองค์กร 3. การจัดทำแผนการปฏิบัติการ ควรมีแผนในการพัฒนาบุคลากรควบคู่ไปด้วย 4. การกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจขององค์กร เพื่อให้เกิดความท้าทาย ควรมีการเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ และควรกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการไปถึงตามเป้าหมาย | ข้อเสนอแนะข้อที่ 1. นำมากำหนดแผนพัฒนาของรพ. -ทีมนำและกลุ่ม Talent ได้วิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ได้แก่ โรคประจำถิ่น/โรคจากการประกอบอาชีพ/โรคที่มีความสำคัญและมีความเสี่ยงสูง ปรับจุดเน้นการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญขององค์กรเพิ่มขึ้นในปี 2567 ได้แก่ 1) กลุ่มโรค Fast Tract จากเดิม 1 S คือ Stroke ปรับเป็น 3 S ได้แก่ Stroke, STEMI, Sepsis 2) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: จากเดิม มี DM, HT, เพิ่ม CKD 3) โรคจิตเวชฉุกเฉิน เพิ่มเป็น โรคจิตเวชและยาเสพติด 4) เพิ่มโรคติดต่อประจำถิ่น ได้แก่ ไข้เลือดออก | -ปี 2567 -ปี 2568 -ปี 2569 | จำนวน 6 จุดเน้น 56 ตัวชี้วัด (ตามประเด็นยุทธศาสตร์ และวิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ได้แก่ โรคประจำถิ่น/โรคจากการประกอบอาชีพ/โรคที่มีความสำคัญและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งปรับเปลี่ยนในปี 2567) -ปี 2568 ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดไปติดตามระดับทีมระบบคุณภาพ 2 ตัว เหลือ KPI ระดับองค์กร 54 ตัว -ปี 2569 KPI ระดับองค์กร 54 ตัว | 1. เพื่อปรับปรุงกระบวนการในการวางแผนกลยุทธ์ 2. เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นในการสร้างยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมประเด็นที่เป็นจุดเน้นสำคัญขององค์กร ปี 2567 | ทีมนำ/ศูนย์คุณภาพ | มี.ค., ก.ย. 2567, 2568, 2569 | ปี 2567-2568 จำนวน 6 จุดเน้น ตามประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ S1. Smart hospital - จุดเน้น 1. บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ - จุดเน้น 2. การเพิ่มรายได้ - จุดเน้น 3. การแยกขยะ S2. Satisfy hospital - จุดเน้น 4. สร้างเสริมหุ่นดี สุขภาพดี S3. Safety hospital - จุดเน้น 5. ปลอดภัย 8 โรคมุ่งเน้น 1) กลุ่มโรค Fast tracks: Stroke, STEMI, Sepsis 2) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: DM, HT, CKD 3) กลุ่มโรคจิตเวชจากยาเสพติด 4) โรคติดต่อประจำถิ่น ได้แก่ ไข้เลือดออก S4. Standard hospital - จุดเน้น 6. การเป็นแหล่งเรียนรู้หรือวิทยากร -ปี 2569 ทบทวนผลการดำเนินงาน ปี 2568 จึงปรับจุดมุ่งเน้นองค์กร เป็น 4 จุดมุ่งเน้น: -S1. Smart Hospital: จุดมุ่งเน้น 1) เพิ่มรายได้ -S2. Satisfy (Happy) Hospital: จุดมุ่งเน้นที่ 2) สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี -S3. Safety Hospital: จุดมุ่งเน้นที่ 3) โรคมุ่งเน้นปลอดภัย รวม 8 โรค คือ (1) Stroke (2) STEMI (3) Sepsis (4) DM (5) HT (6) CKD (7) จิตเวชจากสารเสพติด และ (8) ไข้เลือดออก -S4. Standard Hospital & HPH: จุดมุ่งเน้นที่ 4) แหล่งเรียนรู้หรือวิทยากร | ธิรัมภา | ||
14 | 8. วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่ตอบสนองความท้าทาย ความจำเป็นด้านสุขภาพ ความต้องการบริการสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ [I-2.1ข(1)(2)(3)] | -วิเคราะห์สถานการณ์ นโยบายกระทรวงสาธารณสุข / เขตสุขภาพที่ 8 / สสจ.หนองคาย การปรับขนาดโรงพยาบาลเป็น S (Standard) ตามนโยบาย SAP ทบทวนผลลัพธ์การดำเนินงานปี 2567 (นำเสนอ SAR I-IV) ทบทวนความเสี่ยงสำคัญขององค์กร ทั้งด้าน Clinic และ Non clinic วิเคราะห์ผลการรับฟังความเห็นผู้รับบริการกลุ่มต่างๆ ปี 2567 เพื่อค้นหาโอกาสพัฒนาและปรับจุดเน้นการพัฒนาในปี 2568 (22,24-25,28,30-31 ตุลาคม,19-20 และ 25 พฤศจิกายน 2567) -ปี 2568-2569 จัดทำ Action plan ทีมระบบงานคุณภาพและศูนย์จัดเก็บรายได้ 9 แผนงาน และกลุ่มงานจัดทำแผนปฏิติงาน/โครงการ เสนอขออนุมัติ สสจ.นค. ในระบบ E-Planning | ปี 2568 | จุดเน้นการพัฒนาองค์กร ปี 2568 จำนวน 56 ตัวชี้วัด (ที่ตอบสนองความท้าทาย ความจำเป็นด้านสุขภาพ ความต้องการบริการสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ) -ปี 2569 จุดเน้นองค์กร KPI ระดับองค์กร 54 ตัวชี้วัด | เพื่ื่อปรับปรุงการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ที่ตอบสนองความท้าทาย ความจำเป็นด้านสุขภาพ ความต้องการบริการสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ | ทีมนำ / ศูนย์คุณภาพ | มีี.ค., ก.ย. 2568 | ปี 2568 จำนวน 6 จุดเน้น ตามประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ S1. Smart hospital - จุดเน้น 1. บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ - จุดเน้น 2. การเพิ่มรายได้ - จุดเน้น 3. การเพิ่มห้องพิเศษ/ที่จอดรถ(ตอบสนองความต้องการ ด้าน สวล.) S2. Satisfy hospital - จุดเน้น 4. Sakhrai Selfcare ขยายสู่ชุมชนและต้นแบบเขตสุขภาพที่ 8 R8 NCDs Selfcare S3. Safety hospital - จุดเน้น 5. ปลอดภัย 8 โรคมุ่งเน้น 1) กลุ่มโรค Fast tracks: Stroke, STEMI, Sepsis เน้น Reassessment และ Early Quality SBAR 2) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: DM, HT, CKD เน้นประสิทธิผล NCDs Hos Plus 3) กลุ่มโรคจิตเวชจากยาเสพติด เน้นลดจิตเวชฉุกเฉิน 4) โรคติดต่อประจำถิ่น ได้แก่ ไข้เลือดออก เน้นควบคุม Generation 2 S4. Standard hospital - จุดเน้น 6. การเป็นแหล่งเรียนรู้หรือวิทยากร | ธิรัมภา | |||
15 | 9. การจัดทำแผนปฏิบัติการ การถ่ายทอดสู่การ ปฏิบัติ และการจัดสรรทรัพยากร [I-2.2ก (1)(2)(3)(4)] ** | ข้อเสนอแนะข้อที่ 2. มีการจัดทำแผนงานโครงการที่ตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ โดยเฉพาะการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มโรคที่มีความสำคัญกับองค์กร โดยนำมากำหนดแผนพัฒนาของรพ. โดยทีมชุมชน/HPH จัดทำแผนงานป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มโรคมุ่งเน้นที่สำคัญต่อองค์กรและตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ -ปี 2567 จำนวน 9 โครงการ งบประมาณรวม 764,500 บาท โดย 1. คปสอ. โครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ 119,500 บาท 2. เงินบำรุง 2 โครงการ 160,000 บาท 3. กองทุนสุขภาพตำบล 5 โครงการ 107,000 บาท 4. หน่วยงานอื่นๆ 1 โครงการ 378,000 บาท -ปี 2568 จำนวน 5 โครงการ งบประมาณรวม 643,514 บาท (ทุกแหล่งงบ) ในกลุ่มโรคที่มีความสำคัญกับองค์กร ได้แก่ โครงการ 1-3 งบกองทุนสุขภาพตำบลสระใคร รวม 63,350 บาท และโครงการที่ 4-5 เงินบำรุง รพ.สระใคร 580,164 บาท ดังนี้ 1. โครงการชาวสระใครห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ปี 2568 (29,050 บาท) 2. โครงการสิ่งแวดล้อมดี เกษตรกรปลอดภัย ปี 2568 (17,250 บาท) 3. โครงการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ปี 2568 (17,050 บาท) 4. โครงการติดตามเยี่ยม ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน ปี 2568 (141,600 บาท) 5. โครงการการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย ปี 2568 (438,564 บาท) -ปี 2569 เสนอแผนงาน/โครงการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพต่อ สสจ.หนองคาย ทาง E-Planning 8 โครงการ รวม 624,000 บาท โดยเสนอแผนงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพต่อ เทศบาลตำบลสระใคร 5 โครงการ 109,500 บาท (ลำดับ 1-5) หน่วยงานอื่น 1 โครงการ 312,000 บาท เงินบำรุง รพ.สระใคร 2 โครงการ 202,500 บาท (ลำดับ 7-8) ดังนี้ 1. โครงการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ ในพื้นที่ ประจำปี 2569 (15,200 บาท) 2. โครงการการตรวจคัดกรองและให้ความรู้เรื่อง โรคเบาหวานและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก LM (DM-Coach) ปี 2569 จำนวน 32,000 บาท 3. โครงการเด็กปฐมวัย ยิ้มสวย สุขภาพดี ปี 2569 จำนวน 15,900 บาท 4. โครงการสูงวัย ใส่ใจสุขภาพ ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลสระใคร ปี 2569 จำนวน 22,400 บาท 5. โครงการส่งเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้เด็กปฐมวัย ประจำปี 2569 จำนวน 24,000 บาท 6. แผนงานการพัฒนาระบบบริการการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย ปี 2569 จำนวน 312,000 บาท 7. โครงการอบรมพัฒนาองค์ความรู้ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพบุคลากร โรงพยาบาลสระใคร ปี 2569 จำนวน 68,400 บาท 8. โครงการ การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วางแผนจำหน่าย ติดตามให้การดูแลผู้ป่วยเชิงรุก ส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟูสมรรถภาพ ปี 2569 ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลสระใคร 86,100 บาท และหมวด UC PP 48,000 บาท | -ต.ค. 2566 - ก.ย. 2567 -ต.ค. 2567 - ก.ย. 2568 -ต.ค. 2568 - ก.ย. 2569 | จำนวนแผนงาน/โครงการที่เป็นโรคมุ่งเน้นที่สำคัญต่อองค์กรและตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ | เพื่อให้มีแผนงานป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มโรคมุ่งเน้นและตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ | ทีมชุมชน/HPH/PCU | ทุก 3 เดือน | -ปี 2567 มีแผนงานป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มโรคมุ่งเน้นที่สำคัญต่อองค์กรและตอบสนองต่อนโยบายปฐมภูมิ จำนวน 9 โครงการ งบประมาณ รวม 764,500 บาท และดำเนินการเรียบร้อยแล้ว -ปี 2568 ได้รับอนุมัติแผนงาน/โครงการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ จาก สสจ.หนองคาย ทาง E-Planning แผนงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ โดยงบประมาณกองทุนสุขภาพตำบล อบต.สระใคร 63,350 บาท และใช้เงินบำรุง โรงพยาบาลสระใคร 580,164 บาท รวม 643,514 บาท ดำเนินการเรียบร้อย -ปี 2569 เสนอแผนงาน/โครงการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพต่อ สสจ.หนองคาย ทาง E-Planning 8 โครงการ รวม 624,000 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการ | ธิรัมภา | |||
16 | ข้อเสนอแนะข้อที่ 3. นำมากำหนดแผนพัฒนาของรพ. โดย 1. ศูนย์คุณภาพกำหนดแบบฟอร์มแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพ (Quality Improvement Plan) 2. ตรวจสอบ Risk, Gap ความครบถ้วนของหัวข้อพัฒนาบุคลากร ใน Action Plan ทุกระบบงาน และสอดคล้องกับ QIP 3. ติดตามผลลัพธ์การพัฒนาบุคลากรตามแผนพัฒนาของระบบงาน/ระดับกลุ่มงาน/หน่วยงาน | -ต.ค. 2566 - ก.ย. 2567 -ต.ค. 2567 - ก.ย. 2568, 2569 | -บุคลากรได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามส่วนขาด ร้อยละ 95 ขึ้นไป -แผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 9 ระบบงาน ปี 2567-2569 มีหัวข้อพัฒนาบุคลากร ครบ 9 ระบบงาน ตามส่วนขาดของสมรรถนะ | -บุคลากรได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามส่วนขาด ร้อยละ 95 ขึ้นไป -แผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 9 ระบบงาน ปี 2567-2569 มีหัวข้อพัฒนาบุคลากร ครบ 9 ระบบงาน ตามส่วนขาดของสมรรถนะและ training need | ทีมศูนย์คุณภาพ/ทีม HR | -มี.ค., ก.ย. 2567 -มี.ค., ก.ย. 2568,2569 | -ปี 2567 แผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพจำนวน 9 ระบบงาน มีหัวข้อพัฒนาบุคลากร ครบถ้วนตามส่วนขาดของสมรรถนะและ training need 1. ระบบบริหารงานทั่วไปและศูนย์จัดเก็บรายได้ 2. ระบบ IM 3. ระบบ ENV 4. ระบบ HR 5. ระบบ RM 6. ระบบ PCT 7. ระบบ IC 8. ระบบชุมชน/HPH 9. ระบบ PTC -ปีงบประมาณ 2567 บุคลากรได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามส่วนขาด ร้อยละ 95.3 -ปีงบประมาณ 2568 บุคลากรได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามส่วนขาด ร้อยละ 95.2 -ปี 2569 Action Plan 9 ระบบงาน มีหัวข้อพัฒนาบุคลากรตามจุดเน้นและ Gap ส่วนขาดของสมรรถนะ ทุกกลุ่มงานร่วมกับทีม HR นำไปบรรจุใน IDP เสนอขออนุมัติเรียบร้อย (400,000 บาท) ร่วมกับทีมระบบต่างๆ จัดทำแผนฝึกอบรมภายในองค์กรรายเดือน เพื่อให้กลุ่มงานจัดการมอบหมายบุคลากรเข้าร่วมพัฒนาสมรรถนะได้ตามแผน | ธิรัมภา | ||||
17 | 10. การกำหนดตัวชี้วัดการติดตามความก้าวหน้า และการทบทวนแผนปฏิบัติการ [I-2.2ก(5), ข] | ข้อเสนอแนะข้อที่ 4. นำมากำหนดแผนพัฒนาของรพ. โดย 1. วันที่ 5 มี.ค.2567 การประชุมทีมนำ และวันที่ 22 มี.ค. 2567 การประชุมบุคลากร ได้ร่วมปรับวิสัยทัศน์ “โรงพยาบาลสระใคร: เป็น Smart Hospital แห่งความสุข ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน อันดับ 1 ของเขตสุขภาพที่ 8 ภายในปี 2569” 2. มอบหมายทีม IM และศูนย์คุณภาพ จัดทำระบบ KPI Online นำเสนอผลลัพธ์ระดับองค์กรในที่ประชุมทีมนำ | ปี 2567-2569 | มีวิสัยทัศน์ปรับใหม่ ที่เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ และกำหนดช่วงเวลา ปี 2569 ที่ชัดเจน ในการไปถึงตามเป้าหมาย | เพื่อปรับปรุงวิสัยทัศน์ใหม่ ทบทวนแผนปฏิบัติการปรับปรุงตัวชี้วัดและติดตามความก้าวหน้า ในการบรรลุวิสัยทัศน์ | ทีมนำ/ทีมระบบงาน | ก.ย. 2567-2569 | ปรับวิสัยทัศน์ใหม่ “โรงพยาบาลสระใคร: เป็น Smart Hospital แห่งความสุข ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน อันดับ 1 ของเขตสุขภาพที่ 8 ภายในปี 2569” | ธิรัมภา | |||
