เฉลยคำถามท้ายบทที่ 11 ตอนที่ 2
จำนวน 15 ข้อ
ความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ
มีดังต่อไปนี้
นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ที่สําคัญมีอยู่ 2 แบบ คือ
การที่รัฐบาลใช้นโยบายคุ้มกันเพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือคุ้มกันอุตสาหกรรมหรือการผลิตภายในประเทศบางชนิดซึ่งยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศได้ เครื่องมือของนโยบายคุ้มกันก็คือ
2.1 การตั้งกําแพงภาษี
2.2 การควบคุมการนําเข้าสินค้า
2.3 การกีดกันในลักษณะอื่น
เป็นนโยบายที่มุ่งส่งเสริมในการสั่งสินค้าเข้าและการส่งสินค้าออกให้ดําเนิน ไปอย่างอิสระปราศจากการกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น นั่นคือ รัฐบาลจะไม่แทรกแซงในกิจการค้าระหว่างประเทศ หากมีการเก็บภาษีก็จะเก็บในอัตราต่ำที่สุด ซึ่งวิธีปฏิบัติของประเทศที่ใช้นโยบายการค้าเสรี�มี 4 ประการ คือ
1.1 ดําเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงานกันทํา
1.2 ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน
1.3 ให้สิทธิแก่ทุกประเทศที่ต้องการค้าขายด้วยโดยเท่าเทียมกัน
1.4 ไม่มีข้อจํากัดทางการค้า
วิธีการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า
และดุลการชำระเงิน (ต่อ)
2. การลดค่าของเงิน หมายถึง การลดค่าเงินตราของประเทศ เมื่อเทียบกับเงินของประเทศคูค้าที่สำคัญ การลดค่าของเงินจะทําให้สินค้าออกของประเทศมีราคาถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น เดิมเงินไทยมูลค่า 26 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเทศไทยประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ทําให้ลดค่าเงินบาทลง เงินไทยมูลค่า 40 บาท จะมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นผู้บริโภคชาวต่างประเทศ จะมีความรู้สึกว่าสินค้าไทยมีราคาถูกลง เช่น รองเท้าคู่ละ 26 บาท เดิมผู้บริโภคชาวต่างประเทศซื้อต้องใช้เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปัจจุบันเมื่อ ประเทศไทยลดค่าของเงินบาทลง ชาวต่างประเทศ ก็จะใช้เงินไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ระบบเศรษฐกิจและ
การพัฒนาเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ คือ ?
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
หมายถึง ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติของสังคมที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ
สำคัญอย่างไร?
ระบบเศรษฐกิจมีความสําคัญเพราะก่อให้เกิดการควบคุม ดูแลให้การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นไปตามทิศทางที่สังคมต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการผลิต การลงทุน �การครอบครองกรรมสิทธิ์ การจําแนกแจกจ่าย ฯลฯ
ความสําคัญของระบบเศรษฐกิจ
รูปแบบของระบบเศรษฐกิจ
มีกี่ระบบ อะไรบ้าง ?
รูปแบบของระบบเศรษฐกิจ
แบ่งออกเป็น 4 ระบบ คือ
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)
3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism)
4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้สิทธิและเสรีภาพแก่เอกชนมากที่สุด โดยรัฐไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงใดๆ
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีลักษณะดังนี้
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) (ต่อ)
แม้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อบกพร่องที่สําคัญ คือ
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)
เป็นระบบเศรษฐกิจที่เสรีภาพของประชาชนถูกจํากัดลง เพราะรัฐบาลจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เป็นผู้วางแผนและควบคุมการผลิตในอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน เช่น �กิจการด้านไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร การขนส่ง การธนาคาร และ อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ เหมืองแร่ น้ำมัน เป็นต้น
สาเหตุที่จํากัดเสรีภาพส่วนบุคคลก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และลดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุด
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) (ต่อ)
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมยังมีลักษณะที่สําคัญ อีกหลายประการ คือ
3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism)
เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของรัฐ เอกชนไม่มีสิทธิหรือเสรีภาพในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินใดๆ ไม่มีการใช้ระบบกลไกของราคา ประชาชนถูกจํากัดสิทธิในด้านการประกอบอาชีพ อัตราค่าจ้างจะถูกกําหนดโดยรัฐ ซึ่งจะเป็นไปตามระดับความรู้ความสามารถของบุคคล นอกจากนี้ประชาชนยังถูกจํากัดสิทธิด้านการบริโภค เพราะสินค้าและบริการมีเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเท่านั้น ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับมารัฐจะแบ่งปันให้แก่ประชาชนโดยที่ประชาชนจะไม่สามารถเลือกได้
3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) (ต่อ)
ลักษณะสําคัญของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ มีดังนี้
หมายเหตุ : ปัจจุบันไม่มีประเทศใดในโลกใช้ระบบเศรษฐกิจทั้ง 3 ระบบ�ที่กล่าวมาอย่างเต็มรูปแบบ เพราะทุกระบบมีข้อดีข้อเสีย แต่ละประเทศจะต้องคํานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพสังคม วัฒนธรรม และการปกครองของตนเอง
4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)
เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง หรือควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้�บางประเภท รวมทั้งสามารถดําเนินการเองทั้งหมด แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นของเอกชน �การที่เอกชนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่นี้เอง เป็นสาเหตุของการเอาเปรียบกันทางสังคม เช่น ผู้ผลิตรวมตัวกันขึ้นราคาสินค้า ผูกขาดการผลิต
4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) (ต่อ)
รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน
โดยมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญคือ
ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด ?
