1 of 50

รายวิชาชีววิทยา ม.5

รายวิชาชีววิทยา ม.5

BY BIOLOGY FANWHAN

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

(ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560)

Nose

RBC

Heart

Pharynx

Trachea

Lungs

“Respiratory SYSTEM”

“Respiratory SYSTEM”

“Respiratory SYSTEM”

ระบบหายใจ

ระบบหายใจ

2 of 50

รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา 4 ชั้น ม. 5

ผลการเรียนรู้

1

  1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก
  2. สังเกต และอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
  3. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์
  4. อธิบายการทำงานของปอด และทดลองวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย์

3 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

2

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการพลังงานสำหรับนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ พลังงานเหล่านี้ได้มาจากการสลายสารอาหารโดยกระบวนการหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) ที่สร้างสารพลังงานสูง เช่น ATP ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากการสลายสารอาหารแบบใช้ออกซิเจนในไมโทคอนเดรีย

1. ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊สในสัตว์

ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มนุษย์จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส (gas exchange) เพื่อนำ 02 จากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกาย และกำจัด CO2ออกสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางระบบหายใจ (respiratory system) โดยทำงานร่วมกับระบบหมุนเวียนเลือดในการลำเสียงแก๊สไปยังเซลล์ต่าง ๆ

โดยกระบวนการดังกล่าวจะมีการใช้แก๊สออกชิเจน (02) และมีแก๊สคาร์บอนไดออกไชด์ (CO2) เกิดขึ้นซึ่งต้องกำจัดออกจากร่างกาย ทั้งนี้หากร่างกายได้รับ O2

ไม่เพียงพอเซลล์จะมีพลังงานไม่เพียงพอ

การหายใจภายใน

การหายใจภายนอก

CO2

CO2

O2

O2

4 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

3

1. ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊สในสัตว์

การแลกเปลี่ยนแก๊ส (Gas exchange) กระบวนการแลกเปลี่ยน 02 เข้า CO2 ออก

- แลกเปลี่ยนแก๊ส โดยการแพร่ (diffusion) ผ่านโครงสร้าง Respiratory surface

- แพร่โดยใช้ความแตกต่างของความดันแก๊ส : จากความดันสูง ---> ความดันต่ำ

- การแลกเปลี่ยนแก๊สจัดเป็นหนึ่งในกระบวนการหายใจ (Respiration)

1. External respiration : คือการนำอากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะหายใจ

เกิดการแลกเปลี่ยน O2 เข้า นำ CO2 ออก ระหว่างอวัยวะหายใจกับหลอดเลือดฝอยลำเลียงแก๊ส

2. Internal respiration : คือการนำ O2 เข้าไปในเซลล์เพื่อใช้ในการหายใจ

ระดับเซลล์ Cellular respiration สร้างพลังงานเก็บไว้ในรูป ATP (เก็บไว้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ)

และ ปล่อย CO2 ออกมาจากเซลล์

การหายใจ (respiration)

5 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

4

โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์

โครงสร้างที่ใช้ในการหายใจ ต้องมีคุณสมบัติ

- บาง : ให้อากาศแพร์ได้ง่าย สะดวก

- พื้นที่ผิวมาก : surface area ในการแพร่มาก

- ชุ่มชื้น : แก๊สละลายน้ำก่อนแพร่

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด

1. เยื่อหุ้มเซลล์

(plasma membrane)

พวก Unicellular organism (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว)

เช่น... Protozoa (พารามีเชียม, อะมีบา, โพรโทซัวอื่นๆ)

แลกเปลี่ยนแก๊สกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

(Plasma membrane)

**เพราะเซลล์สัมผัสน้ำทุกส่วน

O2

CO2

Amoeba

Paramecium

6 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

5

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด

2. ผิวลำตัว

(เซลล์โดยตรง)

- ไม่มีระบบเลือดลำเลียง จึงแลกเปลี่ยนแก๊สผ่านผิวลำตัว

(เซลล์โดยตรง)

Porifera : ฟองน้ำ

Cnidaria : ไฮดรา ปะการัง แมงกะพรุน

Platyhelminthes : หนอนตัวแบน พลานาเรีย

Nematoda : หนอนตัวกลม

Echinodermata :

ดาวทะเล ปลิงทะเล

การแลกเปลี่ยนทางผิวลำตัว

Planaria

7 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

6

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊สยกเว้นพวกแมลง--ไม่ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส--

3. ผิวหนัง

(Skin)

มีระบบเลือดแล้ว

แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านผิวหนัง และลำเลียงผ่านเลือด

- ไส้เดือนดิน

- Amphibian (สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก)

* ใช้ได้ทั้งปอด + ผิวหนัง

  • แต่บางชนิดปอดเล็กมาก

การแลกเปลี่ยนแก๊สที่ผิวหนังของกบ

** ตอนเป็นลูกอ๊อดใช้เหงือก

8 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

7

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส //ยกเว้นพวกแมลง*// ไม่ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

4. ระบบท่อลม

(Tracheal System)

Insects

“แมลง”