18 | I-3 ผู้ป่วย / ผู้รับผลงาน | |||||||||||
19 | 11. การรับฟัง/เรียนรู้ความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการแต่ละกลุ่ม [I-3.1ก(1)] ** | 1. มีช่องทางที่หลากหลายในการรับฟังข้อคิดเห็นและรับทราบความต้องการของผู้รับบริการ เช่น การประชุมหนังสือร้องเรียน ตู้รับความคิดเห็น สื่ออิเลคโทรนิกส์ และศูนย์รับเรื่องร้องเรียนมีการสร้างความสัมพันธ์ในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดระหว่างหน่วยงานและชุมชน 2. องค์กรมีวิสัยทัศน์ที่ยึดการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม มีการประกาศสิทธิผู้ป่วยทุกกลุ่ม อย่างชัดเจน และทุกคนถือปฏิบัติ ทุกกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยมีการกำหนดความคุ้มครองผู้ป่วยทั่ว ไปและผู้ป่วยที่เป็นเด็กผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกรณี OSCC ผู้ป่วยเอดส์อย่างครอบคลุม | ไม่มีข้อเสนอแนะ | |||||||||
20 | 12. การกาหนดกลุ่มผู้ป่วยและบริการสุขภาพ [I-3.1ข(1)(2)] | |||||||||||
21 | 13. การสร้างความสัมพันธ์และจัดการข้อร้องเรียน [I-3.2ก(1)(2)(3)] | |||||||||||
22 | 14. การประเมินความพึงพอใจและความผูกพัน [I-3.2ข(1)(2)] | |||||||||||
23 | 15. การคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย [I-3.3] | |||||||||||
24 | I- 4 การวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้ | ทีมนำ / ทีม IM | ||||||||||
25 | 16. การวัดผลการดาเนินการ [I-4.1ก] ** | สิ่งที่พบ คุณภาพของข้อมูลและสารสนเทศ มีการ จัดทำ Dashboard สำ หรับผู้บริหารในการ ติดตามข้อมูลตัวชี้วัด | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. คุณภาพข้อมูลระบบสารสนเทศ จากที่ทีมได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เป็น Datacenter ไปแล้วนั้น ควรมีการติดตามประเมินผลการจัดเก็บข้อมูลที่จัดเก็บโดย User เพื่อหาโอกาสพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือ สามารถนามาใช้ในการพัฒนาการพิจารณาตัดสินใจทั้งด้านการบริหารและการพัฒนาคุณภาพได้ (เพิ่มมาจาก Sheet สรุปรายงานการเยี่ยม ข้อเสนอแนะ 2. การวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้:) 2. ควรทบทวนการกำหนดตัวชี้วัดในทุกระดับทั้งตัวชี้วัดในระดับองค์กร ระบบงานและหน่วยงานต่างๆ ให้สะท้อนเป้าหมายการพัฒนาที่ต้องการ กำหนดค่าเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น สามารถใช้ในการติดตามความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ รวมทั้ง ทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ นำประเด็นที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขที่ตรงจุด ตรงประเด็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 3. การจัดการความรู้ ควรส่งเสริมการวางระบบการจัดการความรู้ ตั้งแต่การรวบรวมที่จำเป็นขององค์กร การถ่ายทอดความรู้ การสร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็น Tacit knowledge ผ่านการพัฒนาคุณภาพจากการทำงานที่เป็นแบบอย่าง เช่น ความรู้จาก CQI ,ความรู้จากการพัฒนานวัตกรรม หรือความรู้จากงานวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ นำไปพัฒนาคุณภาพในการปฏิบัติงานและส่งเสริมให้มีการสร้างผลงานที่เกิดเป็น Best practice | ข้อเสนอแนะที่ 1. การติดตามประเมินผลการจัดเก็บข้อมูลที่จัดเก็บโดย User เพื่อหาโอกาสพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือ โดยมีการเชิญผู้รับผิดชอบ (User) แต่ละ KPI มาร่วมกันออกแบบในการเก็บข้อมูลตัวชีวัดจาก Template ของแต่ละตัวชี้วัด ทีมนำ ทีมระบบทุกทีมและกลุ่ม Talent ได้ติดตามตัวชี้วัดที่ไม่เป็นไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมาย เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และได้ทบทวน ดังนี้ 1. ผลลัพธ์การดำเนินงานขององค์กรจาก SAR ตอน IV ทั้งหมด 2. ผลการบรรลุตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2566 KPI 50 ตัว บรรลุ 37 ตัว (ร้อยละ 74) 3. วิเคราะห์ผลลัพธ์การดำเนินงานที่ไม่เป็นตามเป้าหมาย 4. นำมากำหนดเป็นจุดมุ่งเน้นระดับองค์กร 6 จุดเน้น และระดับทีมในแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน ปี 2567 จำนวน 9 แผนปฏิบัติการ ถ่ายทอดให้หน่วยงานปฏิบัติเป็นงานประจำ 5. ทีมนำมอบหมายทีมศูนย์คุณภาพ/ทีม IM/ทีมระบบงาน/หน่วยงาน ออกแบบระบบการวัดผลดำเนินงานระดับหน่วยงาน/ระบบงาน/องค์กร 6. ทีมนำมอบหมายทีม IM จัดทำระบบ KPI Dashboard และทีมศูนย์คุณภาพติดตามเฝ้าระวังผลลัพธ์การดำเนินงาน (KPI) ระดับองค์กรและระบบงาน | ตุลาคม 2566 - กันยายน 2568 -ข้อ 1-3 วันที่ 19 มี.ค. 2567 -ข้อ 4. ถ่ายทอด 22 มี.ค. 2567 -ข้อ 5 วันที่ 4 - 30 เม.ย. 2567 -ข้อ 6. เริ่มใช้ KPI Dashboard Online 31 พ.ค. 2567 | ปี 2567 มี 6 จุดเน้นตามประเด็นยุทธศาสตร์ 4S ดังนี้ * Smart hospital คือ บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ เพิ่มรายได้ และแยกขยะ * Satisfy hospital คือ สร้างเสริมหุ่นดี สุขภาพดี * Safety hospital มุ่งเน้นปลอดภัย 8 โรค คือ Stroke STEMI Sepsis DM HT CKD จิตเวชจากสารเสพติด และไข้เลือดออก * Standard hospital คือ การเป็นแหล่งเรียนรู้หรือวิทยากร -จำนวน KPI องค์กร 56 ตัว -จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพ ของ 9 ระบบงาน ตามแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพ ครอบคลุมความท้าทายสำคัญ -ปี 2568 KPI ตามยุทธศาสตร์องค์กร 56 ตัว -ปี 2569 KPI ตามยุทธศาสตร์องค์กร 54 ตัว | ปรับปรุง ปี 2567 - 2569 -จุดเน้นและ KPI การพัฒนาคุณภาพระดับองค์กร -จุดเน้นและ KPI การพัฒนาคุณภาพของระบบงาน | ทีมนำ/ศูนย์คุณภาพ/ทีมระบบงาน | ทุก 3 เดือน | ปี 2567-2569 ศูนย์คุณภาพได้รับแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน 1. ระบบ IM 2. ระบบ HR 3. ระบบชุมชน/HPH 4. ระบบบริหารงานทั่วไปและศูนย์จัดเก็บรายได้ 5. ระบบ ENV 6. ระบบ IC 7. ระบบ PCT (จาก 4 เพิ่มเป็น 8 โรคมุ่งเน้น) 8. ระบบ RM 9. ระบบ PTC -ทีมระบบคุณภาพรวบรวมผลงานเป็นผลลัพธ์องค์กร ตามหมวดต่างๆ ใน SAR IV ปี 2565 - 2569 (6 เดือน) | ||
26 | 17. การวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินผล การดำเนินการ และนำไปใช้ปรับปรุง [I-4.1ข, ค] | |||||||||||
27 | 18. คุณภาพของข้อมูลและสารสนเทศ [I-4.2ก] | ข้อเสนอแนะที่ 2. 1. ทีมนำทบทวนการกำหนดตัวชี้วัดในระดับองค์กร และมอบหมายทีมระบบงาน/บุคลากรเฝ้าระวังติดตาม/รายงานผลลัพธ์การดำเนินงานต่อทีมนำ 2. จัดทำ SAR ตอน IV 5 ปี-ปัจจุบัน (2565-2569) | 1. พ.ย. 2566 2. พ.ย. - ธ.ค. 2567 | ปรับปรุงตัวชี้วัด ปี 2567-2569 -จุดเน้นและ KPI การพัฒนาคุณภาพระดับองค์กร -จุดเน้นและ KPI การพัฒนาคุณภาพของระบบงาน | -ปี 2567 จำนวน KPI องค์กร 56 ตัว -ปี 2568 KPI องค์กร 56 ตัว -ปี 2569 KPI องค์กร 54 ตัว | ทีมระบบทุกทีม | 30-ก.ย.-2567-2569 | ปี 2567 ศูนย์คุณภาพได้รับแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน และปรับปรุงตัวชี้วัดผลลัพธ์ตามยุทธศาสตร์องค์กร 56 ตัว 1. ระบบ IM 2. ระบบ HR 3. ระบบชุมชน/HPH 4. ระบบบริหารงานทั่วไปและศูนย์จัดเก็บรายได้ 5. ระบบ ENV 6. ระบบ IC 7. ระบบ PCT (จาก4 เพิ่มเป็น 8 โรคมุ่งเน้น เพิ่ม Sepsis, STEMI, CKD, ไข้เลือดออก) 8. ระบบ RM 9. ระบบ PTC -ปี 2568 KPI ตามยุทธศาสตร์องค์กร 56 ตัว -ปี 2569 KPI ตามยุทธศาสตร์องค์กร 54 ตัว | ||||
28 | 19. ความรู้ขององค์กร [I-4.2ข] ** | ข้อเสนอแนะที่ 3. 1. ทุกทุกปี และในปี 2567 ศูนย์คุณภาพ รับสมัครเรื่องประกวด CQI / นวัตกรรม กำหนดวันรับเอกสาร CQI / นวัตกรรม ส่งเข้าประกวดในมหกรรมพัฒนางานคุณภาพ จัด Booth และนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรม/CQI จากงานประจำ 2. ทีมเยี่ยมสำรวจภายใน (Internal Surveyor) ค้นหา Best practice นวัตกรรม/CQI ที่ใช้ในการพัฒนางานประจำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี นำเสนอในที่ประชุมบุคลากร 3. การอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Knowledge Management to Transformative Learning [KM to TL]) โรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย ปีงบประมาณ 2567 4. จัดมหกรรมพัฒนางานคุณภาพ ปี 2568-2569 5. โครงการ R2R คปสอ.สระใคร ปี 2567-2569 สนับสนุนการทำ R2R และเผยแพร่ 6. โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการทีมแห่งการเรียนรู้ในองค์กรแห่งความสุข อ.สระใคร ปี 2568 กิจกรรม ตลาดนัดเรื่องเล่าความสุขจากงานประจำ (Knowlege and Happiness Sharing) 7. จัดทำคลังความรู้ On Cloud / Website รวบรวมความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge ผ่านชุมชนนักปฏิบัติบริการสุขภาพ (Community of Practices : CoPs) และการพัฒนาคุณภาพจากการทำงานที่เป็นแบบอย่าง Best Practice ให้บุคลากรสืบค้นเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ส่งเสริมการขยายผล Best Practice ทั่วทั้งองค์กร | 1. 1 เม.ย. 2567 - 31 พ.ค. 2567 2. 22 มีนาคม 2567 3. ก.ย. 2567 4. พ.ค. 2568, 2569 5. 2567 - 2569 6. ม.ค. - มี.ค. 2568 7. 2568-2569 | 1. จำนวนหน่วยงานที่ส่ง เรื่อง CQI / นวัตกรรม นำเสนอในการประกวด ปี 2567-2569 2. จำนวนงานวิจัยทุกประเภท ปี 2567-2569 3. จำนวนบุคลากรและทีมแห่งการเรียนรู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ตลาดนัดเรื่องเล่าความสุขจากงานประจำ 4. คลังความรู้ On Cloud / Website | 1. จำนวนหน่วยงานที่ส่ง เรื่อง CQI / นวัตกรรม นำเสนอในการประกวด ปี 2567-2569 อย่างน้อย หน่วยงานละ 1 เรื่อง (จำนวน 18 หน่วยงาน) 2. จำนวนงานวิจัยทุกประเภท 2 เรื่อง / ปี 3. จำนวนบุคลากรและทีมแห่งการเรียนรู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ตลาดนัดเรื่องเล่าความสุขจากงานประจำ จำนวน 3 รุ่นๆ ละ 40 คน นำเสนอผลการพัฒนาคุณภาพงานประจำผ่าน เรื่องเล่า/นวัตกรรม/CQI อย่างน้อย 20 ทีม 4. คลังความรู้ On Cloud / Website 10 เรื่อง ขึ้นไป / ปี | 1. ทีมศูนย์คุณภาพ/ หน่วยงาน 18 หน่วยงาน 2. คณะกรรมการ R2R 3. ทีม HR | กันยายน 2567, 2568, 2569 | -ปี 2567 จำนวนผลงานความรู้ รวม 32 ผลงาน จาก 18 หน่วยงาน แบ่งเป็น นวัตกรรม 16 เรื่อง CQI 10 เรื่อง งานวิจัยทุกประเภท 6 เรื่อง -ปี 2568 จำนวนผลงานความรู้ รวม 25 ผลงาน แบ่งเป็น นวัตกรรม 11 เรื่อง CQI 12 เรื่อง งานวิจัย 2 เรื่อง -ปี 2569 กำหนดจัดมหกรรมงานคุณภาพ มิ.ย.-2569 | ||||
29 | I-5 บุคลากร | ทีม HR | ||||||||||
30 | 20. ขีดความสามารถและความเพียงพอของ บุคลากร [I-5.1ก] ** | สิ่งที่ชื่นชม บุคลากรทุกระดับมีความรักในองค์กร ทีมนำบริหารบุคลากรมีการสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้การพัฒนาคุณภาพ เช่น จัดให้มีการประกวดมหกรรมคุณภาพ ส่งผลให้บุคลากรมีความร่วมมือร่วมใจพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานในรูปแบบ CQI และนวัตกรรมต่างๆของหน่วยงาน ทำให้ได้รับรางวัลต่างๆและยังเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับหน่วยงานภายนอก เช่น เป็นที่ศึกษาดูงานคุณภาพระบบบริการ งาน IT, ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศและระดับเขตพัฒนาระบบงานจิตเวชและยาเสพติดร่วมกับงาน IT โปรแกรม Sakhrai Hosplus ,หน่วยงาน Xray ได้รับรางวัลมาตรฐานห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยระดับดี ระดับเขต รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งรูปแบบบริการ (service model) เชิงนวัตกรรม ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงในปี 2566นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของบุคลากรมีการจัดสร้างบ้านพักให้กับบุคลากรโดยไม่รองบประมาณมีการติดตั้ง ไฟส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยงบริเวณพื้นที่ทางเดินที่พักบุคลากรปรับปรุงระบบประตูหน่วยงานห้องฉุกเฉินให้มีระบบความปลอดภัยด้านสุขภาพบุคลากรมีการส่งเสริมให้บุคลากรได้รับการตรวจสุขภาพประจาปี ตรวจความเสี่ยงจากการทำงานนำผลการตรวจมาวิเคราะห์แยกกลุ่ม จัดกิจกรรมสร้างเสริมให้แต่ละกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและยังส่งเสริมให้บุคลากรได้รับวัคซีนป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องความผูกพันมีการสำรวจความผูกพัน ความพึงพอใจของบุคลากรนำผลประเมินความผูกพันมาวิเคราะห์แยกกลุ่มวิชาชีพ/วิเคราะห์ ปัจจัยที่ให้คะแนนน้อยและนำมาพัฒนาเพิ่ม ความผูกพัน ได้แก่ เพิ่มค่าตอบแทน OT 15% ทุกวิชาชีพ จัดโครงการ OD | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. ทีมนำบริหารทรัพยากรบุคคล ควรทบทวนการจัดทำแผนบริหารทรัพยากรบุคคลให้ชัดเจนทั้งแผนระยะสั้น/ระยะยาว เพื่อใช้กำกับติดตามการบริหารทรัพยากรบุคคล และตอบสนองกลยุทธ์/ทิศทางขององค์กร โดยนำข้อมูลที่ได้มีการวิเคราะห์ไว้แล้วมาใช้ประโยชน์ เช่น ข้อมูลภาระงานของแต่ละหน่วยงานในภาพรวม ข้อมูลบุคลากรที่เกษียณ/ลาออก/โอนย้าย มาวิเคราะห์เชื่อมโยงถึง Key man ระบบงานสำคัญต่างๆ ที่ใกล้เกษียณ นำไปพัฒนาจัดทำแผนบริหารทรัพยากรบุคคล รวมไปถึง Succession plan เตรียมบุคลากรที่มาทดแทนกลุ่ม Key man เกษียณ ให้มีทักษะ/สมรรถนะสามารถปฏิบัติงานทดแทนได้ 2. การจัดการผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาบุคลากร ทีมบริหารบุคคลควรใช้ประโยชน์จากผลการประเมิน PMS มาวางแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับอุบัติการณ์/ประเด็นปัญหาความไม่ปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญ | ข้อเสนอแนะที่ 1. 1. จัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน HR 2. หัวหน้าหน่วยงานประเมิน Training need จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล แผนระดับหน่วยงาน/กลุ่มงาน/องค์กร 3. หัวหน้าหน่วยงาน รวบรวมผลการพัฒนาสมรรถนะรายคน ด้วยโปรแกรม SKHos HR หรือ HR Monitor พัฒนาส่วนขาด/ติดตามผล 4. จัดทำ Succession plan เตรียมบุคลากรที่มาทดแทนกลุ่ม Key man เกษียณ ให้มีทักษะ/สมรรถนะสามารถปฏิบัติงานทดแทนได้ 5. แผนบริหารทรัพยากรบุคคล 5 ปี (ปี 2568-2572) | ปีงบประมาณ 2567, 2568, 2569 | 1. แผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน HR ปี 2567-2569 2. แผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ปี 2567-2569 3. ผลการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ปี 2567-2569 ครบทุกคน ทุกหน่วยงาน 4. Succession plan ปี 2567-2572 5.. แผนบริหารทรัพยากรบุคคล 5 ปี (ปี 2568-2572) | เพื่อปรับปรุงการจัดทำแผนบริหารทรัพยากรบุคคล ให้มีขีดความสามารถและความเพียงพอในการตอบสนองกลยุทธ์ | ทีม HR ทุกคนและหัวหน้าหน่วยงาน | กันยายน 2567, 2568, 2569 | 1. แผนปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพระบบงาน HR ปี 2567 ประกอบด้วย 8 แผนย่อย แบ่งทีมผู้รับผิดชอบ 8 ทีมย่อย ดำเนินการ ติดตามและประเมินผลลัพธ์ 2. แผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ปี 2567 และผลการพัฒนาตามแผนครบทุกหน่วยงาน 126 คน 3. Succession plan ปี 2567-2572 4. แผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (Indidvidual Development Plan : IDP) ปี 2568-2569 | ||
31 | 21. การสนับสนุนการทำงานและสวัสดิภาพของ บุคลากร [I-5.1ข] | |||||||||||
32 | 22. สุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร [I-5.1ค] ** | |||||||||||
33 | 23. ชีวิตและความเป็นอยู่ของบุคลากร [I-5.1ง] | |||||||||||
34 | 24. ความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กร [I-5.2ก, ข | |||||||||||
35 | 25. การจัดการผลการปฏิบัติงานและการพัฒนา บุคลากร[I-5.2ค] ** | ข้อเสนอแนะที่ 2. 1. นำผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและสมรรถนะรายบุคคล หัวหน้าหน่วยงานวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับอุบัติการณ์/ประเด็นปัญหาความไม่ปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญ 2. หน่วยงานร่วมกับบุคลากร จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล 3. ทีม HR วิเคราะห์แผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล/หน่วยงาน เสนอการจัดสรรงบประมาณของโรงพยาบาลสนับสนุนตามแผนพัฒนาสมรรถนะรายบุคคล ตามแผนอบรม/ประชุมภายนอก หรือจัดอบรม/ประชุม/ฝึกปฏิบัติภายใน (In-house training) 4. ติดตาม/รวบรวม/ประเมินผลการพัฒนาบุคลากรตามแผน 5. ทีมนำทบทวนการจัดการผลปฏิบัติงาน ด้านผลสัมฤทธิ์ของงาน ออกแบบการกำหนดและวัดผลตามตัวชึ้วัดระดับกลุ่มงาน 60% ตัวชี้วัดส่วนกลาง โดยคณะทำงานรวบรวมผลงานระดับโรงพยาบาล 30% และตัวชี้วัดผู้ที่มีผลงานระดับประเทศ/เขต/จังหวัด โดยคณะกรรมการประเมินผลปฏิบัติราชการ 10% | ปีงบประมาณ 2567, 2568, 2569 | บุคลากรได้รับการพัฒนาตามแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ร้อยละ 95 ขึ้นไป | เพื่อปรับปรุงการจัดการผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาบุคลากร | ทีม HR / ทีมนำ | มีนาคม, กันยายน ปี 2567, 2568, 2569 | -กันยายน 2567 ใช้ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและสมรรถนะรายบุคคล และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับอุบัติการณ์/ประเด็นปัญหาความไม่ปลอดภัยใน การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญ เพื่อปรับแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ปี 2568 -กันยายน 2568 ใช้ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและสมรรถนะรายบุคคล วิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับอุบัติการณ์/ประเด็นปัญหาความไม่ปลอดภัย ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญ จุดเน้นทีมระบบ เพื่อปรับแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล ปี 2569 เช่น 1) เตรียมส่งพยาบาลเรียน หลักสูตร 4 เดือน การอบรมการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาล ผู้ป่วยโรคติดเชื้อและการควบคุมการติดเชื้อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่ม 20-เมษายน-2569 2) ส่งพยาบาลน้องใหม่ อบรมหลักสูตร Focus Charting 3) ส่งพยาบาลเพิ่มพูนสมรรถนะในหลักสูตร อบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง ACLS , อบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการผู้ป่วยจิตเวช และจิตเวชสารเสพติดที่มีพฤติกรรมรุนแรง 4) เตรียมพยาบาลเข้าอบรมหลักสูตร CM เบาหวาน (คนที่สอง) ตาม Succession Plan ที่ CM เบาหวานจะเกษียณ ปี 2571 5) พัฒนาสมรรถนะทีม PCT เช่น อบรม HA PCT By HACC KKU 6) พัฒนาสมรรถนะทีม RM เช่น Risk Management การบริหารความเสี่ยงในการปฏิบัติการพยาบาล | ||||
36 | I-6 การปฏิบัติการ | ทีมนำ / ทีม IM | ||||||||||
37 | 26. การออกแบบบริการและกระบวนการทำงานการนำกระบวนการสู่การปฏิบัติและปรับปรุงกระบวนการทำงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผล [I-6.1ก ข, I-6.2ก] ** | 1. การจัดการระบบสารสนเทศ มีการพัฒนาปรับปรุงระบบสารสนเทศตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ขององค์กรในการเป็น Smart Hospital เอื้อต่อการให้บริการผู้ป่วย/ผู้รับบริการนาไปสู่การพัฒนาโปรแกรม HOSxP เชื่อมกับ โปรแกรม Sakhrai Hospital ได้แก่ พัฒนาระบบคิว/ระบบลงทะเบียนโดยนำ ระบบ Kiosk มาใช้ที่ OPD ส่งผลให้สามารถลดระยะเวลารอคอยได้ มีการพัฒนาโปรแกรม Dashboard สำหรับผู้บริหารให้สามารถติดตามข้อมูลตัวชี้วัดที่สำคัญได้ พัฒนาโปรแกรม RCM ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลทำให้สามารถเบิกเคลมได้ครบถ้วนทันเวลา100% และผลคะแนนประเมินจัดอยู่ในลำดับที่ 1 ของอำเภอ นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบ IPD paper less เป็นระบบ Digital 100% และพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนระบบบริการ/ระบบงานสำคัญต่างๆ ส่งผลให้โรงพยาบาลผ่านเกณฑ์Smart Hospital 2. ภาวะฉุกเฉิน การซ้อมอัคคีภัยซ้อม อพยพเคลื่อนย้ายร่วมกับหน่วยงาน ภายนอก, ซ้อมระบบสารสนเทศล่ม ซ้อม CPR /การช่วยเหลือภาวะฉุกเฉิน ในหน่วยงานที่มีความเสี่ยง ซ้อมอุบัติเหตุหมู่ และมีการนำผลการฝึกซ้อมมาพัฒนาปรับปรุงแผน | คำแนะนา (Suggestion) การจัดการระบบสารสนเทศ 1. ควรส่งเสริมให้มีประเมิน/ทบทวนความมั่นคงปลอดภัยของสถานที่ห้อง server ทั้ง server หลักและ server สำรองให้มีความเหมาะสมปลอดภัย ทั้ง ทางกายภาพ และจากอัคคีภัย 2. ควรส่งเสริมการประเมินโปรแกรมต่างๆ ที่นำมาใช้โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การตามรอย/การสำรวจสอบถามจาก User เพื่อหาโอกาส พัฒนาปรับปรุงโปรแกรมต่างๆ ให้เอื้อต่อการทำงานของ User | ข้อเสนอแนะที่ 1. แผนพัฒนาของ รพ. การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยและภาวะฉุกเฉิน (ทีมนำมอบหมาย IM ดำเนินการ) 1) ทีม IM ดำเนินการแยก server หลัก และรอง อยู่คนละอาคาร ลดความเสี่ยงเกิดเหตุอัคคีภัยพร้อมกัน มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ได้แก่ ระบบควบคุมอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง การแจ้งเตือนระบบอัคคีภัย แผนพัฒนาเพิ่มเติม เสนอ ระบบกล้องวงจรปิดห้อง server 2) ทีม IM ทบทวนแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ ตรวจสอบความพร้อมและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือและฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ตามแผนและแนวทางที่กำหนด (ฺBusiness Continuity Plan: BCP) - พัฒนาแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัย สำหรับระบบ server ของโรงพยาบาลโดยเฉพาะ วางแผนการซ้อมตามแนวทางการปฏิบัติของระบบสารสนเทศ เช่น กรณี ระบบ server ให้บริการผู้ป่วยไม่ได้ชั่วคราว - พัฒนาระบบการติดตั้ง server สำรอง ให้พร้อมดำเนินการ และแผนการติดตั้ง server ใหม่ หลังเกิดเหตุการณ์ เพื่อฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว 3) พัฒนาแนวทาง server ล่ม จากทุกสาเหตุ เพื่อให้บริการผู้ป่วย ข้อเสนอแนะที่ 2. แผนพัฒนาของ รพ. 1) ติดตามการใช้งานโปรแกรมหลัก การให้บริการมีการประเมินตามความเหมาะสมแต่ละ user ผู้ใช้งาน รวบรวมข้อมูล ความเสี่ยง ข้อไม่สะดวก นำมาเป็นข้อมูลพัฒนา พร้อมทั้งติดตามการใช้งานโปรแกรม ครบถ้วนถูกต้องของ User ตามมาตรฐาน โดยเน้นระบบที่ใช้งานกับผู้ป่วย - ระบบการทำบัตรผู้ป่วย - ระบบ OPD paperless - ระบบ IPD paperless - ระบบ LIS (Lab) / PAC (X-ray) - ระบบ back office ต่างๆ 2) พัฒนาการติดตามประเมิน การใช้ระบบตามแนวทาง - Compliance user การทำตามแนวทาง ความถูกต้อง ครบถ้วน - ประเมิน ความ user friendly เพื่อสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ในการให้บริการ - ความเสี่ยงโปรแกรมต่างๆ | ข้อเสนอแนะ 1. เตรียมซ้อมเหตุเครือข่ายล่ม ม.ค. 2568 ข้อเสนอแนะ 2. 21 ตุลาคม 2567 | 1. จำนวนครั้งของการซ้อมแผนระบบรับมือเครือข่ายล่ม 2. จำนวนโปรแกรมหลักที่ให้บริการผู้ป่วยและ Application (Software) ที่รับฟัง user และปรับปรุง | 1. หน่วยงานทุกแผนกเข้าร่วมซ้อมแผนระบบรับมือเครือข่ายล่ม ปีละ 1 ครั้ง 2. จำนวนโปรแกรมหลักที่ให้บริการผู้ป่วยและ Application (Software) ที่รับฟัง user อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง | ทีม IM | 1. กุมภาพันธ์ 2568 2. ติดตาม ปีละ 2 ครั้ง มีนาคม, กันยายน 2568-2569 | 1. แยก server หลัก และรอง อยู่คนละอาคาร มีระบบควบคุมอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง และระบบป้องกัน/แจ้งเตือนอัคคีภัย เรียบร้อยแล้ว 2. มีแผนบริหารความต่อเนื่องและแนวทางปฏิบัติด้านระบบสารสนเทศ (ฺBusiness Continuity Plan: BCP) 3. ผลรวบรวมข้อมูล ความเสี่ยง ข้อไม่สะดวก เตรียมทำแผนพัฒนาและติดตามการใช้งานโปรแกรมหลักที่ให้บริการผู้ป่วยและ Application (Software) ปี 2568 | ||
38 | 27. การจัดการเครือข่ายอุปทาน [I-6.1ค] | |||||||||||
39 | 28. การจัดการนวัตกรรม [I-6.1ง] | |||||||||||
40 | 29. การจัดการด้านการเรียนการสอนและการฝึกอบรมทางคลินิกของสถานพยาบาล [I-6.1จ] | |||||||||||
41 | 30. การจัดการระบบสารสนเทศ [I-6.2ข]** | |||||||||||
42 | 31. ความพร้อมสาหรับภาวะภัยพิบัติและภาวะ ฉุกเฉินต่างๆ [I-6.2ค]** | |||||||||||
43 | ตอนที่ II ระบบงานสำคัญของโรงพยาบาล | |||||||||||
44 | II-1 การบริหารงานคุณภาพ ความเสี่ยง และความปลอดภัย | ทีมศูนย์ Q / ทีม RM | ||||||||||
