ระบบความปลอดภัยในงานไฟฟ้า
ไฟฟ้าจัดเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ช่วยอำนวยความสะดวกแก่มวลมนุษย์บนโลกมีความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น โดยใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานจ่ายไปให้กับอุปกรณ์ เครื่องมอเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ให้สามารถทำงานได้
ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปพลังงานได้ โดยอาศัยค่าแรงดันและกระแสจ่ายไปให้อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เกิดการทำงาน โดยจ่ายไปในรูปกระแสไหลไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ดีในวัตถุตัวนำจำพวกโลหะชนิดต่างๆ
1. คุณสมบัติของไฟฟ้า
1.1 ประโยชน์ของไฟฟ้า
ประโยชน์ของไฟฟ้า มีมากมายมหาศาล ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป
1.2 โทษของไฟฟ้า
โทษของไฟฟ้ามีมากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าผิดวิธี ขาดความระมัดระวังหรือใช้ไฟฟ้าด้วยความประมาทเลินเล่อ ก่ให้เกิดอันตรายตามมา
1.ไฟฟ้าชอต หรือไฟฟ้าลัดวงจร คือสภาวะที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร โดยไม่ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือภาระ ผลของไฟฟ้าชอตจะทำให้เกิดความร้อนสูง เมื่อความร้อนถึงจุดลุกไหม้ ทำให้เกิดเพลิงใหม่ขึ้นได้
2.ไฟฟ้าดูด คือสภาวะกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกานมนุษย์ครบวงจร จะก่อให้เกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ผลที่เกิดจากไฟฟ้าดูดอาจทำให้พิการ หรือถึงเสียชีวิตได้
สามารถแยกตามลักษณะของการสัมผัสไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และการสัมผัสโดยอ้อม (Indirect Contact)
2.1 การสัมผัสไฟฟ้าโดยตรง
การสัมผัสไฟฟ้าโดยตรง คือ เป็นกรณีที่ส่วนของร่างกายคนสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าจ่ายมาโดยตรง
2.2 การสัมผัสไฟฟ้าโดยอ้อม
การสัมผัสไฟฟ้าโดยอ้อม เป็นการสัมผัสที่คนไม่ได้สัมผัสกับส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง แต่เกิดจากคนสัมผัสกับอุปกรณ์
2. อันตรายของไฟฟ้าต่อร่างกายมนุษย์
ปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคน | ปฎิกิริยาที่เกิดขึ้น |
ต่ำกว่า 0.5 มิลลิแอมป์ (mA) | ยังไม่มีไม่รู้สึก |
1 mA | รู้สึกจั๊กจี้หรือกระตุกเล็กน้อย |
5 mA | รู้สึกสั่นเล็กน้อย แต่ไม่เจ็บ คนส่วนใหญ่สามารถหนีได้แต่การเคลื่อนที่อย่างไม่ระวังจะทำให้เกิดอันตรายได้ |
6 – 25 mA 9 – 30 mA | รู้สึกเจ็บปวด สูยเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ นี่คือปริมาณกระแสที่ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ |
50 – 150 mA | ได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก |
1 – 4.3 แอมแปร์ (A) | หัวใจหยุดเต้น กล้ามเนื้อหดตัว เส้นประสาทถูกทำลายทำให้เสียชีวิต |
10A | หัวใจหยุดเต้น และถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง เสียชีวิต |
15A | กระแสเกินค่าต่ำสุดที่ฟิวส์ หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์จะตัดวงจร |
ความสัมพันธ์ของปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคนมีผลต่อปฎิกิริยาที่เกิดขึ้น
ระยะเวลาที่กระแสไหลผ่านร่างกายคน จะส่งผลถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นน้อยหรือมากด้วย กระแสไหลผ่านใช้เวลาน้อยเกิดอันตรายน้อย กระแสไหลผ่านใช้เวลามากเกิดอันตรายมาก ระยะเวลาที่ถูกไฟฟ้าดูด
ปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคน | ระยะเวลา | หมายเหตุ |
15 mA นานกว่า | 2 นาที | เสียชีวิต |
20 mA นานกว่า | 1 นาที | เสียชีวิต |
30 mA นานกว่า | 35 วินาที | เสียชีวิต |
100 mA นานกว่า | 3 วินาที | เสียชีวิต |
500 mA นานกว่า | 0.11 วินาที | เสียชีวิต |
A นานกว่า | 0.01 วินาที | เสียชีวิต |
ความสัมพันธ์ของปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคนกับระยะเวลาที่ทำให้เสียชีวิต
เครื่องหมายมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าประเทศต่างๆ
3. ข้อควรปฎิบัติในการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องปลอดภัย
6. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเปลือกหุ้มภายนอกทำด้วยโลหะทุกชนิด หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อาจมีไฟฟ้ารั่วมากับน้ำ จำเป็นต้องต่อสายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับระบบสายดิน
7. เมื่อร่างกายเปียกชื้น ห้ามแตะต้องส่วนที่มีไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเด็ดขาด
8. ในการเดินสายไฟ หรือลากสายไฟไปใช้งานนอกอาคารเป็นการชั่วคราว หรือถาวร
เต้าเสียบชนิดมีขั้วสายดิน
การใช้ไขควงทดสอบไฟ
11. ฝึกให้เป็นคนชั่งสังเกตสิ่งผิดปรกติจากสี กลิ่น เสียง และการสัมผัสอุณหภูมิ รวมทั้งการ
ใช้เครื่องมือง่ายๆ ในการตรวจสอบ
การสัมผัสจับต้องไฟฟ้าถือเป็นอันตรายต่อร่างกายคนอย่างร้ายแรง ดังนั้นการปฎิบัติงานทางด้านที่ต้องเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก มีหลักการปฎิบัติงานทางด้านไฟฟ้าที่ปลอดภัย มีดังนี้
4. การปฎิบัติงานด้านไฟฟ้าปลอดภัย
6. อย่าปฎิบัติงานในขณะมือเปียก
7. ถ้าจำเป็นต้องปฎิบัติงานในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน หรือมีการปฎิบัติงานอื่นๆ ร่วมด้วย
การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูดนับเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องกระทำด้วยความรวดเร็วอย่างถูกวิธี มีความรอบคอบ และด้วยความระมัดระวัง ปฎิบัติ ทำได้ดังนี้
5. การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูด
ผู้ประสบอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด ส่วนมากจะหมดสติไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจจะไม่หายใจและมีสภาวะหัวใจหยุดเต้น การหมดสติเช่นนี้ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน เรียกการช่วยเหลือนี้ว่า การปฎิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardio Pulmonary Resuscitation ; CPR ) โดยวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน
6.1 การผายปอดด้วยการให้ลมหายใจทางปาก
1. ให้ผู้ป่วยนอนหงายราบกับพื้น จัดท่านอนให้เหมาะสม
2. ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วยหรือดันใต้คอพร้อมกับใช้มืออีกข้างดันหน้าผากให้หน้าแหงน
3. สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าในปากผู้ป่วย
4. ล้วงเอาสิ่งอื่นๆ ที่อาจมีติดค้างอยู่ในปากและลำคอออกให้หมด
5. ตรวจสอบการหายใจของผู้ป่วย โดยเอียงหน้ามองไปทางปลายเท้าผู้ป่วยให้หูชิดปากผู้ป่วย
6. การปฐมพยาบาลผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูด
6. ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำการผายปอดด้วยการเป่าปากผู้ป่วย
7. ขณะทำการเป่าปากผู้ป่วยตาต้องเหลือบดูด้วยว่า หน้าอกผู้ป่วยมีอาการขยายขึ้นลงหรือไม่
8. ถ้ากรณีที่ไม่สามารถอ้าปากของผู้ป่วยได้ ให้ใช้มือปิดปากผู้ป่วยให้สนิท และเป่าลมทางจมูกแทน
9. ขณะนำส่งโรงพยาบาล ให้ทำการเป่าปากไปด้วยจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น
6.2 การนวดหัวใจภายนอก
และเกี่ยวนิ้วมือ 2 ข้างเข้าด้วยกัน
4. ขณะที่กดหน้าอกแต่ละครั้งต้องนับจำนวนครั้งที่กดดังนี้ หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า...
เช่นนี้จบครบ 4 รอบ
6. ถ้าผู้ปฎิบัติ 2 คนให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง
7. ในกรณีช่วยเหลือเด็กอ่อน หรือเด็กแรกเกิด การนวดหัวใจให้ใช้นิ้วเพียงสองนิ้ว
8. การนวนหัวใจไม่ว่าผู้ใหญ่ หรือเด็กต้องทำอย่างระมัดระวัง และถูกวิธี
ไฟฟ้าเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง มีทั้งโทษและประโยชน์ในเวลาเดียวกัน หากใช้ถูกวิธีจะเกิดประโยชน์มากมายมหาศาล หาใช้ผิดวิธีจะมีโทษมากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน
การปฎิบัติงานทางด้านไฟฟ้าที่ปลอดภัย ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องทราบและเข้าใจคุณสมบัติของไฟฟ้า ต้องระมัดระวัง ไม่ประมาท ทำงานอย่างเป็นระบบ รอบคอบ
ผู้ประสบอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด ส่วนมากจะหมดสติไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจจะไม่หายใจและมีสภาวะหัวใจหยุดเต้นด้วย การหมดสติเช่นนี้ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน
7. บทสรุป