1 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)

2 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

ภัยพิบัติธรรมชาติ

ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางบรรยากาศภาค

ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางอุทกภาค

ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางชีวภาค

ภัยพิบัติธรรมชาติ�ทางธรณีภาค

4

3 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ หมายถึง เหตุการณ์อันตรายหรือภัยที่เกิดจากความรุนแรง�ของกระบวนการทางธรรมชาติ จนเป็นเหตุ�ให้เกิดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิต รวมถึงสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน �และทรัพย์สินของมนุษย์

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

4 of 105

ลักษณะของภัยพิบัติธรรมชาติ

1. ภัยที่เกิดจากความรุนแรงของกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจํา

2. ภัยที่ทําให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจํานวนมากกว่าปกติ

3. ภัยที่สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน และทรัพย์สินผู้คนจํานวนมาก

4. ภัยที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลต่อการดําเนินชีวิต การประกอบอาชีพและเศรษฐกิจท้องถิ่น

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

5 of 105

1. ภัยพิบัติธรรมชาติทางธรณีภาค

1.1 แผ่นดินไหว (earthquake)

1) ความหมายของแผ่นดินไหว� ภัยแผ่นดินไหว หมายถึง ภัยที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่รุนแรง ขนาดมากกว่า 5 ขึ้นไป จากรอยเลื่อนมีพลังและภูเขาไฟปะทุ ซึ่งเป็นพลังงานจากความเครียดที่สะสม

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

6 of 105

2) กระบวนการของแผ่นดินไหว

การสะสมแรงเค้นและความเครียดอย่างช้า ๆ ภายใต้เปลือกโลก

เมื่อเกิดความเครียดสูงสุด ทําให้รอยเลื่อนมีพลังเกิดการเลื่อนตัวหรือแตกหักฉับพลัน

พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาเป็นคลื่นไหวสะเทือนเป็นเหตุให้เกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน

การปะทุของภูเขาไฟที่แมกมาแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตกหรือปล่องภูเขาไฟ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

7 of 105

3) ประเภทของแผ่นดินไหว แบ่งตามระดับความลึกได้ 3 ระดับ

  • แผ่นดินไหวระดับตื้นเกิดที่ความลึก �น้อยกว่า 70 กิโลเมตรจากผิวโลก
  • แผ่นดินไหวระดับปานกลางเกิดที่ความลึก �ระหว่าง 70-300 กิโลเมตรจากผิวโลก
  • แผ่นดินไหวระดับลึกเกิดที่ความลึก�มากกว่า 300 กิโลเมตรจากผิวโลก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

8 of 105

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มักเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น เกิดขึ้นบริเวณเปลือกโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหว พลังงานจะถูกปลดปล่อยออกมาในลักษณะของคลื่น เรียกว่า คลื่นแผ่นดินไหว โดยคลื่นแผ่นดินไหวจะถูกปล่อยออกมาจากจุดกําเนิดแผ่นดินไหวในทุกทิศทางโดยรอบ

4) สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ดังนี้

1. การเคลื่อนตัวฉับพลันของรอยเลื่อนมีพลัง

2. การปะทุของภูเขาไฟ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

9 of 105

5) ขนาดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว

ขนาดแผ่นดินไหว เป็นปริมาณของพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง ปัจจุบันมีมาตราวัดขนาดแผ่นดินไหวหลายมาตรา เช่น มาตราริกเตอร์ มาตราโมเมนต์ และอื่น ๆ

ความรุนแรงของแผ่นดินไหว เป็นผลกระทบของแผ่นดินไหว ณ จุดใดจุดหนึ่ง ที่มีต่อมนุษย์ โครงสร้างอาคาร และพื้นดิน มีมาตราวัดความรุนแรงหลายมาตรา ประเทศไทยใช้มาตรา เมอร์คัลลีที่มีระดับความรุนแรง 12 ระดับ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

10 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

11 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

12 of 105

ความรุนแรงของแผ่นดินไหวขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่

  • ขนาดแผ่นดินไหว
  • ระยะทางใกล้-ไกลจากศูนย์กลาง
  • ลักษณะทางธรณีวิทยา
  • ความมั่นคงของอาคาร
  • ความยาวนานของการสั่นไหว
  • ช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว
  • บริเวณที่เป็นชุมชนหรือ�เมืองอุตสาหกรรม
  • ระบบการวางแผนป้องกัน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

13 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

6) การกระจายการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลก

14 of 105

ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในโลกเกิดตามแนวที่�แผ่นเปลือกโลกมีการชนกันหรือเฉียดกัน แนวแผ่นดินไหว�ของโลกมี 3 แนวหลัก ดังนี้

1. แนววงแหวนแห่งไฟ เป็นแนววงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เริ่มจากชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปทาง�ตอนเหนือของชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ผ่านปลายแหลมคัมชัตคาลงมา ผ่านประเทศญี่ปุ่นแล้วแยกออกเป็น 2 แนว แนวที่ 1 ผ่านหมู่เกาะมาเรียนา แนวที่ 2 ผ่านลงมาทางประเทศฟิลิปปินส์ เกาะนิวกินี ไปจนถึงประเทศนิวซีแลนด์ และแนวหมู่เกาะในประเทศอินโดนีเซีย บริเวณนี้มีแนวภูเขาไฟ�เกิดขึ้นด้วย จึงได้ชื่อว่า วงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire)

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

15 of 105

2. แนวภูเขาแอลป์-หิมาลัย เริ่มจากทางตะวันตกของเมียนมา อินเดีย ปากีสถาน ตุรกี ไปจนถึงยุโรป

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

3. แนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มจากขั้วโลกเหนือลงมา ผ่านเกาะไอซ์แลนด์ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึง�ขั้วโลก

