1 of 24

หน่วยที่

ระบบสตาร์ต

5

2 of 24

หัวข้อเรื่อง

5.1 หน้าที่ของระบบสตาร์ต

5.2 ส่วนประกอบของระบบสตาร์ต

5.3 หลักการของมอเตอร์

5.4 โครงสร้างของมอเตอร์สตาร์ต

5.5 วงจรไฟฟ้าควบคุมระบบสตาร์ตและการทำงาน

5.6 การวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขข้อขัดข้องระบบสตาร์ต

3 of 24

หน้าที่ของระบบสตาร์ต

5.1

ระบบสตาร์ตทำหน้าที่ หมุนสตาร์ตเครื่องยนต์ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ตติดแล้วจะตัดการทำงานโดยตัดการขับของเฟืองขับออกจากเฟืองล้อช่วยแรง

ส่วนประกอบของระบบสตาร์ต

5.2

ส่วนประกอบหลักของระบบสตาร์ต ประกอบด้วย แบตเตอรี่ สวิตช์จุดระเบิด สวิตช์แม่เหล็ก (สวิตช์โซลีนอยด์) และมอเตอร์สตาร์ต

ส่วนประกอบของระบบสตาร์ต

4 of 24

หลักการของมอเตอร์

5.3

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงจะใช้ปฏิกิริยาซึ่งกันและกันของสนามแม่เหล็ก เพื่อเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานกลมอเตอร์สตาร์ตแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างง่าย มีขดลวดด้านในเรียกว่า ขดลวดอาร์เมเจอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เคลื่อนที่ของมอเตอร์ ประกอบด้วยตัวนำที่พันรอบ ๆ แกนเหล็กอ่อนที่ซ้อนอัดกันเป็นแผ่นบาง ๆ ซึ่งใช้สร้างสนามแม่เหล็ก อาร์เมเจอร์ที่หมุนอยู่ภายในขดลวดที่อยู่กับที่เรียกว่าขดลวดสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีขดลวดพันรอบ ๆ ขั้วแม่เหล็ก เมื่อแบตเตอรี่จ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดสนามแม่เหล็กจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็กเหนือและขั้วแม่เหล็กใต้ ขณะเดียวกันกับกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดอาร์เมเจอร์ทำให้ขดลวดอาร์เมเจอร์เกิดสนามแม่เหล็ก เส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดความหนาแน่นจะผลักดันให้อาร์เมเจอร์หมุนได้

หลักการของมอเตอร์

5 of 24

การต่อวงจรภายในมอเตอร์จะมี 3 แบบ คือ

1. Series Motor ขดลวดสนามแม่เหล็กและขดลวดอาร์เมเจอร์ต่อกันแบบอนุกรม

2. Shunt Motor ขดลวดสนามแม่เหล็กและขดลวดอาร์เมเจอร์ต่อกันแบบขนาน

3. Compound Motor ขดลวดสนามแม่เหล็กและขดลวดอาร์เมเจอร์ต่อกันแบบผสม

การต่อวงจรภายในมอเตอร์

6 of 24

โครงสร้างของมอเตอร์สตาร์ต

5.4

มอเตอร์สตาร์ตโดยทั่วไปออกแบบโครงสร้างคล้ายกัน ประกอบด้วย ตัวเรือน ขดลวดสนามแม่เหล็กทุ่นอาร์เมเจอร์ คอมมิวเตเตอร์ แปรงถ่าน สวิตช์แม่เหล็ก และชุดเฟืองขับ

เครื่องประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่

7 of 24

5.4.1 ทุ่นอาร์เมเจอร์ (Armature)

ทุ่นอาร์เมเจอร์ทำขึ้นรูปเป็นทุ่น โดยนำเอาแผ่นเหล็กอ่อนหลายแผ่นซ้อนอัดเข้าเป็นชุดเดียวกัน เพื่อลดกระแสหมุนวน อาร์เมเจอร์เป็นชิ้นส่วนที่หมุนของมอเตอร์สตาร์ต จะติดตั้งอยู่ระหว่างเฟืองขับและคอมมิวเตเตอร์ตรงส่วนปลาย และขดลวดสนามแม่เหล็ก กระแสไฟที่ไหลผ่านอาร์เมเจอร์ จะสร้างสนามแม่เหล็กในตัวนำแต่ละขดลวด ปฏิกิริยาระหว่างขดลวดอาเมเจอร์และสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจากขดลวดสนามแม่เหล็ก เป็นเหตุให้อาร์เมเจอร์หมุน นี่คือพลังงานกลที่ใช้ในการหมุนเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์