- มีระบบเลือดแล้ว แต่ไม่ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส เลือดจึงมีสีใส (เป็นส่วนมาก) ระบบท่อลมจะเชื่อมต่อถึงเซลล์โดยตรงแลกเปลี่ยนแก๊สกับเซลล์โดยตรงไม่ผ่านระบบเลือด (จะมีเซลล์ปลายสุดของท่อลมฝอยเชื่อมกันทุกเซลล์)

โดยอากาศผ่านจาก

รูหายใจ Spiracle ---> ท่อลม Trachea

---> ท่อลมฝอยTracheole Cell (Tracheoblast) ---> Cell

เช่น Insect : แมลงทุกระยะชีวิต + ตะขาบ กิ้งกือ

สำหรับแมลงที่บินได้จะมีอวัยวะสำรองอากาศเวลาบิน : Air sacs

9 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

8

ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊สในแมลง

  • ปกติรู Spiracle จะปิดบางส่วนเพื่อรักษาความชุ่มชื้น

และเปิดเมื่อมีกิจกรรม activities

** สัตว์ที่สามารถต่อท่อลมไปถึงเชลล์ที่เล็ก ๆ ได้จะต้องเป็นสัตว์ที่ขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นระบบท่อลมจึงเป็นระบบที่จำกัดขนาดของสัตว์ให้เล็ก :

แมลงจึงต้องมีขนาดเล็ก

Spiracle

Trachea

Air sac

Tracheole

10 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

9

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

5. เหงือก (Gills)

- สัตว์น้ำประสบปัญหาคือ ในน้ำมีปริมาณ O2 น้อยกว่าในอากาศ โครงสร้างในการหายใจจึงต้องยื่นเพิ่มพื้นผิวแลกเปลี่ยนแก๊สให้มาก และ มีการไหลเวียนของน้ำสวนทางกับเลือด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงแก๊สได้ดีขึ้น เรียกว่า “Counter current exchange”

- ใช้เลือดลำเลียงแก๊สสัตว์น้ำเป็นส่วนใหญ่

- Gills มี 2 ประเภท

1. External gills : ดาวทะเล ไส้เดือนทะเล

ซาลาแมนเดอร์ ลูกอ๊อด

2. Internal gills : ปลา หมึก กุ้ง ปู หอยน้ำ

เหงือกภายใน

เหงือกภายนอก

salamander

11 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

10

ระบบการแลกเปลี่ยนแก๊ส : เหงือก

การทำงานของเหงือกปลา

มีการไหลเวียนของน้ำที่พัดพาเอา 02 ปริมาณสูง

เข้ามาส่วนทางกับเลือดที่มี 02 น้อย สวนเข้าหากันเพื่อทำให้ 02 ในน้ำแพร่เข้าสู่เลือดจากความต่างของปริมาณ 02 ให้มากที่สุด เรียกว่า Counter current exchange

12 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

11

การทำงานของเหงือกปลา

มีการไหลเวียนของน้ำที่พัดพาเอา 02 ปริมาณสูง เข้ามาส่วนทางกับเลือดที่มี 02 น้อย สวนเข้าหากันเพื่อทำให้ 02 ในน้ำแพร่เข้าสู่เลือดจากความต่างของปริมาณ 02 ให้มากที่สุด เรียกว่า Counter current exchange

Counter current exchange

จะเห็นได้ว่าเลือด 02 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผ่านเหงือก

น้ำไหลทำให้ 02 ลดลงเรื่อย ๆ เพราะส่งให้เลือด

จะเห็นว่าน้ำค่อย ๆ ส่ง 02 ให้เลือด

จนเลือดได้รับ 02 อย่างทั่วถึง

แต่ถ้าแบบเลือดกับน้ำไหลทางเดียวกัน (Concurrent)

เลือดที่มี 02 ต่ำ ไหลมาพร้อมกับ น้ำ 02 สูง

ทำให้ 02 จากน้ำไหลเข้าสู่เลือดไวเกินไป

จนสมดุลคือเลือดไม่รับ 02 อีกแล้ว

(ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนแก๊ส ต่ำ)

13 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

12

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

6. เหงือกแผง

(Book gills)

  • แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านแผงเหงือก (book gill)
  • ที่อยู่บริเวณท้อง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำไหลผ่าน
  • แผงเหงือกจะมีการหลักการทำงานเหมือนเหงือกปกติ
  • แต่เหงือกจะมีการซ้อนกันหลายๆชั้นเป็นแผ่น พบในแมงดาทะเล

เหงือก (Gills) ของกุ้งและปู

- มีหงือกอยู่ในช่องเหงือก (gill chamber) ที่มีเปลือกหุ้ม ลักษณะเป็นแผ่นแบนพับซ้อนไปมา การแลกเปลี่ยนแก๊สจะเกิดขึ้นขณะที่น้ำไหลผ่านช่องเหงือก

14 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

13

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

7. ปอด (Lungs)

ใช้ถุงลมปอด (Alveoli)

**ถุงลมของนก**

(Air sacs) ไม่ได้ทำ

หน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส

- เป็นโครงสร้างการหายใจของสัตว์บก มีการใช้โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สภายใน เรียกว่า ถุงลมปอด (Alveolus) อากาศจะไหลผ่านถุงลมปอดเป็น Two way พบในสัตว์บก

