1 of 82

2 of 82

3 of 82

4 of 82

5 of 82

Pneumatic แผลงมาจาก Pneuma ในภาษากรีกโบราณซึ่งแปลว่า ลม หรือ ลมหายใจในทางปรัชญาจะหมายถึงวิญญาณ ปัจจุบันมีการให้ความหมายของนิวเมติกส์ไว้หลายอย่าง เช่น

1. การศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอากาศ

2. ระบบส่งกำลังจากต้นทางไปยังปลายทาง โดยอาศัยลมเป็นตัวกลาง

3. การนำเอาอากาศมาเป็นวัสดุใช้งานทางด้านการขับเคลื่อนควบคุมเครื่องจักรในงานอุตสาหกรรม

ไม่ว่าจะเป็นความหมายใดล้วนเกี่ยวข้องกับอากาศทั้งสิ้น เพราะลักษณะการทำงานของระบบนิวเมติกส์ เป็นการนำลมมาใช้เป็นพลังงานขับดันให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เคลื่อนที่

การใช้ประโยชน์จากลม

6 of 82

ในสมัยโบราณก่อนที่มนุษย์จะรู้จักนำลมมาใช้ในงานอุตสาหกรรม คนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์จากลมที่มีอยู่ในธรรมชาติ ตามวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้ว เช่น ชาวเรือใช้ลมล่องเรือใบ เป็นต้น

เมื่อ 2000 ปีก่อน เทซิเบียส (Ktesibios) ชาวกรีกใช้การอัดลมเป็นต้นกำลังยิงอาวุธ

ค.ศ. 1883 ใช้ในระบบเบรกลมในรถไฟของเยอรมัน

ค.ศ. 1835 ใช้ในระบบส่งเอกสารทางท่อลมของออสเตรีย

แต่การนำลมที่มีแรงดันแล้วควบคุมให้ไหลไปตามท่อมาใช้ในงานอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เกิดขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา คือประมาณปี ค.ศ. 1950 นี้เอง เหตุเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานมนุษย์ในประเทศอุตสาหกรรม

7 of 82

อาวุธของเทซิเบียส

เครื่องเจาะอุโมงค์ด้วยลม

8 of 82

9 of 82

10 of 82

การเปรียบเทียบระบบนิวเมติกส์กับระบบการทำงานอื่น ๆ

การเปรียบเทียบระบบนิวเมติกส์กับระบบการทำงานอื่น ๆ ในงานอุตสาหกรรมการควบคุมการทำงานมีอยู่หลายระบบ เช่น ระบบกลไก ระบบไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฮดรอลิกส์ รวมทั้งระบบนิวเมติกส์ แต่ละระบบจะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป ดังรายละเอียดในตาราง

11 of 82

ตารางที่ 1.1 การเปรียบเทียบระบบนิวเมติกส์กับระบบการทำงานอื่น ๆ

12 of 82

ตารางที่ 1.1 (ต่อ) การเปรียบเทียบระบบนิวเมติกส์กับระบบการทำงานอื่น ๆ

13 of 82

ในระบบนิวเมติกส์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะมีความสัมพันธ์กันระหว่างความดัน แรง อุณหภูมิ ปริมาตรและความชื้น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ระบบนิวเมติกส์

1.4.1 ความดันอากาศ

ความดันอากาศ คือ แรงดันของอากาศที่กระทำต่อวัตถุในแนวตั้งฉาก หน่วยวัดแรงดันอากาศสากล นิยมใช้กันมีอยู่ดังนี้

14 of 82

แต่ละหน่วยสามารถเปรียบเทียบค่าได้ดังนี้

ความดันบรรยากาศ หมายถึง แรงดันของอากาศที่กดลงมายังพื้นโลก เนื่องจากพื้นโลกสูงต่ำไม่เท่ากัน ความดันบรรยากาศจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ที่ระดับความสูงเพิ่มขึ้นความดันบรรยากาศจะลดลง

15 of 82

1.4.3 ความดันสมบูรณ์ (Absolute Pressure)

ความดันสมบูรณ์ หมายถึง ความดันแท้จริงที่วัดเปรียบเทียบกับความดันสุญญากาศ ดังนั้นความดันบรรยากาศจึงเป็นความดันสัมบูรณ์ด้วย

1.4.4 ความดันเกจ (Gauge Pressure)

