ภูมิศาสตร์ ม.4-6
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางบรรยากาศภาค
ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางอุทกภาค
ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางชีวภาค
ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางธรณีภาค
4
ภัยพิบัติธรรมชาติ หมายถึง เหตุการณ์อันตรายหรือภัยที่เกิดจากความรุนแรง�ของกระบวนการทางธรรมชาติ จนเป็นเหตุ�ให้เกิดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิต รวมถึงสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน �และทรัพย์สินของมนุษย์
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ลักษณะของภัยพิบัติธรรมชาติ
1. ภัยที่เกิดจากความรุนแรงของกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจํา
2. ภัยที่ทําให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจํานวนมากกว่าปกติ
3. ภัยที่สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน และทรัพย์สินผู้คนจํานวนมาก
4. ภัยที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลต่อการดําเนินชีวิต การประกอบอาชีพและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
1. ภัยพิบัติธรรมชาติทางธรณีภาค
1.1 แผ่นดินไหว (earthquake)
1) ความหมายของแผ่นดินไหว� ภัยแผ่นดินไหว หมายถึง ภัยที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่รุนแรง ขนาดมากกว่า 5 ขึ้นไป จากรอยเลื่อนมีพลังและภูเขาไฟปะทุ ซึ่งเป็นพลังงานจากความเครียดที่สะสม
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) กระบวนการของแผ่นดินไหว
การสะสมแรงเค้นและความเครียดอย่างช้า ๆ ภายใต้เปลือกโลก
เมื่อเกิดความเครียดสูงสุด ทําให้รอยเลื่อนมีพลังเกิดการเลื่อนตัวหรือแตกหักฉับพลัน
พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาเป็นคลื่นไหวสะเทือนเป็นเหตุให้เกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน
การปะทุของภูเขาไฟที่แมกมาแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตกหรือปล่องภูเขาไฟ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) ประเภทของแผ่นดินไหว แบ่งตามระดับความลึกได้ 3 ระดับ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มักเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น เกิดขึ้นบริเวณเปลือกโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหว พลังงานจะถูกปลดปล่อยออกมาในลักษณะของคลื่น เรียกว่า คลื่นแผ่นดินไหว โดยคลื่นแผ่นดินไหวจะถูกปล่อยออกมาจากจุดกําเนิดแผ่นดินไหวในทุกทิศทางโดยรอบ
4) สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว
แผ่นดินไหวเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ดังนี้
1. การเคลื่อนตัวฉับพลันของรอยเลื่อนมีพลัง
2. การปะทุของภูเขาไฟ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) ขนาดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว
ขนาดแผ่นดินไหว เป็นปริมาณของพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง ปัจจุบันมีมาตราวัดขนาดแผ่นดินไหวหลายมาตรา เช่น มาตราริกเตอร์ มาตราโมเมนต์ และอื่น ๆ
ความรุนแรงของแผ่นดินไหว เป็นผลกระทบของแผ่นดินไหว ณ จุดใดจุดหนึ่ง ที่มีต่อมนุษย์ โครงสร้างอาคาร และพื้นดิน มีมาตราวัดความรุนแรงหลายมาตรา ประเทศไทยใช้มาตรา เมอร์คัลลีที่มีระดับความรุนแรง 12 ระดับ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ความรุนแรงของแผ่นดินไหวขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่
|
|
|
|
|
|
|
|
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) การกระจายการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลก
ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในโลกเกิดตามแนวที่�แผ่นเปลือกโลกมีการชนกันหรือเฉียดกัน แนวแผ่นดินไหว�ของโลกมี 3 แนวหลัก ดังนี้
1. แนววงแหวนแห่งไฟ เป็นแนววงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เริ่มจากชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปทาง�ตอนเหนือของชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ผ่านปลายแหลมคัมชัตคาลงมา ผ่านประเทศญี่ปุ่นแล้วแยกออกเป็น 2 แนว แนวที่ 1 ผ่านหมู่เกาะมาเรียนา แนวที่ 2 ผ่านลงมาทางประเทศฟิลิปปินส์ เกาะนิวกินี ไปจนถึงประเทศนิวซีแลนด์ และแนวหมู่เกาะในประเทศอินโดนีเซีย บริเวณนี้มีแนวภูเขาไฟ�เกิดขึ้นด้วย จึงได้ชื่อว่า วงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire)