16 of 105

ประเทศไทยมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ได้เป็นแนวมุดตัวของ�เปลือกโลก จึงมีขนาดและความรุนแรงแผ่นดินไหวไม่ใหญ่มาก จากแผนที่จะเห็นได้ว่า บริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสัมพันธ์กับแนวรอยเลื่อนมีพลัง คือ บริเวณชายแดนด้านประเทศเมียนมาใน�ภาคตะวันตกและภาคเหนือ ส่วนบริเวณที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

แผนที่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย

17 of 105

7) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง มีดังนี้

  1. สิ่งก่อสร้าง เช่น อาคารขนาดใหญ่ บ้านเรือนพังเสียหาย จากแรงสั่นสะเทือน�ของแผ่นดินไหว
  2. แผ่นดินแยก เคลื่อน หรือทรุด เป็นเหตุให้ถนน ทางรถไฟ สะพาน ระบบท่อน้ำทิ้ง�หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เกิดการแตก รั่ว ฉีกขาดหรือเสียหาย
  3. มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเกิดแผ่นดินไหวได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูก�ซากอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างถล่ม

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

18 of 105

4. แผ่นดินถล่มจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ทําให้พื้นดินบริเวณลาดเชิงเขาเกิดแรงยึดเกาะระหว่างอนุภาคดินลดลง เศษหิน เศษดิน จึงเคลื่อนที่ลงมาตามแรงโน้มถ่วงสู่พื้นที่ด้านล่าง

  1. เกิดสึนามิจากแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง
  2. ไฟไหม้จากระบบท่อส่งแก๊สหุงต้มภายในอาคารบ้านเรือนเกิดการแตกรั่ว

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

19 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

20 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

8) เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งสำคัญ

21 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

22 of 105

9) การจัดการแผ่นดินไหว

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

23 of 105

1.2 ภูเขาไฟปะทุ (volcanic eruption)

1) ความหมายของภูเขาไฟปะทุ

ภูเขาไฟปะทุ หมายถึง การที่หินหนืดใต้พื้นผิวเปลือกโลกแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตก หรือปล่องจนพ้นพื้นผิวเปลือกโลก หรือเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เกิดแก๊ส ไอน้ำ และทีฟรา (tephra)

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

24 of 105

2) ประเภทการปะทุของภูเขาไฟ

ประเภทการปะทุของภูเขาไฟที่สําคัญเรียงลําดับจากรุนแรงมากที่สุดไปยังรุนแรงน้อยที่สุด ดังนี้

1. ภูเขาไฟปะทุแบบพลิเนียน (Plinian)�เป็นการระเบิดอย่างรุนแรง แก๊ส ไอน้ำ และทีฟราจํานวนมากถูกดันสูงขึ้นไป 5-20 กิโลเมตร จากระดับทะเลปานกลาง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

25 of 105

2. ภูเขาไฟปะทุแบบวัลเคเนียน (Vulcanian) เป็นการปะทุอย่างรุนแรง มีการปล่อยแก๊สและลาวาออกมาเป็นระยะ ๆ สะสมปิดทับปล่อง �จนเมื่อมีความดันเพียงพอจึงเกิดการปะทุรุนแรง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

26 of 105

3. ภูเขาไฟปะทุแบบสตรอมโบเลียน (Strombolian)

เป็นการปะทุที่มีความรุนแรงปานกลาง การปะทุเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทําให้ลาวาพุขึ้นมารุนแรงปานกลาง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

27 of 105

4. ภูเขาไฟปะทุแบบฮาวายเอียน (Hawaiian) �เป็นการปะทุที่ลาวามีการไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ มีลักษณะเป็นธารลาวาหรือน้ำพุลาวา เป็นประเภทภูเขาไฟที่ปะทุรุนแรงน้อยที่สุด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

28 of 105

3) การกระจายของภูเขาไฟมีพลังในโลก

วิชาภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

29 of 105

จากแผนที่ปรากฏการณ์ภูเขาไฟปะทุในโลก ส่วนใหญ่เกิดตามแนวการชนกันของ�แผ่นเปลือกโลกที่ทอดตัวอยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ ซึ่งเป็นบริเวณพื้นผิวเปลือกโลกที่มีภูเขาไฟมีพลังอยู่เป็นจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟบางแห่งมีการเกิดแตกต่างจากทั่วไป เช่น ภูเขาไฟปะทุในฮาวาย ที่ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนตัวของ�แผ่นเปลือกโลก แต่เกิดจากบริเวณที่เรียกว่า จุดร้อน (hot spots) ซึ่งเป็นบริเวณที่หินหนืดดันตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลกเกิดเป็นภูเขาไฟจากแมกมาภายในโลก

วิชาภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

30 of 105

4) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภูเขาไฟปะทุรุนแรง

  1. ภัยจากแก๊สที่ปล่อยออกมา เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นแก๊สพิษที่เป็นอันตราย�ต่อมนุษย์
  2. ภัยจากลาวาหลากที่ไหลออกมาจากปล่องภูเขาไฟ�ซึ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทําให้มนุษย์อพยพไม่ทัน�จนเกิดความสูญเสีย
  3. ภัยจากลาฮาร์ (lahar) หรือโคลนภูเขาไฟ ซึ่งเกิดจากเถ้าธุลีภูเขาไฟรวมตัวกับน้ำ ไหลลงมาตามด้านข้าง�ของภูเขาไฟ และเกิดการทับถม สร้างความเสียหาย�ต่อมนุษย์ที่อยู่บริเวณที่ราบด้านล่าง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

31 of 105

4. ทีฟราหรือวัตถุของแข็งต่าง ๆ ที่พ่นออกจาก�ปล่องภูเขาไฟขณะเกิดการปะทุ เช่น เถ้าภูเขาไฟ �บอมบ์ภูเขาไฟ เป็นภัยต่อมนุษย์

5. แผ่นดินถล่ม จากการปะทุรุนแรงของภูเขาไฟทําให้ส่วนด้านข้างของภูเขาไฟบางบริเวณถล่มลงมา

