1 of 83

วิชาเคมี2 �รหัสวิชา ว31222

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

สอนโดย

ครูกาญจนา แซ่เทียน

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์

2 of 83

การคำนวณเกี่ยวกับ�สูตรเคมี

Chanokkarn Neadratsamee

3 of 83

สูตรเคมี

สัญลักษณ์ของสารที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบนั้นว่ามีธาตุอะไรบ้างในสารนั้น เช่น

ชื่อสาร

สูตรเคมี

โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride)

NaCl

กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid)

C6H8O6

คลอรีน (Chlorine)

Cl2

เอทิลีน (Ethylene)

C2H4

คอปเปอร์(II)ซัลเฟต เพนตะไฮเดรต (Copper (II) sulfate pentahydrate)

CuSO4 · 5H2O

สูตรเคมีแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. สูตรอย่างง่าย (empirical formula)

2. สูตรโมเลกุล (molecular formula)

3. สูตรโครงสร้าง (structural formula)

4 of 83

สูตรอย่างง่าย (empirical formula)

สูตรที่บอกถึงอัตราส่วนอย่างต่ำของจำนวนอะตอมของแต่ละธาตุ ในสูตร

เช่น

เกลือแกง มีสูตรเอมพิริคัล คือ NaCl

แสดงว่าใน 1 โมเลกุลของเกลือแกง ประกอบด้วยธาตุ Na และ Cl ในอัตรส่วน 1 : 1

5 of 83

สูตรที่บอกถึงจำนวนอะตอมที่แท้จริงในโมเลกุลนั้น

เช่น

H2O เป็นสูตรโมเลกุล

แสดงว่าใน 1 โมเลกุลของน้ำ ประกอบด้วย

H 2 อะตอม และ O 1 อะตอม

สูตรโมเลกุล (molecular formula)

6 of 83

สูตรโครงสร้าง (structural formula)

สูตรซึ่งบอกว่าในโมเลกุล 1 โมเลกุล มีอะตอมต่าง ๆ จับกันอย่างไรหรือเกิดพันธะอย่างไร

เช่น CH3COOH

7 of 83

สาร

สูตรเอมพิริคัล

สูตรโมเลกุล

สูตรโครงสร้าง

น้ำ

H2O

H2O

คาร์บอนไดออกไซด์

CO2

CO2

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

HO

H2O2

8 of 83

การคำนวณหาสูตรเอมพิริคัล และสูตรโมเลกุล

9 of 83

การคำนวณหาสูตรเอมพิริคัล

ต้องทราบว่าสารประกอบนั้นประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง อัตราส่วนโดยน้ำหนักของธาตุทั้งหมดที่

มีอยู่เป็นอย่างไรและน้ำหนักอะตอมของแต่ละธาตุด้วย

หาอัตราส่วนโดยโมลอะตอมของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

ทำให้เป็นอัตราส่วนต่ำสุด

ได้สูตรเอมพิริคัล

10 of 83

เกณฑ์ในการปัดเลขทศนิยม มีดังนี้

1. ถ้าค่าเลขทศนิยม > 0.8 ปัดเป็น 1 ถ้าค่าเลขทศนิยม < 0.2 ปัดเป็น 0

2. ถ้าค่าเลขทศนิยม อยู่ระหว่าง 0.2 - 0.8 ห้ามปัดให้หาเลขจำนวนเต็มลงตัวน้อยๆ มา คูณตลอดจนปัดได้

ถ้าโมลของ A : B : C = 1.98 : 2.50 : 0.49

กรณีนี้ปัดให้เป็นเลขจำนวนเต็มไม่ได้ ให้นำค่าที่น้อยที่สุดหารตลอด

โมล A : B : C = 4.04 : 5.10 : 1.00

แล้วจึงปัดให้เป็นเลขจำนวนเต็ม

โมล A : B : C = 4 : 5 : 1

∴ สูตรเอมพิริคัล คือ A4B5C

ถ้าโมลของ A : B : C = 1.97 : 0.65 : 4.25

ให้หารตลอดด้วย 0.65 (ค่าน้อยที่สุด)

โมล A : B : C = 3.03 : 1.00 : 6.53

เนื่องจากได้อัตราส่วนของเลขที่ไม่ลงตัวและปัดให้เป็นจำนวนเต็มไม่ได้ จึงต้องหาตัวคูณที่เหมาะสมมาคูณตลอด ในที่นี้คูณด้วย 2

โมล A : B : C = 6.06 : 2.00 : 13.06

แล้วจึงปัดให้เป็นเลขจำนวนเต็ม

∴ สูตรเอมพิริคัล คือ A6B2C13

11 of 83

เมื่อได้สูตรเอมพิริคัลแล้วจะคำนวณหาสูตรโมเลกุลได้ เมื่อทราบน้ำหนักโมเลกุลของสารประกอบนั้นๆ

การหาสูตรโมเลกุล

ทราบสูตรเอมพิริคัลและมวลโมเลกุล

(มวลสูตรเอมพิริกัลป์)n = มวลโมเลกุล

โดย n = 1, 2, 3,…

 

