1 of 81

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์

คาบที่ 1

2 of 81

ตัวชี้วัด

ใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ (ส 5.1 ม.4-6/1)

ผังสาระการเรียนรู้

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

แผนที่

รูปถ่ายทางอากาศ

ภาพจากดาวเทียม

จีพีเอส

รีโมตเซนซิง

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

เครื่องมือและเทคโนโลยี

ทางภูมิศาสตร์

3 of 81

1. แผนที่

แผนที่ คือ เครื่องมือที่ให้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ โดยแสดงข้อมูลบนพื้นราบ ด้วยการย่อส่วนให้เล็กลง และใช้สี เส้น เครื่องหมาย สัญลักษณ์ ทิศทาง และมาตราส่วนที่กำหนดขึ้นมาแทนสิ่งที่ปรากฏอยู่บนผิวโลก

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

4 of 81

การจำแนกชนิดของแผนที่

การจำแนกตามลักษณะรายละเอียดที่ปรากฏบนแผนที่ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ

5 of 81

∙ แผนที่ลายเส้น

แผนที่ซึ่งแสดงรายละเอียดในพื้นที่ด้วยเส้น ซึ่งอาจเป็นเส้นตรง

เส้นโค้ง หรือเส้นใด ๆ ที่ประกอบเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น แม่น้ำแสดงด้วยเส้นคู่ขนาน อาคารแสดงด้วยเส้นประกอบกันเป็นรูปเหลี่ยม

ตัวอย่างแผนที่ลายเส้นเส้นทางบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

6 of 81

คือ แผนที่ที่ทำจากรูปถ่ายทางอากาศของภาพภูมิประเทศทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อนำมาใช้แทนแผนที่หรือเพิ่มเติมแผนที่ให้สมบูรณ์

∙ แผนที่รูปถ่าย

ตัวอย่างแผนที่รูปถ่ายบริเวณอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ที่มา : The National Research Council Of Thailand

7 of 81

การจำแนก

ตามลักษณะการใช้งาน

แผนที่ทั่วไป

แผนที่แบบราบ

แสดงรายละเอียดบนผิวโลก เฉพาะสัณฐานทางราบ

แผนที่ภูมิประเทศ

แสดงรายละเอียดทางแนวราบและแนวดิ่ง หรือ 3 มิติ

แผนที่เฉพาะเรื่อง

สร้างขึ้นบนแผนที่พื้นฐาน เพื่อแสดงข้อมูลเฉพาะเรื่อง

8 of 81

∙ แผนที่ภูมิประเทศ

เป็นแผนที่ที่ให้รายละเอียดโดยทั่ว ๆ ไปของภูมิประเทศ

ซึ่งได้ข้อมูลมาจากภาพถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม

9 of 81

∙ แผนที่เฉพาะเรื่อง

เป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลเพียงหนึ่งเรื่องหรือสองเรื่องที่สัมพันธ์กัน

เพื่อใช้ในกิจการเฉพาะอย่าง เช่น แผนที่ธรณีวิทยา แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ แผนที่การใช้ที่ดิน

10 of 81

การอ่านและการแปลความหมายของแผนที่

การอ่านและการแปลความหมายของแผนที่ จำเป็น

ต้องศึกษารายละเอียดและมีความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ

ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ เรียกว่า องค์ประกอบของแผนที่

องค์ประกอบของแผนที่ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏ

อยู่บนแผ่นแผนที่ ซึ่งผู้ผลิตแผนที่จัดแสดงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือ

ให้ผู้ใช้แผนที่ได้ทราบข่าวสารและรายละเอียดอย่างเพียงพอสำหรับการใช้แผนที่ได้อย่างถูกต้องและสะดวกรวดเร็ว

11 of 81

แผนที่ที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเรียกว่า ระวางในแผนที่แต่ละระวางมีองค์ประกอบของแผนที่ ดังนี้

องค์ประกอบ

ของแผนที่

เส้นขอบระวาง

องค์ประกอบภายนอกขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายในขอบระวาง

12 of 81

เส้นขอบระวาง

เส้นขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายนอกขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายในขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายในขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายนอกขอบระวาง

ภาพแสดงองค์ประกอบของแผนที่

ค่าละติจูด

ลองจิจูด

ที่มุมเส้นขอบระวาง

13 of 81

เส้นขอบระวาง

เป็นเส้นที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ภายในขอบระวาง และพื้นที่ภายนอกขอบระวาง

ตัวอย่างองค์ประกอบของแผนที่

แผนที่ภูมิประเทศอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มาตราส่วน 1 : 50,000 ชุด L7018 ที่มา : กรมแผนที่ทหาร

เส้นขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายในขอบระวาง

องค์ประกอบ

ภายนอกขอบระวาง

14 of 81

1. ชื่อชุดแผนที่และมาตราส่วน

2. ชื่อระวาง

3. หมายเลขประจำระวาง

4. หมายเลขประจำชุด

5. การจัดพิมพ์

6. มาตราส่วนแผนที่

7. ศัพทานุกรม

8. สารบาญ

9. คำอธิบายสัญลักษณ์

10. บันทึก

11. แผนภาพแสดงทิศ

12. หมายเลขประจำแผ่นแผนที่

4

5

3

9

8

1

6

2

7

10

11

12

องค์ประกอบภายนอกขอบระวาง

15 of 81

องค์ประกอบภายในขอบระวาง

สัญลักษณ์ เป็นเครื่องหมายที่คิดขึ้นเพื่อใช้แทนสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผิวโลก จำแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

สัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะทางกายภาพ

อาจแสดงด้วยเส้น จุด สี การแรเงาหนาทึบหรือรูปร่างต่าง ๆ

16 of 81

ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะทางกายภาพ

17 of 81

ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะทางกายภาพ

18 of 81

อาจใช้รูปสี่เหลี่ยม วงกลม และอื่น ๆ ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้แผนที่เข้าใจและจดจำได้โดยง่าย

สัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะทางวัฒนธรรม

19 of 81

ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะทางวัฒนธรรม

20 of 81

สัญลักษณ์ที่ใช้แทนลักษณะข้อมูลเฉพาะเรื่องหรือข้อมูลพิเศษ

เป็นสัญลักษณ์ที่คิดค้นเพื่อใช้แสดงแทนข้อมูลที่ผู้ผลิตต้องการแสดงเป็นพิเศษ เช่น แผนที่ข้อมูลทางด้านสาธารณสุข แสดงพื้นที่แพร่ระบาดของไข้หวัดนก โดยใช้สัญลักษณ์เป็นรูปสัตว์หรืออื่น ๆ ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้แผนที่เข้าใจและจดจำได้โดยง่าย

21 of 81

สี แผนที่ภูมิประเทศที่พิมพ์สีตามปกติจะมี 4 สี โดยมักเลือกสีให้สอดคล้องกับรายละเอียดที่ใช้สัญลักษณ์นั้นแทน คือ

สีน้ำเงิน ใช้แทนแหล่งน้ำ

สีเขียว ใช้แทนพืชพรรณธรรมชาติ

สีแดงหรือดำ ใช้แทนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

สีน้ำตาล ใช้แทนเทือกเขาหรือภูมิประเทศ

ชื่อภูมิศาสตร์ แสดงชื่อของสถานที่ที่ปรากฏในแผนที่

ระบบอ้างอิงในการกำหนดตำแหน่ง ได้แก่ เส้นหรือตาราง ที่แสดงไว้ในแผ่นแผนที่เพื่อใช้กำหนดค่าพิกัดของตำแหน่งต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ พิกัดภูมิศาสตร์ และ พิกัดฉาก

22 of 81

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์

คาบที่ 2

23 of 81

การคำนวณหาระยะจริงบนพื้นผิวโลกจากแผนที่

  • สูตร มาตราส่วน = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก(Ground Distance)

  • เช่น มาตราส่วน 1:75,000

มาตราส่วน = 1

75,000

24 of 81

การแบ่งแผนที่ตามมาตราส่วน

  • 1. แผนที่มาตราส่วนขนาดใหญ่ ได้แก่ แผนที่ที่มีมาตราส่วนเท่ากับหรือใหญ่กว่า 1:75,000 ใช้ในการเขียนแผนที่ขนาดเล็ก เช่น โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
  • 2. แผนที่มาตราส่วนขนาดกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วน 1:75,000 ถึง 1:600,000 ใช้เขียนแผนที่ขนาดกลาง เช่น จังหวัดเชียงใหม่
  • 3. แผนที่มาตราส่วนขนาดเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนเท่ากับหรือเล็กกว่า 1:600,000 ใช้เขียนแผนที่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ เช่น ทวีปเอเชีย