ความดันเกจ หมายถึง ความดันที่วัดเปรียบเทียบกับความดันบรรยากาศ จะมีค่าเป็นบวกเมื่อมีความดันสูงกว่าความดันบรรยากาศ และความดันเกจที่ต่ำกว่าความดันบรรยากาศ จะมีค่าเป็นลบ

1.4.5 ความสัมพันธ์ของความดัน

ความดันบรรยากาศ ความดันสัมบูรณ์ และความดันเกจ มีความสัมพันธ์กัน ดังแสดงด้วยสมการ

16 of 82

ตัวอย่างที่ 1.1 ถ้าความดันที่วัดได้จากเกจที่มีค่าเท่ากับ 200 PSI ความดันสัมบูรณ์มีค่าเท่าไร

ตัวอย่างที่ 1.2 แรงดันอากาศในถังเก็บลม วัดค่าเกจความดันได้ 8 bar จงหาค่าความดันสัมบูรณ์ในถัง เก็บลม

17 of 82

1.4.6 อุณหภูมิ

อุณหภูมิ หมายถึง ระดับความร้อนของสารตัวกลางที่สภาวะต่าง ๆ หน่วยวัดอุณหภูมิที่นิยมใช้คือ องศาเคลวิน (K) กับองศาเซลเซียส (°C) ที่ระดับอุณหภูมิ

0 ºC = 273 K

–273 ºC = 0 K

การเปลี่ยนแปลงค่าอุณหภูมิทุก 1°C จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 1 K เช่นกัน

เปรียบเทียบค่า ºC กับ K

18 of 82

นอกจากจะเปรียบเทียบอุณหภูมิทั้งสองหน่วยจากภาพได้แล้ว ยังเปรียบเทียบจากสมการได้ดังนี้

ตัวอย่างที่ 1.3 ที่ระดับอุณหภูมิ 20°C มีค่าเท่ากับกี่องศาเคลวิน

19 of 82

ตัวอย่างที่ 1.4 ที่ระดับอุณหภูมิ –25°C มีค่าเท่ากับกี่องศาเคลวิน

ตัวอย่างที่ 1.5 ที่ระดับอุณหภูมิ 373 K มีค่าเท่ากับกี่องศาเซลเซียส

20 of 82

1.4.7 ความชื้น

ความชื้น หมายถึง ปริมาณของไอน้ำที่ปะปนอยู่ในอากาศ ความชื้นสามารถรวมตัวกันและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและสภาวะของอากาศในขณะนั้น ๆ หน่วยวัดความชื้นวัดเป็น

กรัมต่อลูกบาศก์เมตร (g/m )

3

1.4.8 ความชื้นอิ่มตัว

ความชื้นอิ่มตัว หมายถึง ระดับความชื้นสูงสุดที่อากาศสามารถดูดซับไว้ได้ ณ ระดับอุณหภูมิหนึ่ง เช่น ที่ระดับอุณหภูมิ 51°C อากาศสามารถดูดซับความชื้นได้สูงสุด 86.9 g/m เป็นต้น

3

21 of 82

ตารางที่ 1.2 ปริมาณของไอน้ำที่ความชื้นสัมพัทธ์ 100% (g/m )

3

22 of 82

1.4.9 ความชื้นสัมบูรณ์

ความชื้นสัมบูรณ์ หมายถึง ความชื้นที่มีอยู่จริงในอากาศ

1.4.10 ความชื้นสัมพัทธ์

ความชื้นสัมพัทธ์ หมายถึง สัดส่วนของความชื้นสัมบูรณ์ต่อความชื้นอิ่มตัว สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

ความชื้นสัมพัทธ์มีหน่วยเป็น เปอร์เซ็นต์

23 of 82

ตัวอย่างที่ 1.6 อากาศปริมาตร 5 m ความชื้นสัมพัทธ์ 100% อุณหภูมิ 35°C มีปริมาณไอน้ำอยู่เท่าไร (ความชื้นสัมบูรณ์)

3

24 of 82

ตัวอย่างที่ 1.7 อากาศปริมาตร 10 m ความชื้นสัมพัทธ์ 60% อุณหภูมิ 40oC มีไอน้ำอยู่เท่าไร

