แรงงานหญิงหรือลูกจ้างหญิง ย่อมมีสรีระร่างกายอ่อนแอกว่าแรงงานที่เป็นเพศชายหากให้ทำงานบางประเภทอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย กฎหมายจึงคุ้มครองในเรื่องเวลาและงานบางประเภทไว้ มิให้นายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงาน โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ กฎหมายจะคุ้มครองสิทธิให้ไว้เป็นพิเศษ
แรงงานเด็ก หมายถึง บุคคลไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปี ถือว่าเป็นแรงงานเด็ก กฎหมายจะคุ้มครองและกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติต่อแรงงานเด็ก และข้อจำกัดเรื่องเวลา ชนิดของงานให้เด็กทำไว้ และห้ามมิให้นายจ้างทำการจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า 15 ปีเป็นลูกจ้างเด็ดขาด
แรงงานที่เป็นลูกจ้างหญิง โดยสภาพสรีระทางร่างกายแล้ว ย่อมมีความอ่อนแอกว่าแรงงานที่เป็นชาย �อย่างไรก็ตาม ความถนัดในการทำงานของแรงงานหญิงหรือลูกจ้างที่เป็นหญิง อาจมีความถนัดหรือความชำนาญ�ที่แตกต่างหรือเหมาะสมกว่าแรงงานลูกจ้างที่เป็นชาย เกี่ยวกับงานประเภทงานพิมพ์ งานบัญชี งานด้านธุรการ �และในทางตรงกันข้ามมีงานหลายประเภทไม่เหมาะสมกับแรงงานที่เป็นหญิง เช่น งานที่ต้องเดินทางไกลเพื่อติดต่อประสานงานต่างจังหวัด งานประเภทต้องใช้แรงยก แบกหาม เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน หญิงอาจต้องมีครรภ์และคลอดบุตร ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นปัญหาในห้วงเวลาที่มีงานเร่งด่วนตามที่นายจ้างวางเป้าหมายไว้
การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง
การคุ้มครองแรงงานหญิงมีหลักใหญ่ๆ 2 ประการ ได้แก่
งานที่อาจเป็นอันตรายต่อแรงงานหญิง
ตามที่ทราบแล้วว่า แรงงานหญิง คือ เพศที่อ่อนแอกว่าแรงงานชาย งานบางประเภทที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำอาจไม่เหมาะกับแรงงานหญิง ดังนั้นเพื่อคุ้มครองแรงงานหญิง กฎหมายจึงได้กำหนดลักษณะของงานประเภทที่ใช้แรงงานหญิงทำแล้วอาจจะเกิดอันตราย หรือไม่ปลอดภัย ต่อสุขภาพอนามัยของแรงงานหญิงได้ จึงได้บัญญัติกฎหมายห้ามไว้ว่า
ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
1) งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้นํ้า ในถํ้า ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา เว้นแต่สภาพของการทำงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง
2) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
3) งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่สภาพของการทำงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง
4) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้ออกมาใช้บังคับ
การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง
การคุ้มครองแรงงานหญิงมีครรภ์
2.1 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างมีครรภ์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่อาจเป็นอันตรายได้ ดังนี้
1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ เช่น งานเก็บหรือตรวจตั๋วโดยสารรถยนต์ประจำทาง
3) งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเป็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
4) งานที่ทำในเรือ และอยู่ค้างแรมในเรือ ซึ่งห่างไกลโรงพยาบาล
5) งานอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนดภายหลัง
2.2 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในเวลาควรพักผ่อน ได้แก่
1) ห้ามทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด หรือทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกาถึงเวลา 06.00 นาฬิกา
2) งานจำเป็นที่หญิงมีครรภ์ทำอยู่ เช่น ตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ งานการเงิน งานบัญชี นายจ้างจะให้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อลูกจ้าง และต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้นเป็นคราวๆ ไป
การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง
2.3 สิทธิของหญิงมีครรภ์
1) มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ โดยมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่สามารถทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้เพราะมีผลกระทบต่อบุตรในครรภ์ตามใบความเห็นแพทย์ จึงขอเปลี่ยนงานหน้าที่เดิมเป็นหน้าที่อื่นที่เหมาะสมและไม่กระทบต่อบุตรในครรภ์ชั่วคราวได้จนกว่าจะคลอดหรือหลังคลอดจนทำงานได้ปกติ นายจ้างต้องพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้
2) มีสิทธิตามกฎหมายมิให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ได้
สิทธิของหญิงมีครรภ์ตามมาตรานี้ เป็นข้อห้ามนายจ้างนั่นเอง คือ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์
3) มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 98 วัน ทั้งนี้ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย ซึ่งวันลาเพื่อคลอดบุตรนี้ให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย หมายความว่า หญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรได้ และเมื่อใกล้คลอด หรือทราบวันคลอดโดยประมาณการล่วงหน้าแล้ว อาจลาพักงานก่อนวันคลอดก็ได้ สิทธิการลาเพื่อคลอดบุตรมีกำหนดให้ลาได้ไม่เกิน 98 วัน โดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลา
การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง
คำว่า เด็ก ในความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำลังศึกษานี้แตกต่างกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ที่ให้นิยามคำว่า เด็ก หมายความว่าบุคคลที่มีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินสิบสี่ปีบริบูรณ์ และคำว่า เยาวชน หมายความว่าบุคคลที่มีอายุเกินสิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ กฎหมายฉบับนี้มุ่งที่บุคคลมีอายุระหว่างเจ็ดปีถึงสิบแปดปีบริบูรณ์
ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คำว่า เด็ก ที่สามารถใช้แรงงานเป็นลูกจ้างได้ต้องมีอายุไม่ตํ่ากว่า 15 ปี และถ้าอายุยังตํ่ากว่า 18 ปี กฎหมายคุ้มครองแรงงานจัดว่าเป็นแรงงานเด็ก หากอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เมื่อใดกฎหมายจัดว่าบุคคลนั้นมิใช่แรงงานเด็ก คือเป็นแรงงานทั่วไปแล้ว
ดังนั้น แรงงานเด็ก คือแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี และยังไม่ถึง 18 ปี ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเกี่ยวกับ�การใช้แรงงานเด็กไว้ มีสาระสำคัญใน 3 ประเด็น ดังนี้
1. ข้อห้ามจ้างหรือใช้แรงงานเด็กโดยเด็ดขาด
2. ข้อจำกัดในการจ้างแรงงานเด็ก
3. สิทธิของแรงงานเด็ก
การคุ้มครองการใช้แรงงานเด็ก
กฎหมายบัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุตํ่ากว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง” ข้อห้ามนี้ถือว่าเป็นการห้ามโดยเด็ดขาด นายจ้างใดฝ่าฝืนจ้างบุคคลอายุน้อยกว่าหรือไม่ถึง 15 ปีมาเป็นแรงงาน จัดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากกฎหมายถือว่าเด็กที่อายุตํ่ากว่า 15 ปียังไม่พร้อมเป็นผู้ใช้แรงงาน ทั้งแรงงานเบาหรือแรงงานหนัก
ข้อห้ามจ้างหรือใช้แรงงานเด็กโดยเด็ดขาด
กรณีการจ้างแรงงานเด็กหรือใช้แรงงานเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี และยังไม่ถึง 18 ปี
เมื่อจ้างแรงงานเด็กนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ดังนี้
1.1 แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กนั้นเข้าทำงาน
1.2 จัดทำบันทึกสภาพการจ้างของเด็กนั้นไว้ พร้อมบันทึกสภาพการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเก็บไว้ที่สำนักงานของนายจ้าง พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานทำการตรวจดูได้
1.3 เมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือเลิกจ้างเด็กคนนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันทีเด็กออกจากงาน หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามนี้ จัดเป็นความผิด
ข้อจำกัดของงานให้เด็กอายุตํ่ากว่า 18 ปี ทำงาน มีดังนี้
2.1 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกาในวันถัดไปเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน แต่ถ้าเป็นกรณีงานให้เด็กทำเป็นงานแสดงภาพยนตร์ แสดงละคร หรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันต้องทำงานดังกล่าวก็ให้ทำได้ แต่ต้องให้เด็กคนนั้นมีเวลาพักผ่อนพอสมควร