25 of 81

1.แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ถ้าวัดระยะทางในแผนที่ได้ 5 ซ.ม อยากทราบว่าระยะทางจริงบนพื้นผิวโลกเป็นกี่กิโลเมตร

26 of 81

1.แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ถ้าวัดระยะทางในแผนที่ได้ 5 ซ.ม อยากทราบว่าระยะทางจริงบนพื้นผิวโลกเป็นกี่กิโลเมตร

วิธีทำ 1

ระยะทางในแผนที่ 1 ซ.ม. = ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก 100,000 ซ.ม.

ระยะทางในแผนที่ 5 ซ.ม. = 5x100,000

= 500,000 ซ.ม.

ระยะ 100,000 ซ.ม. = 1 ก.ม.

ระยะ 500,000 ซ.ม. = 500,000

100,000

= 5 กิโลเมตร

27 of 81

1.แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ถ้าวัดระยะทางในแผนที่ได้ 5 ซ.ม อยากทราบว่าระยะทางจริงบนพื้นผิวโลกเป็นกี่กิโลเมตร

วิธีทำ 2

  • มาตราส่วน = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก(Ground Distance)

1 = 5

100,000 ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก = 5x100,000 ซ.ม.

= 500,000 ซ.ม.

= 5 กิโลเมตร

28 of 81

2.วัดระยะทางในแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ได้ 3.5 เซนติเมตร แสดงว่าระยะทางจริงคือกี่เมตร

29 of 81

2.วัดระยะทางในแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ได้ 3.5 เซนติเมตร แสดงว่าระยะทางจริงคือกี่เมตร

วิธีทำ 1

ระยะทางในแผนที่ 1 ซ.ม. = ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก 50,000 ซ.ม.

ระยะทางในแผนที่ 3.5 ซ.ม. = 3.5x50,000

= 175,000 ซ.ม.

ระยะ 100 ซ.ม. = 1 ม.

ระยะ 175,000 ซ.ม. = 175,000

100

= 1,750 เมตร

30 of 81

2.วัดระยะทางในแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ได้ 3.5 เซนติเมตร แสดงว่าระยะทางจริงคือกี่เมตร

วิธีทำ 2

  • มาตราส่วน = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก(Ground Distance)

1 = 3.5

50,000 ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก = 3.5x50,000 ซ.ม.

= 175,000 ซ.ม.

= 1,750 เมตร

31 of 81

3.แผนที่มาตรส่วน 1:50,000วัดระยะทางจริง ได้ 5.5 กิโลเมตร แสดงว่าระยะทางในแผนที่คือกี่เซนติเมตร

32 of 81

3.แผนที่มาตรส่วน 1:50,000 วัดระยะทางจริงได้ 5.5 กิโลเมตร แสดงว่าระยะทางในแผนที่คือ กี่เซนติเมตร

วิธีทำ 1

ระยะทางจริง 50,000 ซ.ม. = ระยะทางในแผนที่ 1 ซ.ม.

ระยะทางจริง 550,000 ซ.ม. = 550,000

50,000

= 11 ซ.ม.

33 of 81

3.แผนที่มาตรส่วน 1:50,000 วัดระยะทางจริงได้ 5.5 กิโลเมตร แสดงว่าระยะทางในแผนที่คือ กี่เซนติเมตร

วิธีทำ 2

  • มาตราส่วน = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก(Ground Distance)

1 = ระยะทางในแผนที่

50,000 5.5x100,000

ระยะทางในแผนที่ = 550,000 ซ.ม.

50,000

= 11 ซ.ม.

34 of 81

4.ระยะทางจริงระหว่างยอดเขา วัดได้ 22.5 กิโลเมตร ถ้าระยะทางในแผนที่วัดได้ 9 เซนติเมตร แผนที่นี้ใช้มาตราส่วนเท่าใด

35 of 81

4.ระยะทางจริงระหว่างยอดเขา วัดได้ 22.5 กิโลเมตร ถ้าระยะทางในแผนที่วัดได้ 9 เซนติเมตร แผนที่นี้ใช้มาตราส่วนเท่าใด

วิธีทำ

ระยะทางในแผนที่ 9 ซ.ม. = ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก 22.5 ก.ม.