ทุ่นอาร์เมเจอร์

8 of 24

5.4.2 ขดลวดสนามแม่เหล็ก (Field Coil)

ขดลวดสนามแม่เหล็กเป็นอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างสนามแม่เหล็ก ขดลวดสนามแม่เหล็กมีลักษณะเป็นขดลวดทองแดงแบนเรียบพันรอบแกนเหล็กอ่อน และยึดเข้ากับตัวเรือนของมอเตอร์สตาร์ตโดยใช้สกรูยึด

5.4.3 แปรงถ่าน (Brush)

มอเตอร์สตาร์ตมีแปรงถ่านจำนวน 2–6 ตัว สัมผัสรอบ ๆ คอมมิวเตเตอร์ของอาร์เมเจอร์ด้วยสปริงกดแปรงถ่าน ทำให้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากจากขดลวดสนามแม่เหล็กไปยังขดลวดอาร์เมเจอร์ให้หมุน ซึ่งแต่ละปลายขดลวดอาร์เมเจอร์จะต่ออยู่กับแปรงถ่านแต่ละปลายที่ต่อมาจากแหล่งจ่ายไฟแปรงถ่านทำมาจากทองแดงและถ่านคาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัตินำไฟฟ้า และทนต่อการเสียดสีได้ดี

9 of 24

5.4.4 สวิตช์แม่เหล็กหรือโซลีนอยด์ (Magnetic Switch or Solenoid)

สวิตช์แม่เหล็กเป็นอุปกรณ์กลไกไฟฟ้า ทำหน้าที่ตัดต่อกระแสไฟฟ้าไปยังมอเตอร์สตาร์ตและเป็นอุปกรณ์เลื่อนเฟืองขับให้ขบกับเฟืองล้อช่วยแรง ภายในสวิตช์แม่เหล็กมีขดลวด 2 ชุด คือ

1. ขดลวดชุดดึง (Pull–In Coil) ทำหน้าที่ดึงให้พลังเยอร์เคลื่อนที่เพื่อเลื่อนเฟืองขับเข้าขบกับเฟืองล้อช่วยแรง

2. ขดลวดชุดยึด (Hold–In Coil) ทำหน้าที่ยึดพลังเยอร์ให้อยู่กับที่ไม่ให้ดีดตัวกลับเมื่อเฟืองขับขบกับเฟืองล้อช่วยแรง และเพื่อให้สะพานไฟในชุดสวิตช์แม่เหล็กทำงานโดยให้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ผ่านสะพานไฟไปยังมอเตอร์สตาร์ตได้

สวิตช์แม่เหล็กหรือโซลีนอยด์และตำแหน่งการติดตั้งในมอเตอร์สตาร์ต

10 of 24

5.4.5 ชุดเฟืองขับ (Drive Pinion)

ชุดเฟืองขับมีหน้าที่รับแรงหมุนจากทุ่นอาร์เมเจอร์เข้าขบกับเฟืองล้อช่วยแรง เพื่อหมุนให้เครื่องยนต์สตาร์ตติดได้และป้องกันการเสียหายที่มอเตอร์สตาร์ตเมื่อเครื่องยนต์สตาร์ตติดแล้ว

1. แบบเบนดิก (Bendix Type) เป็นชุดเฟืองขับที่ใช้กับรถยนต์รุ่นเก่า ประกอบด้วย หัวชุดเฟืองขับ สปริง และชุดเฟืองขับ ทั้งหมดสวมอยู่บนปลายแกนอาร์เมเจอร์ ทำงานโดยอาศัยแรงเหวี่ยงของการหมุนทุ่นอาร์เมเจอร์ ทำให้ชุดเฟืองขับเคลื่อนตัวไปขบกับเฟืองล้อช่วยแรง

ชุดเฟืองขับแบบเบนดิก

ชุดเฟืองขับที่ใช้กับมอเตอร์สตาร์ตมี 2 แบบ คือ

11 of 24

การทำงานของชุดเฟืองขับแบบเบนดิก

การทำงาน

ขณะเริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ : อาร์เมเจอร์จะหมุนเหวี่ยงชุดเฟืองขับออกไปขบกับเฟืองล้อช่วยแรง ทำให้ล้อช่วยแรงหมุนไป ด้วยกัน

