1 of 29

2 of 29

3 of 29

4 of 29

2.1.1 ความหมายของปิโตรเลียม

ปิโตรเลียม หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในรูปของน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียมเกิดจากการทับถมและการแปรสภาพของซากพืช ซากสัตว์ เป็นเวลาหลายล้านปี

5 of 29

2.1.2 การสะสมตัวของปิโตรเลียม

ปิโตรเลียมเมื่อถูกกดอัดจะพยายามเคลื่อนตัวขึ้นสู่ผิวโลก โดยผ่านช่องว่างระหว่างเม็ดทรายหรือหินที่มีรูพรุน ปิโตรเลียมจะแทรกตัวขึ้นสู่ผิวโลกตลอดเวลา เว้นแต่ว่าจะถูกปิดกั้นด้วยชั้นหินเนื้อแน่น ซึ่งไม่สามารถซึมผ่านไปได้ จะถูกกักเก็บสะสมอยู่ตรงนั้น นานเข้าก็มีปริมาณมากขึ้น จนกลายเป็นแหล่งกักเก็บขนาดใหญ่

การสะสมตัวของน้ำมันในชั้นทราย

6 of 29

แหล่งสะสมปิโตรเลียมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ

1. ต้องมีหินที่เป็นหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม (Source Rock) ซึ่งเป็นชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ คือ หินตะกอน

2. มีชั้นหินที่เป็นหินกักเก็บปิโตรเลียม (Reservoir Rock) ซึ่งเป็นชั้นหินที่มีรูพรุน ปิโตรเลียมสามารถซึมแทรกเข้าไปได้คล้ายกับฟองน้ำที่ดูดซับน้ำเอาไว้ ได้แก่ หินทราย หินปูน

3. ต้องมีชั้นหินที่เป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม (Trap) ชั้นหินนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวดักน้ำมันและก๊าซเอาไว้ ทำให้เกิดแหล่งสะสมขนาดใหญ่ขึ้น

7 of 29

แหล่งสะสมปิโตรเลียม

แหล่งสะสมปิโตรเลียม

8 of 29

คุณสมบัติปิโตรเลียมในแต่ละแหล่ง อาจแตกต่างกันออกไปตามองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนและสิ่งเจือปนอื่น แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีสีดำหรือน้ำตาล มีกลิ่นคล้ายน้ำมันสำเร็จรูป บางแหล่งอาจมีกลิ่นกำมะถันและกลิ่นก๊าซไข่เน่า ความข้นใสของน้ำมันดิบอาจเหลวเหมือนน้ำหรือเหนียวเป็นยางมะตอย

น้ำมันดิบที่ไหลทะลักจากหลุมเจาะสำรวจ

9 of 29

เริ่มจากการสำรวจเพื่อดูว่ามีหินต้นกำเนิด มีหินกักเก็บ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งสะสมปิโตรเลียมหรือไม่ โดยเริ่มจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศดูบริเวณที่สนใจ ต่อจากนั้นนักธรณีวิทยาจะเดินเข้าสำรวจโดยละเอียด เก็บตัวอย่างหิน สำรวจหน้าผา หรือตามหุบเขา เพื่อศึกษาโครงสร้างเนื้อหินตลอดจนซากดึกดำบรรพ์ (Fossils) คำนวณอายุและประวัติความเป็นมาของบริเวณนั้น นอกจากนั้นยังต้องวัดแนวทิศทางความลาดเทของชั้นหินว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งสะสมของปิโตรเลียมหรือไม่

การสำรวจทางธรณีวิทยา

10 of 29

2.4.1 วิธีการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์

1. วิธีวัดคลื่นความสั่นสะเทือน (Seismic Survey) คือ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของพื้นดินโดยการกระแทกหรือจุดระเบิด แรงสั่นสะเทือนจะวิ่งลงไปกระทบชั้นหินที่อยู่ด้านล่างและสะท้อนกลับขึ้นมาเข้าเครื่องรับสัญญาณคลื่นจะบอกถึงความลึกและความหนาของชั้นหินต่าง ๆ ทำให้สามารถเขียนเป็นแผนที่โครงสร้างชั้นหินด้านล่างได้