= 22.5x100,000 ซ.ม.

= 2,250,000 ซ.ม.

ระยะทางในแผนที่ 1 ซ.ม. = 2,250,000

9

= 250,000 ซ.ม.

แผนที่นี้ใช้มาตราส่วน 1:250,000

36 of 81

4.ระยะทางจริงระหว่างยอดเขา วัดได้ 22.5 กิโลเมตร ถ้าระยะทางในแผนที่วัดได้ 9 เซนติเมตร แผนที่นี้ใช้มาตราส่วนเท่าใด

วิธีทำ 2

  • มาตราส่วน = ระยะทางบนแผนที่ (Map Distance)

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก(Ground Distance)

1 = 9 ซ.ม.

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก 22.5x100,000

ระยะทางจริงบนพื้นผิวโลก = 2,250,000 ซ.ม.

9

= 250,000 ซ.ม.

แผนที่นี้ใช้มาตราส่วน 1:250,000

37 of 81

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์

คาบที่ 3

38 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

39 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

40 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

  • 360 องศา = 24 ชั่วโมง
  • 1 องศา = 4 นาที
  • 15 องศา = 60 นาที (1 ชั่วโมง)
  • ประเทศไทยใช้โซนเวลาที 105 องศาตะวันออก (ห่างจากเวลามาตรฐานกรีนิช อังกฤษ 7 ชัวโมง)

41 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

42 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

43 of 81

44 of 81

การคำนวณหาเวลาโลก

ขั้นตอนการคำนวณ

1. หาระยะองศาที่สถานที่ทั้งสองอยู่ห่างกัน

2. นำองศามาคำนวณหาเวลา

3. เปรียบเทียบว่าสถานที่ทั้งสองใครมีเวลาช้า/เร็วกว่ากัน

45 of 81

ประเด็นที่ 1 อุบลราชธานี(105 องศาตะวันออก) เวลา 08.30 น. กาญจนบุรี(97องศาตะวันออก) จะเป็นเวลาใด

46 of 81

ประเด็นที่ 1 อุบลราชธานี(105 องศาตะวันออก) เวลา 08.30 น. กาญจนบุรี(97องศาตะวันออก) จะเป็นเวลาใด

วิธีทํา

อุบลราชธานีกับกาญจนบุรีมีค่าลองจิจูดต่างกัน = 105 - 97 องศา

= 8 องศา

อุบลราชธานีกับกาญจนบุรีจึงมีเวลาต่างกัน = 8 x 4 นาที

= 32 นาที

กาญจนบุรีอยู่โซนเวลาด้านตะวันออกเหมือนอุบลราชธานีแต่มีเวลาช้ากว่าอุบลราชธานี ดังนั้นเวลาในอุบลราชธานี 08.30 น.

กาญจนบุรีจะเป็นเวลา 08.30 - 32 = 07.58 น. วันพุธ

47 of 81

ประเด็นที่ 2 ญี่ปุ่น(135 องศาตะวันออก) เวลา 12.00 น. วันพุธ ประเทศไทยจะเป็นวันอะไร และเวลาใด

48 of 81

ประเด็นที่ 2 ญี่ปุ่น(135 องศาตะวันออก) เวลา 12.00 น. วันพุธ ประเทศไทยจะเป็นวันอะไร และเวลาใด

วิธีทํา

ญี่ปุ่นกับไทยมีค่าลองจิจูดต่างกัน = 135 -105 องศา (30 องศา)

ญี่ปุ่นกับไทยจึงมีเวลาต่างกัน = 30 x 4 นาที

= 120 นาที หรือ 2 ชั่วโมง

ไทยอยู่โซนเวลาด้านตะวันออกเหมือนญี่ปุ่นแต่มีเวลาช้ากว่าญี่ปุ่น

ดังนั้นเวลาในญี่ปุ่น 12.00 น. วันพุธ

ประเทศไทยจะเป็นเวลา 12.00 - 2 = 10.00 น. วันพุธ

49 of 81

ประเด็นที่ 3 อินเดีย(75 องศาตะวันออก) เวลา 23.00 น. วันศุกร์ ประเทศไทยจะเป็นวันอะไร และเวลาใด