6. การปะทุแบบรุนแรงพ่นชิ้นส่วนภูเขาไฟออกมา เช่น เศษหิน ผลึกแร่ เถ้าภูเขาไฟ และฝุ่นภูเขาไฟสูงขึ้นไปในบรรยากาศชั้นที่เถ้าธุลีจะถูกพัดแผ่กระจายปกคลุมไปรอบโลก ทําให้บดบังแสงอาทิตย์มีผลต่อการลดลงของอุณหภูมิ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

32 of 105

5) เหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุรุนแรงครั้งสําคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

33 of 105

6) การจัดการภัยพิบัติภูเขาไฟปะทุ

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

34 of 105

1.3 สึนามิ (tsunami)

1) ความหมายของสึนามิ

สึนามิ หมายถึง คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเลอย่างรุนแรง เมื่อคลื่นเคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่ง ความยาวคลื่น คาบคลื่นจะลดลง แต่ความสูงคลื่นจะเพิ่มมากขึ้น ทําให้มีพลังทําลายรุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของผู้คน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่งเสียหาย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

35 of 105

2) กระบวนการเกิดสึนามิ

สึนามิส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลจากแผ่นธรณีภาคที่มีการเคลื่อนตัว ทําให้เกิดรอยเลื่อน �จึงเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงบริเวณศูนย์กลางการเคลื่อนที่ ซึ่งแรงกระเพื่อมถูกถ่ายเทสู่น้ำทะเล ทําให้เกิด�คลื่นใต้น้ำ คลื่นมีความยาวคลื่นมาก ความสูงคลื่นน้อย แพร่ออกทุกทิศด้วยความเร็วประมาณ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะต่อมาเมื่อคลื่นเคลื่อนเข้าฝั่ง ความยาวคลื่นจะลดลง แต่ความสูงคลื่นเพิ่มขึ้น ทำให้มีพลังทำลายล้างรุนแรง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

36 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

37 of 105

3) ประเภทของสึนามิ

1. สึนามิระยะไกล เป็นประเภทสึนามิที่มีจุดกําเนิด เช่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งหลายพันกิโลเมตร ซึ่งทําให้ใช้เวลายาวนานในการเคลื่อนกระทบชายฝั่ง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

38 of 105

2. สึนามิระยะใกล้ เป็นประเภทสึนามิที่มี�จุดกําเนิดอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทําให้เมื่อเกิดสึนามิขึ้นจะเคลื่อนกระทบชายฝั่งหลังการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเล หรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล ภายในระยะเวลา 30-60 นาที

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

39 of 105

4) สาเหตุการเกิดสึนามิ

การเกิดสึนามิมี 3 สาเหตุ ดังนี้ แผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร แผ่นดินถล่มรุนแรง�ใต้ทะเลหรือมหาสมุทร เกาะภูเขาไฟปะทุหรือภูเขาไฟปะทุอย่างรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

40 of 105

5) พื้นที่เสี่ยงการเกิดสึนามิของโลก

สึนามิมีโอกาสเกิดขึ้นในมหาสมุทรและเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่งทุกแห่งทั่วโลก แต่บริเวณที่มีโอกาสเกิดสึนามิมากที่สุดสัมพันธ์กับบริเวณแนวแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุในมหาสมุทร

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

41 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

42 of 105

6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากสึนามิ

  1. เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต เมื่อสึนามิเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งจะทําให้มนุษย์ที่อยู่บริเวณชายฝั่งถูกคลื่นซัดด้วยความรุนแรงจนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ
  2. ภัยต่อทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น บ้านเรือน โรงแรม และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ถูกทำลายเสียหาย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

สึนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่ง ชายหาดเขาหลัก จังหวัดพังงา

43 of 105

3. ภัยต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งที่สําคัญ เช่นระบบนิเวศชายฝั่งและแนวปะการัง ถูกทําลาย �หาดทรายสกปรกจากตะกอนและเศษซากวัสดุ�ต่าง ๆ ที่สึนามิพัดพามา และยังทําให้บริเวณชายฝั่งเกิดปัญหาดินเค็ม ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก

4. ภัยซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทําให้เกิดอาการหวาดกลัว ตกใจ และซึมเศร้าจากการสูญเสีย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

44 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

จากภาพจะเห็นได้ว่า ภาพหลังสึนามิพัดเขากระทบฝั่ง ทำให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งเปลี่ยนสภาพ�ไปจากเดิม เช่น แนวป่าชายเลนถูกทำลาย น้ำทะเลเข้าท่วมขังตามที่ลุ่มชายฝั่ง

45 of 105

7) การเกิดสึนามิครั้งสําคัญ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และการสูญเสียชีวิตของมนุษย์ครั้งสำคัญของโลก พิจารณาได้จากแผนที่ ดังนี้

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

46 of 105

8) การจัดการภัยพิบัติสึนามิ

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

47 of 105

1.4 แผ่นดินถล่ม (landslide)

1) ความหมายของแผ่นดินถล่ม

แผ่นดินถล่ม หมายถึง กระบวนการเคลื่อนที่ของดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำจนกระทั่งมีน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำมากกว่าแรงต้าน การเลื่อนไหลเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันนานในบริเวณภูมิประเทศลาดชัน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

48 of 105

2) กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่ม

กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่มในภูมิประเทศลาดชัน มีดังนี้

1. เมื่อฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน น้ำจะซึมลงในดินจนกระทั่งดินอิ่มตัว ทําให้แรงยึดเกาะระหว่างมวลดินลดลง ความดันของน้ำในดินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทําให้เกิดการเพิ่มความดันในช่องว่างของดิน

2. เมื่อความดันในช่องว่างของดินเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง�อนุภาคดิน ซึ่งเป็นผลจากแรงดึงระหว่างอากาศและน้ำในช่องว่างจะลดลงจากน้ำเข้าไปแทนที่อากาศในช่องว่างของดิน