- หอยบก (ทาก หอยทาก) - แมงมุม แมงป่อง : ปอดจะเรียงตัวเป็นแผงเรียกว่า Book lung

- Lung fish : ปลาปอด - Amphibian : ส่วนมากจะใช้ปอด + ผิวหนังร่วมด้วย

- Reptile *สัตว์เลื้อยคลาน - Mammal *สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

**Aves : ปอดของสัตว์ปีกจะมีลักษณะเป็นที่เป็นท่อปลายเปิดเรียกว่า Parabronchi อากาศจะไหลแบบ one-way

15 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

14

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

8. เหงือกแผง/

ปอดแผง

(Book lungs)

  • Book lungs จัดเป็นระบบท่อลมที่ modified เป็นแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ
  • ทับซ้อนกันหลายๆชั้นเหมือนหนังสือ

- อากาศเข้าทางรู Spiracle O2 ถูกลำเลียงโดย Hemocyanin เป็นรงควัตถุใน hemolymph (เลือดจะออกสีน้ำเงินเขียว)

ผ่านเข้าไปยัง book lungs

16 of 50

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

โครงสร้างเหงือกของสิ่งมีชีวิตอื่น

หมึก แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านไดบรานเชีย (dibranchia : gill) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อน้ำไหลผ่านเข้าไปในตัวหมึก

ระบบหายใจ (Respiratory system)

15

- หอยสองฝา แลกเปลี่ยนแก๊สผ่านเหงือก (gill) ซึ่งมี 1 หรือ 2 คู่ ลักษณะเป็นซี่เล็ก ๆ ในช่องแมนเทิล (Mantle cavity)

หอยสองฝา (bivalve)

17 of 50

โครงสร้าง

ลักษณะ/ความสำคัญ

มีระบบเลือด : ใช้เลือดลำเลียงแก๊ส

โครงสร้างเหงือกของสิ่งมีชีวิตอื่น

ระบบหายใจ (Respiratory system)

16

Mollusk (หอยบก) : Mantle cavity และ Pneumonate lung (ปอด)

Polychetes (ไส้เดือนทะเล / แม่เพรียง) : Parapodia

(ทำหน้าที่คล้าย External gills)

ดาวทะเล :

ใช้ external gills และ tube feet

ปลิงทะเล : Respiratory tree (ใช้การหายใจเข้าทาง Cloaca (ท่อรวม))

18 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

17

- เวลาบินจะมีการสำรองอากาศ ที่ถุงลม (Air sacs) ซึ่งถุงลม [Air sacs] ไม่ใช่อวัยวะที่แลกเปลี่ยนแก๊ส (Alveolus) แต่มีไว้เพื่อสำรองอากาศ และไม่มีหลอดเลือด pulmonary vessel

3. การหายใจของนก

กลไกดังนี้

หายใจเข้าครั้งที่ 1 : อากาศดี ไหลเข้าถุงลมหลัง

หายใจออกครั้งที่ 1 : ถุงลมหลังหด อากาศดีไหลเข้าปอดเกิดแลกเปลี่ยนแก๊ส

หายใจเข้าครั้งที่ 2 : อากาศเสีย ไหลเข้าถุงลมหน้า

หายใจออกครั้งที่ 2 : ถุงลมหน้าหด อากาศเสียจากครั้งแรกไหลออก

นกจะบินได้ กระดูกจะต้องกลวง มีถุงลม (Air sacs) แทรกอยู่เพื่อให้ตัวเบา

- นกมีอัตราการใช้ 02 มากสุด + ต้องการพลังงานสูง จึงมีกลไกหายใจเข้าออก 2 รอบ เพื่อให้อากาศ ไหลครบทุกส่วน ของทางเดินหายใจ

19 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

18

1. Negative pressure respiration

- คือทำให้ความดันภายในช่องปอดต่ำกว่าบรรยากาศ

ภายนอก อากาศจึงไหลเข้าไปในปอด โดยไม่ต้องใช้แรงดัน

กลไก ลดความดันปอด โดย เพิ่มปริมาตรช่องอก

พบใน สัตว์ที่หายใจโดยใช้ปอดทั่วไป

2. Positive pressure respiration

- คือรับอากาศเข้ามาแล้วมีการใช้แรงดัน อัดดันอากาศเข้าสู่ปอด

- พบใน พวก Amphibian (กบ เขียด ปาด คางคก) และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด เช่น เต่า