การเจาะหลุมเพื่อวางระเบิดวัดแรงสั่นสะเทือน

11 of 29

3. วิธีวัดค่าแรงดึงดูดของโลก (Gravity Survey) วิธีวัดค่าความแตกต่างของแรงดึงดูดของโลก ที่เป็นผลเนื่องจากความหนาแน่นของชั้นหิน จะทำให้ทราบว่าโครงสร้างของชั้นหินใต้ผิวมีลักษณะเช่นใด ชั้นหินที่มีความหนาแน่นมากและอยู่ใกล้ผิวโลก ค่าแรงดึงดูดจะสูงกว่า จุดที่อยู่ต่ำลงไป

2. วิธีวัดค่าสนามแม่เหล็ก (Magnetic Survey) ความสามารถในการดูดซึมแม่เหล็กของชั้นหินแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน การวัดค่าสนามแม่เหล็กจะแสดงให้ทราบถึงลักษณะโครงสร้างบนหินรากฐาน

12 of 29

2.4.2 การเจาะสำรวจหาปิโตรเลียม

หลังจากสำรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์โดยละเอียดได้โครงสร้างที่น่าจะเป็นแหล่งสะสมปิโตรเลียมแล้ว การเจาะสำรวจเท่านั้นจึงจะทำให้ทราบแน่ชัดว่ามีปิโตรเลียมหรือไม่ การเจาะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการเจาะสุ่ม กับ ขั้นตอนการเจาะหาขอบเขตของปิโตรเลียม

เมื่อเจาะสำรวจหาขอบเขตปิโตรเลียมแล้ว จากนั้นจะเจาะหลุมทดลองผลิตอย่างน้อย 3 หลุม เพื่อศึกษาสภาพการผลิต คำนวณหาปริมาณสำรอง ปริมาณการไหลของปิโตรเลียมมาตรวจสอบคุณภาพ

13 of 29

ปิโตรเลียม แบ่งตามสถานะทางกายภาพได้ 2 ชนิด คือ มันดิบ (Crude Oil) และก๊าซธรรมชาติ (Natural Gases)

น้ำมันดิบแบ่งเป็น 3 ฐาน ดังนี้

1. น้ำมันดิบฐานพาราฟิน (Paraffin Base) เมื่อนำมากลั่นจะได้น้ำมันแก๊สโซลีนมีค่าออกเทนต่ำ แต่จะได้น้ำมันหล่อลื่นคุณภาพดี

2. น้ำมันดิบฐานแอสฟัลต์ (Asphalt Base) น้ำมันดิบฐานนี้เมื่อนำมากลั่นจะได้แก๊สโซลีนคุณภาพดีมีค่าออกเทนสูง

3. น้ำมันฐานรวม (Mixed Base) ฐานนี้กากที่เหลือจากการกลั่นจะได้ทั้งแว็กซ์และยางมะตอย

14 of 29

น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากหลุมผลิตจะไหลผ่านลิ้นควบคุม (Christmas Tree) แล้วส่งผ่านไปยังโรงแยกก๊าซและสิ่งสกปรกหรือสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ก๊าซบางส่วนจะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงไฟฟ้าบนฐานผลิต ก๊าซบางส่วนจะส่งขายให้โรงไฟฟ้า บางส่วนส่งให้โรงงานอุตสาหกรรม บางส่วนใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนน้ำมันดิบจะส่งไปโรงกลั่นเพื่อกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่อไป

โรงกลั่นน้ำมัน

15 of 29

2.7.1 การผลิตปิโตรเลียม

ระบบการผลิตปิโตรเลียมในทะเลแบ่งเป็นระบบต่าง ๆ ดังนี้

2. ระบบแท่นผลิตใต้น้ำ (Submerge Production System) ใช้แท่นผลิตใต้น้ำและมีเรือควบคุบอยู่ข้างบน การปฏิบัติงานควบคุมจะใช้ระบบอัตโนมัติ