3. จุดสมดุลก่อนชั้นดินเริ่มเลื่อนไหล คือ เมื่อชั้นดินมีแรงกระทําที่ทําให้เกิดการเลื่อนไหล�โดยน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำเท่ากับแรงต้านทานการเลื่อนไหลของดิน

4. ดินเกิดการเลื่อนไหลลงมา เมื่อชั้นดินมีแรงกระทําให้เกิดการเลื่อนไหลมากกว่าแรงต้านการเลื่อนไหลของดิน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

49 of 105

3) ประเภทของแผ่นดินถล่ม

แผ่นดินถล่มจําแนกตามความเร็ว�ในการเคลื่อนที่กับมวลแผ่นดินถล่มเคลื่อนที่ในสภาพแห้งหรือสภาพมีน้ำได้ ดังนี้

  1. ดินคืบ (soil creep) คือ ดินหรือเศษหินบริเวณลาดเขาเลื่อนไถลลงสู่ที่ต่ำอย่างช้า ๆ จากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

50 of 105

2. การไหลลงของดิน (solifluction) คือ การเลื่อนไถลของดินอย่างช้า ๆ ลงมาตามลาดเขาในเขตอากาศหนาว �เกิดจากน้ำแข็งและหิมะที่ละลายในฤดูร้อนไหลซึมลงไปในดินชั้นบน ทําให้ดินชื้น ในขณะที่ดินชั้นล่างยังคงมีอุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง จึงทําให้ดินชั้นบนค่อย ๆ ไหลเลื่อนลงไปใน อัตราเร็วกว่าดินคืบ

3. การเลื่อนไถล (slump) คือ การเคลื่อนที่ของมวลเศษหิน เศษดินลงมาตามความลาดชัน โดยทรุดตัวหมุนตามระนาบความลาดโค้งเว้า มักเกิดบริเวณไหล่เขาหรือหน้าผา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเลื่อนบิดโค้งของหินและแยกหลุดออกไปเป็นกระบิ มีน้ำเป็นตัวช่วยปริมาณปานกลาง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

การไหลของดินบริเวณลาดเขาลงสู่ที่ต่ำอย่างช้า ๆ

51 of 105

  1. ดินไหล (earth flow) คือ ดินหรือหินผุที่เลื่อนไถลจากไหล่เขา ประกอบด้วย ตะกอนขนาดละเอียดจําพวกดินเหนียว ดินทรายแป้งตามพื้นที่ที่มีความชื้นไม่มากด้วยความเร็วปานกลาง และมีน้ำเป็นตัวช่วยปริมาณปานกลาง
  2. โคลนไหล (mud flow) คือ การเคลื่อนที่ของตะกอนดินลงมาตามไหล่เขาจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลกด้วยความเร็วมาก โดยมีน้ำในปริมาณมากเป็นตัวช่วย
  3. หินพัง (rock fall) คือ หินที่ตกลงจากที่สูง เช่น �ผาชัน ผาลาด จากการผุพังหรือหลุดด้วยความเร็วตามแรงโน้มถ่วงของโลก โดยไม่อาศัยน้ำเป็นตัวช่วย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

การเลื่อนไถลของมวลดินลงสู่ที่ต่ำด้วยความเร็วปานกลาง

52 of 105

4) สาเหตุการเกิดแผ่นดินถล่ม

แผ่นดินถล่มมีสาเหตุธรรมชาติและสาเหตุจากมนุษย์ ดังนี้

1. สาเหตุธรรมชาติ ได้แก่ ฝนตกหนัก หิมะและน้ำแข็งใต้ดินละลาย แผ่นดินไหว และภูเขาไฟปะทุ

2. สาเหตุจากมนุษย์ ได้แก่ การเพาะปลูกบนที่ลาดชัน การตัดไม้ทําลายป่า การตัด ไหล่เขาสร้างถนน และการปลูกสิ่งก่อสร้างบนที่ลาดชัน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

53 of 105

5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินถล่ม

  1. แผ่นดินถล่มทําให้เกิดการเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
  2. แผ่นดินถล่มทับบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างได้รับ�ความเสียหาย ทําให้ประสบปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย
  3. เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินถล่มรุนแรงทําให้สาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่าง ๆ ถูกทําลาย �จึงทําให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อน
  4. ปิดทับเส้นทางจราจร เช่น ถนน ทางรถไฟ และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ที่เกิดภัย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

54 of 105

6) เหตุการณ์แผ่นดินถล่มรุนแรงครั้งสําคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

55 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

ในประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มรุนแรงครั้งสําคัญ ได้แก่ เหตุการณ์ดินถล่มที่ตําบลกะทูน อําเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2531 ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 6,000 ไร่ บ้านเรือนเสียหายกว่า 1,500 หลัง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 230 คน มูลค่า �ความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท และเหตุการณ์ดินถล่มที่�บ้านน้ำก้อ อําเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2544 ส่งผลให้�มีผู้เสียชีวิตประมาณ 130 คน บ้านเรือนเสียหายกว่า 180 หลัง �มูลค่าความเสียหายประมาณ 600 ล้านบาท

56 of 105

7) การจัดการภัยพิบัติแผ่นดินถล่ม

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

57 of 105

2. ภัยพิบัติธรรมชาติทางบรรยากาศภาค � วาตภัยหรือภัยจากพายุ (Storm)

1) ความหมายของวาตภัย

วาตภัย คือ ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากลมพายุรุนแรง ที่ก่อให้�เกิดอันตรายต่อชีวิตและสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน �มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการเกิด ขนาด และความรุนแรง ได้แก่ �พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน พายุทอร์นาโด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

58 of 105

2) ประเภทและกระบวนการเกิดวาตภัย

วาตภัยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน และพายุทอร์นาโด มีกระบวนการเกิด ดังนี้