3

25 of 82

ตัวอย่างที่ 1.8 ณ ระดับอุณหภูมิ 24°C สามารถวัดความชื้นที่มีอยู่จริงได้ 18 g/m3 จงหาความชื้นสัมพัทธ์

26 of 82

1.5.1 กฎของบอยล์ (Boyle’s Law)

โรเบิร์ตบอยล์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างความดันกับปริมาตรในภาชนะปิดว่า ณ อุณหภูมิคงที่ปริมาตรก๊าซจะเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราส่วนผกผันกับความดันก๊าซ นั่นคือ ความดันในภาชนะปิดจะเพิ่มขึ้นเมื่อทำให้อากาศลดลง และความดันจะลดลงเมื่อปริมาตรอากาศเพิ่มขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างความดันกับปริมาตรตามกฎของบอยล์ (Boyle’s Law)

27 of 82

จากกฎของบอยล์จะได้สมการดังนี้

28 of 82

ตัวอย่างที่ 1.9 อากาศปริมาตร 20 m ถูกอัดเก็บเข้าไปในถังลมขนาด 2 m เมื่ออุณหภูมิคงที่ ความดัน ของลมอัดในถังเป็นเท่าไร

3

3

∴ ความดันลมอัดในถังเท่ากับ 10 bar หรือ เท่ากับ 9 bar (ความดันเกจ) ตอบ

29 of 82

1.5.2 กฎของชาร์ล (Charl’s Law)

ชาร์ลกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรกับอุณหภูมิของก๊าซในภาชนะปิดว่า ถ้าควบคุมความดันให้คงที่ ปริมาตรของก๊าซจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิ หมายความว่า อุณหภูมิสูง ปริมาตรก๊าซ�จะมาก อุณหภูมิต่ำ ปริมาตรก๊าซจะน้อย

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรกับอุณหภูมิของก๊าซตามกฎของชาร์ล (Charl’s Law)

30 of 82

จากกฎของชาร์ลจะได้สมการดังนี้

31 of 82

ตัวอย่างที่ 1.10 อัดอากาศปริมาตร 5 m อุณหภูมิ 300 K ด้วยความดันคงที่ เมื่ออากาศที่ถูกอัดมี อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 323 K จะมีปริมาตรเท่าไร

3

32 of 82

1.5.3 กฎของเกย์ลูสแซก (Gay–Lussac’s Law)

ลูสแซกกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างความดันกับอุณหภูมิของก๊าซว่า ถ้าปริมาตรคงที่ �ความดันของก๊าซจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิ หมายความว่า อุณหภูมิสูงความดันก๊าซจะสูง อุณหภูมิต่ำความดันก๊าซจะต่ำ

ความสัมพันธ์ระหว่างความดันกับอุณหภูมิของก๊าซตามกฎของเกย์ลูสแซก

33 of 82

จากกฎของลูสแซกจะได้สมการดังนี้

34 of 82

ตัวอย่างที่ 1.11 อากาศอุณหภูมิ 28°C ถูกอัดเข้าถังเก็บลม จงหาความดันเมื่ออุณหภูมิในถังเพิ่มขึ้นเป็น 40°C

35 of 82

1.5.4 กฎทั่วไปเกี่ยวกับก๊าซ

เป็นการรวมเอากฎของบอยล์และชาร์ลเข้าด้วยกันภายใต้สภาวะใด ๆ ที่ก๊าซเปลี่ยนแปลง�ทั้งความดัน อุณหภูมิ และปริมาตร จะได้สมการดังนี้

36 of 82

ตัวอย่างที่ 1.12 อัดอากาศปริมาตร 20 m อุณหภูมิ 28°C ใส่ถังเก็บขนาด 3 m อุณหภูมิในถังหลังการอัด 45°C ความดันภายในถังจะเป็นเท่าไร

3

3

37 of 82

ในปัจจุบันระบบนิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์ ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่งการดูแลและบำรุงรักษาระบบนิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.6.1 การบำรุงรักษาระบบนิวเมติกส์

ในระบบนิวเมติกส์ที่ใช้เครื่องอัดลมจ่ายพลังงาน ลมอัดมักจะมีปัญหาเรื่องความชื้นและฝุ่นละอองซึ่งปะปนอยู่ในบรรยากาศ จึงจำเป็นต้องกำจัดสิ่งสกปรกเหล่านี้ออกก่อนนำไปใช้งาน โดยการใช้กรองลมทำความสะอาดลมเพื่อกำจัดฝุ่นละอองและความชื้น

