1 of 53

2 of 53

3 of 53

4 of 53

เฉลยคำถามท้ายบทที่ 11 ตอนที่ 2

จำนวน 15 ข้อ

5 of 53

  1. การมีทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกันตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศ
  2. สภาพของภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกัน ทำให้สินค้าในแต่ละประเทศโดยเฉพาะสินค้าด้านการเกษตรแตกต่างกัน
  3. ประชาชนหรือแรงงานในแต่ละประเทศ มีความชำนาญงานและมีต้นทุนแรงงานแตกต่างกัน
  4. ระดับการพัฒนาทางเทคโนโลยีต่างกัน

ความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ

มีดังต่อไปนี้

6 of 53

7 of 53

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

ที่สําคัญมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy)
  2. นโยบายการค้าไม่เสรี (Protective Policy)

8 of 53

  1. นโยบายการค้าไม่เสรี (Protective Policy)

การที่รัฐบาลใช้นโยบายคุ้มกันเพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือคุ้มกันอุตสาหกรรมหรือการผลิตภายในประเทศบางชนิดซึ่งยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศได้ เครื่องมือของนโยบายคุ้มกันก็คือ

2.1 การตั้งกําแพงภาษี

2.2 การควบคุมการนําเข้าสินค้า

2.3 การกีดกันในลักษณะอื่น

9 of 53

10 of 53

  1. นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy)

เป็นนโยบายที่มุ่งส่งเสริมในการสั่งสินค้าเข้าและการส่งสินค้าออกให้ดําเนิน ไปอย่างอิสระปราศจากการกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น นั่นคือ รัฐบาลจะไม่แทรกแซงในกิจการค้าระหว่างประเทศ หากมีการเก็บภาษีก็จะเก็บในอัตราต่ำที่สุด ซึ่งวิธีปฏิบัติของประเทศที่ใช้นโยบายการค้าเสรี�มี 4 ประการ คือ

1.1 ดําเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงานกันทํา

1.2 ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน

1.3 ให้สิทธิแก่ทุกประเทศที่ต้องการค้าขายด้วยโดยเท่าเทียมกัน

1.4 ไม่มีข้อจํากัดทางการค้า

11 of 53

12 of 53

วิธีการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า

และดุลการชำระเงิน (ต่อ)

2. การลดค่าของเงิน หมายถึง การลดค่าเงินตราของประเทศ เมื่อเทียบกับเงินของประเทศคูค้าที่สำคัญ การลดค่าของเงินจะทําให้สินค้าออกของประเทศมีราคาถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น เดิมเงินไทยมูลค่า 26 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเทศไทยประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ทําให้ลดค่าเงินบาทลง เงินไทยมูลค่า 40 บาท จะมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นผู้บริโภคชาวต่างประเทศ จะมีความรู้สึกว่าสินค้าไทยมีราคาถูกลง เช่น รองเท้าคู่ละ 26 บาท เดิมผู้บริโภคชาวต่างประเทศซื้อต้องใช้เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปัจจุบันเมื่อ ประเทศไทยลดค่าของเงินบาทลง ชาวต่างประเทศ ก็จะใช้เงินไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ

13 of 53

14 of 53

ระบบเศรษฐกิจและ

การพัฒนาเศรษฐกิจ

15 of 53

ระบบเศรษฐกิจ คือ ?

16 of 53

ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)

หมายถึง ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติของสังคมที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

17 of 53

ระบบเศรษฐกิจ

สำคัญอย่างไร?

18 of 53

ระบบเศรษฐกิจมีความสําคัญเพราะก่อให้เกิดการควบคุม ดูแลให้การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นไปตามทิศทางที่สังคมต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการผลิต การลงทุน �การครอบครองกรรมสิทธิ์ การจําแนกแจกจ่าย ฯลฯ

ความสําคัญของระบบเศรษฐกิจ

19 of 53

รูปแบบของระบบเศรษฐกิจ

มีกี่ระบบ อะไรบ้าง ?