1. พายุฝนฟ้าคะนอง เป็นพายุระดับท้องถิ่น บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองมาก เนื่องจากมีอากาศร้อนชื้น พายุฝนฟ้าคะนองเกิดจากการที่อากาศร้อนลอยตัวขึ้น และมีแรงกระทําทําให้อากาศยกตัวขึ้นไปสู่ความสูงระดับหนึ่ง โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงขึ้น และกลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ เป็นการก่อตัวของเมฆคิวมูลัส และพัฒนามาเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส �อากาศจะเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว เกิดลมกระโชกรุนแรงและเกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง �บางครั้งอาจเกิดลูกเห็บตก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

59 of 105

2. พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุขนาดใหญ่ที่ก่อตัวเหนือทะเลหรือมหาสมุทร�ในเขตร้อน เนื่องจากน้ำในมหาสมุทรได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ระเหยขึ้นเป็นไอน้ำ ต่อมาไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กจํานวนมากแล้วกลายเป็นเมฆและฝนต่อไป ซึ่งกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำจะมีการคายพลังงานแฝงออกมา พลังงานนั้น�เมื่อรวมกับแรงจากการหมุนของโลกจะทําให้เกิดการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

60 of 105

3. พายุทอร์นาโด คือ พายุหมุนรุนแรงซึ่ง�เกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง เป็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่มีความรุนแรงที่สุด โดยภายในพายุเมฆขนาดใหญ่ อากาศอุ่น และความชื้นกําลังลอยตัวสูงขึ้น �ขณะที่อากาศเย็นกําลังตกลงพร้อมกับฝน สภาวะดังกล่าวจึงทําให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศภายในเมฆ ซึ่งอากาศหมุนนี้มีรูปร่างเป็นแท่ง เคลื่อนที่เป็นแนวตั้งออกจากเมฆ แล้วสัมผัสลงบนพื้นผิวโลก โดยทั่วไป พายุทอร์นาโดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาค แต่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีสภาวะอากาศที่เอื้อต่อการเกิดภาวะลมร้อนและไอเย็นปะทะกัน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

61 of 105

3) สาเหตุของวาตภัย

  1. พายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อก่อตัวเต็มที่จะมีลมกระโชกรุนแรง ฝนตกหนัก
  2. พายุหมุนเขตร้อน จําแนกตามความเร็วลมและความสูงของคลื่นพายุซัดฝั่ง ดังนี้

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

62 of 105

  1. พายุทอร์นาโด จําแนกตามความเร็วลมและระดับความเสียหายตามมาตราฟูจิตะ ดังนี้

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

63 of 105

4) แหล่งกําเนิดพายุหมุนเขตร้อนและทอร์นาโด

วาตภัยที่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อนเป็นภัยธรรมชาติทางบรรยากาศที่พบกระจาย อยู่ในเขตร้อนและบริเวณใกล้เคียงในหลายบริเวณของโลก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

64 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

จากแผนที่จะเห็นได้ว่า วาตภัยจากพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นในบริเวณเขตร้อนของโลก และบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ บริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคเอเชียใต้ บริเวณอเมริกากลาง ทวีปออสเตรเลียและ�โอเชียเนีย รวมถึงบริเวณเกาะมาดากัสการ์ และทวีปแอฟริกาด้านตะวันออกบางส่วน

วาตภัยจากพายุทอร์นาโดพบบริเวณ ทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในดินแดนสหรัฐอเมริกา ส่วนวาตภัยจากพายุฝนฟ้าคะนองเป็นพายุท้องถิ่นที่พบมากในเขตร้อน

65 of 105

5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากวาตภัยที่รุนแรง

  1. ภัยจากพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อก่อตัวเต็มที่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเครื่องบิน ที่กําลังบินผ่านสภาพอากาศที่เลวร้าย บางครั้งทําให้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ลมกระโชกแรงทําให้บ้านเรือนพังเสียหาย ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
  2. ภัยจากพายุทอร์นาโด ระดับ EF4-EF5 ตามมาตราฟูจิตะ มีขนาดลมรุนแรง �สร้างความเสียหายรุนแรงต่อบริเวณที่พายุพัดผ่าน และระดับ EF0-EF1 ตามมาตราฟูจิตะ �มีขนาดลมอ่อน สร้างความเสียหายต่อบริเวณที่พายุพัดผ่านไม่มาก
  3. ภัยจากพายุหมุนเขตร้อน คือ พายุดีเปรสชัน ทําให้ฝนตกหนักติดต่อกันนานจนเกิดอุทกภัย แผ่นดินถล่ม และคลื่นพายุซัดฝั่งความสูง 4-6 เมตร พายุโซนร้อนทําให้สิ่งปลูกสร้างเสียหาย เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งความสูง 6-14 เมตร และพายุไต้ฝุ่นทําให้สิ่งปลูกสร้างเสียหายรุนแรง �เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงกว่า 14 เมตร

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

66 of 105

ภาพจากดาวเทียมก่อนและหลังการเกิดพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ประเทศฟิลิปปินส์ �แสดงให้เห็นถึงสภาพความเสียหายอย่างรุนแรงของบริเวณที่พายุไต้ฝุ่นพัดผ่าน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

67 of 105

6) เหตุการณ์วาตภัยรุนแรง�ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งสำคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

68 of 105

เหตุการณ์วาตภัยรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งสําคัญ ทําให้มีผู้เสียชีวิตและทําลายบ้านเรือน ทรัพย์สินต่าง ๆ มีดังนี้

  1. เหตุการณ์วาตภัยจากพายุโซนร้อนแฮเรียต ที่พัดเข้าแหลมตะลุมพุก อําเภอปากพนัง�จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2505
  2. เหตุการณ์วาตภัยจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่พัดเข้าสู่จังหวัดชุมพร พ.ศ. 2532
  3. เหตุการณ์วาตภัยจากพายุไต้ฝุ่นลินดา ที่พัดเข้าสู่ภาคใต้ของไทย พ.ศ. 2540
  4. เหตุการณ์วาตภัยจากพายุโซนร้อนหมุ่ยฟ้า ที่พัดเข้าสู่ชายฝั่งภาคใต้ของไทย พ.ศ. 2547