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. แนวภูเขาแอลป์-หิมาลัย เริ่มจากทางตะวันตกของเมียนมา อินเดีย ปากีสถาน ตุรกี ไปจนถึงยุโรป
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3. แนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มจากขั้วโลกเหนือลงมา ผ่านเกาะไอซ์แลนด์ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึง�ขั้วโลก
ประเทศไทยมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ได้เป็นแนวมุดตัวของ�เปลือกโลก จึงมีขนาดและความรุนแรงแผ่นดินไหวไม่ใหญ่มาก จากแผนที่จะเห็นได้ว่า บริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสัมพันธ์กับแนวรอยเลื่อนมีพลัง คือ บริเวณชายแดนด้านประเทศเมียนมาใน�ภาคตะวันตกและภาคเหนือ ส่วนบริเวณที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
แผนที่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย
7) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง มีดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4. แผ่นดินถล่มจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ทําให้พื้นดินบริเวณลาดเชิงเขาเกิดแรงยึดเกาะระหว่างอนุภาคดินลดลง เศษหิน เศษดิน จึงเคลื่อนที่ลงมาตามแรงโน้มถ่วงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
8) เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งสำคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
9) การจัดการแผ่นดินไหว
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
1.2 ภูเขาไฟปะทุ (volcanic eruption)
1) ความหมายของภูเขาไฟปะทุ
ภูเขาไฟปะทุ หมายถึง การที่หินหนืดใต้พื้นผิวเปลือกโลกแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตก หรือปล่องจนพ้นพื้นผิวเปลือกโลก หรือเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เกิดแก๊ส ไอน้ำ และทีฟรา (tephra)
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) ประเภทการปะทุของภูเขาไฟ
ประเภทการปะทุของภูเขาไฟที่สําคัญเรียงลําดับจากรุนแรงมากที่สุดไปยังรุนแรงน้อยที่สุด ดังนี้
1. ภูเขาไฟปะทุแบบพลิเนียน (Plinian)�เป็นการระเบิดอย่างรุนแรง แก๊ส ไอน้ำ และทีฟราจํานวนมากถูกดันสูงขึ้นไป 5-20 กิโลเมตร จากระดับทะเลปานกลาง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. ภูเขาไฟปะทุแบบวัลเคเนียน (Vulcanian) เป็นการปะทุอย่างรุนแรง มีการปล่อยแก๊สและลาวาออกมาเป็นระยะ ๆ สะสมปิดทับปล่อง �จนเมื่อมีความดันเพียงพอจึงเกิดการปะทุรุนแรง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3. ภูเขาไฟปะทุแบบสตรอมโบเลียน (Strombolian)
เป็นการปะทุที่มีความรุนแรงปานกลาง การปะทุเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทําให้ลาวาพุขึ้นมารุนแรงปานกลาง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4. ภูเขาไฟปะทุแบบฮาวายเอียน (Hawaiian) �เป็นการปะทุที่ลาวามีการไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ มีลักษณะเป็นธารลาวาหรือน้ำพุลาวา เป็นประเภทภูเขาไฟที่ปะทุรุนแรงน้อยที่สุด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) การกระจายของภูเขาไฟมีพลังในโลก
วิชาภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
จากแผนที่ปรากฏการณ์ภูเขาไฟปะทุในโลก ส่วนใหญ่เกิดตามแนวการชนกันของ�แผ่นเปลือกโลกที่ทอดตัวอยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ ซึ่งเป็นบริเวณพื้นผิวเปลือกโลกที่มีภูเขาไฟมีพลังอยู่เป็นจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟบางแห่งมีการเกิดแตกต่างจากทั่วไป เช่น ภูเขาไฟปะทุในฮาวาย ที่ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนตัวของ�แผ่นเปลือกโลก แต่เกิดจากบริเวณที่เรียกว่า จุดร้อน (hot spots) ซึ่งเป็นบริเวณที่หินหนืดดันตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลกเกิดเป็นภูเขาไฟจากแมกมาภายในโลก
วิชาภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภูเขาไฟปะทุรุนแรง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4. ทีฟราหรือวัตถุของแข็งต่าง ๆ ที่พ่นออกจาก�ปล่องภูเขาไฟขณะเกิดการปะทุ เช่น เถ้าภูเขาไฟ �บอมบ์ภูเขาไฟ เป็นภัยต่อมนุษย์