การไหลของอาการในการหายใจของสัตว์

Area A

Area A

Area A

Area B

Area B

Volume B

20 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

19

กล้ามเนื้อผนังลำตัวหดตัวทำให้ปริมาตรช่องอกลดลง

ขณะที่ความดันอากาศในช่องอกดเพิ่มขึ้น

อากาศถูกดันให้เคลื่อนที่ออกสู่ภายนอกช่องปาก

Nostril

Lungs

Mouth

อากาศเข้าทางรูจมูก : ปากปิด

รูจมูกปิด กลอสทิสจะเปิดออก

ผนังด้านล่างของปากยกตัวสูงอากาศเข้าสู่ปอด

กลไกเป็นดังนี้

- อ้าปาก นำอากาศใหม่เข้าไปเก็บที่ช่องใต้คางก่อน แต่ Glottis (กล่องเสียง) ปิดอยู่

- ปอดดันอากาศเก่าที่มีความดันสูงดันออก Glottis (กล่องเสียง) เปิด อากาศไหลออก

- ปาก + รูจมูกจะปิด + กล้ามเนื้อใต้คางหด ดันอากาศใหม่ที่เก็บไว้ ไหลเข้าสู่ปอด

21 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

20

นำอากาศไปสู่ส่วนที่แลกเปลี่ยนแก๊ส เป็นบริเวณเหล่านี้ไม่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส

ประกอบด้วย

ระบบหายใจของมนุษย์

3

จมูก

โพรงจมูก

ท่อลม

ปอด

หลอดลม

หลอดลมฝอย

ถุงลม

  • รูจมูก (nostril)
  • โพรงจมูก (nasal cavity)
  • คอหอย (pharynx)
  • กล่องเสียง (larynx)
  • หลอดลมคอ (trachea)
  • หลอดลมหรือขั้วปอด (bronchus)
  • หลอดลมฝอย (bronchiole)

- หลอดลมฝอยเทอร์มินอล

(terminal bronchiole)

- หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส

(respiratory bronchiole)

1. ส่วนนำอากาศ (Conducting zone)

โครงสร้างระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ มี 2 ส่วน

22 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

21

- บริเวณนี้มีหลอดเลือดฝอยจำนวนมาก และไม่มีกระดูกอ่อน โป่งพองออกเป็นถุงลม ประกอบด้วย

1) Respiratory bronchiole

2) Alveoli

2. ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (Respiratory zone)

Trachea

Bronchi

Bronchiole

23 of 50

ระบบหายใจของมนุษย์

22

สรุปความสำคัญของ Respiratory tract

นำอากาศไปสู่ส่วนที่แลกเปลี่ยนแก๊ส บริเวณเหล่านี้ไม่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส

ประกอบด้วย

  • Nostril : รูจมูก
  • Nasal cavity : ช่องจมูก มีขนจมูกโบกพัดและกรองอนุภาค

จากอากาศและมีเมือก มีเซลล์ที่มี cilia

- Pharynx : คอหอยเป็นทางผ่านทั้งอากาศ และอาหาร

- Larynx : กล่องเสียง มีฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) ปิดไว้ป้องกันไม่ให้อาหาร

หลุดเข้าไปในท่อลม //สร้างเสียง (Voice formation) มีโครงสร้างกระดูกอ่อน

- Trachea : ท่อลม มีโครงสร้างกระดูกอ่อนเป็นระยะๆ รูปเกือกม้าเพื่อป้องกัน

ไม่ให้หลอดลมแฟบ

- Bronchi : หลอดลม / ขั้วปอด ต่อเข้าไปในปอด 2 ข้าง

- Bronchiole : หลอดลมฝอย แตกแขนงเล็กลงเรื่อย ๆ จนถึง Terminal Bronchiole

บริเวณ bronchioles จะไม่มีกระดูกอ่อน

1) ส่วนนำอากาศ (Conducting zone)

24 of 50

ระบบหายใจของมนุษย์

23

1) ส่วนนำอากาศ (Conducting zone)

25 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

24

เป็นส่วนที่ต่อจาก terminal bronchiole ไม่มีกระดูกอ่อน บริเวณนี้มี

หลอดเลือดฝอยจำนวนมาก และไม่มีกระดูกอ่อน โป่งพองออกเป็นถุงลม Respiratory bronchiole

ประกอบด้วย

1) Respiratory bronchiole

2) Alveoli : Alveolar duct Alveolar sacs

2) ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (Respiratory zone)

*Alveolus มี Macrophage (Dust cell) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวคอยจับกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

26 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

25

- เยื่อบุผิวของ Respiratory zone จะบางมากมีเพียงเนื้อเยื่อ Epithelium บางๆ 1 ชั้น และมี Elastic fiber เพื่อความยืดหยุ่น

- ผนังของ Alveolus จะชิดติดกับผนังหลอดเลือดฝอย ทำให้มีการแลกเปลี่ยนแก๊สได้โดยตรง

- Alveolus มี 2 ชนิดเซลล์ คือ Pneumocyte (Alveolar cell)

Pneumocyte type I : เซลล์บุถุงลม คลุมถุงลมบางๆ ใช้แลกเปลี่ยนแก๊ส**

Pneumocyte type II : สร้างของเหลวไขมันเป็นสารลดแรงตึงผิว (Pulmonary surfactant)

ในถุงลมปอด ทำให้ถุงลมคงสภาพ ไม่ให้ถุงลมปอดยุบตัวลง (ภาวะปอดแฟบ : Atelectasis)

- Alveolus มี Macrophage (Dust cell) เป็นเม็ดเลือดขาวคอยกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

27 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

26

เปรียบเทียบการแตกแขนงของหลอดลม หลอดลมฝอย และถุงลมปอด

2. ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (Respiratory zone)