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

69 of 105

7) การจัดการภัยพิบัติวาตภัย

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

70 of 105

3. ภัยพิบัติธรรมชาติทางอุทกภาค

3.1 อุทกภัย (flood)

1) ความหมายของอุทกภัย

อุทกภัย หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง หรือน้ำไหลเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำเข้าท่วมพื้นที่

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

71 of 105

2) ประเภทและกระบวนการเกิดอุทกภัย

อุทกภัยจําแนกตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมได้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลาก อุทกภัยจากน้ำท่วมขัง อุทกภัยจากน้ำล้นตลิ่ง

  1. น้ำป่าไหลหลาก เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ คือ ภูเขาจะเกิดการสะสมของน้ำท่าจนพื้นดินและป่าไม้ดูดซับไว้ไม่ได้อีกต่อไป จึงเกิดการไหลบ่าลงสู่บริเวณที่ต่ำกว่า เช่น เชิงเขา ที่ราบเชิงเขา�อย่างรวดเร็วด้วยกําลังรุนแรง บางครั้งเรียกว่า น้ำท่วมฉับพลัน
  2. น้ำท่วมขัง เมื่อมีปริมาณน้ำท่าไหลบ่าหน้าดินสะสมในปริมาณมาก จะทําให้เกิดการไหลบ่าในแนวระดับจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเข้าท่วมขังบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม ทําให้ได้รับความเสียหาย ในเมืองใหญ่ที่ระบบระบายน้ำไม่มีคุณภาพและมีสิ่งกีดขวางเส้นทางระบายน้ำมาก จะทําให้น้ำท่วมขังนาน
  3. น้ำล้นตลิ่ง เมื่อปริมาณน้ำจํานวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ ซึ่งมีพื้นที่ระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำ ทําให้เกิดการเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมตามฝั่งแม่น้ำ ทําให้ได้รับความเสียหาย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

72 of 105

3) สาเหตุการเกิดอุทกภัยที่รุนแรง

สาเหตุการเกิดอุทกภัยที่รุนแรง มีดังนี้

  1. น้ำป่าไหลหลาก มีสาเหตุจากพายุหมุนเขตร้อนพัดผ่าน ทําให้ฝนตกหนักติดต่อกันนานจนพื้นดินและป่าไม้ดูดซับไว้ไม่ได้�จึงเกิดการไหลบ่าลงสู่บริเวณที่ต่ำกว่า และทําลายป่าไม้บริเวณ พื้นที่ต้นน้ำที่ดูดซับน้ำและยึดดิน ทําให้เกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรงเมื่อฝนตกหนัก
  2. น้ำท่วมขัง มีสาเหตุจากภูมิประเทศที่ลุ่ม การระบายน้ำและระบบการจัดการน้ำไม่ดี หรือน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณที่ลุ่มชายฝั่ง
  3. น้ำล้นตลิ่ง มีสาเหตุจากปริมาณน้ำในแม่น้ำมีมากเกินความจุของลําน้ำ จึงล้นออกไปด้านข้าง

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

73 of 105

4) พื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัย

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

จากแผนที่จะเห็นได้ว่า บริเวณที่มีความเสี่ยงอุทกภัยที่รุนแรงของโลกมีความสัมพันธ์กับบริเวณที่เกิดพายุหมุนเขตร้อน เนื่องจากเมื่อเกิดพายุหมุนเขตร้อน จะทำให้เกิดฝนตกหนักและตกติดต่อกันนานจนเกิดเป็นอุทกภัย และอีกบริเวณที่สัมพันธ์กับการเกิดอุทกภัยรุนแรง คือ ตามแนวแม่น้ำสายสำคัญ บริเวณที่มี�ความเสี่ยงอุทกภัยรุนแรง ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ แอฟริกาตอนกลาง บริเวณตอนเหนืออ่าวเม็กซิโก และ�ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย

74 of 105

5) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากอุทกภัยที่รุนแรง

อุทกภัยก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบ ดังนี้

  1. เกิดการสูญเสียชีวิตจากการจมน้ำและกระแสน้ำพัดรุนแรง
  2. เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด สาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย ทําให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
  3. พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายผลผลิตลดลง �เกิดการขาดแคลนอาหาร
  4. เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ฝนที่ตกหนักและกระแสน้ำทําให้เกิดแผ่นดินถล่ม เกิดการสูญเสียหน้าดิน �แหล่งน้ำตื้นเขิน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

75 of 105

6) เหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงครั้งสําคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

76 of 105

7) การจัดการภัยพิบัติอุทกภัย

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

77 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

78 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

การเกิดอุทกภัยก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและเกิดการคิดค้นพัฒนาวัสดุป้องกันน้ำท่วม เช่น �อิฐบล็อกนาโน การพัฒนาถุง �big bag แนวคิดการสร้างบ้าน�ลอยน้ำ แนวคิดการสร้างเขื่อน�ใต้ดิน

79 of 105

3.2 ภัยแล้ง (drought)

1) ความหมายของภัยแล้ง

ภัยแล้ง หมายถึง ภัยที่เกิดจากการมีฝนน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทําให้เกิดการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้น้ำทําการเกษตร ความรุนแรงของภัยแล้งขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ระยะเวลาที่เกิดภัยแล้ง และขนาดของพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง

2) กระบวนการเกิดภัยแล้ง

กระบวนการเกิดภัยแล้งเกิดจากฝนตกในปริมาณน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทําให้แหล่งน้ำต่าง ๆ �ทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดินมีปริมาณลดลง เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำของพืชและมนุษย์นําไปสู่สภาวะความอดอยาก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