45 | 32. ระบบบริหารงานคุณภาพ การประสานงานและ บูรณาการ การทางานเป็นทีม [II-1.1ก (1)(2)(3)(9)]** | ทีมบริหารความเสี่ยง มีการออกแบบระบบครอบคลุมทุกกระบวนการบริหารความเสี่ยงมีการออกแบบระบบการรายงานอุบัติการณ์ด้วยโปรแกรมของโรงพยาบาลสร้างเองโปรแกรมสามารถแจ้งเตือนเมื่ออุบัติการณ์ระดับ E up สามารถดึงรายงานข้อมูลต่างๆแนบรายงานการทบทวน สามารถปรับปรุงตามความต้องการของผู้ใช้ ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็น version 4 ได้รับรางวัลระดับดีในระดับจังหวัด ทำให้เป็นที่ศึกษาดูงานและนำไปใช้ในโรงพยาบาลอื่นๆ | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. ทีมบริหารความเสี่ยง ควรเพิ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง, อุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละโปรแกรม (จำนวน/ระดับความรุนแรง) ที่มีการสรุปภาพรวมไว้แล้ว นำมาจัดลำดับความสำคัญในระดับโรงพยาบาล มีการส่งคืนข้อมูล เชื่อมโยงประสานกับทีมนำ/ทีมเชิงระบบ/หน่วยงาน ในการวางแนวทางป้องกัน ความเสี่ยง และจากข้อมูลอุบัติการณ์ พบว่า เป็นระดับ A, B ร้อยละ 71.65 ควรวิเคราะห์เชื่อมโยงกับการปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ ที่ออกแบบไว้ (compliance) และการดักจับอุบัติการณ์ด้วยความเข้าใจคำจำกัดความ รวมทั้ง ใช้ risk register อย่างเข้าใจในการติดตามกำกับการปฏิบัติให้มีความสม่ำเสมอ ในระยะเวลาที่เหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ทีมต่างๆ ค้นหาสาเหตุราก (RCA) ด้วยความเข้าใจและเพื่อให้เกิดประโยชน์จากการค้นหา มีการนำปัจจัยเชิงระบบที่อยู่เบื้องหลังมาพิจารณา เช่น ศักยภาพของบุคลากร ภาระงานสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงานเครื่องมือ เทคโนโลยี การออกแบบระบบงานและการควบคุมกำกับ ไม่ใช่จากตัวบุคคล มีการนำสาเหตุที่ได้มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อป้องกัน/ลดอุบัติการณ์การเกิดซ้ำหรือบรรเทาความเสียหาย | ตอบข้อเสนอแนะ ข้อที่ 1 1. มีการนำความเสี่ยงของแต่ละโปรแกรมมาวิเคราะห์จัดลำความสำคัญ ตามจำนวนและระดับความรุนแรง โดยนำความเสี่ยงที่มี Risk Level มากอันดับ 1-10 มาเป็นความเสี่ยงสำคัญในระดับโรงพยาบาล โดยมีการคืนข้อมูลอุบัติการณ์ระดับ E ขึ้นไป ให้กับทีมนำ ทีมระบบ และหน่วยงาน ผ่านการประชุมทีมนำในทุกเดือน ซึ่งมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้บริหาร ประธาน/เลขาทีมระบบ และหัวหน้าหน่วยงาน เพื่อให้เป็นการสื่อสารการวางแนวทางป้องกันอุบัติการณ์ที่ผ่านการทบทวนแล้วไม่ให้เกิดซ้ำอีก โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงที่ยังต้อง monitor อยู่ที่ dashboard ชื่อ ผลการติดตามการทบทวนความเสี่ยงระดับ E-I ที่หน้า Website โรงพยาบาลสระใคร รู้จักเรา/โปรแกรมภายใน : รวมโปรแกรมภายใน Sakhrai Hospital Application Service 2. ในส่วนของความเสี่ยงระดับ A-B เป็น near miss มีร้อยละโดยประมาณในแต่ละปีงบประมาณ เท่ากับร้อยละ 70 ทางทีมบริหารความเสี่ยงได้ออกแบบให้โปรแกรมความเสี่ยงสามารถสรุปความเสี่ยงที่มีปริมาณมากที่สุด 1-10 เรื่องในแต่ละไตรมาตรของทุกทีมระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกับแนวทางต่างๆของโรงพยาบาล ให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น 3. มีการ monitor ความเสี่ยงสำคัญตามเป็น โดยมอบหมายให้ risk owner กำกับติดตามผ่าน risk register อย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดให้มีการนำเสนอ risk register อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มีการเก็บรวบรวมข้อมูล อยู่ที่ dashboard ชื่อ Risk Register ตามมาตรฐานสำคัญและจำเป็น 9+1 ที่หน้า Website โรงพยาบาลสระใคร รู้จักเรา/โปรแกรมภายใน : รวมโปรแกรมภายใน Sakhrai Hospital Application Service | ดำเนินการ ต.ค 2566-ก.ย.2569 | 1. การคืนข้อมูลความเสี่ยงให้กับทีมนำและทีมระบบ 2.. ความสมบูรณ์ของ Risk Register ตามมาตรฐานสำคัญจำเป็น | 1. ความเสี่ยงระดับ E ขึ้นไป คืนข้อมูลให้ทีมนำ ทุกเดือน เเละความเสี่ยงระดับ A-B คืนข้อมูลให้ทีมระบบทุก 3 เดือน 2. ความสมบูรณ์ของ Risk Register ตามมาตรฐานสำคัญจำเป็น อย่างน้อย 9 เรื่อง ปีละ 2 ครั้ง | 1. ทีม RM 2. Risk Owner | 1. ทุกเดือน 2.ทุก 6 เดือน | 1. ปัจจุบัน มีการคืนข้อมูลความเสี่ยงระดับ E ขึ้นไป ผลการทบทวน ประเด็นในการติดตามที่เกี่ยวข้องกับทีมระบบต่างๆ ให้ทีมนำและทีมระบบ ทุกเดือน เเต่ การคืนข้อมูลระดับ A-B อยู่ในระหว่างการดำเนินการพัฒนาโปรเเกรม โดยใช้โปรแกรมดึงข้อมูลลำดับ 1-5 คืนให้ทีมระบบทุกทีม 2. มีการให้นำเสนอความก้าวหน้าของ Risk Register และอัพโหลตเอกสารในเวปไซค์ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ มีทั้งหมด 9 + 1 เรื่อง ตามมาตรฐานจำเป็น 9 ข้อ | ||
46 | 33. การประเมินตนเองและจัดทาแผนพัฒนา คุณภาพ [II-1.1ก(4)(5)(6)(7)(8)] | |||||||||||
47 | 34. การทบทวนและพัฒนาคุณภาพการให้บริการ และการดูแลผู้ป่วย [II-1.1ข(1) (2)(3)(4)]** | |||||||||||
48 | 35. ระบบบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย [II- 1.2ก(1) (3) (5)]*,** | |||||||||||
49 | 36. กระบวนการบริหารความเสี่ยง [II-1.2ก(2)] | ตอบข้อเสนอแนะ ข้อที่ 2 1. มีการส่งเสริมให้ทีมระบบต่างๆ ค้นหา root cause ด้วยความเข้าใจ โดยมีการออกแบบให้รายงานการทบทวนความเสี่ยง มีการพิจารณาถึงปัจจัยเชิงระบบ เช่น ศักยภาพของบุคลากร ภาระงาน สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถนำ root cause ที่ได้มาออกแบบระบบงาน พัฒนา และปรับปรุง 2. มีการกำหนดให้ติดตาม การดำเนินการตามผลการทบทวน กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จและผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกัน ลดการเกิดอุบัติการณ์ซ้ำ และบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีก 3. มีการสนับสนุน ทักษะการหา RCA โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาช่วยเสนอแนะว่าความเสี่ยงที่ได้ทำการทบทวนไปแล้ว ได้ root cause ที่แท้จริงหรือไม่ | ดำเนินการ ต.ค 2566-ก.ย.2569 วันที่ 27, 28 พฤษภาคม 2567 จำนวน 2 รุ่น | 1. อุบัติการณ์ระดับ E ขึ้นไปที่เกิดซ้ำจากสาเหตุเดิม จำนวน 0 เรื่อง 2. ร้อยละของผลการดำเนินการ ตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ตำ่กว่า ร้อยละ 80 | 1. จำนวน 0 เรื่อง 2. ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 | ทุกทีมระบบ | ทุกเดือนในการประชุมทีมนำ | 1. พบความเสี่ยงซ้ำ (ปี2567) 1.1 ในทีมระบบ PCT ระดับ E จำนวน 1 เรื่อง คือไม่ปฏิบัติตาม WI "case head injury ที่เข้าเกณฑ์ให้ส่ง CT Brain ทุกราย" จำนวน 2 ครั้ง 1.2 ในทีมระบบ ENV ระดับ E จำนวน 2 เรื่อง คือระบบไฟฟ้า เเละกระบวนการทำงานของพนักงานเกษตรพื้นฐาน และ ยังไม่พบความเสี่ยงซ้ำอีก ในปี2568-2569 2. มีการดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นส่วนมาก มีการติดตามในประเด็นต่างๆโดยทีมระบบ | ||||
50 | 37. การเรียนรู้จากอุบัติการณ์ [II-1.2ก(4)]* | |||||||||||
51 | II-2 การกำกับดูแลด้านวิชาชีพ | NSO | ||||||||||
52 | 38. ระบบบริหารการพยาบาล [II-2.1ก] | 1. ระบบบริหารการพยาบาล ผู้นำและทีม เป็นกำลังหลักการพัฒนาคุณภาพร่วมกับทีมนำระบบงานสำคัญต่างๆ พบบรรยากาศทีมมีความตั้งใจพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการพยาบาล เช่น การพัฒนาระบบการมอบหมายงาน การตอบสนองนโยบาย paperless ในหน่วยงานพัฒนาการดูแลกากับในการปฏิบัติงาน ด้วย mentor model Coaching, จัดทำ succession plan มีผลงานได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ ระดับเขตจำนวนหลายรางวัล ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานส่วนรวมเพื่อวิชาชีพระดับจังหวัด ระดับเขตและทำหน้าที่ศูนย์คุณภาพของโรงพยาบาล 2. องค์กรแพทย์ เป็นองค์กรที่สำคัญที่มีส่วนร่วมและเป็นผู้นำในการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล มีธรรมนูญองค์กรแพทย์ ที่มีการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก มีกรอบการทำงานภาระหน้าที่และจรรยาบรรณที่ดีของสมาชิกในองค์กร การวางระบบการทำงานของแพทย์ทั้ง ในและนอกเวลาราชการ การประสานสื่อสารการช่วยเหลือกัน มีระบบการปรึกษาของแพทย์ ทั่ว ไป GP และแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม เด็ก ออร์โธปิดิกส์และศัลยกรรม การดูแลผู้ป่วยเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ อย่างมีองค์รวม HOLISTIC | คำแนะนำ (Suggestion) : 1. ทบทวนบทบาทหน้าที่ในการมองภาพรวมการบริหารตามพันธกิจ เช่น การบริหารอัตรากำลังให้เพียงพอครอบคลุมรายวันและภาพรวม เพื่อใช้ในการวางแผนสรรหาเพิ่มในระยะยาว การประเมินและพัฒนาศักยภาพให้เพียงพอสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละหน่วยงาน จัดทำแผนพัฒนาได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น 2. ทบทวนการกำหนดเป้าหมายในการนิเทศกำกับติดตามของหัวหน้าหน่วยงาน ให้ใช้ประโยชน์ในการประเมินศักยภาพของบุคลากรรายคน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันจากผู้ป่วยรายโรค และออกแบบการมอบหมายงานให้เอื้อต่อการกำกับติดตามและนิเทศ ได้ชัดเจนมากขึ้น ผู้ป่วยปลอดภัย | ระบบ NSO วางแผน ตาม คำแนะนำ (Suggestion) : ดังนี้ 1.จัดทำแผนพัฒนาองค์กรพยาลปี2568-2572 ตามพันธกิจ NSO 1.1 แผนบริหารอัตรากำลัง ให้เพียงพอครอบคลุมรายวัน และภาพรวม โดยติดตามจากผลลัพธ์ Productivity และแผนผสมผสานอัตรากำลัง 1.2 แผนสรรหาเพิ่มในระยะยาว โดย ให้ทุนเรียนพยาบาลปีละ1-2 คน และทำแผนSAPเสนอเขตสุขภาพ ประเมินGap ตามFTE และขอเพิ่ม ตามGap 1.3การประเมินสมรรถนะ โดย ติดตามจากผลการนิเทศ รายบุคคล จากการทบทวนอุบัติการความเสี่ยง และพัฒนาศักยภาพ ให้เพียงพอ และสอดคล้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย 2. พัฒนาระบบการนิเทศ โดย 2.1 กำหนดเป้าหมายในการนิเทศกำกับติดตามของหัวหน้าหน่วยงาน ตามหลักการทฤษฎีของ Proctor เป็นรูปแบบการนิเทศ ให้ใช้ประโยชน์ในการประเมินศักยภาพของบุคลากรรายคน เพื่อนนำสู่การทำแผนพัฒนา IDP ร่วมกับทีมHRD 2.2 สร้างการเรียนรู้ร่วมกันจากผู้ป่วยรายโรค และออกแบบการมอบหมายงานให้เอื้อต่อการกำกับติดตามและนิเทศ ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยการตั้งทีม ชุมชนนักปฏิบัติ(Cops) เพื่อ ออกแบบ ตั้งเป้าหมาย กำกับติดตามนิเทศ ติดตามผลลัพธ์ ในโรคมุ่งเน้น /หัตถการเสี่ยงสูง เพื่อให้ ผู้ป่วยปลอดภัย | ตค-กย2567 /ตค-กย.2568 ถึง 2569 | อัตราที่หน่วยงานมี Productivity ตามเกณฑ์มาตรฐาน(90-110%) | 1.เพื่อให้ ทุกหน่วยงาน ในกลุ่มการพยาบาล มีการบริหารอัตรากำลังให้เพียงพอครอบคลุมรายวัน และภาพรวม 2.เพื่อวางแผนสรรหาเพิ่มในระยะยาว 3.เพื่อประเมินและพัฒนาศักยภาพให้เพียงพอสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละหน่วยงาน | ทีมNSO และHR NURSE 1.วัชราภรณ์ ผิวเหลือง 2.ณัชชา เดชชาตรี 3. ประกายทิพย์ พรหมสูตร 4.ทัศนีย์ภรณ์ ตุ้มมี 5. ศุภนิดา ทัพโพธ์ ..6.อาภาภรณ์ ชินวงศ์ | ตุลาคม2567-ปี2569 | ผลลัพธ์ ดังนี้ 1.มีแผนพัฒนาองค์กรพยาลปี2568-2572 ตามพันธกิจ NSO 1.1 มีแผนบริหารอัตรากำลัง ให้เพียงพอครอบคลุมรายวัน และภาพรวม โดยผลลัพธ์ Productivity ยังสูง 2 หน่วยงาน เนื่องจากโรงพยาบาลสระใคร มีLabor Cost สูงในเขตสุขภาพที่8 จึงยังไม่สามารถเพิ่มพยาบาลในเวร เช้าวันหยุด ที่แผนก ER และIPD ได้ NSOได้จัดทำแผนอัตรากำลังสำรอง เมื่อภาระงานเกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือเมื่อมีภาวะฉุกเฉิน โดยใช้บุคลากรจากหน่วยงานอื่นหมุนอัตรากำลังช่วยเหลือกัน ระหว่าง IPD และ ER 1.2 มีแผนสรรหาเพิ่มในระยะยาว โดย ให้ทุนเรียนพยาบาลปีละ1-2 คน (ในปี2567 มีพยาบาลจบใช้ทุน 1คน ปี2568 มีพยาบาลจบมาใช้ทุน 2คน ปี2569 1คน และทำแผนSAPเสนอเขตสุขภาพ ประเมินGap ตามFTE และขอเพิ่ม ตามGap 1.3การประเมินสมรรถนะ โดย ติดตามจากผลการนิเทศ รายบุคคล จากการทบทวนอุบัติการความเสี่ยง และพัฒนาศักยภาพ ให้เพียงพอ และสอดคล้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย โดย มีแผนพัฒนาบุคลากร IDP รายบุคคล 2. พัฒนาระบบการนิเทศ โดย 2.1 กำหนดเป้าหมายในการนิเทศกำกับติดตามของหัวหน้าหน่วยงาน ตามหลักการทฤษฎีของ Proctor เป็นรูปแบบการนิเทศ ให้ใช้ประโยชน์ในการประเมินศักยภาพของบุคลากรรายคน เพื่อนำสู่การทำแผนพัฒนา IDP ร่วมกับทีมHRD 2.2 สร้างการเรียนรู้ร่วมกันจากผู้ป่วยรายโรค และออกแบบการมอบหมายงานให้เอื้อต่อการกำกับติดตามและนิเทศ ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยการตั้งทีม ชุมชนนักปฏิบัติ(Cops) ในเดือน ตุลาคม 2567 - ปี2569 จำนวน11 ทีม ทีมละ 3-4 คน เพื่อ ออกแบบ ตั้งเป้าหมาย กำกับติดตามนิเทศ ติดตามผลลัพธ์ ในโรคมุ่งเน้น /หัตถการเสี่ยงสูง เพื่อให้ ผู้ป่วยปลอดภัย | (ส่ง Action Plan NSO 22-ม.ค.-68) | วัชราภรณ์ ณัชชา ประกายทิพย์ ศุภนิดา สุคนธา |
53 | 39. ปฏิบัติการทางการพยาบาล [II-2.1ข] | |||||||||||
54 | 40. องค์กรแพทย์ [II-2.2] | |||||||||||
55 | II-3 สิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วย/ผู้รับผลงาน | ทีม ENV | ||||||||||