ขณะเครื่องยนต์ติด : เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ตติดแล้ว ล้อช่วยแรงมีความเร็วรอบสูงกว่าจึงสลัดเฟืองขับออกจากการ ขบเฟืองล้อช่วยแรง และสปริงจะดึงเฟืองขับให้กลับเข้าไปในทุ่นอาร์เมเจอร์เป็นการป้องกัน ไม่ให้ชุดเฟืองขับและทุ่นอาร์เมเจอร์เสียหาย

12 of 24

2. แบบโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์ (Overrunning Clutch) เป็นชุดเฟืองขับแบบที่ใช้กันในปัจจุบันแทนแบบเบนดิก บ่อยครั้งเรียกว่า คลัตช์ทางเดียว ซึ่งชุดโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์ประกอบด้วย เสื้อคลัตช์ ลูกปืนคลัตช์ แกนตัวใน และสปริง มีการทำงานดังนี้

ชุดเฟืองขับแบบเบนดิก

13 of 24

ขณะเริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ : เมื่อทุ่นอาร์เมเจอร์หมุนจะทำให้เสื้อคลัตช์ซึ่งสวมอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ด้วยร่องสไปล์น หมุนเร็วกว่าแกนตัวใน ทำให้ลูกปืนคลัตช์เลื่อนเข้าไปอยู่ในช่องแคบระหว่างเสื้อคลัตช์กับแกน ตัวใน ชิ้นส่วนทั้งสองจะต่อเข้าด้วยกัน ทำให้เฟืองขับหมุนไปกับทุ่นอาร์เมเจอร์ โดยกำลังถูก ส่งจากทุ่นอาร์เมเจอร์ไปยังเสื้อคลัตช์ผ่านลูกปืนคลัตช์ไปแกนตัวในชุดโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์จะ เป็นชิ้นเดียวกันกับทุ่นอาร์เมเจอร์ ส่งผ่านกำลังไปหมุนล้อช่วยแรงได้

การทำงาน

การทำงานของชุดเฟืองขับแบบโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์ เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์

14 of 24

เมื่อเครื่องยนต์ติด : ล้อช่วยแรงมีความเร็วรอบสูงกว่าเฟืองขับและจะขับเฟืองขับให้หมุนเร็วกว่าเสื้อคลัตช์ จึงทำ ให้ลูกปืนคลัตช์ถูกแรงเหวี่ยงออกมาทางด้านกว้างระหว่างเสื้อคลัตช์กับแกนตัวใน ทุ่นอาร์ เมเจอร์และเฟืองขับจึงเป็นอิสระต่อกัน เฟืองขับจึงหมุนไปด้วยความเร็วรอบสูงโดยไม่ทำให้ ทุ่นอาร์เมเจอร์เสียหาย

การทำงานของชุดเฟืองขับแบบโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์ เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน

15 of 24

วงจรไฟฟ้าควบคุมระบบสตาร์ตและการทำงาน

5.5

กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านสายเคเบิลที่ต่ออยู่ระหว่างแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์สตาร์ตและกราวด์ การควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าจะใช้สวิตช์จุดระเบิดที่ติดตั้งบนคอพวงมาลัย ซึ่งสายเคเบิลแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จะไม่ได้ต่อไปยังสวิตช์จุดระเบิดโดยตรงซึ่งจะแทนที่ด้วยวงจรควบคุมสองวงจรย่อยคือวงจรสตาร์ตและวงจรควบคุม

วงจรไฟฟ้าควบคุมระบบสตาร์ต

16 of 24

5.5.1 มอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา

มอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา มอเตอร์จะขับเฟืองขับโดยตรง ซึ่งเฟืองขับหมุนที่ความเร็วรอบเท่ากับความเร็วรอบของมอเตอร์ (อัตราทด 1:1) มอเตอร์สตาร์ตแบบนี้จะมีขนาดใหญ่และดึงกระแสมากกว่ามอเตอร์สตาร์ตแบบทดรอบ