รู้ n จะได้สูตรโมเลกุล

12 of 83

Ex1 จากการวิเคราะห์สารประกอบชนิดหนึ่ง พบว่าประกอบด้วยกำมะถัน 50.1% w/w และออกซิเจน 49.9% w/w จงหาสูตรเอมพิริคัลของสารประกอบชนิดนี้

 

นำจำนวนโมลที่ต่ำที่สุดหารตลอด

13 of 83

Ex2 สารบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน 0.250 กรัม คาร์บอน 1.500 กรัม และคลอรีน 8.875 กรัม จงคำนวณสูตรเอมพิริคัลของสารนี้(H = 1 C = 12 Cl = 35.5)

 

14 of 83

Ex3 จากการวิเคราะห์สารประกอบชนิดหนึ่ง พบว่าประกอบด้วยกำมะถันและออกซิเจนมีร้อยละโดยน้ำหนักของกำมะถันเป็น 50.05 และออกซิเจน 49.95 ถ้าน้ำหนักโมเลกุลของสารประกอบนี้เท่ากับ 64 จงคำนวณหาสูตรเอมพิริกัลและสูตรโมเลกุล (S = 32, O = 16)

 

สูตรเอมพิริคัล = SO2

(มวลสูตรเอมพิริกัล)n = มวลโมเลกุล

(SO2)n = 64

(32 + 16 x 2)n = 64

n = 1

ดังนั้นสูตรโมเลกุล คือ SO2

15 of 83

Ex4

  1. สินแร่ชนิดหนึ่งมีส่วนประกอบร้อยละโดยมวลของ Na, Al และ F เป็น 33, 13 และ 54 ตามลำดับ สูตรเอมพิริคัลของสินแร่นี้ควรเป็นอย่างไร
  2. สารชนิดหนึ่งประกอบด้วยธาตุ H 0.25 กรัม C 1.5 กรัม และ Cl 8.875 กรัม สารนี้ 42.5 กรัม มีปริมาตร 11.2 ลูกบาศก์เดซิเมตรที่ STP จงหาสูตรโมเลกุลของสารประกอบนี้

Ex5 จากการวิเคราะห์สารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง พบว่าประกอบด้วยธาตุ C H O N เมื่อนำสารตัวอย่างนี้มา 1.279 กรัม เผาไหม้ในอากาศจำนวนมาก หลังจากเกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ได้ CO2 และ H2O 1.608 และ 0.768 กรัม ตามลำดับ เมื่อนำสารตัวอย่างมาใหม่ 1.625 กรัม พบว่ามี N 0.2166 กรัม จงคำนวณหาสูตรเอมพิริคัลของสารตัวอย่างนี้

16 of 83

สมการเคมี

17 of 83

สมการเคมี

สมการเคมี ประกอบด้วย 3 ส่วน

  1. สารตั้งต้น
  2. ผลิตภัณฑ์
  3. เงื่อนไข หรือภาวะที่เหมาะสม

สารตั้งต้น + สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์

เงื่อนไข

สมการเคมีประกอบด้วยสัญลักษณ์หรือสูตรของสารต่างๆ

- ใช้เขียนแทนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

- บอกให้ทราบว่า สารใดทำปฏิกิริยากันและเกิดสารใดบ้าง

- ใช้ในการคำนวณปริมาณสัมพันธ์ของสารต่างๆ ในปฏิกิริยานั้นๆ

18 of 83

สารตั้งต้น + สารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์

เงื่อนไข

19 of 83

สมการเคมีเขียนได้ 2 แบบ

สมการโมเลกุล >>> เป็นสมการเคมีที่เขียนแสดงสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ในรูปสูตร โมเลกุลและอะตอม

AgNO3(aq) + KI(aq) → AgI(s) + KNO3(aq)

สมการไอออน >>> เป็นสมการเคมีที่ใช้เขียนสำหรับปฏิกิริยาที่มีสารประกอบไอออนิกเข้ามา เกี่ยวข้อง จะเขียนเฉพาะไอออนและโมเลกุลที่จำเป็นและเกิดปฏิกิริยาเท่านั้น

Ag+(aq) + I-(aq) → AgI(s) + KNO3(aq)

20 of 83

สมการเคมีที่ควรรู้จัก

  1. โลหะ + กรด → เกลือ + แก๊สไฮโดรเจน เช่น

Zn + 2HCl → ZnCl2 + H2

Fe + HCl → FeCl2 + H2

** โลหะส่วนหนึ่งที่ทำกับปฏิกิริยากับกรดแล้วให้ก๊าซ H2 เช่น Li, Fe, K, Na, Sr, Ca, Mg, Zn, Cr, Ni ฯลฯ

## โลหะบางชนิดไม่ทำปฏิกิริยากับกรดไม่ให้แก๊ส H2 แต่ให้สารอื่น เช่น

Cu + HNO3(เข้มข้น) → Cu(NO3)2 + 2H2O + 2NO2

21 of 83

2. กรด + สารประกอบคาร์บอเนต → เกลือ + น้ำ + CO2

เช่น 2HCl + Na2CO3 → 2NaCl + H2O + CO2

3. กรด + สารประกอบซัลไฟด์ → เกลือ + แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์