20 of 53

รูปแบบของระบบเศรษฐกิจ

แบ่งออกเป็น 4 ระบบ คือ

1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)

2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)

3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism)

4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)

21 of 53

1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้สิทธิและเสรีภาพแก่เอกชนมากที่สุด โดยรัฐไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงใดๆ

ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีลักษณะดังนี้

  • เอกชนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สิน
  • เอกชนเป็นผู้ดําเนินการผลิต
  • กิจกรรมทางเศรษฐกิจดําเนินการโดยผ่านกลไกของราคา
  • เปิดโอกาสให้เอกชนทําการแข่งขันกันผลิตสินค้าและบริการได้อย่างเสรี

22 of 53

1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) (ต่อ)

แม้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อบกพร่องที่สําคัญ คือ

  1. ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ ประชาชนในแต่ละสังคมจะมีความรู้ ความสามารถ โอกาส และทรัพย์สินแตกต่างกัน ผู้มีความรู้ความสามารถจะมีรายได้ดีกว่าผู้ที่ขาดความรู้ จึงทําให้เกิดปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ ทําให้ประชาชนมีโอกาสไม่เท่าเทียมกัน

  • ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย การที่ประชาชนมีเสรีภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างเท่าเทียมกัน จึงเกิดการใช้อย่างฟุ่มเฟือยตามความพอใจ

23 of 53

2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่เสรีภาพของประชาชนถูกจํากัดลง เพราะรัฐบาลจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เป็นผู้วางแผนและควบคุมการผลิตในอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน เช่น �กิจการด้านไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร การขนส่ง การธนาคาร และ อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ เหมืองแร่ น้ำมัน เป็นต้น

สาเหตุที่จํากัดเสรีภาพส่วนบุคคลก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และลดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุด

24 of 53

2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) (ต่อ)

ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมยังมีลักษณะที่สําคัญ อีกหลายประการ คือ

  • รัฐบาลจะเป็นเจ้าของและควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ที่จําเป็นต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชน
  • ไม่เน้นระบบกลไกราคา
  • เน้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม
  • การดําเนินงานขาดความคล่องตัว เป็นไปด้วยความล่าช้า �เพราะต้องผ่านขั้นตอนตามระบบราชการ

25 of 53

3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของรัฐ เอกชนไม่มีสิทธิหรือเสรีภาพในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินใดๆ ไม่มีการใช้ระบบกลไกของราคา ประชาชนถูกจํากัดสิทธิในด้านการประกอบอาชีพ อัตราค่าจ้างจะถูกกําหนดโดยรัฐ ซึ่งจะเป็นไปตามระดับความรู้ความสามารถของบุคคล นอกจากนี้ประชาชนยังถูกจํากัดสิทธิด้านการบริโภค เพราะสินค้าและบริการมีเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเท่านั้น ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับมารัฐจะแบ่งปันให้แก่ประชาชนโดยที่ประชาชนจะไม่สามารถเลือกได้

26 of 53

3. ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) (ต่อ)

ลักษณะสําคัญของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ มีดังนี้

  • รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินทุกประเภท และควบคุมการผลิตสินค้าและบริการแต่เพียงผู้เดียว
  • รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินปัญหาเศรษฐกิจ เอกชนมีหน้าที่เพียงปฏิบัติตามคําสั่งและนโยบายของรัฐเท่านั้น
  • ไม่มีระบบการแข่งขัน เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ดําเนินการเองทุกอย่าง
  • เน้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ในลักษณะเช่นเดียวกันกับระบบเศรษฐกิจแบบสังคม

27 of 53

หมายเหตุ : ปัจจุบันไม่มีประเทศใดในโลกใช้ระบบเศรษฐกิจทั้ง 3 ระบบ�ที่กล่าวมาอย่างเต็มรูปแบบ เพราะทุกระบบมีข้อดีข้อเสีย แต่ละประเทศจะต้องคํานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพสังคม วัฒนธรรม และการปกครองของตนเอง

28 of 53

4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง หรือควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้�บางประเภท รวมทั้งสามารถดําเนินการเองทั้งหมด แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นของเอกชน �การที่เอกชนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่นี้เอง เป็นสาเหตุของการเอาเปรียบกันทางสังคม เช่น ผู้ผลิตรวมตัวกันขึ้นราคาสินค้า ผูกขาดการผลิต

29 of 53

4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) (ต่อ)

รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน

โดยมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญคือ

  • เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน เช่น การออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ
  • เพื่อให้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
  • เพื่อให้บริการทางด้านสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้า ประปา การสื่อสาร เป็นต้น
  • เพื่อสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาล เช่น กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาล
  • เพื่อเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ

30 of 53

ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด ?