โครงสร้างมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา

17 of 24

5.5.2 มอเตอร์สตาร์ตแบบทดรอบ

มอเตอร์สตาร์ตแบบทดรอบเป็นที่นิยมใช้กับรถยนต์ในปัจจุบัน มอเตอร์สตาร์ตแบบนี้มีขนาดเล็ก กะทัดรัด มอเตอร์มีความเร็วรอบสูง และมีเฟืองทด ขณะที่มอเตอร์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบากว่ามอเตอร์แบบธรรมดา เมื่อทำงานที่ความเร็วรอบสูงชุดเฟืองทดจะถ่ายทอดแรงบิดไปที่เฟืองขับซึ่งถูกทดรอบลงประมาณ 1 ใน 4 ของความเร็วมอเตอร์ซึ่งเฟืองขับจะหมุนราบเรียบและมีความเร็วรอบสูงกว่ามอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดาและมีแรงบิดสูง

โครงสร้างมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา

18 of 24

1. เมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งสตาร์ต (ST)

5.5.3 การทำงานของระบบสตาร์ต

– กระแสไฟฟ้าไหลจากแบตเตอรี่ ผ่านสวิตช์จุดระเบิด และขั้ว 50 ไปยังขดลวดชุดดึง และขดลวดชุดยึด ในขณะเดียวกันกระแสไฟฟ้าจากขดลวดชุดดึงจะไหลผ่านขั้ว C ไปยังขดลวดสนามแม่เหล็ก ผ่านแปรงถ่านบวก ขดลวดอาร์เมเจอร์ และแปรงถ่านลบลงกราวด์ครบวงจร

– แรงเคลื่อนไฟฟ้าตกคร่อมตรงข้ามกับขดลวดชุดดึง จะจำกัดกระแสไฟฟ้าไปที่มอเตอร์ซึ่งจะรักษาให้มอเตอร์หมุนที่ความเร็วรอบต่ำ

– พลังเยอร์สวิตช์แม่เหล็กจะผลักเฟืองขับไปขบกับเฟืองล้อช่วยแรง

– เฟืองสไปลน์และความเร็วรอบของมอเตอร์ที่หมุนด้วยความเร็วรอบต่ำจะช่วยให้เฟืองขับและเฟืองล้อช่วยแรงสัมผัสกันอย่างราบเรียบและนิ่มนวล

19 of 24

การทำงานของมอเตอร์สตาร์ตเมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งสตาร์ต (ST)

กระแสไฟฟ้าไหล

20 of 24

การทำงานของมอเตอร์สตาร์ตเมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งสตาร์ต (ต่อเนื่อง)

2. เมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งสตาร์ต (ต่อเนื่อง)

– เมื่อเฟืองขับและเฟืองล้อช่วยแรงขบกันเต็มที่ หน้าสัมผัสของพลังเยอร์จะหมุนสัมผัสกับสะพานไฟที่ต่อระหว่างขั้ว 30 กับขั้ว C

– กระแสไฟฟ้าจำนวนมากไหลไปที่มอเตอร์ และขับเฟืองขับที่ขบกับเฟืองล้อช่วยแรงหมุนด้วยแรงบิดที่เพิ่มขึ้น

– กระแสไฟฟ้าที่ไหลไปยังขดลวดชุดดึงในระยะเวลาสั้น ๆ ชุดพลังเยอร์จะยึดตำแหน่งไว้โดยแรงแม่เหล็กที่ขดลวดชุดดึง

21 of 24

กระแสไฟฟ้าไหล

การทำงานของมอเตอร์สตาร์ตเมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งสตาร์ต (ต่อเนื่อง) (ต่อ)

3. เมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งเปิด (ON)

– ไม่มีกระแสไฟฟ้าไปที่ขั้ว 50 อย่างไรก็ตาม สะพานไฟยังยอมให้กระแสไฟฟ้าจากขั้ว C ไหลผ่านไปยังขดลวดชุดดึงไปยังขดลวดชุดยึด

– สนามแม่เหล็กในขดลวดชุดดึงและขดลวดชุดยึดจะถูกยกเลิก และชุดพลังเยอร์จะดึงเฟืองขับเคลื่อนที่กลับด้วยแรงดันสปริง

– กระแสไฟฟ้าที่สูงไปยังมอเตอร์จะถูกตัดออกและเฟืองขับจะถอยจากเฟืองล้อช่วยแรง

– อาร์เมเจอร์ยังคงมีแรงเฉื่อยซึ่งแตกต่างจากมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา แรงเสียดทานจะหยุดการหมุนของมอเตอร์