เช่น 2HCl + FeS → FeCl2 + H2S

4. สารประกอบคาร์บอเนต → สารประกอบออกไซด์ + แก๊ส CO2

เช่น CaCO3(s) → CaO(s) + CO2

22 of 83

หลักเกณฑ์ในการเขียนสมการเคมี

จะต้องทราบว่าสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์คืออะไร และมีสัญลักษณ์และสูตรของสารอย่างไร

เขียนสารตั้งต้นไว้ทางซ้าย และเขียนลูกศร (→) ไว้ตรงกลางเพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลง

ดุลสมการโดยนำตัวเลขมาเติมหน้าสูตรโมเลกุลของสาร เพื่อให้สารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์เท่ากัน

23 of 83

aA(aq) + bB(g) cC(l) + dD(s)

สารตั้งต้น

ผลิตภัณฑ์

สัมประสิทธิ์จำนวนโมล

สัญลักษณ์ธาตุ

สถานะสาร

สถานะ aq = aqueous (สารละลาย) g = gas (แก๊ส)

l = liquid (ของเหลว) s = solid (ของแข็ง)

การเปลี่ยนแปลง

24 of 83

การดุลสมการเคมี

1. เริ่มจากโมเลกุลใหญ่สุด หรือโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุมากสุด

2. ดุลโลหะ

3. ดุลอโลหะ (ยกเว้น H และ O)

4. ดุล H และ O

5. ตรวจจำนวนทุกธาตุในสมการ

6. ถ้ายังไม่ดุลทำซ้ำข้อ 2-5 อีกครั้งหนึ่ง

25 of 83

โพรเพน (C3H8) เผาไหม้กับออกซิเจน และได้ผลผลิตเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์

C3H8 + O2 --> H2O + CO2

สมการที่ดุลแล้ว C3H8  + 5O2  --> 4H2O + 3CO2

Step 1 ดูจำนวน C ฝั่งซ้ายและขวาจะต้องเท่ากัน

Step 2 จากนั้นดุล H

Step 3 ดุล O

26 of 83

ให้ดุลสมการต่อไปนี้

KMnO4(s) + HCl(aq) → KCl(aq) + MnCl2(aq) + H2O(l) + Cl2(g)

คำตอบ 2KMnO4(s) + 16HCl(aq) → 2KCl(aq) + 2MnCl2(aq) + 8H2O(l) + 5Cl2(g)

 

27 of 83

จงดุลสมการต่อไปนี้

KOH + H3PO4 K3PO4 + H2O

NH3 + O2 NO + H2O

Ba3N2 + HF BaF2 + NH3

PCl5 + H2O H3PO4 + HCl

FeS + O2 Fe2O3 + SO2

3 3

4 5 4 6

6 3 2

4 5

4 7 2 4

28 of 83

เขียนสูตรเคมี และดุลสมการ

sodium carbonate + calcium nitrate → sodium nitrate + calcium carbonate

lead (II) nitrate + sodium iodide → sodium nitrate + lead (II) iodide

Na2CO3 + Ca(NO3)2 → NaNO3 + CaCO3

Pb(NO3)2 + NaI → NaNO3 + PbI2

2

2 2

29 of 83

สมการเคมีและความ

สัมพันธ์ระหว่างปริมาณ

สารในปฏิกิริยาเคมี

30 of 83

ถ้าเราใส่น้ำลงไปเท่ากันแล้วนำไปต้มให้เดือด โดยให้พลังงานความร้อนที่เท่ากันจนกระทั่งเวลาผ่านไป 20 นาทีน้ำในภาชนะทั้งสามใบนี้จะมีน้ำเหลืออยู่เท่ากันหรือไม่

จงเรียงลำดับปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จากมากไปน้อย

31 of 83

สมการเคมีที่ดุลแล้วบอกถึงสารที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาเคมี ความสัมพันธ์เชิงปริมาณของสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาและสามารถคำนวณปริมาณของผลิตผลที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารในสมการเคมี

2H2(g) + O2(g) 2H2O(g)

H

H

H

H

O

O

O

O

H

H

H

H

บอกอัตราส่วนจำนวนโมล

บอกจำนวนโมเลกุล

บอกจำนวนปริมาตร

32 of 83

ปฏิกิริยาระหว่าง CO(g) กับ O2(g)

2CO(g) + O2(g) → 2CO2(g)

mol 2 1 2

โมเลกุลสาร 2 1 2

มวล (g) 2×28 1×32 2×44

จำนวนโมเลกุล 2(6.02×1023) 1(6.02×1023) 2(6.02×1023)

ปริมาตรที่ STP 2×22.4 1×22.4 2×22.4

(dm3)