** พื้นที่ผิวในปอด (2 ข้าง) มากกว่า 1 ล้านเชนติเมตร ปริมาณถุงลม 300 - 600 ล้านถุง

Bronchi (Bronchus) มีกระดูกอ่อน มีกล้ามเนื้อเรียบ

Bronchiole ไม่มีกระดูกอ่อน มีกล้ามเนื้อเรียบ

Alveoli (Alveolus) ไม่มีกระดูกอ่อน ไม่มีกล้ามเนื้อเรียบ

28 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

27

1. ถุงลมโป่งพอง (Emphysema)

- ถุงลมมันไม่ได้โป่งพองออก แต่เกิดจากเนื้อเยื่อถุงลม มันทะลุถึงกันจนรวมกันเป็นถุงใหญ่ ๆ ถุงเดียว จึงทำให้พื้นที่ผิวจึงลดลงมาก ผิวเรียบคล้ายลูกโป่ง

สาเหตุ : สูดควันบ่อย (บุหรี่ / มลภาวะต่างๆทางอากาศ]

อาการ : เหนื่อยง่าย หอบ อาจทำให้หายใจล้มเหลว = ตาย

โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของ Alveoli

ถุงลมปกติ

ถุงลมโป่งพอง

2. มะเร็งปอด [Lung cancer]

- เนื้อเยื่อในปอดผิดปกติ มีการแบ่งเซลล์มากเกินไปจนเป็นเนื้องอก

สาเหตุ : ได้รับสารก่อมะเร็ง

อาการ : ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย

3. ปอดบวม [Pneumonia]

- เนื้อเยื่อปอดอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัส

- Alveolus มีของเหลวมากขึ้น พื้นที่ผิวลดลง

29 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

28

4. วัณโรค (Tuberculosis)

ติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis อักเสบที่ปอด

ติดต่อได้จากละอองเสมหะ ไอ จาม

5. หอบหืด (Asthma)

- อักเสบเรื้อรังที่หลอดลมไวต่อการกระตุ้นทำให้หลอดลมตีบกว่าปกติ หายใจลำบาก

6. หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)

- เยื่อบุหลอดลมอักเสบ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก

30 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

29

5. กลไกการหายใจเข้า – ออกของคน (Breathing mechanism)

- การหายใจเข้า และ ออก เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความดัน ใช้ความต่างของความดันของอากาศ

- ในการขับเคลื่อนอากาศจะไหลจากความดันสูงไปต่ำเสมอ

- หายใจเข้า ต้องลดความดัน (P) ในถุงลมเพื่อให้อากาศจากข้างนอกที่มีความดันสูงกว่าไหลเข้ามา

  • หายใจออก ต้องเพิ่มความดัน (P) ในถุงลมให้สูงกว่าด้านนอกเพื่อให้อากาศไหลออกจากปอด

เรียกลักษณะการหายใจนี้ว่า Negative pressure respiration

กลไกการเพิ่มและลดความดันในช่องออกและปอดนี้มาจากกล้ามเนื้อ 2 ส่วน (หลัก)

1. กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก

(External intercostal muscle) 25%

2. กล้ามเนื้อกระบังลม

(Diaphragm muscle) 75%

31 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

30

กลไกการเพิ่มและลดความดันในช่องออกและปอดนี้มาจากกล้ามเนื้อ 2 ส่วน (หลัก)

1. กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก (External intercostal muscle) 25%

2. กล้ามเนื้อกระบังลม (Diaphragm muscle) 75%

การหายใจเข้า : Inhalation

การหายใจออก : Exhalation

ซี่โครงอก

ยกขึ้น

ลดตัวต่ำลง

กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก

หดตัว

คลายตัว

กล้ามเนื้อกะบังลม

หดตัว (ลดต่ำลง)

คลายตัว (ยกขึ้น)

ปริมาตรปอด (V)

เพิ่มขึ้น

ลดลง

ความดันภายในปอด (P)

ลดลง (เตรียมรับอากาศเข้า)

เพิ่มขึ้น (เตรียมบีบอากาศออก)

การไหลของอากาศ

ไหลเข้าสู่ปอด

ไหลออกนอกปอด

32 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

31

กลไกการหายใจเข้า – ออกของคน (Breathing mechanism)

- กล้ามเนื้อหายใจเข้าอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อดังต่อไปนี้

1) กล้ามเนื้อกระบังลม (Diaphragm)

2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก (External intercostal muscle)

กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ

กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจออก

- การหายใจออกปกติจะใช้กล้ามเนื้อ

1) กล้ามเนื้อกระบังลม

(Diaphragm)

2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก

(External intercostal muscle)

- แต่การหายใจออกแรงๆจะใช้กล้ามเนื้อ

1) กล้ามเนื้อกระบังลม (Diaphragm)

2) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบนอก (External intercostal muscle)

3) กล้ามเนื้อยึดซี่โครงแถบใน (Internal intercostal muscle)

4) กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abdominal muscle)