1. ระบบหอคอยที่มีสายยึดโยง (Gayed Tower Production System) แท่นผลิตแบบนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับแท่นผลิตบนบกแต่จะเพิ่มสายยึดโยงที่เป็นสายสลิง และมีสมอถ่วงน้ำหนักเพื่อป้องกันคลื่นลมในทะเล

3. ระบบแท่นผลิตแบบทุ่นลอย (Caisson Vessel Production System) ใช้แท่นผลิตใต้น้ำ แต่ส่วนควบคุมจะเปลี่ยนจากเรือเป็นทุ่นลอยขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถต้านทานคลื่นลมแรงได้  

16 of 29

2.7.2 การขนส่งลำเลียงปิโตรเลียม

ระบบการขนส่งปิโตรเลียมแบ่งเป็นระบบใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

1. การขนส่งปิโตรเลียมผ่านท่อลำเลียง (Pipeline) เป็นวิธีที่สะดวกและใช้ส่งถ่ายปิโตรเลียมปริมาณมาก สามารถเพิ่มแรงขับก๊าซและน้ำมันดิบให้สามารถส่งระยะไกล ๆ ได้

การวางท่อส่งถ่ายปิโตรเลียม

17 of 29

2. ระบบการขนส่งทางเรือ (Tanker & Barge) เหมาะกับการขนส่งระยะทางไกลๆ สามารถขนส่งได้ครั้งละมาก ๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง

3. การขนส่งลำเลียงทางรถไฟ (Tanker Car) เป็นวิธีที่สามารถขนส่งได้ครั้งละมาก ๆ เหมาะกับการขนส่งบนบกไประยะทางไกล ๆ

เรือขนส่งปิโตรเลียม

การขนส่งปิโตรเลียมทางรถไฟ

18 of 29

4. การขนส่งลำเลียงน้ำมันและก๊าซโดยใช้รถบรรทุก (Tanker Truck)

เป็นวิธีขนส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปสู่ผู้ใช้ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปยังสถานีบริการในทุกจุดทั่วประเทศ

การขนส่งปิโตรเลียมทางรถบรรทุก

19 of 29

2.8.1 โครงสร้างโมเลกุลของปิโตรเลียม

1. พาราฟิน มีสูตรโครงสร้าง CnH2n+2 เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว การจับตัวของอะตอมคาร์บอนเป็นโซ่ยาวด้วยพันธะเดี่ยว เมื่อกลั่นจะได้น้ำมันหล่อลื่นคุณภาพดี มีค่าดัชนีความหนืดสูง (High VI) แต่จะได้แก๊สโซลีนออกเทนต่ำ พาราฟินแบ่งตามโครงสร้างเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดห่วงโซ่ตรงและชนิดห่วงโซ่แยก

20 of 29

(1) ชนิดห่วงโซ่ตรง (Straight Chain หรือ Open Chain) เป็นสารประกอบอิ่มตัว ถ้าเป็นแก๊สโซลีนค่าออกเทนจะต่ำ การจับตัวของอะตอมแบบพันธะเดี่ยว (Single Bond) เช่น Propane (C3H8) และ Pentane (C5H12)

1. พาราฟิน (ต่อ)

C3H8

(Normal Propane, N–Propane)

C5H12

(N–Pentane)

21 of 29

(2) ชนิดห่วงโซ่แยก (Branched Chain) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว การจับตัวอะตอมคาร์บอนเป็นห่วงโซ่ตรงและมีกิ่งแยก เรียกว่า อนุมูลพาราฟิน (Paraffin Radical)

1. พาราฟิน (ต่อ)

ไอโซออกเทน (Trimethylpentane)

22 of 29

2. แนพธีน เป็นสารประกอบอิ่มตัวมีสูตรโครงสร้าง CnH2n ถ้ากลั่นเป็นแก๊สโซลีนจะมีค่าออกเทนสูง การจับตัวของอะตอมคาร์บอนเป็นวงแหวน มีพันธะเดี่ยว อะตอมคาร์บอนในโมเลกุลเริ่มตั้งแต่ 3 อะตอมขึ้นไป

2.8.1 โครงสร้างโมเลกุลของปิโตรเลียม (ต่อ)

ไซโคลเฮกเซน (C6H12)