5. แผ่นดินถล่ม จากการปะทุรุนแรงของภูเขาไฟทําให้ส่วนด้านข้างของภูเขาไฟบางบริเวณถล่มลงมา
6. การปะทุแบบรุนแรงพ่นชิ้นส่วนภูเขาไฟออกมา เช่น เศษหิน ผลึกแร่ เถ้าภูเขาไฟ และฝุ่นภูเขาไฟสูงขึ้นไปในบรรยากาศชั้นที่เถ้าธุลีจะถูกพัดแผ่กระจายปกคลุมไปรอบโลก ทําให้บดบังแสงอาทิตย์มีผลต่อการลดลงของอุณหภูมิ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) เหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุรุนแรงครั้งสําคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) การจัดการภัยพิบัติภูเขาไฟปะทุ
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
1.3 สึนามิ (tsunami)
1) ความหมายของสึนามิ
สึนามิ หมายถึง คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเลอย่างรุนแรง เมื่อคลื่นเคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่ง ความยาวคลื่น คาบคลื่นจะลดลง แต่ความสูงคลื่นจะเพิ่มมากขึ้น ทําให้มีพลังทําลายรุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของผู้คน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่งเสียหาย
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) กระบวนการเกิดสึนามิ
สึนามิส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลจากแผ่นธรณีภาคที่มีการเคลื่อนตัว ทําให้เกิดรอยเลื่อน �จึงเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงบริเวณศูนย์กลางการเคลื่อนที่ ซึ่งแรงกระเพื่อมถูกถ่ายเทสู่น้ำทะเล ทําให้เกิด�คลื่นใต้น้ำ คลื่นมีความยาวคลื่นมาก ความสูงคลื่นน้อย แพร่ออกทุกทิศด้วยความเร็วประมาณ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะต่อมาเมื่อคลื่นเคลื่อนเข้าฝั่ง ความยาวคลื่นจะลดลง แต่ความสูงคลื่นเพิ่มขึ้น ทำให้มีพลังทำลายล้างรุนแรง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) ประเภทของสึนามิ
1. สึนามิระยะไกล เป็นประเภทสึนามิที่มีจุดกําเนิด เช่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งหลายพันกิโลเมตร ซึ่งทําให้ใช้เวลายาวนานในการเคลื่อนกระทบชายฝั่ง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. สึนามิระยะใกล้ เป็นประเภทสึนามิที่มี�จุดกําเนิดอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทําให้เมื่อเกิดสึนามิขึ้นจะเคลื่อนกระทบชายฝั่งหลังการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเล หรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล ภายในระยะเวลา 30-60 นาที
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) สาเหตุการเกิดสึนามิ
การเกิดสึนามิมี 3 สาเหตุ ดังนี้ แผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร แผ่นดินถล่มรุนแรง�ใต้ทะเลหรือมหาสมุทร เกาะภูเขาไฟปะทุหรือภูเขาไฟปะทุอย่างรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) พื้นที่เสี่ยงการเกิดสึนามิของโลก
สึนามิมีโอกาสเกิดขึ้นในมหาสมุทรและเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่งทุกแห่งทั่วโลก แต่บริเวณที่มีโอกาสเกิดสึนามิมากที่สุดสัมพันธ์กับบริเวณแนวแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุในมหาสมุทร
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากสึนามิ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
สึนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่ง ชายหาดเขาหลัก จังหวัดพังงา
3. ภัยต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งที่สําคัญ เช่นระบบนิเวศชายฝั่งและแนวปะการัง ถูกทําลาย �หาดทรายสกปรกจากตะกอนและเศษซากวัสดุ�ต่าง ๆ ที่สึนามิพัดพามา และยังทําให้บริเวณชายฝั่งเกิดปัญหาดินเค็ม ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก
4. ภัยซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทําให้เกิดอาการหวาดกลัว ตกใจ และซึมเศร้าจากการสูญเสีย
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
จากภาพจะเห็นได้ว่า ภาพหลังสึนามิพัดเขากระทบฝั่ง ทำให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งเปลี่ยนสภาพ�ไปจากเดิม เช่น แนวป่าชายเลนถูกทำลาย น้ำทะเลเข้าท่วมขังตามที่ลุ่มชายฝั่ง