33 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

32

ในการหายใจปกติ

เมื่อกล้ามเนื้อกะบังลมหดตัว กะบังลมจะเคลื่อนต่ำลง ขณะที่กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัวทำให้กระดูกซี่โครงยกสูงขึ้น ปริมาตรในช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศภายในปอดลดลง อากาศภายนอกจะเคลื่อนเข้าสู่ปอด ---> ทำให้เกิดการหายใจเข้า

ส่วนการหายใจออกจะเกิดต่อเนื่องจากการหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมคลายตัว กะบังลมจะโค้งขึ้นในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงแถบนอกคลายตัวทำให้กระดูกซี่โครงลดต่ำลง ปริมาตรในช่องอกลดลง ความดันอากาศในปอดเพิ่มขึ้นและมากกว่าความดันอากาศภายนอก อากาศจะเคลื่อนออกจากปอดสู่ภายนอก

---> ทำให้เกิดการหายใจออก

กลไกการหายใจเข้า – ออกของคน

34 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

การหายใจตามธรรมชาติไม่สามารถบังคับได้ มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่สมองส่วนเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla oblongata)

และพอนส์ (Pons)

6. ศูนย์ควบคุมการหายใจ (Breathing control)

Pons

Medulla oblongata

Cerebellum

Hypothalamus

Cerebrum

1) การควบคุมโดยระบบประสาท

การหายใจที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นการทำงานร่วมกันของสมองส่วนเซรีบรัม (Cerebrum)

ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus)

และเซรีเบลลัม (Cerebrellum)

1.2 ระบบคำสั่งใต้อำนาจจิตใจ

(Voluntary control)

1.1 ระบบประสาทอัตโนวัติ (Autonomic Nervous system)

33

35 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

34

1.1 ระบบประสาทอัตโนวัติ [Autonomic Nervous system]

: เป็นการหายใจปกติ เราควบคุมไม่ได้ อยู่นอกอำนาจจิตใจ (Involuntary)

ควบคุมโดย Respiratory center คือ

1 สมองส่วน Medulla oblongata : ควบคุมกล้ามเนื้อ

ทำให้หายใจเข้า - ออกปกติ + เพิ่มการหายใจเมื่อร่างกาย

2 สมองส่วน Pons : ควบคุมจังหวะ ปริมาตร

และอัตราการหายใจ

Medulla + Pons ควบคุมโดยสารเคมีกระตุ้น

- ใช้ chemoreceptor ที่ Carotid artery + Aorta และ Medulla

- กระตุ้นโดย C02 H+ 02 (รับรู้ pH ที่เปลี่ยนแปลงไป)

- ตัวกระตุ้นหลักคือ C02 และ H' ส่งผลให้การหายใจจะเร็ว + แรงขึ้น

Hypothalamus ก็จะสามารถควบคุมการหายใจได้ในภาวะที่เกี่ยวข้องกับ ความเจ็บ และอารมณ์

36 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

35

1.2 ระบบคำสั่งใต้อำนาจจิตใจ (Voluntary control)

  • เป็นการหายใจที่เราสั่งได้ เช่น กลั้นหายใจ

หายใจเวลาร้องเพลง สูดลมหายใจแรงๆ การว่ายน้ำ

  • แต่บังคับได้ไม่นาน

เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความดันย่อยของแก๊สในเลือด

- ควบคุมโดย สมองส่วน Cerebral cortex

สั่งการผ่าน medulla + pons อีกที

37 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

36

การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยระบบหายใจ

ความเป็นกรด-เบสของเลือดเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการหายใจของมนุษย์ เมื่อร่างกายทำกิจกรรมต่าง ๆ จะมี C02 เกิดขึ้นและมีไฮโดรเจนไอออนสะสมในเลือดตลอดเวลา ส่งผลให้ความเป็น กรด-เบสของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีผลต่อการทำงานของเซลล์ได้ ร่างกายมีการควบคุมความเป็นกรด - เบสในเลือดโดยการหายใจออกเพื่อขับ CO2 ซึ่งเป็นการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

ความเข้มข้นของ CO2 ต่ำกว่าปกติ

ค่า PH ในเลือดเพิ่มขึ้น (เบส)

ความเข้มข้นของ CO2 สูงกว่าปกติ

ค่า PH ในเลือดลดลง (กรด)

อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น

อัตราการหายใจลดลง

สมองสั่งให้

เพิ่มอัตราการหายใจ

สมองสั่งให้

ลดอัตราการหายใจ

ความเข้มข้นของ CO2 ลดลง

ความเข้มข้นของ CO2 เพิ่มขึ้น

ความเข้มข้นของ CO2 ปกติ

ถ้ามีปริมาณ C02 หรือ ไฮโดรเจนไอออนที่สะสมในเลือดมากจะส่งผลให้เลือดมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมอง ส่งผลให้มีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นเพื่อขับ C02 ออกจากปอดเร็วขึ้น ทำให้ความเป็นกรด - เบสในเลือดเข้าสู่ภาวะสมดุล

เช่น การหายใจเร็วและลึกหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก

38 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

37

ศูนย์ควบคุมการหายใจ (Breathing control)

(a) ศูนย์ควบคุมชั้นสูง (Cerebral cortex)