33 of 83

SiCl4(s) + 2H2O(l) → SiO2(s) + 4HCl(g)

mol 1 2 1 4

โมเลกุลสาร 1 2 1 4

มวล (g) 1×170 2×18 1×60 4×36.5

จำนวนโมเลกุล 1(6.02×1023) 2(6.02×1023) 1(6.02×1023) 4(6.02×1023)

ปริมาตรที่ STP - - - 4×22.4

(dm3)

34 of 83

มวลของสารในปฏิกิริยาเคมี

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาเคมี จะต้องมีขอบเขตการศึกษาคือ

ระบบ

สิ่งแวดล้อม

สิ่งที่เราสนใจ

สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ และทางเคมี

สิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราสนใจ เช่น ภาชนะ อุปกรณ์ เครื่องมือวัดต่างๆ

* สมบัติต่างๆ ของระบบและปัจจัยที่มีผลตอระบบ เช่น อุณหภูมิ มวล ปริมาตร ความดัน จะเรียกว่า สภาวะของระบบ

35 of 83

การต้มน้ำ ในบีกเกอร์

ระบบ = น้ำ

สิ่งแวดล้อม = บีกเกอร์ ตะเกียงบุนเซนและอากาศที่ล้อมรอบ

36 of 83

การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า

การแยกน้ำด้วยไฟฟ้าจะต้องมีการเติมกรด เพื่อช่วยให้การนำไฟฟ้าดีขึ้น หลังจากนั้นจะทำให้น้ำเกิดการสลายตัวเป็น O2(g) และ H2(g)

ระบบ = - น้ำและกรด

- กรด น้ำที่เหลือ ก๊าซไฮโดรเจน และออกซิเจน

สิ่งแวดล้อม = บีเกอร์และขั้วไฟฟ้า

37 of 83

การทำน้ำ ให้เป็นน้ำแข็ง

ระบบ = น้ำ กับน้ำแข็ง

สิ่งแวดล้อม = แก้ว

38 of 83

ประเภทของระบบ

ระบบเปิด (open system)  มีการแลกเปลี่ยนทั้งมวลและพลังงาน (ความร้อน) กับสิ่งแวดล้อม

http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ap-chemistry1/thermodynamics/system.htm

39 of 83

ระบบปิด (closed system) มีการแลกเปลี่ยนเฉพาะพลังงาน (ความร้อน) กับสิ่งแวดล้อม

ประเภทของระบบ

http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ap-chemistry1/thermodynamics/system.htm

40 of 83

ระบบโดดเดี่ยว (isolated system) ไม่มีการแลกเปลี่ยนทั้งมวลและพลังงาน (ความร้อน) กับสิ่งแวดล้อม

ประเภทของระบบ

http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ap-chemistry1/thermodynamics/system.htm

41 of 83

สถานการณ์

ระบบเปิด

ระบบปิด

การเผาด่างทับทิมในชามกระเบื้อง

เทกรดเกลือลงในหินปูนเกิดฟองแก๊ส

ผสมสารละลาย เลด (II) ไนเตรท กับสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด์ เกิดตะกอนสีเหลือง

ลูกเหม็นในตู้เสื้อผ้า

ปรอท และไอปรอทในเทอร์โมมิเตอร์

42 of 83

กฎทรงมวล (Law of conversation of mass)

Antoine-Laurent de Lavoisier

ทดลองเพื่อแยกก๊าซ O2

จากการชั่งน้ำหนักของสารตั้งต้นในขวดคอยาว และผลิตภัณฑ์ เขาพบว่ามวลโดยรวมของผลิตภัณฑ์ มีมวลเท่ากับ HgO ที่เริ่มต้น

43 of 83

กล่าวว่า ในปฏิกิริยาเคมีใดๆ มวลของสารทั้งหมดก่อนเกิดปฏิกิริยาเท่ากับมวลของสารทั้งหมดหลังเกิดปฏิกิริยา”

สาร A ทำปฏิกิริยากับสาร B ได้ผลผลิตสาร C และ D เขียนสมการได้ดังนี้

A + B C + D

น้ำหนัก A + น้ำหนัก B = หนัก C + น้ำหนัก D

44 of 83

https://i.ytimg.com/vi/KSZuSHX--Vw/maxresdefault.jpg

http://www.nuclear-power.net/wp-content/uploads/2016/03/Law-of-Conservation-of-Matter.png?ee9de4

mol เท่ากัน

น้ำหนักเท่ากัน

45 of 83

ทายสิมีอะไร?

การทดลองของปฏิกิริยาระหว่าง CaCO3 กับ HCl

แบบไหนสอดคล้องกับกฎทรงมวล??