50 of 81

ประเด็นที่ 3 อินเดีย(75 องศาตะวันออก) เวลา 23.00 น. วันศุกร์ ประเทศไทยจะเป็นวันอะไร และเวลาใด

วิธีทํา

อินเดียกับไทยมีค่าลองจิจูดต่างกัน = 105 -75 องศา (30 องศา)

อินเดียกับไทยจึงมีเวลาต่างกัน = 30 x 4 นาที

= 120 นาที หรือ 2 ชั่วโมง

ไทยอยู่โซนเวลาด้านตะวันออกเหมือนอินเดียแต่มีเวลาเร็วกว่าอินเดีย

ดังนั้นเวลาในอินเดีย 23.00 น. วันศุกร์

ประเทศไทยจะเป็นเวลา 23.00 + 2 = 01.00 น. วันเสาร์

51 of 81

ประเด็นที่ 4 จีน(120 องศาตะวันออก) เวลา 03.00 น. วันอาทิตย์ อยากทราบว่าสหรัฐอเมริกา(75 องศาตะวันตก) จะเป็นวันอะไร และเวลาใด

52 of 81

  • ประเด็นที่ 4 จีน(120 องศาตะวันออก) เวลา 03.00 น. วันอาทิตย์ อยากทราบว่าสหรัฐอเมริกา(75 องศาตะวันตก) จะเป็นวันอะไร และเวลาใด

วิธีทํา

จีนกับสหรัฐอเมริกามีค่าลองจิจูดต่างกัน = 120+75 องศา (195 องศา) จีนกับสหรัฐอเมริกาจึงมีเวลาต่างกัน = 195 x 4 นาที

= 780 นาที หรือ 13 ชั่วโมง

สหรัฐอเมริกาอยู่โซนเวลาด้านตะวันตกมีเวลาช้ากว่าจีนที่อยู่ตะวันออก

ดังนั้นเวลาในจีน 03.00 น. วันอาทิตย์

สหรัฐอเมริกาจะเป็นเวลา 03.00 - 13 = 14.00 น. วันเสาร์

53 of 81

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์

คาบที่ 4

54 of 81

2. รูปถ่ายทางอากาศ

รูปถ่ายทางอากาศ หมายถึง ภาพที่เกิดจากการถ่ายภาพในระยะไกล โดยใช้เครื่องบินในการถ่ายภาพเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของข้อมูลในพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง

55 of 81

ตัวอย่างรูปถ่ายทางอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร บริเวณเขตบางเขน

ที่มา : กรมแผนที่ทหาร

56 of 81

ประเภทของรูปถ่ายทางอากาศ

แบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้

รูปถ่ายดิ่ง หมายถึง ภาพที่ถ่ายโดยให้แกนกล้องอยู่ในแนวดิ่ง

ตัวอย่างรูปถ่ายทางอากาศประเภทรูปถ่ายดิ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร

บริเวณเขตบางเขน ที่มา : กรมแผนที่ทหาร

57 of 81

รูปถ่ายเฉียง หมายถึง ภาพที่ถ่ายโดยให้แกนกล้องเอียงจากแนวดิ่ง

รูปถ่ายทางอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร ประเภทรูปถ่ายเฉียงสูง

บริเวณเขตพระนคร (ซ้าย) และประเภทรูปถ่ายเฉียงต่ำ บริเวณสวนลุมพินี (ขวา)

ที่มา : สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร

58 of 81

3. ภาพจากดาวเทียม

ภาพจากดาวเทียม หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลพื้นผิวโลก ซึ่งเกิดจากการถ่ายภาพในระยะไกล เพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การสื่อสารและเทคโนโลยีต่าง ๆ

ดาวเทียมดวงแรกที่ประเทศไทย

ใช้เพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ

มีชื่อว่า ดาวเทียมธีออส

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล

ไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส

59 of 81

ตัวอย่างภาพจากดาวเทียม LANDSAT-5TM บริเวณภาคตะวันออก

ของประเทศไทย ที่มา : GISTDA

60 of 81

ประโยชน์ของภาพจากดาวเทียม

ประโยชน์ของภาพจากดาวเทียม

ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และภูมิประเทศ เช่น ภาพความเสียหาย