- การพูด อารมณ์ การบังคับหายใจควบคุมภายใต้อำนาจจิตใจ

(b) Chemoreceptor ใน Medulla oblongata

- มีการตอบสนองต่อ pH ลดลง(กรด) CO2 เพิ่มขึ้น

(d) Hering – Bbreuer reflex

ที่ bronchus และ Bronchiole ทั่วทั้งปอดจะมีตัวรับสัญญาณการยืดจากการหายใจเข้า ปอดขยายส่งสัญญาณยับยั้งการหายใจเข้า ป้องกันไม่ให้ปอดขยายมากเกินไป

นำเข้าสัญญาณที่

Respiratory center

(Medulla + Pons)

(e) Proprioceptors

เป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ

(f) Receptors อื่นๆ เช่น การสัมผัส อุณหภูมิและการกระตุ้นจากการบาดเจ็บ

(c) Chemoreceptor ใน Medulla oblongata

  • มีการตอบสนองต่อ pH ลดลง (กรด) CO2 เพิ่มขึ้น

39 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

38

Homeostasis:

Blood pH of about 7.4

CO2 level

decreases.

Stimulus:

Rising level of

CO2 in tissues

lowers blood pH.

Response:

Rib muscles

and diaphragm

increase rate

and depth of

ventilation.

Carotid

arteries

Aorta

Sensor/control center:

Cerebrospinal fluid

Medulla

oblongata

สรุป RESPIRATORY CENTER

- ควบคุมการหายใจปกติ (Medulla + Pons) สั่งการ diaphragm + external intercostals

คุมการหายใจปกติ

- RESPIRATORY CENTER สามารถควบคุมการหายใจรุนแรง หายใจลึก ได้จากการควบคุมโดย

1) กระตุ้นโดยสารเคมี (pH จาก CO2 /H+) กระตุ้น central chemoreceptors ในสมอง

(ปริมาณ CO2 / H+ ใน CSF) และ peripheral chemoreceptors จาก carotid artery และ aortic bodies

2) กระตุ้น Receptor อื่นๆ จากการควบคุมภายใต้อำนาจจิตใจ เช่น กลั้นหายใจ โดยสมองส่วน Cerebral cortex

40 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

39

7. ปริมาตรปอดกับการหายใจ

วัดปริมาตรปอด โดยเครื่อง Spirometer

การวัดปริมาตรปอด โดย Spirometer ปริมาตรอากาศ มีหน่วยเป็น cm2 หรือ ml

- Tidal volume (TV) : ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าออก ปกติ แต่ละครั้ง ประมาณ 500 cm2

- Inspiratory reserve volume (IRV) : ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าเพิ่มได้อีก ประมาณ 3,300 cm2

- Exspiratory reserve volume (ERV) : ปริมาตรอากาศที่หายใจออกได้อีก ประมาณ 1,000 cm2

- Residual volume (RV) : ปริมาตรที่ค้างอยู่ในปอด ประมาณ 1,200 cm2

** ที่ต้องมีอากาศค้างในปอดเวลาหายใจออกเต็มที่ เพราะว่า ป้องกันไม่ให้ความดันในปอดเป็นศูนย์ และไม่ให้ปอดแฟบ

- ความจุปอด Lung capacity : ปริมาตรอากาศภายในปอด หน่วย cm2 หรือ ml

- Total lung capacity : ความจุปอดเมื่อหายใจเข้าเต็มที่ ประมาณ 6,000 cm2

หาได้จาก TV + IRV + ERV + RV (500 + 3,300 + 1,000 + 1,200 = 6,000)

- Vital capacity (VC) : ความจุปอดจาก หายใจเข้าเต็มที่ + หายใจออกเต็มที่

หาได้จาก TV + IRV + ERV (500 + 3,300 + 1,000 = 4,800)

- Inspiratory capacity : ความจุปอดจาก หายใจออกปกติ และหายใจเข้าที่เต็มที่

- Functional residual capacity : ความจุปอดที่เหลือจากหายใจออกปกติ

41 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

40

1. Hemoglobin [Hb]

- มี Globin protein [Polypeptide] 4 สาย

- มี หมู่ Heme 4 หน่วย [มีเหล็ก (Fe) เป็นองค์ประกอบ]

- มีความสามารถในการจับ CO >> O2 >> CO2 > H+ ดีกว่าตามลำดับ

- จับ O2 = Oxygenated blood

ไม่จับ O2 = Deoxygenated blood

- จับ 02 (เป็นปกติ) Oxyhemoglobin (HbO2)

- จับ C02 (จับได้น้อย) Carbaminohemoglobin (HbCO2)

- จับ H+ (ในกรณีที่จะปล่อย O2 ออกจาก Hb จะมี H+ มาเกาะ) ---> Deoxyhemoglobin (HHb)

8. รงควัตถุในการหายใจ

- Hemoglobin (Hb) สามารถจับกับแก๊สเหล่านี้ได้

จับ CO (คาร์บอนมอนอกไซด์ : แก๊สพิษ)

**CO เป็นแก๊สพิษมีความสามารถในการแย่งจับ และจับ Hb แน่นไม่ปล่อย

จับได้ดีกว่า 02 ประมาณ 240 เท่า

Iron

Heme

2. Myoglobin (Mb)

- มี Protein [Polypeptide] 1 สาย

- มี หมู่ Heme 1 หน่วย [มีเหล็ก (Fe) เป็นองค์ประกอบ]