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
(Mixed Economy)
ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผสม ที่เน้นไปทางทุนนิยมโดยรัฐบาลและเอกชนร่วมกันเป็นเจ้าของทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต คือ รัฐบาลจะเป็นผู้ดําเนินการด้านสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนดําเนินการผลิตในธุรกิจประเภทอื่นๆ อย่างเสรีภายใต้กรอบของกฎหมายและกลไกของราคา และสิ่งที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เพราะทุกฉบับเป็นแผนแบบชี้นำเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ และวิธีการเข้ามาร่วมกิจการของเอกชนในธุรกิจต่างๆ ไม่ใช่แผนแบบบังคับ
การพัฒนาเศรษฐกิจ คือ ?
การพัฒนาเศรษฐกิจ
(Economic Development)
หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยมีการนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทําให้เศรษฐกิจขยายตัว รวมทั้งมี�การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการผลิต โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม อันมีผลเอื้ออํานวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของประเทศด้วย
การพัฒนาเศรษฐกิจ
สำคัญไหม ?
อย่างไร ?
1. ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
2. ช่วยพัฒนาความสงบเรียบร้อยของสังคม
3. ช่วยให้ประเทศมีอํานาจต่อรองและช่วยตนเองทางด้านเศรษฐกิจได้
4. ช่วยให้เกิดสันติภาพในสังคมโลก
5. ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
มีดังนี้
ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทั่วไป
มีกี่ระดับ อะไรบ้าง ?
ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทั่วไป
แบ่งเป็นกลุ่มประเทศต่างๆ ตามระดับการพัฒนาได้ดังนี้
1. ประเทศด้อยพัฒนา (Underdevelopment Countries)
2. ประเทศกําลังพัฒนา (Developing Countries)
3. ประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Countries)
(Underdevelopment Countries)
คือ กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่ำ รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นอยู่กับสินค้าด้านการเกษตร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีฐานะยากจน ขาดความรู้ความสามารถในการพัฒนาตนเอง สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง สภาพความเป็นอยู่ล้าหลัง ลักษณะการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ มักจะเป็นแบบเผด็จการ ประเทศด้อยพัฒนาได้แก่หลายประเทศในทวีปแอฟริกา
2. ประเทศกําลังพัฒนา
(Developing Countries)
คือ กลุ่มประเทศซึ่งมีรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น มีการพัฒนาระบบการผลิตจากการเกษตรมาเป็นแบบอุตสาหกรรมและการบริการเพิ่มมากขึ้น มีสินค้าหลายประเภทที่นํารายได้เข้าสู่ประเทศ อัตราการขยายตัวด้านเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีกําลังซื้อเพิ่มขึ้น ได้รับการศึกษาและรู้จักวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้กําลังเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจของโลกมากขึ้นในฐานะของผู้ผลิตและตลาดสินค้าที่กว้างขวาง เช่น ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น
3. ประเทศพัฒนาแล้ว
(Developed Countries)
คือ ประเทศที่มีระดับรายได้ประชาชาติสูง ประชาชนของประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดี �มีการศึกษาสูง เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาสินค้าและบริการในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สําคัญหลายชนิด มีระดับการออมและการลงทุนสูงจึงมีความมั่นคง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมักเป็นกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบการค้ากับกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นําทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี
ปัจจัยที่มีผลต่อ
การพัฒนาเศรษฐกิจ
มีอะไรบ้าง ?
1. ประชากรของประเทศ
(อัตราการเพิ่มของประชากร)
(คุณภาพของประชากร)
2. ทรัพยากรธรรมชาติ
3. ทุน
(ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ)
4. เทคโนโลยี
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
มี 4 ประการดังต่อไปนี้
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือ ?
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
(Economic Development Plan)
หมายถึง การกําหนดแนวทางของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทั่วไปแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจจะแบ่งได้หลายลักษณะ �ในที่นี้จะแบ่ง ตามระยะเวลาในการดําเนินงานดังนี้
เป็นแผนเดียวที่ใช้ระยะเวลา 6 ปี
"ฉบับปัจจุบัน"
เค้าโครงเบื้องต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีดังนี้
วิสัยทัศน์ : สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
เป้าหมาย :
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”�ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า�มุ่งเน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”