7) การเกิดสึนามิครั้งสําคัญ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และการสูญเสียชีวิตของมนุษย์ครั้งสำคัญของโลก พิจารณาได้จากแผนที่ ดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
8) การจัดการภัยพิบัติสึนามิ
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
1.4 แผ่นดินถล่ม (landslide)
1) ความหมายของแผ่นดินถล่ม
แผ่นดินถล่ม หมายถึง กระบวนการเคลื่อนที่ของดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำจนกระทั่งมีน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำมากกว่าแรงต้าน การเลื่อนไหลเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันนานในบริเวณภูมิประเทศลาดชัน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่ม
กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่มในภูมิประเทศลาดชัน มีดังนี้
1. เมื่อฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน น้ำจะซึมลงในดินจนกระทั่งดินอิ่มตัว ทําให้แรงยึดเกาะระหว่างมวลดินลดลง ความดันของน้ำในดินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทําให้เกิดการเพิ่มความดันในช่องว่างของดิน
2. เมื่อความดันในช่องว่างของดินเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง�อนุภาคดิน ซึ่งเป็นผลจากแรงดึงระหว่างอากาศและน้ำในช่องว่างจะลดลงจากน้ำเข้าไปแทนที่อากาศในช่องว่างของดิน
3. จุดสมดุลก่อนชั้นดินเริ่มเลื่อนไหล คือ เมื่อชั้นดินมีแรงกระทําที่ทําให้เกิดการเลื่อนไหล�โดยน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำเท่ากับแรงต้านทานการเลื่อนไหลของดิน
4. ดินเกิดการเลื่อนไหลลงมา เมื่อชั้นดินมีแรงกระทําให้เกิดการเลื่อนไหลมากกว่าแรงต้านการเลื่อนไหลของดิน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) ประเภทของแผ่นดินถล่ม
แผ่นดินถล่มจําแนกตามความเร็ว�ในการเคลื่อนที่กับมวลแผ่นดินถล่มเคลื่อนที่ในสภาพแห้งหรือสภาพมีน้ำได้ ดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. การไหลลงของดิน (solifluction) คือ การเลื่อนไถลของดินอย่างช้า ๆ ลงมาตามลาดเขาในเขตอากาศหนาว �เกิดจากน้ำแข็งและหิมะที่ละลายในฤดูร้อนไหลซึมลงไปในดินชั้นบน ทําให้ดินชื้น ในขณะที่ดินชั้นล่างยังคงมีอุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง จึงทําให้ดินชั้นบนค่อย ๆ ไหลเลื่อนลงไปใน อัตราเร็วกว่าดินคืบ
3. การเลื่อนไถล (slump) คือ การเคลื่อนที่ของมวลเศษหิน เศษดินลงมาตามความลาดชัน โดยทรุดตัวหมุนตามระนาบความลาดโค้งเว้า มักเกิดบริเวณไหล่เขาหรือหน้าผา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเลื่อนบิดโค้งของหินและแยกหลุดออกไปเป็นกระบิ มีน้ำเป็นตัวช่วยปริมาณปานกลาง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
การไหลของดินบริเวณลาดเขาลงสู่ที่ต่ำอย่างช้า ๆ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
การเลื่อนไถลของมวลดินลงสู่ที่ต่ำด้วยความเร็วปานกลาง
4) สาเหตุการเกิดแผ่นดินถล่ม
แผ่นดินถล่มมีสาเหตุธรรมชาติและสาเหตุจากมนุษย์ ดังนี้
1. สาเหตุธรรมชาติ ได้แก่ ฝนตกหนัก หิมะและน้ำแข็งใต้ดินละลาย แผ่นดินไหว และภูเขาไฟปะทุ
2. สาเหตุจากมนุษย์ ได้แก่ การเพาะปลูกบนที่ลาดชัน การตัดไม้ทําลายป่า การตัด ไหล่เขาสร้างถนน และการปลูกสิ่งก่อสร้างบนที่ลาดชัน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินถล่ม
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) เหตุการณ์แผ่นดินถล่มรุนแรงครั้งสําคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ในประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มรุนแรงครั้งสําคัญ ได้แก่ เหตุการณ์ดินถล่มที่ตําบลกะทูน อําเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2531 ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 6,000 ไร่ บ้านเรือนเสียหายกว่า 1,500 หลัง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 230 คน มูลค่า �ความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท และเหตุการณ์ดินถล่มที่�บ้านน้ำก้อ อําเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2544 ส่งผลให้�มีผู้เสียชีวิตประมาณ 130 คน บ้านเรือนเสียหายกว่า 180 หลัง �มูลค่าความเสียหายประมาณ 600 ล้านบาท
7) การจัดการภัยพิบัติแผ่นดินถล่ม