23 of 29

3. อะโรเมติก เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว มีโครงสร้างของโมเลกุลหลักเป็นวงแหวน มีสูตรโครงสร้าง C4H2n–6 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มย่อยของแนพธีน มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ กลุ่มเบนซิน (Benzine Family) มีอะตอมคาร์บอนจับตัวเป็นวงแหวน 6 ตัว เสมอ มีพันธะจับตัวเป็นพันธะคู่ อยู่ 3 คู่

2.8.1 โครงสร้างโมเลกุลของปิโตรเลียม (ต่อ)

เบนซีน (C6H6)

เมทิลเบนซีน (C7H8)

แอลฟาเมทิลแนพธาลีน

24 of 29

2.8.1 โครงสร้างโมเลกุลของปิโตรเลียม (ต่อ)

4. โอเลฟินส์ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ได้จากกรรมวิธีการกลั่นไม่มีในธรรมชาติ เป็นสารประกอบไม่อิ่มตัว การจับตัวอะตอมเป็นพันธะคู่ โครงสร้างนี้แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

(1) โมโนโอเลฟินส์ (Mono Olefins) โครงสร้างอะตอมเป็นแบบห่วงโซ่อะตอมคาร์บอนมีพันธะคู่ 1 คู่ นอกจากนั้นเป็นพันธะเดี่ยว สูตรโมเลกุล คือ CnH2n เป็นสารประกอบไม่อิ่มตัวอีกชื่อหนึ่ง คือ แอลคีน (Alkenes)

อีทีนหรือเอทิลลีน (C2H4)

25 of 29

(2) ไดโอเลฟินส์ (Diolefins) อะตอมคาร์บอนจับกันแบบพันธะคู่อยู่ 2 คู่ การคงตัวน้อยกว่าพาราฟิน ไม่เหมาะที่จะกลั่นแก๊สโซลีน ส่วนมากจะนำไปผลิตเป็นยางสังเคราะห์และพลาสติก สูตรโครงสร้าง คือ CnH2n–2 อะตอมคาร์บอนจับกันแบบห่วงโซ่

4. โอเลฟินส์ (ต่อ)

บิวทาไดอีน (C4H6)

26 of 29

2.8.2 การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง

การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เกิดจากธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนทำปฏิกิริยากับออกซิเจน แล้วเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ พร้อมกับคายความร้อนจำนวนมากออกมา

ตัวอย่างสมการเผาไหม้

C + O2 = CO2

คาร์บอน + ออกซิเจน = คาร์บอนไดออกไซด์

H2 + 0.5O2 = H2O

ไฮโดรเจน + ออกซิเจน = น้ำ

ตัวอย่างการเผาของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่ง

Heptane + O2 = คาร์บอนไดออกไซด์ + น้ำ

C7H10 + 11O2 = 7CO2 + 8H2O

27 of 29

2.8.2 การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง (ต่อ)

1. ค่าความร้อนของเชื้อเพลิง (Heating Value) คือ ปริมาณความร้อนที่ต้องถ่ายเทออกจากเชื้อเพลิง เนื่องจากการสันดาปที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในระบบ ผลของการสันดาปของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนกับออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ซึ่งอยู่ในสภาพไอน้ำ

28 of 29

2. การคำนวณหาค่าความร้อนของเชื้อเพลิง (Calculated Heat Valve) การคำนวณหา HHV ของเชื้อเพลิงเหลวโดยประมาณนั้นหาได้โดยอาศัย API Gravity จากสูตรต่อไปนี้ 

Gasoline, HHV = 18,320 + 40 (API.gr. – 10), Btu/lb

Kerosene, HHV = 18,440 + 40 (API.gr. – 10), Btu/lb

Diesel, oil HHV = 18,640 + 40 (API.gr. – 10), Btu/lb

Heavy, oil HHV = 17,645 + 54 (API.gr. – 10), Btu/lb

29 of 29

ตารางการคำนวณการใช้ค่า API ประกอบด้วยดังนี้

API

Sp.Gr.

10

1.0000

20

0.9340

30

0.8762

40

0.8251

50

0.7796

60

0.7389

70

0.7022