31 of 53

ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

(Mixed Economy)

ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผสม ที่เน้นไปทางทุนนิยมโดยรัฐบาลและเอกชนร่วมกันเป็นเจ้าของทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต คือ รัฐบาลจะเป็นผู้ดําเนินการด้านสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนดําเนินการผลิตในธุรกิจประเภทอื่นๆ อย่างเสรีภายใต้กรอบของกฎหมายและกลไกของราคา และสิ่งที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เพราะทุกฉบับเป็นแผนแบบชี้นำเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ และวิธีการเข้ามาร่วมกิจการของเอกชนในธุรกิจต่างๆ ไม่ใช่แผนแบบบังคับ

32 of 53

33 of 53

การพัฒนาเศรษฐกิจ คือ ?

34 of 53

การพัฒนาเศรษฐกิจ

(Economic Development)

หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยมีการนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทําให้เศรษฐกิจขยายตัว รวมทั้งมี�การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการผลิต โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม อันมีผลเอื้ออํานวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของประเทศด้วย

35 of 53

การพัฒนาเศรษฐกิจ

สำคัญไหม ?

อย่างไร ?

36 of 53

1. ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

2. ช่วยพัฒนาความสงบเรียบร้อยของสังคม

3. ช่วยให้ประเทศมีอํานาจต่อรองและช่วยตนเองทางด้านเศรษฐกิจได้

4. ช่วยให้เกิดสันติภาพในสังคมโลก

5. ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ

มีดังนี้

37 of 53

ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทั่วไป

มีกี่ระดับ อะไรบ้าง ?

38 of 53

ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทั่วไป

แบ่งเป็นกลุ่มประเทศต่างๆ ตามระดับการพัฒนาได้ดังนี้

1. ประเทศด้อยพัฒนา (Underdevelopment Countries)

2. ประเทศกําลังพัฒนา (Developing Countries)

3. ประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Countries)

39 of 53

  1. ประเทศด้อยพัฒนา

(Underdevelopment Countries)

คือ กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่ำ รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นอยู่กับสินค้าด้านการเกษตร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีฐานะยากจน ขาดความรู้ความสามารถในการพัฒนาตนเอง สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง สภาพความเป็นอยู่ล้าหลัง ลักษณะการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ มักจะเป็นแบบเผด็จการ ประเทศด้อยพัฒนาได้แก่หลายประเทศในทวีปแอฟริกา

40 of 53

2. ประเทศกําลังพัฒนา

(Developing Countries)

คือ กลุ่มประเทศซึ่งมีรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น มีการพัฒนาระบบการผลิตจากการเกษตรมาเป็นแบบอุตสาหกรรมและการบริการเพิ่มมากขึ้น มีสินค้าหลายประเภทที่นํารายได้เข้าสู่ประเทศ อัตราการขยายตัวด้านเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีกําลังซื้อเพิ่มขึ้น ได้รับการศึกษาและรู้จักวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้กําลังเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจของโลกมากขึ้นในฐานะของผู้ผลิตและตลาดสินค้าที่กว้างขวาง เช่น ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น

41 of 53

3. ประเทศพัฒนาแล้ว

(Developed Countries)

คือ ประเทศที่มีระดับรายได้ประชาชาติสูง ประชาชนของประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดี �มีการศึกษาสูง เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาสินค้าและบริการในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สําคัญหลายชนิด มีระดับการออมและการลงทุนสูงจึงมีความมั่นคง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมักเป็นกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบการค้ากับกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นําทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี

42 of 53

ปัจจัยที่มีผลต่อ

การพัฒนาเศรษฐกิจ

มีอะไรบ้าง ?

43 of 53

1. ประชากรของประเทศ

(อัตราการเพิ่มของประชากร)

(คุณภาพของประชากร)

2. ทรัพยากรธรรมชาติ

3. ทุน

(ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ)

4. เทคโนโลยี

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

มี 4 ประการดังต่อไปนี้

44 of 53

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือ ?

45 of 53

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ

(Economic Development Plan)

หมายถึง การกําหนดแนวทางของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทั่วไปแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจจะแบ่งได้หลายลักษณะ �ในที่นี้จะแบ่ง ตามระยะเวลาในการดําเนินงานดังนี้

          • แผนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)
          • แผนระยะกลาง (4-6 ปี) **
          • แผนระยะยาว (มากกว่า 6 ปี)

46 of 53

47 of 53

เป็นแผนเดียวที่ใช้ระยะเวลา 6 ปี

48 of 53

49 of 53

50 of 53

51 of 53

52 of 53

53 of 53

"ฉบับปัจจุบัน"

เค้าโครงเบื้องต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีดังนี้

วิสัยทัศน์ : สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เป้าหมาย :

  1. การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
  2. การพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศและการสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
  3. การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  4. การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  5. การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”�ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า�มุ่งเน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”