22 of 24

กระแสไฟฟ้าไหล

การทำงานของมอเตอร์สตาร์ตเมื่อสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่งเปิด (ON)

23 of 24

การวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขข้อขัดข้องระบบสตาร์ต

5.6

การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขข้อขัดข้องระบบสตาร์ต

ปัญหา

สาเหตุที่เป็นไปได้

การแก้ไข

1. เครื่องยนต์ไม่หมุน

1. แบตเตอรี่เสีย

2. ฟิวส์สายขาด

3. ขั้วต่อสายหลวม

4. สวิตช์จุดระเบิดชำรุด

5. สวิตช์แม่เหล็ก รีเลย์ สวิตช์

เกียร์ว่าง และสวิตช์คลัตช์ชำรุด

6. ปัญหากลไกเครื่องยนต์

7. ปัญหามอเตอร์สตาร์ต

1. ตรวจสอบสภาพการประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่

2. เปลี่ยนฟิวส์สายใหม่

3. ทำความสะอาดและขันขั้วต่อสายให้แน่น

4. ตรวจสอบการทำงานของสวิตช์จุดระเบิด

เปลี่ยนเมื่อจำเป็น

5. ตรวจสอบและเปลี่ยนถ้าจำเป็น

6. ตรวจสอบเครื่องยนต์

7. ตรวจสอบมอเตอร์สตาร์ต เปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุด

2. เครื่องยนต์หมุนช้าขณะสตาร์ต

1. แบตเตอรี่อ่อน

2. ขั้วหลวมหรือเป็นสนิม

3. มอเตอร์สตาร์ตบกพร่อง

4. ปัญหากลไกที่เครื่องยนต์หรือมอเตอร์สตาร์ต

1. ตรวจสอบแบตเตอรี่หรือประจุไฟฟ้าใหม่ตาความจำเป็น

2. ทำความสะอาดและขันขั้วต่อให้แน่น

3. ทดสอบมอเตอร์สตาร์ต

4. ตรวจสอบเครื่องยนต์และมอเตอร์สตาร์ตเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุด

24 of 24

การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขข้อขัดข้องระบบสตาร์ต (ต่อ)

ปัญหา

สาเหตุที่เป็นไปได้

การแก้ไข

3. มอเตอร์ยังหมุนอยู่ขณะปล่อยสวิตช์ตำแหน่งเปิด (ON)

1. เฟืองขับหรือเฟืองล้อช่วยแรง

ชำรุด

2. พลังเยอร์ในสวิตช์แม่เหล็กบกพร่อง

3. สวิตช์หรือวงจรควบคุมขัดข้อง

4. สวิตช์จุดระเบิดติด

1. ตรวจสอบการสึกหรอของเฟืองขับและเฟืองล้อช่วยแรงใหม่

2. ทดสอบขดลวดชุดดึงและขดลวดชุดยึดของสวิตช์แม่เหล็ก

3. ตรวจสอบสวิตช์และส่วนประกอบวงจร

4. ตรวจสอบการเสียหายของสวิตช์จุดระเบิด

4. มอเตอร์สตาร์ตหมุนแต่ไม่เข้าไปขับเพลาข้อเหวี่ยงเครื่องยนต์

1. โอเวอร์รันนิ่งคลัตช์ขัดข้อง

2. เฟืองขับหรือเฟืองล้อช่วยแรงเสียหาย

1. ตรวจสอบการทำงานของโอเวอร์รันนิ่งคลัตช์

2. ตรวจสอบการเสียหายหรือการชำรุดของเฟืองขับหรือเฟืองล้อช่วยแรงเปลี่ยนใหม่ถ้าจำเป็น

5. เฟืองขับไม่เข้าขบ/ไม่จากออกจากเฟืองล้อช่วยแรง

1. สวิตช์แม่เหล็กชำรุด

2. เฟืองขับหรือเฟืองล้อช่วยแรงชำรุด

1. ตรวจสอบและเปลี่ยนสวิตช์แม่เหล็กตามความจำเป็น

2. ตรวจสอบการชำรุดหรือการสึกหรอของเฟืองขับหรือเฟืองล้อช่วยแรงหรือเปลี่ยนใหม่