56 | 41. ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของโครงสร้าง และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การจัดการกับวัสดุ และของเสียอันตราย [II-3.1ก, ข] ** | สิ่งที่ชื่นชม 1. ระบบสิ่งแวดล้อม สามารถธำรงระบบสิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วยให้มีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีการดูแลพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลให้เป็นพื้นที่สีเขียว สะอาดเรียบร้อย เป็นไปตามมาตรฐาน 5 ส. มีการพัฒนาปรับปรุงอาคารสถานที่ให้มีความปลอดภัยเอื้อต่อการให้บริการผู้ป่วย/ผู้รับบริการ ได้แก่ ปรับปรุงพื้นที่ให้บริการหน่วยงาน OPD ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก, ปรับปรุงหน่วยงาน ER จัดให้มีประตูที่สามารถป้องกันความปลอดภัยให้กับผู้ให้บริการ/ผู้รับบริการ ปรับปรุงป้ายไฟโรงพยาบาล/ถนนด้านหน้าโรงพยาบาล ปรับปรุงห้องน้ำผู้ป่วย/ผู้พิการและพัฒนาห้องน้ำสาธารณะตามเกณฑ์มาตรฐาน HAS ได้รับรางวัลส้วมสาธารณะดีเด่น 2. ด้านระบบรักษาความปลอดภัยมีการติดตั้ง สัญญาณเรียกฉุกเฉินตามจุดพื้นที่เสี่ยงได้อย่างครอบคลุม ได้แก่ ห้องน้ำผู้ป่วย หน่วยงานเสี่ยงสูงต่างๆ และมีการติดตั้ง กล้องวงจรปิดทั้งหมด 31 ตัว 3. ด้านระบบสาธารณูปโภคและเครื่องมือแพทย์ มีการธำรงระบบบำรุงรักษาได้อย่างต่อเนื่อง มีศูนย์เครื่องมือบริหารจัดการภาพรวมเครื่องมือ ได้รับการสอบเทียบตามวงรอบ มีระบบสำรองเครื่องมือให้กับหน่วยงาน ส่งผลให้เครื่องมือแพทย์เพียงพอ พร้อมใช้ มีการติดตั้งระบบแก๊สทางการแพทย์เพิ่ม ส่งผลให้ระบบแก๊สทางการแพทย์มีเพียงพอ พร้อมใช้ 4. ด้านอัคคีภัย การซ้อมแผนอัคคีภัย ซ้อมอพยพเคลื่อนย้ายร่วมกับหน่วยงานภายนอก นำผลประเมินการฝึกซ้อมมาปรับปรุงแผน มีการสำรวจพื้นที่เสี่ยงและจัดทำแผนติดตั้งระบบเตือนตรวจจับอัคคีภัยในพื้นที่เสี่ยง 5. การจัดพื้นที่เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ มีการจัดพื้นที่ออกกาลังกายให้กับบุคลากร จัดพื้นที่มุมให้ความรู้การดูแลสุขภาพและพื้นที่ที่เอื้อต่อการให้บริการ มุมสวนหย่อม พื้นที่ OPD โล่งโปร่งสบายตา ไม่แออัด บริหารจัดการเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้ มีการตรวจคุณภาพน้ำอุปโภค/บริโภค ผลการตรวจผ่านเกณฑ์มาตรฐาน | คำแนะนา (Suggestion) 1. ระบบไฟฟ้าสำรอง ควรส่งเสริมให้มีการกำกับติดตามการปฏิบัติตามแผนพัฒนาที่ได้จัดทำไว้ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสำรองมีความเพียงพอ พร้อมใช้ 2. การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม 2.1. การจัดการขยะ ควรส่งเสริมการตามรอยระบบหน้างานการจัดการขยะแต่ละประเภท เพื่อประเมินระบบที่วางไว้ และรับรู้ปัญหาหน้างาน เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดการขยะแต่ละประเภทให้เหมาะสม ปลอดภัย 2.2. ระบบบำบัดน้ำเสีย ควรส่งเสริมการนำค่าน้ำเสียรายวัน (ค่า DO, PH) รายเดือน (TDS) ที่มีแนวโน้มไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มาเรียนรู้วิเคราะห์พัฒนาปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ ค่าน้ำเสียมีความเสถียรและปลอดภัยก่อนปล่อยออกสู่ชุมชน | คำแนะนำที่ 1. 1. จัดทำระบบกำกับติดตามระบบไฟฟ้าสำรอง การดำเนินงานตามแผนผ่าน Application โดยให้มีการ Monitor แจ้งเตือนในทีม ENV | ปี 2568-2569 | เครื่องสำรองไฟฟ้าได้รับการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงตามแผน 100% | 100% | นายพิษณุ สีกลำ | ปีงบ 2568-2569 มีการติดตาม และตรวจสอบระบบทุกวัน | - ระบบรายงานข้อมูลจากโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพ - เครื่องสำรองไฟได้รับการตรวจเช็ตตามแผนครบถ้วน | ||
57 | 42. ความปลอดภัยจากอัคคีภัย [II-3.1ค] ** | คำแนะนำที่ 2. การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม 2.1 การจัดการขยะ ได้ตามรอยระบบหน้างานการจัดการขยะแต่ละประเภท เพื่อประเมินระบบที่วางไว้ และรับรู้ปัญหาหน้างาน โดยทีม IC ร่วมกับ ENV - จัดตั้งผู้รับผิดชอบตรวจโรงพักขยะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ทุกวันจันทร์) กำกับติดตามการจัดการขยะผ่าน Application - ประชุมซักซ้อมความเข้าใจผู้เกี่ยวข้องในการเก็บและคัดแยกขยะของหน่วยงานและหน่วยบริการเครือข่าย ให้จัดเก็บและคัดแยกขยะ พร้อมนำส่งได้ถูกต้อง | - ปี 2568 - 2569 | - เจ้าหน้าทีคัดแยกขยะได้ถูกต้องตามขั้นตอนและจัดเก็บขยะถูกประเภท 90% | - เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการเก็บและคัดแยกขยะ ใน รพ.สระใครและหน่วยบริการเครือข่ายทุกคน | - จิรภา โพธิพรม | ทุกสัปดาห์ (โรงพักขยะ) ทุก 1 เดือน (ตามรอยการเก็บขยะ) | -มีการจัดการประชุมซักซ้อมความเข้าใจผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง รพ.สต.ในเครือข่าย ทีม IC ลงเยี่ยมหน่วยงาน เพื่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจในการทิ้งขยะ พบปัญหาการรับ-ส่ง ขยะติดเชื้อจากหน่วยบริการเครือข่าย (รพ.สต.) ยังไม่เป็นระบบ ชั่งน้ำหนักรวมกันโดยไม่มีการแยกประเภท เช่น ขยะติดเชื้อทั่วไป เข็ม ใบมีด และ จดลงในกระดาษ นำส่งเป็นกระดาษ เกิดการสูญหายบ่อยครั้ง จึงมีการพัฒนาโปรแกรมการบริหารจัดการขยะ (Application Sakhrai HosBin) ในการบันทึกการรับส่งขยะขยะติดเชื้อแต่ละประเภท จาก รพ.สต และภายในโรงพยาบาล | ||||
58 | 43. เครื่องมือและระบบสาธารณูปโภค [II-3.2ก, ข] | คำแนะนำที่ 2. การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม 2.2 ระบบบำบัดน้ำเสีย นำข้อมูลพารามิเตอร์ที่สำคัญ อาทิ DO/PH/TDS มานำเสนอเป็นกราฟแบบ Real time เพื่อง่ายต่อการ Monitor | - ปี 2568-2569 | - ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำเสีย ผ่านเกณฑ์ทุก Parameter (100%) ทุกไตรมาส - ผลการตรวจน้ำทิ้งประจำวันค่าพารามิเตอร์ปกติ หากผิดปกติได้รับรายการและร่วมแก้ไขทันที | 4 ครั้ง/ปี - ทุกวัน | สุธิดา กันหา ภูฤทธิ์ บุญชิ | - รายงานทุกไตรมาส - ตรวจทุกวัย/Mornitor แจ้งเตือนในห้อง ENV | - ปี 2567-2569 ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำเสียค่าน้ำเสียรายวัน (ค่า DO, PH) รายเดือน (TDS) ผ่านเกณฑ์ทุก Parameter (100%) ทุกไตรมาส - ระบบรายงานการตรวจคุณภาพน้ำประจำวัน | ||||
59 | 44. สิ่งแวดล้อมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ [II-3.3ก] | |||||||||||
60 | II-4 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ | ทีม IC | ||||||||||
61 | 46. ระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (Infection Prevention & Control-IPC) [II-4.1ก] | สิ่งที่พบ มีการออกแบบระบบการป้องกันดูแลควบคุมการติดเชื้อเหมาะสมกับบริบท เป็นแกนนำในการออกแบบระบบให้กับ รพ.สต. ทั้งอำเภอ และจัดให้มีพยาบาล รพ.สต. 3 คนเข้าร่วมเป็นกรรมการ กำหนดจุดเน้นการเฝ้าระวัง SSI, CAUTI, Phlebitis การติดเชื้อดื้อยา เจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ออกแบบตามระบบของมาตรฐานสำคัญ | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. เพิ่ม การออกแบบระบบการเฝ้าระวัง ครอบคลุม post discharge surveillance 2. 1.ส่งเสริมให้มีการตามรอยมาตรการ/แนวทางต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมและทันสมัย การติดตามรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและสำคัญ สรุปข้อมูลภาพรวมระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ผลการเพาะเชื้อทั้ง ดื้อยาและไม่ดื้อยา วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมและป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.และทบทวนกลุ่มผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อมารับการรักษาในทุกกลุ่มเป็นการติดเชื้อในชุมชน (CI) หรือติดเชื้อในโรงพยาบาล (NI) วิเคราะห์ เชื่อมโยงกับระบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลและในชุมชน เช่น การล้างมือ รวมถึง การตามรอย เพื่อสนับสนุนทรัพยากรให้มีความเพียงพอ ปรับปรุงกระบวนการให้ง่ายต่อการปฏิบัติ | ตอบข้อเสนอแนะที่ 1. 1. ออกแบบระบบเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลและชุมชน ครอบคลุม Post discharge surveillance โดย 1.1 กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและสื่อสารทีม IPD OPD ER COC PCU รพ.สต.ในการเก็บข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อ (Post discharge surveillance) ได้แก่ CA UTI ,ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ,Phlebitis ,Suture wound ,ดื้อยา TB ,มารดาหลังคลอด (ฺฺBBA) ,ทารกแรกเกิด หลังจาก D/C ภายใน 48 ชม. ทุกราย 1.2 อบรมวิชาการความรู้แก่ผู้ป่วย/ญาติกลุ่ม CKD LTC และ TB เรื่อง การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในกลุ่มผู้ป่วย target surveillance (Post-discharge surveillance ) และการจัดการขยะติดเชื้อ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอสระใครสู่มาตรฐานที่ยั่งยืน ปีงบประมาณ 2569 (เงินบำรุง รพ.สระใคร 19,125 บาท) 1.3 จัดทำ Work In และประเมิน IC Round ในโรงพยาบาล และ รพ.สต. ติดตามการเฝ้าระวัง ครอบคลุม Post discharge surveillance ในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด | ดำเนินการ ต.ค 2566-ก.ย.2569 | 1.1 เครือข่ายการเฝ้าระวังการติดเชื้อในชุมชน 1.2 อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล | 1.1 4 หน่วยบริการ 1.2 ≤ 0.5 ต่อพันวันนอน | ทีม IC | ทุกเดือน ธันวาคม 2567 - กันยายน 2569 | 1. อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล = 0 1.1 CAUTI (**จำนวนผู้ป่วยที่ใส่สายสวนทั้งหมด ไม่พบการติดเชื้อ 1.2 Phlebitis (จำนวนผู้ป่วยที่เป็น Phlebitis/วันนอนรวมในช่วงที่คำนวน x 1000 = 0 มีระบบ post discharge servilance ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็น target servilance โดยประสานการส่งตัวทางกลุ่มไลน์ IC กลุ่มไลน์ coc และใบติดตามเยี่ยม มีแผนพัฒนาระบบการติดตามเยี่ยมโดยใช้ Appication ที่ทันสมัย รวดเร็ว และตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาล 2.2 มีเครือข่ายนักเฝ้าระวังการติดเชื้อในชุมชน | ||
62 | 47. การเฝ้าระวังและควบคุมการติดเชื้อ [II-4.1ข] ** | ตอบข้อเสนอแนะที่ 2. ส่งเสริมให้มีการตามรอยมาตรการ/แนวทางต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมและทันสมัย โดยวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1.การติดเชื้อดื้อยาทั้งหมดเป็นผู้ป่วยทั้งหมดที่รับ Refer กลับจาก รพ.แม่ข่าย และจากชุมชน (ผู้ป่วยมีไข้มาจากบ้าน และ รพ.สระใครเจาะเลือด For sepis และ refer) กรณีรับ Refer จาก รพ.แม่ข่ายเพื่อมารับยาต่อ ได้แยกโซนเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชิื้อ 2. ได้ทบทวนกลุ่มผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อมารับการรักษาในทุกกลุ่ม พบว่า ส่วนหนึ่งเป็นการติดเชื้อในชุมชน (CI) และกลุ่มที่ติดเชื้อดื้อยาที่กลับมารัยาต่อ 3. เพื่อสนับสนุนทรัพยากรให้มีความเพียงพอ ปรับปรุงกระบวนการให้ง่ายต่อการปฏิบัติ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอสระใคร สู่มาตรฐานที่ยั่งยืน ปีงบประมาณ 2569 โรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย - ตามรอย ติดตาม ประเมิน ทุกหน่วยงาน IC round (ทุกเดือน) - ออกแบบระบบสะท้อน After Action Review (AAR) คืนหน่วยงานและทีมนำ (หลัง IC -Round ทุกเดือน) - หน่วยงานพัฒนากิจกรรมควบคุมการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เช่น การล้างมือ การปฏิบัติตาม - standard precaution - universal precaution - contact precaution | 2.1 1 ธันวาคม 2567 - 30 กันยายน 2569 2.2 1-28 กุมภาพันธ์ 2568 2.3 1 ธันวาคม 2567 - 30 กันยายน 2569 | 2.1 อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล 2.2 ประสิทธิภาพการทำให้ปราศจากเชื้อ 2.3 อุบัติการณ์บุคลากรติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน 2.4 อุบัติการณ์บุคลากรบาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน 2.5 อัตราการปฏิบัติตามแนวทางการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา | 1. < 0.5 ต่อพันวันนอน 2. ร้อยละ 100 3. 0 4. 0 5. > ร้อยละ 80 | ทีม IC | ทุกเดืือน ปี 2567-2569 | ปี 2569 1. อัตราการติดเชื้อในรพ. (health care-associated infections) ต่อ 1,000 วันนอน* เท่ากับ 0 2. ประสิทธิภาพการทำให้ปราศจากเชื้อ ร้อยละ100 3. ไม่มีอุบัติการณ์บุคลากรติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน 4. อุบัติการณ์บุคลากรบาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน ร้อยละ 0 5. อัตราการปฏิบัติตามแนวทางการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา | ||||
63 | 48. การป้องกันการติดเชื้อทั่ว ไป [II-4.2ก] | |||||||||||
64 | 49. การป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเฉพาะ [II-4.2ข] * | |||||||||||
65 | 50. การป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเฉพาะ [II-4.2ข] * | |||||||||||
66 | II-5 ระบบเวชระเบียน | ทีม IM | ||||||||||