ที่เกิดจากพายุ

ช่วยให้เห็นที่ตั้งและขอบเขตของสถานที่และลักษณะทางธรรมชาติครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างและชัดเจน

ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกตลอดเวลา เช่น การเคลื่อนที่ของพายุ

ช่วยในการวางแผนและกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

61 of 81

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ �Compass

62 of 81

Globe

63 of 81

Planimeter

64 of 81

Stereoscope

65 of 81

Barometer

66 of 81

Thermometer

67 of 81

Psychrometer

68 of 81

Hygrometer

69 of 81

Aerovane

70 of 81

Rain Gauge

71 of 81

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หมายถึง สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโลกด้วยเทคนิควิธีการสมัยใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งข้อมูล การบูรณาการ การวิเคราะห์ การจัดการ และการตีความข้อมูลเชิงพื้นที่

72 of 81

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หมายถึง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการนำเข้าข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์

และแสดงผลการวิเคราะห์ รวมทั้งสามารถค้นคว้าเพื่อดัดแปลงแก้ไข

และนำเสนอข้อมูล เพื่อให้เห็นมิติและความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของข้อมูล

และนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการและด้านการวางแผนกำหนดนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(GIS)

73 of 81

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 5 ส่วน ดังนี้

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

74 of 81

ข้อดีของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ข้อดีของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ระบบการจัดเก็บข้อมูลมีความสามารถในการเก็บข้อมูลต่างๆ

ไว้ในชุดเดียวกันได้

สามารถสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่

เมื่อแสดงขั้นตอน

การวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล

มีความรวดเร็ว

สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อมูลได้ง่ายทำให้ข้อมูลมีความทันสมัยสะดวก

สามารถนำข้อมูล

ประเภทต่างๆ

มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน

75 of 81

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในด้าน

การบริหารจัดการและการวางแผนกำหนดนโยบายอย่างกว้างขวาง

ด้านการบริหารจัดการ มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ เนื่องจากใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ ทำให้สามารถทำการวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมและการไม่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว

76 of 81

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคนิค GIS/RS เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม บริเวณทิวเขาเหนือหมู่บ้านน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ที่มา : ศูนย์วิจัยสารสนเทศเพื่อประเทศไทย (GISTHAI)

77 of 81

ด้านการวางแผนกำหนดนโยบาย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา

พื้นที่ เนื่องจากการใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ สามารถนำเสนอ

ข้อมูลได้ในรูปของการบูรณาการร่วมกันระหว่างข้อมูลทางด้านลักษณะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคม

ทำให้เกิดการวางแผนตัดสินใจและกำหนดนโยบายแบบองค์รวม

โดยครอบคลุมพื้นที่และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาและการแก้ไข

ปัญหาในพื้นที่

78 of 81

รีโมตเซนซิง หมายถึง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ

หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยไม่มีการสัมผัสวัตถุนั้น และเป็นการ

บันทึกข้อมูลจากการสะท้อนแสงหรือการแผ่รังสีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

โดยเครื่องวัดหรืออุปกรณ์บันทึกที่ติดอยู่กับยานสำรวจ

2. รีโมตเซนซิงหรือการสำรวจข้อมูลระยะไกล(RS)

79 of 81

รายงาน

ผลการวิเคราะห์

กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล

สายตา

เครื่องคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานของรีโมตเซนซิง

ดวงอาทิตย์

วัตถุหรือสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก

ดาวเทียม

ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม

รูปแบบเชิงอนุมาน

รูปแบบเชิงตัวเลข

การสะท้อนแสงของวัตถุ

แสงอาทิตย์

ชั้นบรรยากาศ

กระบวนการได้รับข้อมูล

80 of 81

เครื่องกำหนดค่าพิกัด

เทคโนโลยีที่ใช้กำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกโดยอาศัยดาวเทียม

สถานีภาคพื้นดิน และเครื่องรับจีพีเอส โดยเครื่องรับจีพีเอสจะรับสัญญาณ

จากดาวเทียม เพื่อใช้ในการนำทางและติดตาม

3. ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกหรือจีพีเอส (GPS)

81 of 81