1 of 53

วิชา นันทนาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต�(RECREATION FOR LIFE QUALITY DEVELOP)

ศาสตรจารย์นายแพทย์สมชาย สุพันธุ์วณิชและคณะ

1

2 of 53

การจัดกิจกรรมนันทนาการ Organizing recreational activities

2

หน่วยที่ 4

3 of 53

สาระการเรียนรู้

  • แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการ
  • หลักการจัดกิจกรรมนันทนาการ
  • การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย
  • ขั้นตอนการจัดกิจกรรมนันทนาการ
  • ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ

​

3

4 of 53

จุดประสงค์การเรียนรู้

  • นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการได้อย่างสมเหตุสมผล
  • อธิบายหลักการจัดกิจกรรมนันทนาการได้
  • สามารถจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัยได้
  • บอกขั้นตอนการจัดกิจกรรมนันทนาการได้ถูกต้อง
  • ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานได้

​

4

5 of 53

สาระสำคัญ

  • การจัดกิจกรรมนันทนาการ จะประสบผลสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด ผู้ดำเนินการต้องศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและกระบวนการจัดกิจกรรมนันทนาการให้เหมาะสม อีกทั้งยังต้องศึกษาถึงพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของบุคคลแต่ละกลุ่ม แต่ละช่วงวัย และปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานได้ เพื่อสนองตอบตามความต้องการของผู้เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการได้เป็นอย่างดี

​

5

6 of 53

1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 1. นันทนาการที่จัดขึ้นต้องบริการแก่ทุกคนโดยไม่คำนึงถึง เพศ วัย และผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ
  • 2. นันทนาการที่จัดขึ้นต้องยึดเอาความต้องการ ความสนใจ และทรัพยากรของชุมชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
  • 3. การจัดกิจกรรมนันทนาการจะต้องมีความสัมพันธ์กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจกรรมนันทนาการ เช่น บริษัท และสมาคม

6

7 of 53

1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 4. การจัดกิจกรรมต้องเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและต้องมีการประชุมแก้ไขกิจกรรมเป็นระยะ ๆ เพื่อให้กิจกรรมทันสมัยอยู่เสมอ
  • 5. ทุกคนต้องรับทราบเพื่อจะได้รับรู้ถึงความสำคัญและรายการที่จะต้องดำเนินงานอย่างเป็นขั้น ๆ โดยใช้สื่อมวลชนต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอื่นๆ แจ้งให้ทุกคนทราบ
  • 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสและให้บริการ กิจกรรมใกล้เคียงที่จะดำเนินงานขึ้นใหม่ โดยให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเป็นผู้เนินงาน

​

7

8 of 53

1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 7. ต้องไม่ขัดกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศีลธรรมอันดีงามของชุมชนนั้น ๆ
  • 8. ต้องส่งเสริมกระบวนการแบบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคนเลือกเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
  • 9. ต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการทางกาย ทางอารมณ์ ทางสังคม และทางจิตใจ

8

9 of 53

1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 10. ต้องยืดหยุ่นได้ตามความต้องการของผู้เข้าร่วม เพื่อความสมดุลตามความต้องการของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
  • 11. ต้องจัดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชน มีการโฆษณาชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์เป็นอย่างดีของบุคคลในชุมชนนั้น ๆ
  • 12. ควรมีการวัดผลอยู่เสมอ ๆ เพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

9

10 of 53

2. หลักการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • ด้านการจัดการ (Management) มีการวางแผนการจัดเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามลำดับ ดังนี้
  • 1.1 จัดทำข้อมูลพื้นฐานกิจกรรมนันทนาการในด้านต่างๆ ได้แก่
  • 1.2 นำข้อมูลที่สำรวจแล้ว มาวางแผนในการจัดกิจกรรม

​

10

11 of 53

2. หลักการจัดกิจกรรมนันทนาการ

2. ด้านบุคลากร (Man) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมนันทนาการมี 3 กลุ่ม ได้แก่

  • 2.1 กลุ่มผู้จัดกิจกรรมนันทนาการ
  • 2.2 กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ
  • 2.3 กลุ่มผู้ให้การสนับสนุนจัดกิจกรรมนันทนาการ

​

​

11

12 of 53

2. หลักการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 3. ด้านสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก
  • ในการจัดกิจกรรมนันทนาการ ผู้จัดจะต้องมีการจัดเตรียมความ พร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ให้เกิดความพร้อมเพรียงด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จัดหา จัดซื้อ และจัดยืม