- มีความสามารถในการจับ O2 >> Hemoglobin

Heme

Protein

42 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

41

02 จาก artery ที่ส่งเลือดดี

จากหัวใจ แพร่จาก capillary

ไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ และ CO2

แพร่ออกจากเมื่อเยื่อเข้าสู่ capillary

ไปสู่ vein เพื่อกลับ หัวใจ

ผลของการแพร่ จะแพร่ตามความ

ต่างของความดันย่อยจนความดัน

เท่ากันระหว่าง Capillary และเนื้อเยื่อ

คือ มี Po2 ต่ำสุด = 40

Pco2 สูงสุด = 45

02 แพร่ เข้า Pulmonary capillary

CO2 แพร่ ออกไปที่ Alveoli

จากความต่างของความดันย่อย

ที่ Pulmonary capillary ก่อนจะ

เข้าสู่ Pulmonary vein จะมี Po2

สูงสุดและเท่ากับ alveoli = 104

และ จะมี Po2 ต่ำสุดและเท่ากับ

alveoli = 40

Po2 ที่ Pulmonary vein จะค่อยๆ

ลดลงเนื่องจากผ่าน Bronchi และ

Bronchioles ไปเรื่อย ๆ

จนกว่าจะเข้าสู่หัวใจอีกครั้ง

43 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

42

9. กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่งแก๊ส

การแลกเปลี่ยนแก๊สของคนเกิดขึ้นได้ 2 บริเวณ คือ ปอดและเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ

1. การแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด เป็นการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างถุงลมและหลอดเลือดฝอย โดยแก๊สออกซิเจนที่ถุงลมจะแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอยที่อยู่รอบ ๆ ถุงลม และมีโปรตีนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (hemoglobin : Hb) ในเซลล์เม็ดเลือดแดงมาจับกลายเป็นสารที่เรียกว่า...

ออกซีฮีโมโกลบิน (oxyhemoglobin : Hb02) ซึ่งทำให้เลือดมีสีแดงสด แล้วเลือดจะถูกส่งไปยังหัวใจเพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย แล้วแพร่เข้าสู่เซลล์

ดังสมการ

Hb + O2 HbO2

บริเวณปอด

บริเวณเนื้อเยื่อ

44 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

43

กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่งแก๊ส

การแลกเปลี่ยนแก๊สที่เซลล์เนื้อเยื่อ เป็นการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ

ของร่างกาย โดยขณะที่แก๊สออกชิจนแพร่เข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์จะแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอย

ดังสมการ

H2CO3

บริเวณปอด

บริเวณเนื้อเยื่อ

ในเซลล์เม็ดเลือดแดง

CO2 + H2O

H+ + H2CO3-

45 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

44

CO2 exits blood

O2 enters blood

External respiration

Internal respiration

O2 exits blood

CO2 enters blood

กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่งแก๊ส

46 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

45

กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่ง

O2 นำเข้าปอด ลำเลียงผ่านเลือด สู่เนื้อเยื่อร่างกาย

CO2 นำออกจากเนื้อเยื่อร่างกายลำเลียงผ่านเลือดขับออกที่ปอด

การลำเลียง O2 สามารถเกิดขึ้นได้ 2 วิธี

1. 97% : O2 รวมตัวกับ Hemoglobin : Oxyhemoglobin

2. 3 % : O2 ละลายใน Plasma (Dissolved Oxygen)

Hb + 4O2 Hb(O2)4

บริเวณปอด (Alveoli)

บริเวณเนื้อเยื่อ

ลำเลียงในรูป Oxyhemoglobin ในเซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC)

47 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

46

กลไกการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการขนส่ง

การลำเลียง CO2 สามารถเกิดขึ้นได้ 3 วิธี

1. 70% : รวมตัวกับ H2O ในเซลล์เม็ดเลือดแดง

2. 23 % : จับกับ Hemoglobin ได้ Hb(CO2)4 ได้ Carbaminohemoglobin

ในเซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC)

3. 7% : CO2 ละลายใน Plasma

H2CO3

บริเวณปอด (Alveoli)

บริเวณเนื้อเยื่อ

โดย Carbonic anhydrase

ในเซลล์เม็ดเลือดแดง

CO2 + H2O

H+ + H2CO-3

ลำเลียงในรูป H2CO-3 ในพลาสมา (Plasma)

แย่งจับ Hb เพื่อปล่อย O2 ออกไปให้เซลล์

แพร่ไปในพลาสมา

48 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

47

- แก๊ส O2 แพร่จากถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอย

- แก๊ส CO2 แพร่จากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลมปอด

การแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณถุงลมปอด

49 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

48

การแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณเนื้อเยื่อ

- แก๊ส O2 แพร่จากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เซลล์

- แก๊ส CO2 แพร่จากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดฝอย

50 of 50

ระบบหายใจ (Respiratory system)

49

ภาพรวมระบบหายใจ