80 of 105

3) ประเภทของภัยแล้ง

ภัยแล้งจําแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ภัยแล้งด้านอุตุนิยมวิทยา คือ สภาวะที่ฝนน้อยหรือไม่มี�ฝนเลยในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งตามปกติควรจะต้องมีฝนตก
  2. ภัยแล้งด้านการเกษตร คือ สภาวะการขาดแคลนน้ำของพืชและมนุษย์ อาจนําไปสู่ภาวะความอดอยากได้ ถ้าเกิดภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่อง
  3. ภัยแล้งด้านอุทกวิทยา คือ สภาวะที่ระดับน้ำผิวดินและ�น้ำใต้ดินลดลงมากผิดปกติ หรือน้ำในแม่น้ำลําคลองมีปริมาณลดลงมากกว่าปกติ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

81 of 105

4) สาเหตุการเกิดภัยแล้ง

สาเหตุหลักของการเกิดภัยแล้ง คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือฝนทิ้งช่วงนาน ทําให้มีน้ำกักเก็บในแหล่งน้ำน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด ทําให้อัตราการระเหยของน้ำผิวดินสูงขึ้น การทําลายป่าไม้บริเวณ�ต้นน้ำ ทําให้ไม่มีต้นไม้ทําหน้าที่ดูดซับฝนลงสู่ใต้ผิวดิน และความต้องการใช้น้ำในปริมาณมากเกินกว่า�น้ำต้นทุนจากฝนจะทดแทนได้

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

82 of 105

5) บริเวณเสี่ยงการเกิดภัยแล้งของโลก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

83 of 105

จากแผนที่ บริเวณเสี่ยงการเกิดภัยแล้งของโลกมีความสัมพันธ์กับปริมาณฝน บริเวณประสบ�ภัยแล้งรุนแรงมากที่สุด เช่น บริเวณประเทศจีนด้านตะวันออกเฉียงเหนือต่อเนื่องกับเกาหลีเหนือ และรัสเซียด้านตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวกินีของทวีปแอฟริกา บริเวณชายฝั่งด้านใต้และเกาะแทสเมเนียของประเทศออสเตรเลีย เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ บริเวณประสบภัยแล้งรุนแรงรองลงมา เช่น บริเวณตอนกลางของรัสเซีย ประเทศมองโกเลีย บางเขตของประเทศอินเดีย ตอนกลาง ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

84 of 105

6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภัยแล้งที่รุนแรง

1. ขาดแคลนน้ำสําหรับการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงไม่เพียงพอต่อการบริโภค

2. ประชากรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค เกิดภาวะขาดน้ำ เกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ

3. พื้นดินแห้งแล้ง พื้นที่ชุ่มน้ำลดน้อยลง คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

4. เกิดไฟป่ารุนแรงขึ้น ทําให้เกิดมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

85 of 105

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

86 of 105

7) เหตุการณ์ภัยแล้งรุนแรงครั้งสําคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

87 of 105

8) การจัดการภัยพิบัติภัยแล้ง

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

88 of 105

4. ภัยพิบัติธรรมชาติทางชีวภาค

ไฟป่า (forest fire)

1) ความหมายของไฟป่า

ไฟป่า หมายถึง ไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงตามธรรมชาติในป่าหรือทุ่งหญ้า เช่น ใบไม้ เศษไม้�บนพื้นป่า หญ้า วัชพืช ไม้พื้นล่าง ไม้พุ่ม กิ่งไม้แห้ง แล้วลุกลามโดยอิสระ โดยไม่สามารถควบคุม�ได้ สร้างความเสียหายต่อสมดุลธรรมชาติ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

89 of 105

2) กระบวนการเกิดไฟป่า

กระบวนการเกิดไฟป่าขึ้นต่อองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความร้อน แก๊สออกซิเจน และ เชื้อเพลิง พิจารณาได้ ดังนี้

พื้นที่ป่าไม้มีวัสดุเชื้อเพลิง เช่น ต้นไม้แห้ง กิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ในปริมาณมากเป็นพื้นฐานเอื้อให้เกิดไฟป่า ต่อมาเมื่อเกิดความร้อนจากสาเหตุธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า หรือถูกจุดขึ้น �โดยมนุษย์ พร้อมกับมีแก๊สออกซิเจนเป็นองค์ประกอบสําคัญทําให้เกิดการลุกไหม้วัสดุเชื้อเพลิงต่าง ๆ �ขึ้น ในผืนป่า ระยะแรกไฟป่าจะเกิดขึ้นที่จุดกําเนิดก่อน จากนั้นจึงลุกลามจากจุดกําเนิดขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ป่า

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

90 of 105

3) ประเภทของไฟป่า

  1. ไฟใต้ดิน เป็นไฟที่ไหม้วัสดุเชื้อเพลิงที่อยู่ในดินและใต้ดิน เช่น ไฟไหม้ป่าพรุ มีความรุนแรงน้อย
  2. ไฟผิวดิน เป็นไฟที่ไหม้วัสดุเชื้อเพลิงตามผิวดิน เช่น เศษไม้ เศษใบไม้ หญ้าแห้ง มีอัตราลุกลามตั้งแต่ช้าจนถึงเร็วมาก
  3. ไฟเรือนยอด เป็นไฟที่ไหม้วัสดุเรือนยอดไม้ แล้วเกิดการลุกลามจากเรือนยอดหนึ่งสู่เรือนยอดต่อไป ไฟป่าชนิดนี้จึงมีความรุนแรงมาก

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

91 of 105

4) สาเหตุการเกิดไฟป่าที่รุนแรง

1. สาเหตุจากธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกันจากแรงลมพัด ภูเขาไฟปะทุ �ปฏิกิริยาเคมีในดินบริเวณป่าพรุ ทำให้เกิดความร้อนโดยมีแก๊สออกซิเจนและวัสดุเชื้อเพลิงต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบให้เกิดการลุกลามโดยอิสระในผืนป่า