ดังนั้นกฎทรงมวลจะนำมาใช้ในการอธิบายระบบเปิดไม่ได้ เพราะมวลสารถูกถ่ายเทไปสู่สิ่งแวดล้อม

46 of 83

Ex เมื่อละลาย KI 1.66g ในน้ำ แล้วเติม Pb(NO3)2 1.65g ปรากฏว่าสารทั้งสองทำปฏิกิริยากันพอดีได้ PbI2 และ KNO3 ถ้ามี PbI2 เกิดขึ้น 2.3g จะมี KNO3 กี่กรัม

มวลสารก่อนทำปฏิกิริยา = มวลสารหลังทำปฏิกิริยา

mKI + mPb(NO3)2 = mPbI2 + mKNO3

1.66 g + 1.65 g = 2.3 g + mKNO3

3.31g – 2.3 g = mKNO3

1.01 g = mKNO3

∴ จะมี KNO3 1.01 g

2KI(l) + Pb(NO3)2(l) → PbI2(l) + 2KNO3(l)

47 of 83

Ex จากปฏิกิริยา CaCO3(s) → CaO(s) + CO2(g) เมื่อเผา CaCO3 30 กรัม จนสมบูรณ์จะได้ CaO 16.8 กรัม ถ้าเผา CaCO3 90 กรัม จะได้ CO2 กี่กรัม ถ้าการทดลองนี้เป็นไปตามกฎทรงมวล

CaCO3(s) → CaO(s) + CO2(g)

มวลสารก่อนทำปฏิกิริยา = มวลสารหลังทำปฏิกิริยา

mCaCO3 = mCaO + mCO2

30 g = 16.8 g + mCO2

mCO2 = 13.2 g

เผา CaCO3 30 กรัม ได้ CO2 13.2 กรัม

ถ้าเผา CaCO3 90 กรัม จะได้ CO2 39.6 กรัม

∴ ถ้าเผา CaCO3 90 กรัม จะได้ CO2 39.6 กรัม

48 of 83

Ex ถ้าทำการทดลองคล้าลาวัวซิเอโดยการใช้ Hg 30 g และอากาศ 30 g ซึงพบว่า Hg ทำปฏิกิริยาหมด โดยมีมวลของอากาศที่เหลือเป็น 27.6 g อยากทราบว่ามวล HgO ที่ได้เป็นเท่าใด

มวลสารก่อนทำปฏิกิริยา = มวลสารหลังทำปฏิกิริยา

mHg + mO2 = mHgO + mO2 ที่เหลือ

30 g + 30 g = mHgO + 27.6

mHgO = 60 g – 27.6 g

= 32.4 g

∴ มวล HgO ที่ได้เป็น 32.4 กรัม

Hg(l) + O2(g) → HgO(s) + O2(g) ที่เหลือ

49 of 83

Ex ถ้าการทดลองทำโดยใช้ Hg 30 g ทำปฏิกิริยากับอากาศ 10 g พบว่า Hg ทำปฏิกิริยาไม่หมด และได้มวลรวมของ HgO ของแข็งและ Hg ของเหลวที่เหลือเป็น 32.1 g ดังนั้นอากาศที่ใช้ทำปฏิกิริยามีออกซิเจนอยู่ร้อยละโดยมวลเป็นเท่าใด

มวลสารก่อนทำปฏิกิริยา = มวลสารหลังทำปฏิกิริยา

mHg + mO2 = mHgO + mHg ที่เหลือ + mO2 ที่เหลือ

30 g + 10 g = 32.1 + mair ที่เหลือ

mair ที่เหลือ = 40 g – 32.1 g

= 7.9 g

 

∴ ร้อยละโดยมวลของออกซิเจน = 21 %w/w

Hg(l) + O2 (g) → HgO(s) + Hg(l) ที่เหลือ + O2 (g) ที่เหลือ

50 of 83

Ex HgO 21.6 g ถูกผ่านด้วยแก๊ส H2 พบว่ามี Hg อยู่ 20 g และมี H2O เกิดขึ้น 1.8 g จงหาอัตราส่วนของ O : H ในน้ำ

HgO(g) + H2(g) → Hg(s) + H2O(l)

มวลสารก่อนทำปฏิกิริยา = มวลสารหลังทำปฏิกิริยา

mHgO + mH2 = mHg + mH2O

21.6 g + mH2 = 20 + 1.8

mH2 = 21.8 g – 21.6 g

= 0.2 g

มวล O2 = มวล H2O - มวล H2

= 1.8 - 0.2

= 1.6 g

อัตราส่วนของ O : H = 1.6 : 0.2

= 8 : 1

∴ อัตราส่วนของ O : H ในน้ำ คือ 8 : 1

51 of 83

กฎสัดส่วนคงที่ (Law of constant proportion)

Joseph Proust

ทดลองศึกษาปฏิกิริยาการรวมตัวของธาตุที่เกิดสารประกอบ พบว่า

เมื่อธาตุตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปรวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ อัตราส่วนโดยมวลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบนั้นจะมีค่าคงที่เสมอ

“อัตราส่วนโดยมวลของธาตุที่มารวมตัวกันเป็นสารประกอบหนึ่งๆ จะมีค่าคงที่”