​

12

13 of 53

2. หลักการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • 4. ด้านงบประมาณ

งบประมาณถือว่าเป็นทรัพยากรบริหารที่มี ความสำคัญ ผู้ดำเนินการจะต้องเตรียมการด้วยตนเอง หรืออาจจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ

​

13

14 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • หลักการและเหตุผล

​

  • ส่วนนี้มีความสำคัญมาก เป็นส่วนที่จะบอกให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหา และความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้ หากไม่ดำเนินการจะเกิดผลเสียหายอย่างไร และหากได้รับการแก้ไขจะเกิดผลดีอย่างไร

​

14

15 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • วัตถุประสงค์

​

  • ต้องเขียนแยกเป็นข้อ ๆ อาจจะแยกเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปกับวัตถุประสงค์เฉพาะ
  • ออกจากกันก็ได้ วัตถุประสงค์ทั้งหมดจะต้องครอบคลุมสิ่งที่ต้องการดำเนินการแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาขึ้น

​

15

16 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • วิธีการดำเนินงานและกิจกรรม

​

  • ต้องระบุวิธีการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่าวิธีการดำเนินงานและกิจกรรมนั้น จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและเกิดการพัฒนาอย่างไร หากแสดงไว้ได้ชัดเจนมากเท่าใดจะทำให้การนำโครงการไปสู่การปฏิบัติได้ง่าย และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

​

16

17 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • ขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงาน

​

  • เป็นการนำเอาวิธีดำเนินงาน และกิจกรรมมากำหนดรายละเอียด แบ่งเป็นขั้นตอนในการทำงาน และระยะเวลาในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน เพื่อให้มองเห็นภาพของการทำงานได้ชัดเจน สามารถควบคุมและบริหารเวลาได้ตามปกติ

​

17

18 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • สถานที่ดำเนินงาน

​

  • ต้องระบุให้ชัดเจนว่ากิจกรรมที่จะดำเนินงานนั้นทำที่ใดบ้าง หากมีความจำเป็นก็ให้บอกเหตุผลในการเลือกสถานที่ โดยให้ระบุไว้ในโครงการด้วย

​

18

19 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • ผู้รับผิดชอบ
  • ผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นหน่วยงานและชื่อบุคคลที่เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ
  • โครงการ หากมีจำนวนบุคลากรหลักอยู่หลายคน ก็ให้ระบุไว้ทั้งหมด

19

20 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • งบประมาณดำเนินการ
  • ต้องระบุให้ชัดเจนว่าการดำเนินงานใช้งบประมาณจากแหล่งใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด เช่น
  • เงินบำรุงกิจกรรม
  • เงินบำรุงการศึกษา
  • เงินงบประมาณแผ่นดิน
  • อื่น ๆ (ระบุให้ชัดเจน)
  • โครงการจะต้องระบุว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง โดยระบุว่าเป็นยอดใหญ่ ๆ ตามประเภทของงบประมาณค่าใช้จ่าย เช่น ค่าวัสดุ ค่ายานพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าอาหาร

​

20

21 of 53

วิธีเขียนโครงการ

  • ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • เขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
  • วันที่เสนอโครงการ
  • ลงตามวันที่ปฏิบัติจริง
  • ผู้เสนอโครงการ
  • เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงาน

​

21

22 of 53

3. การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย

  • การจัดกิจกรรมนันทนาการให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสองกลุ่ม เพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและจิตใจ ในแต่ละเพศ แต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนี้

22

23 of 53

3. การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย

  • 1. วัยเด็ก (Children) เป็นวัยที่มีอายุระหว่าง 1-12 ปี กิจกรรมนันทนาการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กนั้น “การเล่น” เป็นสิ่งสำคัญ ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ

23

24 of 53

ตัวอย่างกิจกรรมวัยเด็ก

24

25 of 53

3. การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย

  • 2. วัยรุ่น (Youth) เป็นวัยที่มีอายุระหว่าง 13-20 ปี กิจกรรมที่จัดควรเน้นในเรื่องการใช้กำลังกาย กำลังสมอง เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ใช้กำลังมาก โลดโผน ท้าทาย มีกฎกติกาที่ชัดเจน

25

26 of 53

ตัวอย่างกิจกรรมวัยรุ่น

26

27 of 53

3. การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย

  • 3. วัยผู้ใหญ่ (Adults) มีอายุระหว่าง 21-60 ปี ควรเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อน การพบปะสังสรรค์ กิจกรรมทางศาสนา งานอดิเรกหรือธุรกิจลำลอง กิจกรรมเฉพาะกลุ่มที่สนใจ กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