38 of 82

สิ่งแปลกปลอมที่มีในลมอัดมีผลต่ออุปกรณ์ในระบบนิวเมติกส์ซึ่งจะมีอายุการใช้งานนานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพลมอัดว่ามีคุณภาพเพียงใด โดยส่วนใหญ่สิ่งแปลกปลอมที่ปนมากับลมอัดมีดังนี้

1. ความชื้น สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากลมอัดประกอบด้วยไอน้ำจำนวนมาก

2. น้ำมันหล่อลื่นที่ปนไปกับลมอัด สาเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดเนื่องจากการสึกหรอของแหวนลูกสูบของเครื่องอัดลม

3. สารออกไซด์ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากคาร์บอนและน้ำมันดิบที่มีอยู่ในน้ำมันหล่อลื่น

4. ฝุ่นละออง สาเหตุที่มีฝุ่นละอองมาได้ด้วยกันหลายทาง แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าที่มาของฝุ่นละออกมีทีมาอยู่ 2 แหล่ง คือ ภายในระบบเอง ซึ่งได้แก่ เศษซีล เศษวัสดุ และอีกแหล่งมาจากภายนอก ซึ่งจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของโรงงานนั้น ๆ

39 of 82

การบำรุงรักษาเครื่องอัดอากาศ

เครื่องอัดอากาศในระบบนิวเมติกส์

ปั๊มลม

40 of 82

1. จัดสถานที่สำหรับการวางปั๊มลม (Air Compressor) ให้เหมาะสม โดยมีพื้นที่ว่างให้พอเหมาะสำหรับให้พนักงานปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุงสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้สะดวก

2. ต้องมีชุดป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสายพาน และพูลเล่ย์ (Belt & Pulley) ติดตั้งที่�ปั๊มลม และต้องมั่นใจว่าสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

3. ควรจัดเวลาในการตรวจสอบความสะอาดไส้กรองอากาศ ที่บริเวณท่อทางอากาศเข้าของ�ปั๊มลม (Suction Filter) ให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ

4. ควรตรวจสอบสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในอุปกรณ์ระบายความร้อนลมอัด (After Cooler)เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของการลดอุณหภูมิของลมอัดลดลง

5. ควรมีการติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายน้ำทิ้งอัตโนมัติ (Automatic Drain) เพื่อใช้ถ่ายน้ำทิ้ง และควรติดตั้งอยู่ในบริเวณที่สะดวกในการบำรุงรักษา

41 of 82

1.6.2 การบำรุงรักษาชุดปรับปรุงคุณภาพลมและระบบท่อลม

1. การจัดเตรียมสถานที่สำหรับการติดตั้งให้เหมาะสม

2. ควรมีพื้นที่ว่างบริเวณโดยรอบชุดปรับปรุงคุณภาพลมสำหรับให้พนักงานที่ปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุง

3. ควรจัดเวลาในการตรวจสอบความสะอาดของไส้กรองอากาศและการถ่ายน้ำทิ้งที่บริเวณชุดกรองฝุ่นกรองน้ำ (Filers) อย่างสม่ำเสมอ

4. ควรมีการอบรมวิธีการปรับตั้งแรงดันของชุดปรับแต่งแรงดันลม (Regulator) ให้กับพนักงานที่ดูแลอย่างถูกต้อง

5. การทำความสะอาดถ้วยของตัวกรองน้ำควรใช้น้ำอุ่นหรือใช้น้ำยาซักผ้า ผงซักฟอก

6. การต่อท่อถ่ายน้ำทิ้งออกจากชุดถ่ายน้ำอัตโนมัติให้ใช้ท่อลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสายนอกขนาด 8 มม. เป็นอย่างน้อยและควรมีความยาวน้อยกว่า 5 เมตร

7. ชุดถ่ายน้ำทิ้งอัตโนมัติ (Automatic Drain) ควรได้รับการตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

8. ต้องทำการเปลี่ยนไส้กรองตามอายุการใช้งานหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

42 of 82

9. ไส้กรองชนิดที่ทำจากโลหะผสมจากทองแดงและดีบุกสามารถทำความสะอาดโดยการใช้น้ำอุ่นหรืออาจผสมน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกด้วยก็ได้ในการทำความสะอาด