2. สาเหตุจากมนุษย์ ที่เกิดมากที่สุดมาจากการจุดไฟเผาป่า เพื่อเก็บหาของป่า สาเหตุรองลงมา คือ การเผาไร่หรือพื้นที่เพาะปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อกำจัดวัชพืช โดยปราศจากแนวป้องกันไฟ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ รองลงมา ได้แก่ การล่าสัตว์ การทำปศุสัตว์ ความประมาท�จากการก่อกองไฟแล้วลืมดับ หรือทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นป่า

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

92 of 105

5) พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่าของโลก

พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่าของโลกมีความสัมพันธ์กับชนิดของป่าไม้ที่สําคัญ เช่น เขตทุ่งหญ้า เขตป่าสน�เขตป่าพรุ บริเวณที่มีการเกิดไฟป่าของโลกที่สําคัญ คือ เขตสะวันนาและป่าพรุของทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมา คือ �ป่าไทกาในซีกโลกเหนือ และป่าเขตอบอุ่นในหลายบริเวณ

บริเวณทุ่งหญ้าสะวันนามีสภาพอากาศชื้น �สลับแล้ง โดยมีช่วงแล้งยาวนาน ทําให้หญ้าตายลง �หรือต้นไม้ทิ้งใบ เกิดเป็นวัสดุเชื้อเพลิงปริมาณมาก �จึงเป็นสาเหตุสําคัญของการเกิดไฟป่า

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

93 of 105

6) ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากไฟป่า

การเกิดไฟป่าก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ ดังนี้

  1. พื้นที่ป่าไม้ลดน้อยลง
  2. หมอกควันจากไฟป่าทําให้เกิดมลพิษทางอากาศ
  3. เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ง่าย
  4. เมื่อต้นไม้ถูกเผาทําให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

94 of 105

7) เหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงครั้งสําคัญ

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

95 of 105

8) การจัดการภัยพิบัติไฟป่า

ก่อนเกิด

ขณะเกิด

หลังเกิด

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

96 of 105

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

ภัยพิบัติธรรมชาติ

1. บริเวณพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงมากที่สุดคือบริเวณใด

1. พื้นที่ราบลุ่มแม่นํ้า

2. พื้นที่ที่เป็นทะเลทราย

3. พื้นที่ที่อยู่บริเวณวงแหวนแห่งไฟ

4. พื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งบริเวณเส้นเขตแดน

5. พื้นที่ที่มีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน

97 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

2. ข้อใดคือสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว

1. การเกิดสึนามิขนาดใหญ่

2. การทรุดถล่มของดินบริเวณไหล่เขา

3. การเกิดภาวะโลกร้อนที่รุนแรง

4. การเกิดอาฟเตอร์ช็อกติดต่อกันหลายครั้ง

5. การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

98 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

3. ถ้านักเรียนอาศัยอยู่บริเวณวงแหวนแห่งไฟ จะมีการเตรียมความพร้อมต่อการเกิด ภัยพิบัติธรรมชาติอย่างไร

1. ติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

2. เช็กและแชร์ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา

3. จัดสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่

4. มีสติและรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

5. อพยพไปอยู่พื้นที่สูงเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัย

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

99 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

4. การเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ เกิดขึ้นบริเวณใดบ่อยที่สุด

1. รอยต่อของมหาสมุทรอินเดีย

2. แนวสันปันนํ้าถึงไหล่ทวีป

3. แนววงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก

4. บริเวณเขตแดนประเทศไทยกับประเทศเมียนมา

5. บริเวณที่ราบขนาดใหญ่มีลมร้อนและลมเย็นมาปะทะกัน

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

100 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

5. ปรากฏการณ์ภูเขาไฟปะทุสอดคล้องกับข้อความใด

1. แผ่นเปลือกโลกมีรอยแตกเมื่อเกิดความร้อนจึงเกิดการระเบิด

2. แก๊สต่าง ๆ ภายในโลกได้รับความร้อนสูงจึงเกิดการระเบิดออกมาเรียกว่า ลาวา

3. แก๊ส ไอนํ้า และทีฟราถูกดันขึ้นมาจากใต้เปลือกโลกเพราะมีความร้อนสูง

4. ความร้อนที่สะสมภายในโลกมีอุณหภูมิสูง จึงพยายามหาหนทางแทรกตัวขึ้นมาบนผิวโลก

5. ภายในเปลือกโลกมีมวลหินหนืดหลอมละลายและพยายามหาทางระบายความร้อนตามรอยแยก

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

101 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

6. นักเรียนจะสังเกตภัยพิบัติสึนามิได้จากสิ่งใด

1. ปรากฏการณ์นํ้าขึ้น-นํ้าลง

2. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก

3. การลดลงของนํ้าทะเลอย่างฉับพลัน

4. นํ้าทะเลเย็นและอุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน

5. คลื่นทะเลมีความสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

102 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

7. แผ่นดินถล่มมีสาเหตุหลายประการยกเว้นข้อใด

1. การขุดบ่อบาดาล

2. การดูดทรายจากแม่นํ้า

3. ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

4. แผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ

5. การเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงบริเวณภูเขา

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

103 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

8. การเกิดวาตภัยข้อใดไม่สัมพันธ์กัน

1. พายุทอร์นาโด -สหรัฐอเมริกา

2. พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นซูริก ประเทศไทย

3. พายุไซโคลนเอลลี - ออสเตรเลีย

4. พายุไต้ฝุ่นกิสนา - ฟิลิปปินส์

5. พายุไซโคลนนาร์กีส - เมียนมา

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

104 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

9. การเกิดไฟป่าส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในข้อใดน้อยที่สุด

1. สภาพอากาศ

2. กล้าไม้ขนาดเล็ก

3. แหล่งนํ้า

4. สัตว์ป่า

5. พื้นดิน

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6

105 of 105

ภัยพิบัติธรรมชาติ

10. ข้อใดเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

1. การเกิดสึนามิ

2. การเกิดภูเขาไฟปะทุ

3. การเกิดแผ่นดินไหว

4. การเกิดพายุหมุน

5. การเกิดแผ่นดินถล่ม

4

ภูมิศาสตร์ ม.4-6