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. ภัยพิบัติธรรมชาติทางบรรยากาศภาค � วาตภัยหรือภัยจากพายุ (Storm)
1) ความหมายของวาตภัย
วาตภัย คือ ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากลมพายุรุนแรง ที่ก่อให้�เกิดอันตรายต่อชีวิตและสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน �มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการเกิด ขนาด และความรุนแรง ได้แก่ �พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน พายุทอร์นาโด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) ประเภทและกระบวนการเกิดวาตภัย
วาตภัยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน และพายุทอร์นาโด มีกระบวนการเกิด ดังนี้
1. พายุฝนฟ้าคะนอง เป็นพายุระดับท้องถิ่น บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองมาก เนื่องจากมีอากาศร้อนชื้น พายุฝนฟ้าคะนองเกิดจากการที่อากาศร้อนลอยตัวขึ้น และมีแรงกระทําทําให้อากาศยกตัวขึ้นไปสู่ความสูงระดับหนึ่ง โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงขึ้น และกลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ เป็นการก่อตัวของเมฆคิวมูลัส และพัฒนามาเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส �อากาศจะเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว เกิดลมกระโชกรุนแรงและเกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง �บางครั้งอาจเกิดลูกเห็บตก
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุขนาดใหญ่ที่ก่อตัวเหนือทะเลหรือมหาสมุทร�ในเขตร้อน เนื่องจากน้ำในมหาสมุทรได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ระเหยขึ้นเป็นไอน้ำ ต่อมาไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กจํานวนมากแล้วกลายเป็นเมฆและฝนต่อไป ซึ่งกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำจะมีการคายพลังงานแฝงออกมา พลังงานนั้น�เมื่อรวมกับแรงจากการหมุนของโลกจะทําให้เกิดการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3. พายุทอร์นาโด คือ พายุหมุนรุนแรงซึ่ง�เกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง เป็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่มีความรุนแรงที่สุด โดยภายในพายุเมฆขนาดใหญ่ อากาศอุ่น และความชื้นกําลังลอยตัวสูงขึ้น �ขณะที่อากาศเย็นกําลังตกลงพร้อมกับฝน สภาวะดังกล่าวจึงทําให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศภายในเมฆ ซึ่งอากาศหมุนนี้มีรูปร่างเป็นแท่ง เคลื่อนที่เป็นแนวตั้งออกจากเมฆ แล้วสัมผัสลงบนพื้นผิวโลก โดยทั่วไป พายุทอร์นาโดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาค แต่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีสภาวะอากาศที่เอื้อต่อการเกิดภาวะลมร้อนและไอเย็นปะทะกัน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) สาเหตุของวาตภัย
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) แหล่งกําเนิดพายุหมุนเขตร้อนและทอร์นาโด
วาตภัยที่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อนเป็นภัยธรรมชาติทางบรรยากาศที่พบกระจาย อยู่ในเขตร้อนและบริเวณใกล้เคียงในหลายบริเวณของโลก
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
จากแผนที่จะเห็นได้ว่า วาตภัยจากพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นในบริเวณเขตร้อนของโลก และบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ บริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคเอเชียใต้ บริเวณอเมริกากลาง ทวีปออสเตรเลียและ�โอเชียเนีย รวมถึงบริเวณเกาะมาดากัสการ์ และทวีปแอฟริกาด้านตะวันออกบางส่วน
วาตภัยจากพายุทอร์นาโดพบบริเวณ ทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในดินแดนสหรัฐอเมริกา ส่วนวาตภัยจากพายุฝนฟ้าคะนองเป็นพายุท้องถิ่นที่พบมากในเขตร้อน
5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากวาตภัยที่รุนแรง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภาพจากดาวเทียมก่อนและหลังการเกิดพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ประเทศฟิลิปปินส์ �แสดงให้เห็นถึงสภาพความเสียหายอย่างรุนแรงของบริเวณที่พายุไต้ฝุ่นพัดผ่าน