67 | 51. เวชระเบียนผู้ป่วย [II-5.2] | สิ่งที่พบ มีการพัฒนาระบบบันทึกเวชระเบียนใช้ระบบ EMR OPD Paperless, IPD Paper less (เริ่ม นำระบบมาใช้เมื่อสิงหาคม 2566) ผ่านระบบ HOSxP มีระบบรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยเวชระเบียนผู้ป่วย มีการประเมินคุณภาพการบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยนอกโปรแกรม MRA_ “...” Hos plus | คำแนะนำ (Suggestion) ระบบบริหารเวชระเบียน ควรส่งเสริมการประเมินระบบบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยที่พัฒนาเป็นระบบ EMR OPD Paperless, IPD Paper less รวมทั้งควรนำผลความสมบูรณ์การบันทึกเวชระเบียนที่ยังได้คะแนนน้อยมารวบรวม เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงระบบบันทึกให้เอื้อต่อการใช้งานของ User และระบบบันทึกเวชระเบียนมีความสมบูรณ์มากขึ้น | 1. ศึกษาเรียนรู้และฝึกการใช้งานโปรแกรม HosMerge 2. พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนวิชาการให้ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์การบันทึกและประเมินเวชระเบียน 3. สุ่มคัดเลือกเวชระเบียน โดยการดึงข้อมูลจากโปรแกรม HosMerge 4. ประเมินผลการบันทึกเวชระเบียน ตามเกณฑ์ สปสช. (Medical Record Audit) 5. คืนข้อมูลผลการประเมินที่ได้คะแนนน้อย เช่น ส่วนของ progress note / Nurse note ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6. คืนข้อมูลให้ทีมพัฒนาโปรแกรม HosMerge เพื่อปรับปรุงโปรแกรม ให้สามารถบันทึกข้อมูลได้ครอบคลุมตามเกณฑ์ที่ สปสช.กำหนด 7. วางแผนและออกแบบบันทึกใบ inform consent อิเล็คทรอนิกส์ และส่งออกไปยัง โปรแกรม HosMerge เพื่อให้มีเอกสารครอบคลุมตามเกณฑ์ | ดำเนินการ -ต.ค. 2566 – ก.ย. 2567 -ปี 2568-2569 | 1. อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน 2. อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก | ร้อยละ 85 | ทีมเวชระเบียน | ติดตาม ไตรมาส ละ 1 ครั้ง | ไตรมาส 1-2567 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 83.2 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 89.8 ไตรมาส 2 -2567 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 86.5 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 91.8 ไตรมาส 3 - 2567 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 86.7 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 94.13 ไตรมาส 4 -2567 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 88 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 91.2 ไตรมาส 1 -2568 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 88.2 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 91.6 ไตรมาส 2-2568 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 90.1 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 90.9 ไตรมาส 3 -2568 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 89.6 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 88.2 ไตรมาส 4 - 2568 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 90.4 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 87.4 ไตรมาส 1 -2569 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 87.6 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 91.78 ไตรมาส 2 -2569 1.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยใน ร้อยละ 89.7 2.อัตราความสมบูรณ์ของเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ร้อยละ 87.08 ไ | ||
68 | ||||||||||||
69 | II-6 ระบบการจัดการด้านยา | ทีม PTC | ||||||||||
70 | 52. การกำกับดูแลการจัดการด้านยา [II-6.1 ก] *,** | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. คลังยาควรมีการทบทวนการเรื่องการวางเวชภัณฑ์ยา ควรมีวัสดุที่รองเวชภัณฑ์เพื่อป้องกันความชื้น และบันทึกอุณหภูมิและความชื้นอย่างสม่ำเสมอและเห็นได้ง่าย 2. คณะกรรมการควรมีการทบทวนโครงสร้างคณะกรรมการในส่วนของชุมชน แผนของการดำเนินงาน แนวทางในการบริหารจัดการ เรื่อง มาตรฐานการใช้ยาให้เป็นปัจจุบัน และมีการติดตามกำกับการดำเนินงานให้มากขึ้น ควรทบทวนในส่วนของการสั่งใช้ยาที่แพ้ การทำMED reconciliation เพื่อให้มั่น ใจได้ว่าผู้ป่วยจะได้รับยาครบถ้วน ถูกต้องและความปลอดภัย 3. ควรมีการนำ human engineering มาใช้ในการออกแบบสลาก บอกชื่อยา ในแผงจัดยาให้มีความชัดเจนง่ายต่อการจัดเตรียมยา | ข้อเสนอแนะที่ 1. 1. ทบทวนการจัดวางเวชภัณฑ์ที่พื้นคลังยา เพิ่มพาเลทชนิดพลาสติก รองสารน้ำ ยาน้ำทุกชนิด จัดเรียงหมวดหมู่ตามมาตรฐานคลังยา 2.พัฒนาระบบบันทึกอุณหภูมิคลังยา สร้างระบบเทคโนโลยี การเตือนอุณหภูมิ ความชื้นนอกมาตรฐาน ทั้งคลังยาและตู้เย็นยา ผ่าน LINE พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขอุณหภูมิ ความชื้น ทั้งในและนอกเวลา | ข้อเสนอแนะที่ 1. 1. ตุลาคม 66 2. ตุลาคม 67-มีนาคม 67 | 1. การบันทึกอุณหภูมิ-ความชื้น ครบถ้วน | ร้อยละ 85 | PTC | ทุก 1 เดือน | 1. อัตราการบันทึกอุณหภูมิ ความชื้น ร้อยละ 100 | |||
71 | 53. สิ่งแวดล้อมสนับสนุน การจัดหาและเก็บรักษา ยา [II-6.1 ข,ค] | |||||||||||
72 | 55. การทบทวนคำสั่ง เตรียม เขียนฉลาก จัดจ่าย และส่งมอบยา [II-6.2 ข] | ข้อเสนอแนะที่ 2. 1. ทบทวนโครงสร้างคณะกรรมการในส่วนของชุมชน โดย - เพิ่มคณะกรรมการดำเนินงาน พัฒนาระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน (Rational Drug Use Community : RDU Community) - พัฒนาร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยดำเนินการเพิ่มเติมส่วนของการดำเนินงานระบบยาในชุมชน ทั้ง RDU และ COC 2.พัฒนาแนวทางในการบริหารจัดการ เรื่อง - อัพเดทมาตรฐานการใช้ยาให้เป็นปัจจุบัน เช่น HAD ,ADR, OPD,IPD paperlass - พัฒนาการติดตามกำกับการดำเนินงาน โดยกำหนดให้เหมาะกับมาตรฐานยาแต่ละเรื่อง ร่วมกับทีมที่เกี่ยวข้อง 3. พัฒนาทบทวนในส่วนของการสั่งใช้ยาที่แพ้ - พัฒนาระบบการป้องกันการสั่งยาที่แพ้ และการป้องกันแพ้ยาข้ามกลุ่ม เน้นพัฒนาการป้องกันโดยระบบ IT ก่อนการสั่งใช้ยา - พัฒนา MED reconciliation ให้มีข้อมูลครบถ้วน เพิ่มเติม เน้น ความถูกต้อง รวดเร็วในยามื้อถัดไป ข้อมูลเข้าระบบ IT สั่งยาในระบบ ไม่มีการคัดลอก | ข้อเสนอแนะที่ 2. 1. ปีงบประมาณ 2567 2. มกราคม-ธันวาคม 67 3. ตุลาคม -ธันวาคม 66 | 1.เกณฑ์ Rational Drug Use Community : RDU Community 2. อุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยา ความรุนแรงระดับ E 3. อุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ | 1..ผ่านตัวชี้วัดกระทรวงสาธารณสุข 2.อุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยา ความรุนแรงระดับ E = 0 3. อุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ = 0 | PTC | ทุก 3 เดือน ปี 2567-2569 | 1.ปีงบประมาณ 2566-2569 RDU Community ผ่านเกณฑ์ 2.อุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยา ความรุนแรงระดับ E = 0 3. อุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ | ||||
73 | 56. การบริหารยาและติดตามผล [II-6.2 ค] | ข้อเสนอแนะที่ 3. 1. ใช้ human engineering ในการจัดทำป้ายยา ในชั้นจัดยา โดยการแยกหมวดหมู่ แยกสี ขนาดรูปแบบตัวอักษรที่ชัดแจน ช่วยในการจัดยา | ข้อเสนอแนะที่ 3. 1. ตุลาคม-พฤศจิกายน 66 | 1. อัตราความคลาดเคลื่อนก่อนจ่ายยา (Predispensing error) ผู้ป่วยนอก | 1. น้อยกว่า 20/1,000 ใบสั่งยา | PTC | ทุก 1 เดือน | .ปีงบประมาณ 2566 = 18.56 /1,000 ใบสั่งยา .ปีงบประมาณ 2567 = 16.87 /1,000 ใบสั่งยา .ปีงบประมาณ 2568 = 2.96 / 1,000 ใบสั่งยา -ปีงบประมาณ 2569 = 2.88 / 1,000 ใบสั่งยา | ||||
74 | II-7 การตรวจทดสอบเพื่อการวินิจฉัยโรค และบริการที่เกี่ยวข้อง | ทีม PCT-LAB | ||||||||||
75 | 57. บริการรังสีวิทยา/ภาพทางการแพทย์ [II-7.1] | 1. ระบบบริการรังสี ใช้ระบบ PACS เปิดให้บริการ 24 ชั่ว โมง มีนักรังสีการแพทย์ 1 คน เจ้าหน้าที่ 5 คน และนักรังสีการแพทย์ของโรงพยาบาลเป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้ให้กับโรงพยาบาลชุมชนในเครือข่ายที่ไม่มีนักรักสีแพทย์ เป็นต้นแบบการจัดทำแนวทางปฏิบัติการให้บริการผู้ป่วยที่รับบริการรังสีห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยผ่านมาตรฐานเครื่อง X-ray ได้รับการสอบเทียบอย่างต่อเนื่อง มีการจดแจ้งการครอบครองเครื่องกำเนิดรังสีตามกฎหมาย ด้านความปลอดภัยบุคลากรมีการติดอุปกรณ์ วัดปริมาณรังสีให้แต่ละคนพบค่าปริมาณ รังสีของบุคลากรในหน่วยงานอยู่ในเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพัฒนา CQI มีการจัดทำคู่มือถ่ายภาพทางรังสี ตารางการตั้งค่าเทคนิคโดยการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลมาพัฒนาเป็นตัวอย่างข้อมูล DRLและประเมินค่า EI ที่เหมาะสม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่อื่น ที่ไม่ใช่นักรังสี สามารถใช้คู่มือถ่ายภาพรังสีเป็นแนวทางปฏิบัติในการตั้ง ค่าเทคนิค ส่งผลให้คุณภาพภาพถ่ายรังสีมีความชัดเจน ลดอัตราการเอกซเรย์ช้า 2. ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เปิดให้บริการ 24 ชั่ว โมง (On call) มีนักเทคนิคการแพทย์ 3 คน พนักงานห้องปฏิบัติการ 1 คน ใช้ระบบ LIS และHOSxP กำหนดระดับชั้นการเข้าถึง มีระบบรักษาความลับใน Lab เฉพาะที่ต้องการปกปิด มีการควบคุมคุณภาพทาง IQC, EQA นาผลที่เบี่ยงเบนมาทบทวนพัฒนาปรับปรุง มีการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่หน่วยงานแยกเป็นสัดส่วน มีการสอบเทียบเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาระบบรายงานค่า Lab วิกฤติ 3. ธนาคารเลือดและงานบริการโลหิตโรงพยาบาลไม่มีการสารองเลือดให้บริการโดยเบิกเลือดจากโรงพยาบาลจังหวัดมาให้บริการแก่ผู้ป่วยและเก็บตัวอย่างเลือด/ใบขอเลือดไปตรวจความเข้ากันได้ ที่โรงพยาบาลจังหวัด ในกลุ่มเสี่ยงสูงผู้ป่วยที่ต้องการเลือดด่วนมีการจัดทาแนวทางร่วมกับ PCT ส่งต่อผู้ป่วยไปรับเลือดที่ โรงพยาบาลจังหวัด | คำแนะนำ (Suggestion) : 1. ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จากการเยี่ยมสำรวจพบผลการรับรองการตรวจมาตรฐาน LAB หมดอายุเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นั้น หน่วยงานและทีมที่เกี่ยวข้องควรเร่งดาเนินการต่ออายุการรับรอง เพื่อให้สามารถธำรงคุณภาพตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการ 2. งานบริการโลหิต ควรส่งเสริมการนำจำนวนการเกิดปฏิกิริยาหลังจากการให้เลือด จนต้องยุติการให้เลือด ที่พบอุบัติการณ์เกิดซ้ำ มาทบทวนวิเคราะห์หาโอกาสพัฒนา ปรับปรุง ป้องกันอุบัติการณ์เกิดซ้ำ | คำแนะนำที่ 1. 1. ขอรับการประเมินรับรองมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ ตามโครงการพัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อขอรับรองการตรวจประเมิน Laboratory Accreditation ประจำปี 2568 | มกราคม 2568 | การรับรองมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ | ผ่านการรับรองมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ | กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ | ก.พ.2568 -มี.ค2569 | |||
76 | 58. บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์/พยาธิ วิทยาคลินิก [II-7.2]* | |||||||||||
77 | 59. ธนาคารเลือดและงานบริการโลหิต [II-7.4]* | คำแนะนำที่ 2. 2. ทบทวนอุบัติการณ์แล้ว พบว่าไม่มีรายใดเกิดอุบัติการณ์ซ้ำ จึงได้ปรับแนวทางการให้เลือด โดย -มี Pop up แจ้งเตือน ในผู้ป่วยที่เคยรับให้เลือดแล้วที่มีปฏิกิริยาหลังจากการให้เลือด จนต้องหยุดการให้เลือด -พิจารณาจอง LPRC ในรายที่รับเลือดบ่อย -ขั้นตอน แนวทางปฏิบัติ ก่อนให้เลือด ทำตามมาตรฐานสภากาชาดไทย -ขั้นตอน แนวปฏิบัติการพยาบาลขณะให้เลือด -ขั้นตอน การให้การพยาบาลหลังการให้เลือด | 1. ต.ค. 2566-ก.ย. 2567 2. ปี 2568-2569 | อุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาหลังจากการให้เลือด จนต้องยุติการให้เลือด | อุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาหลังจากการให้เลือด จนต้องยุติการให้เลือด ลดลง | PCT กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ หอผู้ป่วยใน | ปี 2567-2569 | -ปี 2567 มีอุบัติการณ์มีปฏิกิริยาหลังการให้เลือด จนต้องหยุดให้เลือด 2 ราย -ปี 2568-มีอุบัติการณ์มีปฏิกิริยาหลังการให้เลือด จนต้องหยุดให้เลือด 2 ราย - ปี 2569 ไม่พบอุบัติการณ์ = 0 | ||||
78 | 60. พยาธิวิทยากายวิภาค เซลล์วิทยา, นิติเวช ศาสตร์และนิติเวชคลินิก [II-7.3 / 7.5] | |||||||||||
79 | 61. การเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพ [II-8] | สิ่งที่พบ มีการรายงานโรคตาม รง.506 ตามนโยบายมาอย่างต่อเน่อื งครบถ้วน รวดเร็วทันเวลาในปี 2566 มีการพัฒนาระบบการรายงานโรคติดต่อ “ 7 โรคนาร่อง” ผ่านระบบการรายงาน “...” Hosalert รายงานภายใน3นาที ประกอบด้วย โรคไข้เลือดออก โควิด 19ไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก โรคสุกใสโรคชิกุนคุนย่า โรคไข้ดาแดง ได้รับรางวัลนวตกรรมรองชนะเลิศของโรงพยาบาลในปี 2566 | คำแนะนำ (Suggestion) ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากการสอบสวนโรคสรุปภัยสุขภาพรายโรค เพื่อสื่อสารให้ชุมชนได้เรียนรู้สู่การวางแผนจัดกิจกรรมในการป้องกันให้มีความเข้มแข็งป้องการเกิดโรคได้สอดคล้องกับบริบทได้ชัดเจนมากขึ้น | ในปี 2567 ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพในชุมชน ได้แก่ ผู้นำชุมชน อสม. อปท. ดำเนินการถอดบทเรียน จากกรณีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในชุมชน และวางแผนจัดกิจกรรมป้องกันเฝ้าระวังโรค ให้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1. กำหนดแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดในชุมชน 2. สรุปสถานการณ์ภัยสุขภาพรายโรค (ผลจากการสอบสวนโรค) สื่อสารในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ/กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำเดือน 3. สื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย กลุ่ม LINE ชุมชน และที่ประชุม อสม.ประจำเดือน | ต.ค. 2566 - ก.ย. 2567 ต.ค. 2567 - ก.ย. 2568 | 1. ระดับความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมและตอบโต้การระบาดโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ 5 ขั้นตอน 2. ระดับความสำเร็จของการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคีเครือข่าย (อปท./วัด/โรงเรียน) ในการควบคุมลูกน้ำยุงลาย 5 ขั้นตอน 3. อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกลดลงจากค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี ร้อยละ 20 | ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพในชุมชน | วรยุทธ พิมศร | ต.ค. 2567 -ปี2569 | ผลลัพธ์จากการถอดบทเรียน นำมาซึ่งแผนพัฒนา และแนวทางการดำเนินการในงบประมาณ 2568 | ทีมชุมชน-HPH | |