2.2 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุตํ่ากว่าสิบแปดปีทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด
ข้อจำกัดในการจ้างแรงงานเด็ก
2.3 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุตํ่ากว่าสิบแปดปี ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
1) งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
2) งานปั๊มโลหะ
3) งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ อันอาจเป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง� 4) งานที่เกี่ยวกับสารเคมี ที่เป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
5) งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
6) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานบริการ นํ้ามันเชื้อเพลิง
7) งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่น
8) งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
9) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้นํ้า ในถํ้า ในอุโมงค์ หรือปล่องภูเขาไฟ
10) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีทุกชนิด
11) งานทำความสะอาดเครื่องจักร หรือเครื่องยนต์ ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
ข้อจำกัดในการจ้างแรงงานเด็ก
12) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านสูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
13) งานอื่นๆ ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดในภายหลัง
2.4 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุตํ่ากว่าสิบแปดปี ทำงานในสถานที่บางลักษณะที่เด็กไม่พึงสัมผัสกับบรรยากาศ เช่น โรงฆ่าสัตว์, สถานที่เล่นการพนัน และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ได้แก่ สถานเต้นรำ สถานที่มีอาหาร สุรา นํ้าชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปฏิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอน หรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า
ข้อจำกัดในการจ้างแรงงานเด็ก
โรงงานเด็ก นอกจากมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้างแล้ว ยังมีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้
นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างแรงงานเด็กมีเวลาพัก
การทำงานวันหนึ่งๆ หรือในวันหนึ่งต้องให้ลูกจ้างแรงงานเด็กมีเวลาพักวันหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หมายความว่า ต้องให้พักหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหรือมากกว่า และในกรณีให้เด็กทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่เกินสี่ชั่วโมงต้องให้เด็กพักหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
ลูกจ้างแรงงานเด็กมีสิทธิได้รับค่าจ้างด้วยตนเอง
กฎหมายกำหนดข้อห้ามไว้ มิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างจากการทำงานของเด็กให้แก่บุคคลอื่น หมายถึงต้องจ่ายค่าจ้างให้กับตัวเด็กเท่านั้นเพราะเด็กเป็นผู้ทำและใช้แรงงาน ตลอดจนเมื่อเริ่มแรกรับเด็กเข้าทำงานจะเรียกร้องหรือรับหลักประกันใดๆ จากฝ่ายลูกจ้างคือจากพ่อแม่ของเด็กมิได้ รวมถึงในการรับเข้ามาทำงานนายจ้างได้จ่ายเงินล่วงหน้าก่อนเริ่มงาน หรือให้ประโยชน์อื่นใดแก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของลูกจ้างเด็กไปแล้วจะนำมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเด็กมิได้
สิทธิแรงงานเด็ก
ลูกจ้างแรงงานเด็กมีสิทธิได้รับการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงาน กฎหมายให้ลูกจ้างแรงงานเด็กมีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุมสัมมนา รับการอบรม รับการฝึก หรือลาเพื่อการอื่น ซึ่งจัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐ �หรือหน่วยงานเอกชนที่มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาเป็นประโยชน์ ตามที่เด็กได้แจ้งล่วงหน้าให้นายจ้างทราบ นายจ้าง�ต้องอนุญาตให้ลูกจ้างแรงงานเด็กมีสิทธิได้เข้ารับการอบรม แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน และระหว่างลาอบรม�ให้ลูกจ้างแรงงานเด็กได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานด้วย
สิทธิแรงงานเด็ก