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) เหตุการณ์วาตภัยรุนแรง�ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งสำคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
เหตุการณ์วาตภัยรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งสําคัญ ทําให้มีผู้เสียชีวิตและทําลายบ้านเรือน ทรัพย์สินต่าง ๆ มีดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
7) การจัดการภัยพิบัติวาตภัย
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3. ภัยพิบัติธรรมชาติทางอุทกภาค
3.1 อุทกภัย (flood)
1) ความหมายของอุทกภัย
อุทกภัย หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง หรือน้ำไหลเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำเข้าท่วมพื้นที่
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) ประเภทและกระบวนการเกิดอุทกภัย
อุทกภัยจําแนกตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมได้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลาก อุทกภัยจากน้ำท่วมขัง อุทกภัยจากน้ำล้นตลิ่ง
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) สาเหตุการเกิดอุทกภัยที่รุนแรง
สาเหตุการเกิดอุทกภัยที่รุนแรง มีดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) พื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัย
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
จากแผนที่จะเห็นได้ว่า บริเวณที่มีความเสี่ยงอุทกภัยที่รุนแรงของโลกมีความสัมพันธ์กับบริเวณที่เกิดพายุหมุนเขตร้อน เนื่องจากเมื่อเกิดพายุหมุนเขตร้อน จะทำให้เกิดฝนตกหนักและตกติดต่อกันนานจนเกิดเป็นอุทกภัย และอีกบริเวณที่สัมพันธ์กับการเกิดอุทกภัยรุนแรง คือ ตามแนวแม่น้ำสายสำคัญ บริเวณที่มี�ความเสี่ยงอุทกภัยรุนแรง ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ แอฟริกาตอนกลาง บริเวณตอนเหนืออ่าวเม็กซิโก และ�ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย
5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากอุทกภัยที่รุนแรง
อุทกภัยก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบ ดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) เหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงครั้งสําคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
7) การจัดการภัยพิบัติอุทกภัย
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
การเกิดอุทกภัยก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและเกิดการคิดค้นพัฒนาวัสดุป้องกันน้ำท่วม เช่น �อิฐบล็อกนาโน การพัฒนาถุง �big bag แนวคิดการสร้างบ้าน�ลอยน้ำ แนวคิดการสร้างเขื่อน�ใต้ดิน
3.2 ภัยแล้ง (drought)
1) ความหมายของภัยแล้ง
ภัยแล้ง หมายถึง ภัยที่เกิดจากการมีฝนน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทําให้เกิดการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้น้ำทําการเกษตร ความรุนแรงของภัยแล้งขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ระยะเวลาที่เกิดภัยแล้ง และขนาดของพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง
2) กระบวนการเกิดภัยแล้ง
กระบวนการเกิดภัยแล้งเกิดจากฝนตกในปริมาณน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทําให้แหล่งน้ำต่าง ๆ �ทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดินมีปริมาณลดลง เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำของพืชและมนุษย์นําไปสู่สภาวะความอดอยาก
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) ประเภทของภัยแล้ง
ภัยแล้งจําแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) สาเหตุการเกิดภัยแล้ง
สาเหตุหลักของการเกิดภัยแล้ง คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือฝนทิ้งช่วงนาน ทําให้มีน้ำกักเก็บในแหล่งน้ำน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด ทําให้อัตราการระเหยของน้ำผิวดินสูงขึ้น การทําลายป่าไม้บริเวณ�ต้นน้ำ ทําให้ไม่มีต้นไม้ทําหน้าที่ดูดซับฝนลงสู่ใต้ผิวดิน และความต้องการใช้น้ำในปริมาณมากเกินกว่า�น้ำต้นทุนจากฝนจะทดแทนได้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) บริเวณเสี่ยงการเกิดภัยแล้งของโลก
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