80 | II-9 การทำงานกับชุมชน | ทีีมชุมชน-HPH | ||||||||||
81 | 62. การทำงานกับชุมชน [II-9] | จากการสัมภาษณ์ทีมภาคีเครือข่าย พบว่ามีการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งทั้งในรูปแบบคณะกรรมการ พชอ. คปสอ. องค์กรส่วนท้องถิ่น กำนัน ตำรวจ อสม. รพ.สต. ครอบคลุมทั้งงานตามนโยบาย และปัญหาของพื้นที่ มีตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะฉุกเฉิน | คำแนะนำ (Suggestion) : เพิ่มการทบทวนการกำหนดชุมชนให้มีความชัดเจน เพื่อให้ง่ายตอการประเมินสภาวะสุขภาพ ประเมินศักยภาพของชุมชน สรุปปัญหาสุขภาพของแต่ละชุมชนได้ชัดเจน เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาพ ส่งผลให้มีการประเมินผลลัพธ์ในการสร้างเสริมสุขภาพได้ชัดเจน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันภายในเครือข่าย ชุมชนสามารถจัดการปัญหาของชุมชนได้ด้วยชุมชนเองได้มากขึ้น | จากข้อเสนอแนะและคำแนะนำ ทางทีมผู้รับผิดชอบการทำงานกับชุมชนได้ร่วมกันกำหนดชุมชนให้มีความชัดเจนมากขึ้น ดังนี้ 1. ชุมชนทางภูมิศาสตร์ แบ่งเป็น 3 ตำบล 41 หมู่บ้าน 2. ชุมชนที่เกิดจากความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ได้แก่ 2.1 ชุมชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน 2.2 ชุมชนกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 2.3 ชุมชนผู้สูงอายุ | ต.ค. 67 -ก.ย. 69 | 1. อัตราของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิสูงรายใหม่จากกลุ่มเสี่ยงปี 2567 2. ความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มวัยทำงานเพิ่มขึ้น 3. ระดับดัชนีมวลกายของกลุ่มวัยทำงานเปลี่ยนระดับจากเกินเกณฑ์เป็นระดับปกติ | 1. ลดลงร้อยละ 1.73 2. เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 3. ระดับปกติร้อยละ 50 | ประวัตร จันเทพา วรยุทธ พิมศร | ต.ค. 67 - ก.ย. 69 (ติดตามทุก 3 เดือน) | 1. ผลงาน 67 กลุมเสี่ยง 29 คน กลุ่มผู้ป่วย 3 คน ร้อยละ 10.34 ผลงาน 68 ณ วันที่ 27/11/2567 กลุ่มเสี่ยง 39 คน กลุ่มผู้ป่วย 1 คน ร้อยละ 2.56 2. ชุมชนสร้างเสริมสุขภาพวัยทำงาน 2 แห่ง ได้แก่ 2.1 ที่ว่าการอำเภอสระใคร ม.3 และ ม.10 ต. สระใคร 2.2 วัดไชยาประดิษฐ์ ม.4 และ ม. 7 ต.สระใคร | ||
82 | ตอนที่ III กระบวนการดูแลผู้ป่วย | ทีม PCT | ||||||||||
83 | III-1 การเข้าถึงและเข้ารับบริการ | |||||||||||
84 | 63. การเข้าถึงบริการ [III-1 ก, ข]** | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลในผู้ป่วยในโรคที่มีความเสี่ยงสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้ง การติดเชื้อในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์เชิงระบาดวิทยา เพื่อทำให้ทราบว่าควรมีแนวทางในการคัดกรอง เพื่อวางระบบการป้องกันการเกิดโรคและการเข้าถึงระบบบริการให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น การเตรียมรถฉุกเฉินในชุมชน การสร้างเครือข่ายช่วยเหลือในชุมชน ระบบประสานงานติดต่อที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในการส่งตัวผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาล | ได้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดและเส้นเลือดสมองตีบ ใน ปี 2564-2566 พบความชุกสูงที่ตำบลบ้านฝางและตำบลสระใคร ในบางหมู่บ้าน คือ ตำบลสระใคร พบมากที่ หมู่ 11 ,12 และ 15 ตำบลบ้านฝาง พบมากที่ หมู่ 08 ,11 และ 12 ส่วนตำบลคอกช้างพบความชุกผู้ป่วยมากที่ หมู่ 11 ,12 และ 08 ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ดูข้อมูลผู้ป่วยที่มี CVD risks สูงร่วมด้วย ในระดับสีส้มและสีแดง ก็พบมากตามพื้นที่ที่ได้กล่าวมา ทางทีม PCT , NCDs clinic และ IT จึงได้จัดทำแผนในการ ให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าวได้ลง application sakhrai hosplus โดยใช้ระบบ IT เชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง อบต. ,ศูนย์สั่งการ และ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสระใคร นำทางโดย GPS (EOS)ให้มีการแจ้งเตือนเพื่อออกรับผู้ป่วยดังกล่าว และจัดทำโครงการสอนวิธีใช้งานของ application ในการกดเรียกรถฉุกเฉิน พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้ในเรื่องอาการของโรคดังกล่าว โดยเริ่มโครงการอบรม เดือนมีนาคม ในปี 2568 2. ทีม PCT , NCDs clinic และ IT จึงได้จัดทำแนวทางในการคัดกรองและแผนการคัดกรอง เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าวได้ลง application sakhrai hosplus โดยใช้ระบบ IT เชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง อบต., ศูนย์สั่งการ และ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสระใคร ให้มีการแจ้งเตือนเพื่อออกรับผู้ป่วยดังกล่าว และจัดทำโครงการสอนวิธีใช้งานของ application ในการกดเรียกรถฉุกเฉิน พร้อมทั้ง อบรมให้ความรู้ในเรื่องอาการของโรคดังกล่าว โดยเริ่มโครงการอบรมในปี 2568 (น่าจะตอบ เรื่อง ความรวดเร็วในการเข้าถึงระบบบริการได้แล้วนะคะ เหลือ ตรวจสอบความตรงประเด็น "วางระบบการป้องกัน" | มีนาคม -เมษายน 2568 | 1.ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเข้าถึงโรงพยาบาล ใน golden period (ภายใน 3 ชั่วโมง) มากขึ้น 2. พบผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดฉับพลันและหรือผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบเข้าถึงโรงพยาบาลด้วยการใช้ application sakhrai hosplus | เพื่อลดอุปสรรค ลดระยะเวลา และเพิ่มการเข้าถึงโรงพยาบาลด้วยโรค ที่มีความเสี่ยงสูงให้ทันเวลามากยิ่งขึ้น | ทีมPCT | ติดตามทุกเดือน หลังจากทำโครงการ | ผลลัพธ์ เข้าถึง PPCI ใน 180 นาที 2567-2569 เป็น ร้อยละ 100 83.33 และ 100 | |||
85 | ||||||||||||
86 | 64. กระบวนการรับผู้ป่วย การให้ ข้อมูล และ informed consent [III-1 ค] | |||||||||||
87 | III- 2 การประเมินผู้ป่วย | |||||||||||
88 | 65. การประเมินผู้ป่วย และการส่งตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรค [III-2 ก, ข] ** | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : ทบทวนการใช้ข้อมูล วิธีการ และแนวทาง ให้เพียงพอเพื่ออธิบายเหตุผลของการวินิจฉัยโรคที่กาหนดในโรคเมื่อมีการวินิจฉัยโรคและความสอดคล้องของการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง เพื่อทำให้การรักษามีความ ถูกต้องรวดเร็ว และทันเวลา | องค์กรแพทย์ได้ตกลงทำแนวทางการ วินิจฉัยของแต่ละโรคที่อาจคลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้เป็นในแนวทางเดียวกัน ได้แก่ HT ,DM , MI ,sepsis ,stroke , aortic dissection ,ectopic pregnancy ,Dengue fever , melliodosis และ Transfusion dependent thalassemia; TDT แล้วได้นำแนวทางดังกล่าวมาชี้แจ้งและสื่อสารกันในองค์กรแพทย์ | เริ่มภายในปี 2567 และปรับปรุงต่อเนื่อง | อุบัติการณ์ diagnostic error ในโรคต่างๆ ตั้งแต่ระดับ E ลดลงร้อยละการวินิจฉัยคลาดเคลื่อน (diagnostic error)* < 5 | เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องรวดเร็ว ทำให้มีการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา | PCT | ทุก 1 เดือน | ผลลัพธ์ Diagnotic error ระดับ E-up 2567-2569 เป็นร้อยละ 3.6 ,4.3 และ 4.09 | |||
89 | 66. การวินิจฉัยโรค [III-2 ค] * | |||||||||||
90 | III-3 การวางแผน | |||||||||||
91 | 67. การวางแผนการดูแลผู้ป่วย [III-3.1] | คำแนะนำ (Suggestion) : การวางแผนจำหน่าย ส่งเสริมให้มีการทบทวนระบบการวางแผนจำหน่ายปรับปรุงให้สามารถวางแผนจำหน่ายได้สอดคล้องกับปัญหาทางด้านสุขภาพที่ผู้ป่วยและครอบครัวแต่ละรายต้องกลับไปดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีสอดคล้องกับวิถีชีวิตรวมถึงเพิ่มการออกแบบระบบการติดตามประเมินผลสำเร็จในการดูแลตนเองที่บ้าน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความเหมาะสมมากขึ้น | ส่งเสริมให้มีการวางแผนจำหน่าย ที่สอดคล้องกับปัญหาด้านสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัว โดยการลงเยี่ยมเป็นสหวิชาชีพร่วมกับทีม รพ.สต. เพื่อเก็บข้อมูลจากการประจักษ์จริงและการดูแลปฏิบัติตัวที่ผู้ป่วยยังปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือมีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การซักถามพูดคุยที่ใกล้ชิด โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการเยี่ยม ติดตามปัญหาด้านสุขภาพ คือ กลุ่มโรคมุ่งเน้นและโรคที่มีปัญหาในการ readmit สูง ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มากกว่า 400 mg% หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และผู้ป่วยจิตเวช โดยมีแผนการดำเนินการดังนี้ 1.ลงเยี่ยมเพื่อเก็บข้อมูลดังกล่าวร่วมกับ รพ.สต. ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2567- มีนาคม 2568 2.รวบรวมข้อมูลจากการลงเยี่ยมมาปรับปรุงการทำ discharge plan รวมทั้งการให้ข้อมูลเสริมพลังในคลินิกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3. ปรับปรุงโปรแกรม follow care ที่นำตัวอย่างมาจาก รพ.โพนพิสัย เพื่อนใช้ในการให้ รพ.สต.ลงเยี่ยมและตอบกลับผลการเยี่ยมด้วยตัวเอง ภายในปี 2568 | 1. ลงเยี่ยมเพื่อเก็บข้อมูล พฤศจิกายน 2567 - มีนาคม 2568 2.ปรับปรุงการทำ Discharge plan เมษายน -พฤษภาคม 2568 3.วางแผน ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง | อัตราการ re admit ในโรคดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง ( อัตราการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วันโดยไม่ได้วางแผน<5%) | สามารถวางแผนจำหน่ายได้สอดคล้องกับปัญหาทางด้านสุขภาพที่ผู้ป่วยและครอบครัวแต่ละรายต้องกลับไปดูแลตนเองให้มีสุขภาพดีสอดคล้องกับวิถีชีวิตต | PCT ร่วมกับNSO MSO | ทุก 1 เดือน | อัตราการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วันโดยไม่ได้วางแผน ปี 2567 - 2569 เป็น ร้อยละ 2.39 , 2.63 และ 2.49 | |||
92 | 68. การวางแผนจำหน่าย [III-3.2] | |||||||||||
93 | III-4 การดูแลผู้ป่วย | ทีม PCT-อาหารและโภชนบำบัด | ||||||||||
94 | 69. การดูแลทั่วไป [III-4.1] | มีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่รุนแรงทั่วไปและโรคเรื้อรัง ได้มีการดำเนินการในการปฏิบัติตามแนวทาง ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาได้ตามมาตรฐาน | ||||||||||
95 | 70. การดูแลและบริการที่มี ความเสี่ยงสูง [III-4.2]** | ข้อเสนอแนะ (Recommendation) : 1. ควรนำกรณีผู้ป่วยที่เสียชีวิตในตึกผู้ป่วยใน ในกรณีโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคติดเชื้อในกระแสเลือด มาทบทวนเพื่อวางระบบในการป้องกันผู้ป่วยเสียงสูง เพิ่มความเข้มข้นการใช้ early warning sign และแนวทางในการ consult แพทย์ให้มีประสิทธิภาพ และมีความรวดเร็วทันเวลาในการช่วยเหลือผู้ป่วย 2. ควรมีการประเมินและประเมินซ้ำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการวินิจฉัยโรค และการรักษา และการพิจารณาการส่งต่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น | ข้อเสนอแนะที่1.จากผลการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยหัวใจขาดเลือดในหอผู้ป่วยในจึงได้ดำเนินการดังนี้ 1.ปรับปรุงเกณฑ์ทำ EKG ในกลุ่มผู้ป่วยปวดท้องหรือท้องร่วงเพิ่มเข้ามา ซึ่งนำมาปฏิบัติทั้งในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยใน สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต ได้จัดทำเกณฑ์ early warning signs เฉพาะกลุ่มโรคสำคัญใน IPD แต่ไม่สะดวกในการนำมาใช้เป็นประจำ ทีม PCT จึงได้ปรับปรุงให้เกิดการกระชับและง่ายต่อการรายงานแพทย์เป็น Early warning physiological parameters in adult of Sakhrai Hospital in IPD หรือถ้าเป็นเคสที่สงสัยภาวะ sepsis ตั้งแต่แรกรับ หากพบว่ามี SOS score เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1 คะแนน ให้ notify แพทย์มาประเมินซ้ำ หรือ SOS score ≥6 ให้แพทย์พิจารณาส่งต่อเนื่องจากมักเป็นเคสที่ทรุดลงภายหลังต่อมาได้สูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เจ้าของผู้ป่วยร่วมด้วย และมีเกณฑ์ส่งต่อที่ชัดเจนร่วมด้วยซึ่งก็ได้แนวทางมาจากการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยทรุดลงส่งเช่นกัน แนวทางการรายงานแพทย์ Early warning physiological parameters in adult of Sakhrai Hospital in IPD สำหรับเคสที่ไม่ได้สงสัยภาวะ Sepsis ตั้งแต่แรกรับ และมีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพตั้งแต่ 1 ตัว ให้รายงานแพทย์ ข้อเสนอแนะที่ 2 . PCT MSO NSO สื่อสาร เรื่องการประเมินและประเมินซ้ำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการวินิจฉัยโรค และการรักษา และการพิจารณาการส่งต่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น | 1.ทบทวนเวชระเบียนและความเสี่ยงและปรับปรุงแนวทาง ปี 2567 2.วัดผลลัพธ์ 2568 3. ดำเนินการต่อเนื่อง ถึง ปี2569 | 1. ผู้ป่วย sudden cardiac arrest ลดลง (อุบัติการณ์การเสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยทุกประเภท = 0,อุบัติการณ์การรายงานผู้ป่วยที่มีภาวะทรุดลง ล่าช้า < 3 ,ร้อยละผู้ป่วย Stroke fast track ได้รับการส่งต่อภายใน 30 นาที) 2. ผู้ป่วย unplan refer ลดลง | เพื่อลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยทรุดลงและหรือเสียชีวิตโดยไม่ได้คาดหมาย | PCT / MSO / NSO | ทุก 1 เดือน | อุบัติการณ์การเสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยทุกประเภท ปี 2567 - 2569 เป็น ร้อยละ 2 , 3 และ 0 ร้อยละผู้ป่วย Stroke fast track ได้รับการส่งต่อภายใน 30 นาที ปี 2567 - 2569 เป็น ร้อยละ 89.47 ,80.0 และ 100 | ทีม PCT-PC ทีมPain Management | ||