10. การติดตั้งชุดปรับปรุงคุณภาพลมและตัวปรับลม (Pressure Regulator) ที่ถูกต้องควรติดตั้งให้มือปรับ (Knob) หันลงด้านล่าง

11. ควรเลือกใช้น้ำมันสำหรับเติมในชุดหล่อลื่น (Lubricator) โดยเลือกใช้น้ำมันประเภทที่เหมาะสมเท่านั้น

12. การเลือกปริมาณน้ำมันชุดหล่อลื่นจะขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของลมอัด

13. ควรติดตั้งชุดถ่ายน้ำทิ้งอัตโนมัติในจุดที่มีตำแหน่งต่ำสุดของท่อลมหลัก

14. ในจุดที่เป็นท่อแยกจากท่อลมหลัก (Take–off Point) ต้องมั่นใจว่ามีการต่อจากท่อด้านบน

15. กรณีที่มีการติดตั้งหรือต่อเติมท่อลมหลัก (Main Line) ต้องทำการล้างทำความสะอาดผนังท่อด้านในโดยการเปิดลมไล่ระบบ (Flushing)

43 of 82

1.6.3 การดูแลและตรวจสอบระบบการผลิตลมและใช้ลม

1. ตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องอัดอากาศ

(1) ส่วนการสร้างอากาศอัด ควรตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่อไปนี้ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน อุปกรณ์ระบายความร้อนหลังการอัด วาล์วนิรภัย วาล์วควบคุม มาตรวัดความดันทุกจุด

(2) ส่วนจ่ายอากาศ ให้ตรวจสอบการรั่วของอากาศที่วาล์ว ข้อต่อ และท่อจ่ายต่าง ๆตรวจสอบปริมาณของลมอัดที่จ่ายไป ระบบท่อส่ง และสภาพของฉนวน

(3) ส่วนการใช้อากาศอัด ตรวจค่าความดันที่จุดใช้งาน การทำงานของอุปกรณ์ลดระดับความดัน ควบคุมปริมาณการใช้อากาศอัด

(4) วาล์วนิรภัย ทำงานเป็นปกติและตั้งค่าถูกต้องตามกำหนดหรือไม่

(5) มาตรวัดความดัน ทำงานเป็นปกติหรือไม่

44 of 82

2. ตรวจสอบการควบคุมความดันให้เหมาะสม

(1) ความดันต่ำสุด/สูงสุดที่การควบคุมยังมีเสถียรภาพ (Minimum / Maximum Pressure Line) เป็นปกติหรือไม่

(2) ความดันที่จะทำให้อุปกรณ์เสียหาย (Proof Pressure) เป็นปกติหรือไม่

(3) การตั้งค่าสวิตช์ความดันของวาล์วนิรภัยและวาล์วกันกลับถูกต้อง

(4) ตรวจสอบการทำงานของวาล์วว่าสามารถป้องกันการไหลกลับของลมได้หรือไม่

(5) อุปกรณ์ควบคุมความดันลม (Regulator) ทำงานปกติหรือไม่

(6) ตรวจสอบมาตรวัดความดัน (Pressure Gauge) ทำงานปกติหรือไม่

45 of 82

3. ตรวจสอบการระบายลมทิ้ง

ควรระบายลมทิ้งทุกวันตอนเลิกงาน เพื่อป้องกันการกลั่นตัวของน้ำ และตรวจสอบเรื่องต่อไปนี้

(1) สามารถระบายลมทิ้งได้เป็นปกติที่วาล์วระบายความดันของถังอากาศ

(2) Automatic Drain ทำงานได้ปกติ

(3) ทำความสะอาดอุปกรณ์ภายในของตัวดักความชื้นและอุปกรณ์ระบายความดันอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอ

(4) ควรระบายน้ำทิ้งทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าก่อนเริ่มเดินเครื่อง

46 of 82

4. ตรวจสอบระบบท่ออากาศ

ควรระวังเรื่องอากาศรั่วตามท่อหรือจุดต่าง ๆ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและทำให้ความดันตกต้องตรวจสอบจุดต่าง ๆ ต่อไปนี้