52 of 83

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 เช่น  เมื่อธาตุไฮโดรเจนรวมตัวกับธาตุออกซิเจนเป็นน้ำ อัตราส่วนโดยมวลของธาตุไฮโดรเจนต่อธาตุออกซิเจนเท่ากับ 1 : 8 เสมอ ไม่ว่าจะเตรียมน้ำโดยวิธีใดๆ หรือกี่ครั้งก็ตาม

53 of 83

การทดลองที่

มวลสารที่ทำปฏิกิริยาพอดีกัน

มวลของ Cu

มวลของ S

1

1.0

0.5

2

1.9

1.0

3

2.9

1.5

4

4.0

2.0

5

4.9

2.5

จากการทดลอง ทราบว่าอัตราส่วนโดยมวลที่ทองแดง และกำมะถันทำปฏิกิริยาพอดีกัน = 2:1

การเตรียมสารประกอบคอปเปอร์ (II) ซัลไฟด์ โดยการเผาทองแดงและกำมะถันในปริมาณต่างๆ ดังตาราง

54 of 83

Ex ในการเผาเหล็ก 11.17 g กับ S 9.00 g ปรากฏว่าเหลือ 2.59 กรัม และเกิดสารประกอบไอร์ออน (II) ซัลไฟด์ (FeS) จากการวิเคราะห์สารประกอบ FeS พบว่ามี S 36.47 % โดยมวลผลการทดลองนี้สนับสนุนกฎสัดส่วนคงที่หรือไม่

 

ผลการทดลองนี้สนับสนุนกฎสัดส่วนคงที่

55 of 83

Ex นำทองแดงมา 0.35 g มาละลายในกรดไนตริกแล้วทำให้แห้ง จากนั้นจึงนำไปเผาอย่างรุนแรงจะได้คอปเปอร์ออกไซด์หนัก 0.438 g ในการทดลองอีกวิธีหนึ่งโดยการนำคอปเปอร์คาร์บอเนตจำนวนหนึ่งมาเผาจนสลายตัวหมดได้คอปเปอร์ออกไซด์หนัก 1.62 g แล้วนำคอปเปอร์ออกไซด์ไปเผาให้ร้อนจัดในบรรยากาศแก๊สไฮโดรเจนจะได้ทองแดง 1.29 g จงแสดงว่าองค์ประกอบของคอปเปอร์ออกไซด์เป็นจริงตามกฎสัดส่วนคงที่

ผลการทดลองครั้งที่ 1 : มวล O = มวลของ CuO – มวลของ Cu

= 0.438 – 0.35 = 0.088 g

มวลของ Cu : O = 0.35 : 0.088

= 3.9 : 1

ผลการทดลองครั้งที่ 2 : มวล O = มวลของ CuO – มวลของ Cu

= 1.62 – 1.29 = 0.33 g

มวลของ Cu : O = 1.29 : 0.33

= 3.9 : 1

จากผลการทดลองดังกล่าว แสดงว่าองค์ประกอบของคอปเปอร์ออกไซด์เป็นจริงตามกฎสัดส่วนคงที่

56 of 83

Ex เมื่อเผาผงโลหะบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งมวล 1.2 กรัม ในภาชนะปิดที่บรรจุอากาศไว้มากเกินพอพบว่าได้โลหะออกไซด์มวล 1.5 กรัมดังนั้นถ้าทำการเผาโลหะผงชนิดนี้มวล 32 กรัม ต้องใช้แก๊สออกซิเจนบริสุทธิ์อย่างน้อยเท่าใด

 

57 of 83

Ex ก็าซแอมโมเนีย (NH3) ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจนร้อยละ 82.4 และธาตุไฮโดรเจนร้อยละ 17.6 โดยมวล ถ้าใช้ธาตุไนโตรเจน 10 กรัม ทำปฏิกิริยากับธาตุไฮโดรเจน 3 กรัม จะได้ก็าซแอมโมเนียกี่กรัม

 

จะเห็นได้ว่า N ที่โจทย์กำหนดให้ไม่พอ หรือ N ถูกใช้หมดก่อนส่วน H เหลือ

58 of 83

สรุปกฎทรงมวล และสัดส่วนคงที่

ทรงมวล :

A + B → C + D

มวลของสารทั้งหมดก่อนเกิดปฏิกิริยาเท่ากับมวลของสารทั้งหมดหลังเกิดปฏิกิริยา

สัดส่วนคงที่ :

อัตราส่วนโดยมวลของธาตุที่มารวมตัวกันเป็นสารประกอบหนึ่งๆ จะมีค่าคงที่

59 of 83

จะวัดปริมาณแก๊สได้อย่าง

60 of 83

ในการศึกษาปริมาณสัมพันธ์ของสารในสถานะแก๊สในปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ไม่สะดวกที่จะวัดมวลของแก๊สเหมือนกับของแข็งและของเหลว “จึงใช้วิธีวัดปริมาตรแทน”

ในปฏิกิริยาเคมีของสารที่มีสถานะเป็นแก๊สปริมาตรรวมของแก๊สที่เข้าทำปฏิกิริยากันและปริมาตรรวมของแก๊สที่เกิดจากปฏิกิริยาจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ (ต่างกับมวลซึ่งเป็นไปตามกฎทรงมวล)