จากแผนที่ บริเวณเสี่ยงการเกิดภัยแล้งของโลกมีความสัมพันธ์กับปริมาณฝน บริเวณประสบ�ภัยแล้งรุนแรงมากที่สุด เช่น บริเวณประเทศจีนด้านตะวันออกเฉียงเหนือต่อเนื่องกับเกาหลีเหนือ และรัสเซียด้านตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวกินีของทวีปแอฟริกา บริเวณชายฝั่งด้านใต้และเกาะแทสเมเนียของประเทศออสเตรเลีย เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ บริเวณประสบภัยแล้งรุนแรงรองลงมา เช่น บริเวณตอนกลางของรัสเซีย ประเทศมองโกเลีย บางเขตของประเทศอินเดีย ตอนกลาง ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภัยแล้งที่รุนแรง
1. ขาดแคลนน้ำสําหรับการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงไม่เพียงพอต่อการบริโภค
2. ประชากรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค เกิดภาวะขาดน้ำ เกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ
3. พื้นดินแห้งแล้ง พื้นที่ชุ่มน้ำลดน้อยลง คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
4. เกิดไฟป่ารุนแรงขึ้น ทําให้เกิดมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
7) เหตุการณ์ภัยแล้งรุนแรงครั้งสําคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
8) การจัดการภัยพิบัติภัยแล้ง
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4. ภัยพิบัติธรรมชาติทางชีวภาค
ไฟป่า (forest fire)
1) ความหมายของไฟป่า
ไฟป่า หมายถึง ไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงตามธรรมชาติในป่าหรือทุ่งหญ้า เช่น ใบไม้ เศษไม้�บนพื้นป่า หญ้า วัชพืช ไม้พื้นล่าง ไม้พุ่ม กิ่งไม้แห้ง แล้วลุกลามโดยอิสระ โดยไม่สามารถควบคุม�ได้ สร้างความเสียหายต่อสมดุลธรรมชาติ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2) กระบวนการเกิดไฟป่า
กระบวนการเกิดไฟป่าขึ้นต่อองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความร้อน แก๊สออกซิเจน และ เชื้อเพลิง พิจารณาได้ ดังนี้
พื้นที่ป่าไม้มีวัสดุเชื้อเพลิง เช่น ต้นไม้แห้ง กิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ในปริมาณมากเป็นพื้นฐานเอื้อให้เกิดไฟป่า ต่อมาเมื่อเกิดความร้อนจากสาเหตุธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า หรือถูกจุดขึ้น �โดยมนุษย์ พร้อมกับมีแก๊สออกซิเจนเป็นองค์ประกอบสําคัญทําให้เกิดการลุกไหม้วัสดุเชื้อเพลิงต่าง ๆ �ขึ้น ในผืนป่า ระยะแรกไฟป่าจะเกิดขึ้นที่จุดกําเนิดก่อน จากนั้นจึงลุกลามจากจุดกําเนิดขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ป่า
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3) ประเภทของไฟป่า
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4) สาเหตุการเกิดไฟป่าที่รุนแรง
1. สาเหตุจากธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกันจากแรงลมพัด ภูเขาไฟปะทุ �ปฏิกิริยาเคมีในดินบริเวณป่าพรุ ทำให้เกิดความร้อนโดยมีแก๊สออกซิเจนและวัสดุเชื้อเพลิงต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบให้เกิดการลุกลามโดยอิสระในผืนป่า
2. สาเหตุจากมนุษย์ ที่เกิดมากที่สุดมาจากการจุดไฟเผาป่า เพื่อเก็บหาของป่า สาเหตุรองลงมา คือ การเผาไร่หรือพื้นที่เพาะปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อกำจัดวัชพืช โดยปราศจากแนวป้องกันไฟ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ รองลงมา ได้แก่ การล่าสัตว์ การทำปศุสัตว์ ความประมาท�จากการก่อกองไฟแล้วลืมดับ หรือทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นป่า
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5) พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่าของโลก
พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่าของโลกมีความสัมพันธ์กับชนิดของป่าไม้ที่สําคัญ เช่น เขตทุ่งหญ้า เขตป่าสน�เขตป่าพรุ บริเวณที่มีการเกิดไฟป่าของโลกที่สําคัญ คือ เขตสะวันนาและป่าพรุของทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมา คือ �ป่าไทกาในซีกโลกเหนือ และป่าเขตอบอุ่นในหลายบริเวณ
บริเวณทุ่งหญ้าสะวันนามีสภาพอากาศชื้น �สลับแล้ง โดยมีช่วงแล้งยาวนาน ทําให้หญ้าตายลง �หรือต้นไม้ทิ้งใบ เกิดเป็นวัสดุเชื้อเพลิงปริมาณมาก �จึงเป็นสาเหตุสําคัญของการเกิดไฟป่า
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากไฟป่า