(1) การรั่วจากจุดเชื่อมต่อ

(2) ข้อต่อเกิดการหลวม

(3) การรั่วตามท่อหรือท่อลมต่าง ๆ

(4) การทำงานของวาล์วเปิด–ปิด

5. จุดบกพร่องและการแก้ไข

(1) ตัวกรองลม

47 of 82

48 of 82

(2) เรกูเลเตอร์

49 of 82

(3) สารหล่อลื่น

50 of 82

6. การบำรุงรักษาวาล์วควบคุมทิศทาง

(1) ในการติดตั้งวาล์วควบคุมทิศทาง ควรเผื่อที่ให้พอเหมาะสำหรับให้พนักงานที่ปฏิบัติงาน

(2) ควรรักษาสภาพของป้ายแสดงรุ่นและคุณสมบัติของวาล์วควบคุมทิศทางให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติได้

(3) ในการจ่ายแหล่งพลังงานไฟฟ้าให้กับเครื่องจักรควรแยกแหล่งพลังงานที่จ่ายให้กับชุดควบคุมคอยส์ของวาล์วควบคุมทิศทางออกจากแหล่งพลังงานอื่น

(4) ควรติดตั้งตัวกรองฝุ่นเก็บเสียง (Silencer) ที่บริเวณช่องระบายลมทิ้งของวาล์วควบคุมทิศทาง

(5) หากพบว่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของกระบอกลมช้าลงกว่าปกติ โดยไม่ได้มีการปรับวาล์วควบคุมความเร็ว

51 of 82

(7) ก่อนการเชื่อมต่อท่อลมจากวาล์วควบคุมทิศทางไปยังอุปกรณ์ทำงาน ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีเศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ตกค้างอยู่ภายใน

(8) ในการประกอบข้อต่อลม (Fittings) เข้ากับตัววาล์วควบคุมทิศทางระวังอย่าให้เทปพันเกลียว เศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เล็ดลอดเข้าไปภายในได้

(9) ควรทำการตรวจสอบการรั่วของลมอัดบริเวณขั้วต่อ

(10) ในการประกอบข้อต่อลม (Fittings) เข้ากับตัววาล์วควบคุมทิศทาง ควรเลือกใช้แรงในการขันเกลียวให้ถูกต้องและเหมาะสมกับขนาดของเกลียว

7. การบำรุงรักษาอุปกรณ์ทำงาน

(1) ก่อนการถอดกลไกของเครื่องจักรจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่า ได้ล็อกจุดที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไว้แน่นแล้ว

(2) การติดตั้งอุปกรณ์ทำงาน ควรสามารถถอดหรือประกอบได้อย่างอิสระ

(3) ควรเผื่อที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ทำงานให้เพียงพอสำหรับการเพิ่มขนาดที่อาจเกิดขึ้น�ในอนาคต

52 of 82

(4) ควรเลือกรูปแบบของขายึดให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน

(5) ในอุปกรณ์ทำงานที่อาจเกิดอันตรายจากการเคลื่อนที่ต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน

(6) ท่อลมที่ต่ออยู่กับอุปกรณ์ต้องไม่สัมผัสหรือเสียดสีกับชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่

(7) การถอดประกอบกระบอกลมทุกชนิดที่ใช้ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่านอตที่ใช้ยึดได้รับการขันด้วยแรงที่เหมาะสมดีแล้ว

(8) การซ่อมบำรุงกระบอกลมต้องทำการใส่สารหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานเท่านั้น

(9) กระบอกลมประเภทที่ไม่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่น เมื่อนำไปติดตั้งร่วมกับเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันหล่อลื่น จำเป็นต้องติดตั้งจุดน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปด้วย

(10) การลดแรงกระแทกกระบอกลมจะใช้ตัวกันกระแทกติดตั้งไว้กับเครื่องจักรเพื่อช่วยในการลดแรงกระแทกได้

53 of 82

จุดบกพร่องและการแก้ไข

54 of 82

8. ข้อควรระวังในการดูแลรักษาระบบนิวเมติกส์

(1) ผู้ดูแลระบบต้องทำการปิดระบบและถ่ายลมอัดออกจากระบบจนหมดก่อนดำเนินการถอดท่อลมอัดหรือข้อต่อก่อนการซ่อมแซมและบำรุงรักษาทุกครั้ง

(2) ผู้ดูแลระบบต้องสั่งงานอุปกรณ์ทำงานทุกชนิด เช่น กระบอกลม อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อนเปิดวาล์วให้ลมอัดเข้าสู่ระบบ