ปริมาตรของแก๊สในปฏิกิริยาเคมี

61 of 83

กฎของเกย์-ลูสแซก (Law of Gay-Lussac)

ศึกษาทดลองวัดปริมาตรของแก๊สที่ทำปฏิกิริยากัน โดยสามารถสรุปและตั้งเป็น กฎการรวมปริมาตรของแก๊ส หรือเรียกว่า กฎของเกย์-ลูสแซก มีข้อความว่า 

อัตราส่วนระหว่างปริมาตรของแก๊สที่ทำปฏิกิริยาพอดีกัน  และปริมาตรของแก๊สที่ได้จากปฏิกิริยาซึ่งวัดที่อุณหภูมิและความดันเดียวกันจะเป็นเลขจำนวนเต็มลงตัวน้อยๆ 

62 of 83

เช่น

การเกิดไอน้ำ (H2O) เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง H2 2 หน่วยปริมาตรและ O2 1 หน่วยปริมาตรได้น้ำ H2O 2 หน่วยปริมาตร

ดังนั้น อัตราส่วนของ H2 : O2 : H2O = 2 : 1 : 2 เท่ากับเลขจำนวนเต็มลงตัวจำนวนน้อยๆ

63 of 83

เมื่อเขียนสมการเคมีที่เป็นแก๊ส ดุลจำนวนอะตอมในสมการเรียบร้อยแล้ว ตัวเลขข้างหน้าจะแสดงถึงอัตราส่วนของปริมาตรของแก๊ส ตามกฎของเกย์-ลูสแซก และยังแสดงถึงจำนวนโมเลกุลตามกฎของอาโวกาโดรได้ดังนี้

2 หน่วยปริมาตร 1 หน่วยปริมาตร 2 หน่วยปริมาตร

2 cm3 1 cm3 2 cm3

H2 : O2 : H2O = 2 : 1 : 2 ( โดยปริมาตร )

2 H2 (g) + O2 ( g) → 2 H2O (g)

64 of 83

กฎของอาโวกาโดร

ได้ศึกษากฎของเกย์-ลูสแซก และได้ให้เหตุผลว่า การที่อัตราส่วนระหว่างปริมาตรของแก๊สที่ทำปฏิกิริยากัน(สารตั้งต้น) และของแก๊สที่ได้จากปฏิกิริยา(สารผลิตภัณฑ์) เป็นเลขจำนวนเต็มลงตัวน้อยๆ นั้นคงเป็นเพราะปริมาตรของแก๊สมีความสัมพันธ์กับจำนวนอนุภาคที่รวมกันเป็นสารประกอบ

อาโวกาโดรจึงตั้งสมมติฐานขึ้นว่า “แก๊สซึ่งมีปริมาตรเท่ากันที่อุณหภูมิและความดันเดียวกันจะมีจำนวนอนุภาคเท่ากัน”

65 of 83

66 of 83

Ex เมื่อนำแก๊สชนิดหนึ่งซึ่งเป็นออกไซด์ของไนโตรเจนปริมาตร 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ไปทำให้สลายตัวจนหมด จะได้แก๊สไนโตรเจน (N2) 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร และแก๊สออกซิเจน (O2) 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยวัดที่ STP จงหาสูตรโมเลกุลของออกไซด์ชนิดนี้

NxOy (g) → N2 (g) + O2 (g)

 

67 of 83

ดังนั้นตามกฎของอโวกาโดรจึงเขียนแสดงได้ดังนี้

2n โมเลกุล 2n โมเลกุล 1n โมเลกุล

2 โมเลกุล 2 โมเลกุล 1 โมเลกุล

2 โมเลกุล 4 อะตอม 2 อะตอม

หรือ 1 โมเลกุล 2 อะตอม 1 อะตอม

สูตรโมเลกุลของสารชนิดนี้คือ N2O

2NxOy (g) → 2N2 (g) + O2 (g)

68 of 83

Ex แก๊สไนโตรเจน 120 cm3 รวมพอดีกับแก๊สออกซิเจน 180 cm3 ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแก๊สปริมาตร 120 cm3 จงหาสูตรโมเลกุลของแก๊สที่เกิดขึ้น

N2(g) + O2(g) → NxOy (g)

69 of 83

Ex เมื่อใช้แก๊ส  A2  60   cm3   ทำปฏิกิริยาพอดีกับแก๊ส  B2 90  cm3 จะได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแก๊ส ปริมาตร  60  cm3  จงหาสูตรโมเลกุลของแก๊สนี้

เขียนสมการ                                             A2   +    B2    —>           AxBy

70 of 83

Ex ที่อุณหภูมิและความดันเดียวกัน ก๊าซ X 3.0 cm3 ทำปฏิกิริยากับก๊าซ Y 9.0 cm3 ได้ก๊าซ Z อย่างเดียว 6.0 cm3