96 | 71. การระงับความรู้สึก [III-4.3 ก] | |||||||||||
97 | 72. การผ่าตัด [III-4.3 ข] * | |||||||||||
98 | 73. อาหารและโภชนบำบัด [III-4.3 ค] | หน่วยงานโภชนามีการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่แยกพื้นที่ เป็นสัดส่วน ผ่านการตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร จัดให้บริการอาหารผู้ป่วยทั่วไปและอาหารเฉพาะโรคอยู่ภายใต้การกำกับของนักโภชนาการ ด้านโภชนบำบัด/โภชนศึกษา นักโภชนาการได้เข้าร่วมกับ NCD Clinic ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้แก่ DM, HT, CKD | โภชนาการควรส่งเสริมการติดตามผลลัพธ์การให้คำแนะนำจากการให้โภชนศึกษาในกลุ่มผู้ป่วย NCDs เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการให้ความรู้ด้านโภชนบำบัด และควรเพิ่ม บทบาทนักโภชนาการในการประเมินภาวะโภชนาการกลุ่มผู้ป่วย Admit เพื่อนำมาพัฒนาจัดให้บริการอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย | ข้อเสนอแนะประเด็นที่ 1. นักโภชนาการได้ร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อกำหนดแนวทางและพัฒนาระบบการบริการด้านโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ( NCDs) ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมโรงเรียนเบาหวาน จัดแผนการให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ โภชนบำบัด ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสะสมในเลือดสูง (HbA1C > 7) และกลุ่มที่มีโรคร่วม (HbA1C > 8) นักโภชนาการประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารรายบุคคล พร้อมให้คำปรึกษาด้านโภชนาการตามปัญหาและความจำเฉพาะเป็นรายบุคคล โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง รวมไปถึงการให้ความรู้ด้านโภชนาการแบบองค์รวมในผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกราย ประกอบกับการใช้สื่อให้ความรู้ ได้แก่ โมเดลอาหารแลกเปลี่ยน วิดิโอแผ่นพับ เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความยั่งยืนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีการพัฒนาระบบการติดตามต่อเนื่องหลังรับบริการ โดยใช้ช่องทาง Application NCD Sakhrai Hosplus ในช่องทาง Application ของโรงพยาบาล ผู้ป่วยสามารถดูคำแนะนำที่ได้รับจากนักโภชนาการในระบบได้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ นักโภชนาการได้วางแผนติดตามผลลัพธ์การให้คำแนะนำจากการให้โภชนศึกษาในกลุ่มผู้ป่วย NCDs เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการให้ความรู้ด้านโภชนบำบัด ดังนี้ 1. จัดให้มีการติดตามผลลัพธ์ต่อเนื่องภายหลังการให้คำแนะนำด้านโภชนาการ เป็นรายเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 เดือน ประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพภายหลังการได้รับคำแนะนำด้านโภชนาการ โดยทบทวนประเด็นที่ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ดีแล้ว และประเด็นที่ยังปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือยังมีข้อจำกัด และแพทย์พิจารณาส่งตรวจ HbA1C และ BGM หาก HbA1C มากกว่า 7 และ BGM มากกว่า 130 mg.% จะดำเนินการร่วมค้นหาสาเหตุ วางแผนการให้คำแนะนำ และส่งเสริมด้านโภชนาการเพิ่มเติม 2. ครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ทำการตรวจเลือดเพื่อหาผลของ HbA1C กรณีผลตรวจ HbA1C น้อยกว่า 7% แสดงถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เหมาะสมจากการปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถพิจารณาปรับระยะห่างของการนัดติดตามให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงได้ 3. ในการดำเนินการจากข้อ 1 และ 2 กรณีพบว่า ระดับน้ำตาลของผู้ป่วยยังไม่คงที่ หรือ HbA1C มากกว่า 7% ได้ปรับเกณฑ์ประเมินผลโดยผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด BGM ให้ได้น้อยกว่า 130 mg% ติดต่อเป็นระยะเวลา 3 เดือน และตรวจเลือดอีกครั้งในเดือนที่ 4 ข้อเสนอแนะประเด็นที่ 2. การเพิ่มบทบาทนักโภชนาการในการประเมินภาวะโภชนาการกลุ่มผู้ป่วย Admit เพื่อนำมาพัฒนาจัดให้บริการอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ดังนี้ 1. กลุ่มผู้ป่วยใน ที่นอนพักรัษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลคัดกรองความเสี่ยงภาวะโภชนาการ ด้วยแบบประเมิน SPENT ในผู้ป่วยทุกราย กรณีผู้ป่วยประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงด้านโภชนาการ แพทย์/พยาบาลประสานงานส่งข้อมูลมาที่นักโภชนาการ นักโภชนาการดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านโภชนาการอีกครั้งด้วยแบบประเมินคัดกรองภาวะโภชนาการ NAF กรณีผู้ป่วยได้รับคะแนนตั้งแต่ 6 คะแนนขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะทุพโพชนาการ จะได้รับการวางแผนการดูแลด้านโภชนบำบัดและโภชนศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ ตามภาวะโภชนาการและโรคของผู้ป่วย พร้อมใช้สื่อโมเดลอาหาร แผ่นพับ เป็นสื่อในการให้ความรู้และทำให้เข้าใจง่ายสามารถนำกลับไปศึกษาต่อเนื่องที่บ้านได้ กรณีประเมินภาวะโภชนาการ ได้คะแนนน้อยกว่า 5 คะแนนลงมา จะมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินภาวะโภชนาการซ้ำ ในช่วงที่ผู้ป่วยพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ในการประเมินภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วย ทีมสหวิชาชีพจะดำเนินการร่วมกัน ในการประสานงานส่งต่อผู้ป่วย และร่วมกันวางแผนแนวทางการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้การรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม และการรักษาสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน หลังจากการให้โภชนบำบัดและโภชนศึกษา นักโภชนาการจะนำรายละเอียดด้านข้อจำกัดอาหารจากผู้ป่วยรายบุคคล มาออกแบบเพื่อกำหนดอาหารให้มีความเฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยเฉพาะราย 2.ผู้ป่วยทุกรายที่มีข้อจำกัดเฉพาะโรค กรณีไม่มีความเสี่ยงด้านภาวะทุพโภชนาการ รายการอาหารที่จัดบริการโดยแผนกโภชนาการทุกถาด จะถูกกำหนดรายการอาหารให้เฉพาะโรค เพื่อให้ความเหมาะสม ถูกหลักโภชนาการ และช่วยสนับสนุนการรักษาของแพทย์ เช่น อาหารเบาหวาน, อาหาร Low sodium, อาหาร Low protein, อาหารงดดำแดง, อาหารงดกากใย เป็นต้น | ปี 2568-2569 | 1. ผู้ป่วยทั่วไปที่ได้รับการประเมินภาวะโภชนาการครอบคุมทั้ง 4 ด้าน (A B C D) 2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (Chronic disease) ได้รับการประเมินภาวะโภชนาการครอบคลุมทั้ 4 ด้าน (A B C D) 3. ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม HbAIC ได้ดี 4. ประเมินภาวะโภชนาการซ้ำในกลุ่มผู้ป่วย Admit ที่เสี่ยงภาวะทุพโภชนาการ | 1. มากกว่า ร้อยละ 90 2. มากกว่า ร้อยละ 90 3. มากกว่า ร้อยละ 40 4. มากกว่า ร้อยละ 90 | นักโภชนาการ ทีม PCT | ทุก 3 เดือน ปี 2568-2569 | อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล ข้อ 1-2 และ 4 1. ผู้ป่วยทั่วไปที่ได้รับการประเมินภาวะโภชนาการครอบคุมทั้ง 4 ด้าน (A B C D) 2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (Chronic disease) ได้รับการประเมินภาวะโภชนาการครอบคลุมทั้ 4 ด้าน (A B C D) 3. ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม HbAIC ได้ดี ในปี 2567 ร้อยละ 24.35 4. ประเมินภาวะโภชนาการซ้ำในกลุ่มผู้ป่วย Admit ที่เสี่ยงภาวะทุพโภชนาการ | ทีม PCT-เสริม พลัง(NCDs) | |
99 | ทีม PCT-Smart Refer | |||||||||||
100 | 74. การดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง [III-4.3 ง] | สิ่งที่พบ มีการออกแบบระบบการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง กำหนดกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่รับการส่งกลับมาจากโรงพยาบาลจังหวัด ศูนย์มะเร็ง และโรงพยาบาลศูนย์ ที่จำเป็นต้องรักษาตามอาการ เน้นความสบายของผู้ป่วย ความต้องการในระยะสุดท้าย ความต้องการด้านจิตอารมณ์และสังคม โดยญาติและผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ให้บริการโดยยึดความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นสำคัญ มีการทำงานโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ พร้อมด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสนับสนุนครอบครัว ให้สามารถดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิตและมีการเผชิญปัญหาและการแสดงออกที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้จัดการภาระที่ต้องดำเนินการและเรื่องที่ยังเป็นห่วงให้เรียบร้อยดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 จำนวน 20 คน | คำแนะนำ (Suggestion) ส่งเสริมให้มีการกำหนดเป้าหมายการดูแลผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อกำหนดตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมายเฉพาะราย สามารถวัดผลสำเร็จของระบบได้ชัดเจน นำสู่การปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ | กำหนดตัวชี้วัดดังนี้ 1. ผู้ป่วยที่ได้ทำ family meeting หรือ advance care plan จากโรงพยาบาลอื่นที่ refer back และพบแพทย์แล้ว จะส่งผู้ป่วยมาที่ศูนย์ Palliative care โดยมีเอกสารบันทึกทุกราย ซึ่งในการทำ ACP จะมีอาการเจ็บป่วยจากโรคที่แตกต่างกัน ต้องมีการประเมินความต้องการในระยะสุดท้ายและช่วงสุดท้ายของชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น การบรรเทาอาการปวดอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิเสธการใส่ท่อช่วยหายใจทุกกรณี การลดอาการหอบเหนื่อย การได้รับรู้สึกตัวในระยะ Dying stage ความต้องการเสียชีวิตที่บ้าน เป็นต้น 2. กำหนดตัวชี้วัดการบรรเทาอาการปวดและจัดการอาการต่างๆ ด้วย Strong Opioid Medication และด้วยยาอื่นๆ ในผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ ซึ่งนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดผลสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยในแต่ละรายซึ่งอาจจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน 3. ประเมินความพึงพอใจของญาติและผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลระยะสุดท้าย ทุกราย | ปี 2567-2569 | 1. ร้อยละผู้ป่วยได้ทำ family meeting หรือ advance care plan 2. ร้อยละการบรรเทาอาการปวดและจัดการอาการต่างๆ ด้วย Strong Opioid Medication และด้วยยาอื่นๆ ในผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย 3. ร้อยละของญาติและผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลระยะสุดท้าย ได้รับการประเมินความพึงพอใจ | ผู้ป่วยระยะประคับประคองได้รับการดูแล บรรเทาอาการในระยะสุดท้ายครอบคลุมและดีมากขึ้น 1. ผู้ป่วยได้ทำ family meeting หรือ advance care plan ร้อยละ 100 2. ผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย ได้รับการบรรเทาอาการปวดและจัดการอาการต่างๆ ด้วย Strong Opioid Medication ร้อยละ 80 ขึ้นไป 3. ญาติและผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลระยะสุดท้าย ได้รับการประเมินความพึงพอใจ ร้อยละ 100 | PCT PTC MSO NSO | ทุกเดือน ปี 2567-2569 | ปี 2567-2569 1. ผู้ป่วยได้ทำ family meeting หรือ advance care plan ร้อยละ 89.47 ,80.0 และ 100 ตามลำดับ 2. ผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย ได้รับการบรรเทาอาการปวดและจัดการอาการต่างๆ ด้วย Strong Opioid Medication ร้อยละ 100 , 100 และ 100 3. ญาติและผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลระยะสุดท้าย ได้รับการประเมินความพึงพอใจ ร้อยละ 2568- 2569 เป็น ร้อยละ 100 ,100 | ทีม PCT | |