(3) ผู้ดูแลระบบต้องติดตั้งอุปกรณ์ข้อต่อ และสายลมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก่อน�เปิดวาล์วให้ลมอัด เข้าสู่ระบบ

(4) ผู้ดูแลระบบควรระมัดระวังการทำงานของกระบอกลม ขณะกำลังเคลื่อนที่ออกหรือเข้าจนเกือบสุด

(5) การทำงานของกระบอกลมแม้จะมีความเร็วที่สม่ำเสมอตลอดเวลา แต่ยังมีอันตรายจากการทำงาน

(6) ขั้นตอนการทำงานที่ต่อเนื่องและซ้ำซ้อน อาจมีการสะดุดและเกิดอันตรายได้เสมอ

55 of 82

9. การบำรุงรักษาระบบไฮดรอลิกส์

ตารางการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฮดรอลิกส์

56 of 82

57 of 82

58 of 82

59 of 82

60 of 82

61 of 82

62 of 82

63 of 82

10. จุดบกพร่องและการแก้ไขของอุปกรณ์ไฮดรอลิกส์

จุดบกพร่องและการแก้ไขของปั๊ม

64 of 82

65 of 82

66 of 82

67 of 82

68 of 82

69 of 82

70 of 82

71 of 82

จุดบกพร่องของรีลีฟวาล์วแบบลูกสูบ

72 of 82

73 of 82

74 of 82

75 of 82

76 of 82

กระบอกสูบทำงานผิดปกติ และการแก้ไข

77 of 82

78 of 82

สาเหตุของอุณหภูมิน้ำมันขึ้นสูงผิดปกติและการแก้ไข

79 of 82

80 of 82

81 of 82

11. วิธีการบำรุงรักษาระบบไฮดรอลิกส์

(1) การฉีดล้างทำความสะอาด (Flushing) ระบบด้วย น้ำมันไฮดรอลิกส์ ระบบไฮดรอลิกส์ใหม่หรือหลังจากมีการถอด ซ่อมบำรุงรักษา อาจมีสี โลหะ สนิม ตลอดจนฝุ่นและทรายที่ติดค้างอยู่ในระบบ

(2) ควรระมัดระวังในเรื่องเกี่ยวกับความสะอาดของน้ำมัน โดยดูแลภาชนะ ปั๊มดูด ถังเก็บให้สะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ต้องหมั่นทำความสะอาดระบบกรองน้ำมัน

(3) หมั่นตรวจตราการทำงานของระบบไฮดรอลิกส์ตลอด เสียงที่ดังผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงอาการที่มีการรั่วของอากาศตามข้อต่อหรือซีล หรือการเกิดโพรงอากาศในเรือนปั๊ม

82 of 82

12. ปัญหาที่มักพบในระบบไฮดรอลิกส์

(1) ชนิดของน้ำมันไฮดรอลิกส์เลือกใช้น้ำมันไฮดรอลิกส์ให้เหมาะกับชนิด และการออกแบบของปั๊มไฮดรอลิกส์

(2) สภาพของน้ำมันไฮดรอลิกส์ในขณะใช้งาน มีความสำคัญต่ออายุของปั๊ม หากมีการปะปนของน้ำ ฝุ่นและเศษของแข็ง จะทำให้ปั๊มสึกหรอเร็วขึ้น

(3) อุณหภูมิของน้ำมันในระบบ ควรหมั่นตรวจตราระบบระบายความร้อนว่ายังทำงานตามปกติและสามารถรักษาระดับอุณหภูมิของน้ำมันไฮดรอลิกส์ในระบบไม่ให้สูงเกินไป

(4) การหล่อลื่นปั๊มที่ดีจะต้องใช้น้ำมันที่ที่ความหนืดที่เหมาะสมกับชนิดของปั๊มนั้น

(5) การใช้ระบบไฮดรอลิกส์ทำงานหรือรับน้ำหนักเกินความสามารถที่ออกแบบไว้

(6) การรั่วของอากาศ ความชื้น ตลอดจนสิ่งสกปรกเข้าไปปะปนกับน้ำมัน ทำให้เกิดโพรงอากาศในเนื้อน้ำมัน (Cavitation) สิ่งเหล่านี้จะทำให้ตัวปั๊มน้ำมันไฮดรอลิกส์สึกหรอเร็วขึ้น