27

28 of 53

ตัวอย่างกิจกรรมวัยผู้ใหญ่

28

29 of 53

3. การจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละช่วงวัย

  • 4. วัยผู้สูงอายุ (Senior People) มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรเป็นกิจกรรมที่รักษาสมรรถภาพทางกายให้คงที่ หรือผ่อนคลายความเครียด ความวิตกกังวลและเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อน กิจกรรมกลุ่มที่ตนสนใจ กิจกรรมเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม เช่น อาสาสมัครที่ให้ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

29

30 of 53

ตัวอย่างกิจกรรมวัยผู้สูงอายุ

30

31 of 53

4. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • การจัดกิจกรรมใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ ควรมีการจัดและบริการที่ดี กล่าวคือ มีการวางแผน การจัดองค์กร การดำเนินงาน การควบคุมติดตามงาน และการประเมินผลแต่ละขั้นตอน หากผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมนันทนาการการทำงานเป็นทีม การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะเกิดขึ้น และผู้รับบริการจะได้รับผลประโยชน์ ทำให้เกิดความประทับใจและอยากมารับบริการอีก

​

31

32 of 53

4. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมนันทนาการ

  • สิ่งที่ควรคำนึงในแต่ละขั้นตอน ดังนี้
  • 1. การวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์
  • 2. เป้าหมาย
  • 3. วัตถุประสงค์
  • 4. สมาชิก
  • 5. สถานที่ วัสดุ และอุปกรณ์
  • 6. กิจกรรม
  • 7. การจัดทำกำหนดการ

​

32

33 of 53

33

ตัวอย่างกิจกรรมนันทนาการ

34 of 53

5. ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ

  • ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ( Cardiopulmonary Resuscitation : CPR )
  • หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) ได้แก่ การผายปอดและการนวดหัวใจภายนอก

​

34

35 of 53

ภาวะหยุดหายใจ (RESPIRATORY ARREST)

  • ภาวะหยุดหายใจ (Respiratory Arrest) และภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนเลือด ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องจะทำให้เสียชีวิตได้

​

35

36 of 53

สาเหตุของการหยุดหายใจ�

  • ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินลมหายใจ
  • มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ
  • การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด
  • การจมน้ำ
  • การบาดเจ็บที่ทรวงอก ทำให้ทางเดินลมหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ
  • โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต
  • การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต
  • โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน
  • มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ

​

36

37 of 53

สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น

  • หัวใจวายจากโรคหัวใจ เนื่องจากการออกกำลังกายมากเกินปกติ หรือตกใจ หรือเสียใจ

อย่างกะทันหัน

  • มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาด

เลือด หรือมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

  • ทางเดินลมหายใจถูกอุดกั้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • การได้รับยาเกินขนาด หรือแพ้ยา

​

37

38 of 53

ข้อบ่งชี้ในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

  • ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจโดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้รีบผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร
  • ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า Clinical Death ควรรีบช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด Biological Death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน
  •  ระยะเวลาของการเกิด Biological Death หลังจาก Clinical Death ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดในช่วง 4-6 นาที หลังเกิด Clinical Death ดังนั้น การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรทำภายในเวลา 4 นาที

38

39 of 53

ลำดับขั้นในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

  • ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ A B C ตามลำดับ
  • 1. A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่ง
  • 2. B : Breathing คือ การช่วยหายใจ
  • 3. C : Circulation คือ การไหลเวียนเลือด

​

39

40 of 53

A : AIRWAY �การดันคางขึ้นร่วมกับการกดหน้าผากให้ใบหน้าเงยขึ้น

40

41 of 53

B : BREATHING คือ การช่วยหายใจ ด้วย� MOUTH TO MOUTH

41

42 of 53

C : CIRCULATION การไหลเวียนของเลือด

42

43 of 53

43

การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

44 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

1. เมื่อพบเห็นคนนอนทำท่าคล้ายหมดสติ ต้องตรวจสอบดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเรียกและเขย่าตัว เขย่าหรือตบที่ไหล่ ถ้าหมดสติจะไม่มีการโต้ตอบ หรือมีเสียงคราง หรือมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย

​

44

45 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

2. ประเมินการหายใจโดยการทำ Look Listen and Feel

2.1 Look คือ การสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ

หายใจหรือไม่

2.2 Listen คือ การฟังเสียงลมหายใจ โดยเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปาก

  • ของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่

2.3 Feel คือ การสัมผัสโดยการใช้แก้มของผู้ช่วยเหลือสัมผัสกับความรู้สึกว่ามีลมหายใจที่ผ่าน

ออกจากปากหรือจมูก อาจใช้สำลีหรือวัสดุบางเบาจ่อบริเวณจมูกก็ได้

​

45

46 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

  • 3. ถ้าพบว่าไม่หายใจให้เรียกผู้อื่น เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมจัดท่านอนหงายผู้ป่วยบนพื้นราบหรือบนพื้นแข็ง แล้วเริ่มขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ คือ เริ่มขั้นตอนที่ 1 Airway โดยการเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่ง ด้วยวิธี Head Tilt Chin Lift หรือ Jaw Thrust Maneuver ถ้ามีการหักของกระดูกสันหลังส่วนคอ

46

47 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

  1. ทดสอบการหายใจโดยการทำ Look Listen and Feel อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าผู้ป่วยยังไม่หายใจ เข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 คือ Breathing คือ การเป่าลมหายใจเข้าทางปาก

47

48 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

5. ทดสอบว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ด้วยการจับชีพจร ถ้าไม่มีการเต้นของหัวใจ ให้เป่าปากอีก 2 ครั้ง แล้วทำการกดนวดหัวใจจากภายนอก (Cardiac Massage) ด้วยอัตราเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที โดยการนับ 1 และ 2 และ 3 จนถึง 30 ครั้ง/นาที

48

49 of 53

ขั้นตอนการปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น

6. ทำสลับกันอย่างนี้ไปจนครบ 4 รอบ (1 นาที) จึงประเมินการหายใจและการเต้นของชีพจร และให้ประเมินอีกทุก 1 นาที

7. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ ให้แบ่งหน้าที่ทำกัน เช่น ผู้ช่วยคนที่ 1 ผายปอด ผู้ช่วยคนที่ 2 กดนวดหัวใจ ถ้าผู้ช่วยเหลือแต่ละคนเหนื่อยและต้องการสลับหน้าที่กัน ให้ร้องตะโกนว่า “เปลี่ยน” จะได้ทำอย่างต่อเนื่อง

8. ให้ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีบุคลากรทางการแพทย์ได้นำอุปกรณ์การแพทย์เข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติม และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

9. รีบโทรศัพท์สายด่วน 1669 โดยการแจ้งชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ของผู้ช่วยเหลือ อาการและตำแหน่งที่เกิดเหตุของผู้ป่วยให้ชัดเจน

​

49

50 of 53

การจัดท่าผู้ป่วยหลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

  • หลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน จนกระทั่งผู้ป่วยมีชีพจรและหายใจได้เองแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หรือพบผู้ป่วยหมดสติแต่ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ ควรจัดให้อยู่ในท่าพักฟื้น (Recovery Position) ท่านี้จะช่วยป้องกันลิ้นตกลงไปอุดกั้นทางเดินลมหายใจ ช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกจากปากได้ ทำให้ปลอดภัยจากการสำลัก

50

51 of 53

การจัดท่าผู้ป่วยหลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

  • 1. ผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าข้างๆ ผู้ป่วย แล้วทำ Head Tilt Chin Lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอขึ้นข้างศีรษะและหงายฝ่ามือ
  • 2. จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือทาบไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง
  • 3. ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้แล้วดึงตัวผู้ป่วยให้พลิก โดยให้เข่างอข้ามตัวมาทางด้านผู้ช่วยเหลือ และให้ผู้ป่วยนอนในท่าตะแคง
  • 4. จับศีรษะผู้ป่วยเงยขึ้นเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย

​

51

52 of 53

ท่าพักฟื้น (RECOVERY POSITION)

52

53 of 53

อันตรายจากการทำ CPR ไม่ถูกวิธี

  • 1. วางมือผิดตำแหน่งอาจทำให้กระดูกซี่โครงหัก (Xiphoid) กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิต
  • 2. การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป ถอนแรงหลังจากกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญน้อย ทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน
  • 3. การกดแรงและเร็วมากเกินไป ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหักได้
  • 4. การกดหน้าอกลึก1. ผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าข้างๆ ผู้ป่วย แล้วทำ Head Tilt Chin Lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอขึ้นข้างศีรษะและหงายฝ่ามือ
  • 2. จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือทาบไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง
  • 3. ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้แล้วดึงตัวผู้ป่วยให้พลิก โดยให้เข่างอข้ามตัวมาทางด้านผู้ช่วยเหลือ และให้ผู้ป่วยนอนในท่าตะแคง
  • 4. จับศีรษะผู้ป่วยเงยขึ้นเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย
  • เกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจช้ำได้
  • 5. การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่ เป่าลมหายใจมากเกินไป

53