ก. อัตราส่วนจำนวนโมเลกุลของก๊าซ X : Y : Z เป็นเท่าใด

ข. ถ้าให้ก๊าซ X 60 cm3 ทำปฏิกิริยากับก๊าซ Y 120 cm3 จะได้ก๊าซ Z เกิดขึ้นกี่ cm3 และเหลือก๊าซเท่าใด

ค. ถ้าต้องการก๊าซ Z 120 cm3 จะต้องใช้ก๊าซ X และ Y อย่างละเท่าใดมาทำปฏิกิริยากัน

71 of 83

การคำนวณเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสารต่างๆ ในสมการเคมี

72 of 83

 

73 of 83

Ex นำแร่พลวงที่มี Sb2S3 34% หนัก 200 กรัม มาเผาให้ร้อนจัด (ย่างแร่) จนกำมะถันในแร่พลวงเงินเปลี่ยนเป็น SO2 จนหมด จงคำนวณหาปริมาตรของ SO2 ที่เกิดขึ้นเป็น dm3 ที่ STP

Sb2S3 (s) + O2 (g) → Sb2O3 (s) + SO2 (g)

74 of 83

Ex เมื่อนำ KMnO4 มาทำปปฏิกิริยากับสารละลาย HCl ดังสมการ

KMnO4(s) + HCl(aq) → KCl(aq) + MnCl2(aq) + H2O(l) +Cl2(g)

ถ้าต้องการแก๊สคลอรีน 5.6 ลูกบาศก์เดซิเมตรที่ STP

  1. จะต้องใช้ KMnO4 กี่กรัม
  2. จะต้องใช้ HCl กี่โมล
  3. ถ้าใช้สารละลาย HCl 12 mol/dm3 จะต้องใช้กรดนี้ปริมาตรเท่าไหร่
  4. จะได้สารละลาย MnCl2 กี่กรัม

75 of 83

Ex เมื่อผ่านไอน้ำไปยังธาตุ C จะได้แก๊สผสมระหว่าง CO และ H2 ดังสมการ

C(s) + H2O(g) → CO(g) + H2(g)

เมื่อแยก CO ออกจาก H2 แล้วนำ CO2 ไปใช้แยก Ni ออกจากโลหะผสม ได้สารระเหยคือ Ni(CO)4 ดังสมการ

Ni(s) + 4CO(g) → Ni(CO)4(g)

ถ้าเริ่มต้นใช้ C 75 g จะได้ Ni(CO)4 กี่กรัม

76 of 83

สารกำหนดปริมาณ

77 of 83

สารกำหนดปริมาณ (Limiting Reagent) ในปฏิกิริยาเคมีกรณีที่มีสารเข้าทำปฏิกิริยากันไม่พอดี ทำให้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะสิ้นสุดเมื่อสารใดสารหนึ่งหมด

    • สารที่หมดก่อนจะเป็นตัวกำหนดปริมาณของสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น สารตัวนั้นเรียกว่า สารกำหนดปริมาณ

กำดปริ

78 of 83

Ex ในการเตรียมสารประกอบ (NH4)2SO4 ดังปฏิกิริยา

NH3(g)   +   H2SO4 (g)   —>    (NH4)2SO4(aq)

ถ้ามีสารตั้งต้นอย่างละ 8.5 กรัม จะเกิด (NH4)2SO4 จำนวนกี่กรัม

79 of 83

Ex จงคำนวณว่าจะเตรียมลิเทียมออกไซด์ได้กี่โมล

จากลิเทียม 1.0 g และออกซิเจน 1.5 g สารใดเป็นสารกำหนดปริมาณ สารใดเหลือและเหลือกี่กรัม

4Li + O2 → 2Li2O

(Li = 6.9, O = 16)

80 of 83

ร้อยละผลได้

81 of 83

การคำนวณผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั้นมักจะนิยมคำนวณออกมาในรูปผลผลิตร้อยละ (percent yield) โดยคำนวณจากสมการด้านล่าง

 

ผลได้จริง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทดลองหรือจากการเกิดปฏิกิริยา

ผลได้ตามทฤษฎี คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการคำนวณตามสมการเคมี เกิดจากปฏิกิริยาที่สมบูรณ์

82 of 83

Ex เมื่อนำ C2H4 1.93 กรัม มาเผาไหม้กับออกซิเจนที่มากเกินพอ พบ CO2 เกิดขึ้นเพียง 3.44 กรัม เท่านั้น จงคำนวณผลผลิตร้อยละของ CO2 นี้

(C = 12.0 , H = 1.0 , O = 16.0)

83 of 83

Ex ในการผลิตสบู่ของกลุ่มแม่บ้านในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้ทดลองผลิตโดยใช้ส่วนผสมดังนี้ น้ำมันพืช (C17H33COOH) 200 กรัม ,potassium hydroxide (KOH) 91.7 กรัม เติมกลิ่นสังเคราะห์ และได้สบู่จำนวน 210 กรัม ในการผลิตจะได้ผลผลิตร้อยละเท่าไร

C17H33COOH + KOH —>   C17H33COOK + H2O