การเกิดไฟป่าก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ ดังนี้
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
7) เหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงครั้งสําคัญ
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
8) การจัดการภัยพิบัติไฟป่า
ก่อนเกิด
ขณะเกิด
หลังเกิด
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
1. บริเวณพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงมากที่สุดคือบริเวณใด
1. พื้นที่ราบลุ่มแม่นํ้า
2. พื้นที่ที่เป็นทะเลทราย
3. พื้นที่ที่อยู่บริเวณวงแหวนแห่งไฟ
4. พื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งบริเวณเส้นเขตแดน
5. พื้นที่ที่มีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ภัยพิบัติธรรมชาติ
2. ข้อใดคือสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว
1. การเกิดสึนามิขนาดใหญ่
2. การทรุดถล่มของดินบริเวณไหล่เขา
3. การเกิดภาวะโลกร้อนที่รุนแรง
4. การเกิดอาฟเตอร์ช็อกติดต่อกันหลายครั้ง
5. การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
3. ถ้านักเรียนอาศัยอยู่บริเวณวงแหวนแห่งไฟ จะมีการเตรียมความพร้อมต่อการเกิด ภัยพิบัติธรรมชาติอย่างไร
1. ติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
2. เช็กและแชร์ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา
3. จัดสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่
4. มีสติและรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
5. อพยพไปอยู่พื้นที่สูงเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัย
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
4. การเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ เกิดขึ้นบริเวณใดบ่อยที่สุด
1. รอยต่อของมหาสมุทรอินเดีย
2. แนวสันปันนํ้าถึงไหล่ทวีป
3. แนววงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
4. บริเวณเขตแดนประเทศไทยกับประเทศเมียนมา
5. บริเวณที่ราบขนาดใหญ่มีลมร้อนและลมเย็นมาปะทะกัน
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
5. ปรากฏการณ์ภูเขาไฟปะทุสอดคล้องกับข้อความใด
1. แผ่นเปลือกโลกมีรอยแตกเมื่อเกิดความร้อนจึงเกิดการระเบิด
2. แก๊สต่าง ๆ ภายในโลกได้รับความร้อนสูงจึงเกิดการระเบิดออกมาเรียกว่า ลาวา
3. แก๊ส ไอนํ้า และทีฟราถูกดันขึ้นมาจากใต้เปลือกโลกเพราะมีความร้อนสูง
4. ความร้อนที่สะสมภายในโลกมีอุณหภูมิสูง จึงพยายามหาหนทางแทรกตัวขึ้นมาบนผิวโลก
5. ภายในเปลือกโลกมีมวลหินหนืดหลอมละลายและพยายามหาทางระบายความร้อนตามรอยแยก
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
6. นักเรียนจะสังเกตภัยพิบัติสึนามิได้จากสิ่งใด
1. ปรากฏการณ์นํ้าขึ้น-นํ้าลง
2. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
3. การลดลงของนํ้าทะเลอย่างฉับพลัน
4. นํ้าทะเลเย็นและอุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน
5. คลื่นทะเลมีความสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
7. แผ่นดินถล่มมีสาเหตุหลายประการยกเว้นข้อใด
1. การขุดบ่อบาดาล
2. การดูดทรายจากแม่นํ้า
3. ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง
4. แผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ
5. การเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงบริเวณภูเขา
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
8. การเกิดวาตภัยข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
1. พายุทอร์นาโด -สหรัฐอเมริกา
2. พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นซูริก ประเทศไทย
3. พายุไซโคลนเอลลี - ออสเตรเลีย
4. พายุไต้ฝุ่นกิสนา - ฟิลิปปินส์
5. พายุไซโคลนนาร์กีส - เมียนมา
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
9. การเกิดไฟป่าส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในข้อใดน้อยที่สุด
1. สภาพอากาศ
2. กล้าไม้ขนาดเล็ก
3. แหล่งนํ้า
4. สัตว์ป่า
5. พื้นดิน
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6
ภัยพิบัติธรรมชาติ
10. ข้อใดเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
1. การเกิดสึนามิ
2. การเกิดภูเขาไฟปะทุ
3. การเกิดแผ่นดินไหว
4. การเกิดพายุหมุน
5. การเกิดแผ่นดินถล่ม
4
ภูมิศาสตร์ ม.4-6