1 of 60

1

พระราชบัญญัติ�ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่�พ.ศ. 2539�

2 of 60

ความรับผิดทางละเมิดก่อนใช้ พรบ. นี้

1.1รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. รับผิดจนครบจำนวน

3. รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

4. หน่วยงานต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี

ในเรื่องความรับผิดทางแพ่ง

2

3 of 60

วัตถุประสงค์ในการตรากฎหมายนี้

1. การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิได้เป็นไป

เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยเฉพาะ

2. ก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่ปฏิบัติหน้าที่ แล้วก่อให้เกิดละเมิดแก่หน่วยงาน

หรือบุคคลภายนอก

3. ก่อให้เกิดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยทางอ้อม

3

4 of 60

หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้

4

1. วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐ �หรือบุคคลภายนอก

2. หลักเกณฑ์ความรับผิดจากการทำละเมิดดังกล่าวต้องเป็นความรับผิดจากการทำละเมิดอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

5 of 60

หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ (ต่อ)

5

3. เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวจากการกระทำละเมิดเมื่อการปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ�อย่างร้ายแรง

4. บุคคลภายนอกจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการส่วนตัวไม่ได้

ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ

5. หน่วยงานของรัฐมีส่วนต้องรับผิดในความเสียหายนั้นด้วย

6 of 60

กฎหมายนี้ใช้บังคับแก่

- หน่วยงานของรัฐ

* ที่กำหนดไว้ใน พรบ.

* ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

- เจ้าหน้าที่

6

7 of 60

7

หน่วยงานของรัฐ

กำหนดไว้ใน พรบ.

กำหนดไว้ใน พรฎ.

ส่วนราชการ

รัฐวิสาหกิจ

ราชการส่วนกลาง

ราชการส่วนภูมิภาค

ราชการส่วนท้องถิ่น

กำหนดเป็น

เฉพาะหน่วยงาน

จัดตั้งโดย พรบ.�หรือโดย พรฎ.

8 of 60

8

เจ้าหน้าที่

ผู้ปฏิบัติงาน

ประเภทอื่น

ไม่ว่าในฐานะ

กรรมการหรือ

ในฐานะอื่นใด

ลูกจ้าง

พนักงาน

ข้าราชการ

9 of 60

1. บุคคลกระทำการ�2. โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ�3. กระทำโดยผิดกฎหมาย�4. กระทำต่อบุคคลอื่น�5. ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นซึ่งอาจเป็นความเสียหาย แก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างใด อย่างหนึ่ง�6. ผู้กระทำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

9

ความหมาย “การกระทำละเมิด”

10 of 60

จงใจ : .........................�

10

ความหมายของคำว่า

ประมาทเลินเล่อ : .....................

11 of 60

11

การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่

กระทำต่อบุคคลภายนอก

กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ

-หน่วยงานที่ผู้นั้นสังกัด

-กระทำต่อหน่วยงานอื่น

-กระทำต่อหน่วยงานเดียว

หรือหลายหน่วยงาน

12 of 60

12

กรณีกระทำละเมิดต่อเอกชน (1)

: ต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่

  • หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบโดยตรงจาก� ผลละเมิดนั้น (มาตรา 5)
  • ถ้าฟ้องผิดตัว ผู้ถูกฟ้องยื่นคำร้องต่อศาล� ให้เรียกผู้ต้องรับผิดเข้ามาในคดีได้

13 of 60

13

กรณีกระทำละเมิดต่อเอกชน (2)

: ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่

เอกชนเรียกร้องสิทธิ์ได้ 2 วิธี

ยื่นคำขอต่อหน่วยงาน (ม.11)

ฟ้องร้องต่อศาล (แล้วแต่กรณีละเมิด)

14 of 60

14

กรณีกระทำละเมิดต่อเอกชน (3)

: ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่

ผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาล

กรณีฟ้องต่อศาลปกครอง

ระยะเวลาการฟ้องคดี (ม.51 พรบ.จัดตั้งฯ)

กรณีฟ้องต่อศาลยุติธรรม

ระยะเวลาการฟ้องคดี (ม.448 ป.พ.พ.)

15 of 60

15

กรณีกระทำละเมิดต่อเอกชน (4)

ถ้าไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่

  • การพิจารณาความรับผิด

ใช้หลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ.

  • ฟ้องต่อศาลยุติธรรม
  • อายุความใช้ตาม ม. 488 ป.พ.พ.

16 of 60

16

กรณีละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ (1)

กรณีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ (1)

กระทำต่อหน่วยงานที่ผู้นั้นสังกัด

กระทำต่อหน่วยงานอื่น

กระทำต่อหน่วยงานเดียวหรือต่อหลายหน่วยงาน

17 of 60

17

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ (2)

เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่

เกิดจากมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่

ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อเอกชน

ใช้บังคับตาม ป.พ.พ.

18 of 60

  • อายุความที่จะเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าการละเมิดนั้นจะเป็นการละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หน่วยงานของรัฐต้องฟ้องเรียกร้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าหน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังยืนยันว่าต้องรับผิดให้มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง (มาตรา 10)

18

กรณีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ (3)

19 of 60

หลักเกณฑ์การพิจารณา�กรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว�

19

1. การกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้กระทำไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

2. จำนวนค่าสินไหมให้คำนึงถึงระดับของความร้ายแรงของการกระทำและความเป็นธรรม

3. ถ้าหน่วยงานมีส่วนในการละเมิดด้วย ให้หน่วยงานมีส่วนรับผิดด้วย

4. กรณีที่การกระทำละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนมิได้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ

20 of 60

สรุปกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

20

1. แยกความรับผิดอันเกิดจาก “การปฏิบัติหน้าที่ &ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่”

2. แยกความรับผิดของหน่วยงาน & เจ้าหน้าที่

3. สิทธิไล่เบี้ย (เฉพาะกรณีจงใจ-ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง)

4. การไล่เบี้ย คำนึงถึงระดับความร้ายแรง-ความบกพร่องของหน่วยงาน

5. ไม่นำหลัก “ลูกหนี้ร่วม” มาใช้บังคับ

6. กำหนดเรื่อง “อายุความ” แตกต่างจาก ปพพ.

7. หน่วยงานใช้ “มาตรการบังคับทางปกครอง” ได้เอง

21 of 60

การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของ อปท.

  • กฎหมาย/ระเบียบ/หนังสือสั่งการ

- พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

- หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.6/ว2092

ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2540

21

22 of 60

ขั้นตอนการปฏิบัติ

  • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ข้อ 8 เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ แห่งนั้นมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้

22

23 of 60

  • คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนไม่เกินห้าคนโดยแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นหรือหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่เห็นสมควร
  • กระทรวงการคลังอาจประกาศกำหนดว่าในกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่จำนวนเท่าใด จะให้มีผู้แทนของหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้

23

24 of 60

  • ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้กำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาของคณะกรรมการไว้ด้วยก็ได้ (อปท.กำหนดไว้ 60 วัน ขยายได้ 2 ครั้งๆ ละ 30 วัน ตาม นส. มท 0313.6/ว2092 ลว. 1 ก.ค. 2540

*** กรณีนายกฯ มีส่วนต้องรับผิด ต้องให้ผู้กำกับดูแลเป็นผู้แต่งตั้ง คณะกรรมการ แนวทางปฏิบัติตามหนังสือ สถ. ที่ มท 0804.4/ว 1775 ลว.10 ก.ย. 2550

24

25 of 60

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่ง จะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้ ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย

26 of 60

  • ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำ
  • หลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับ
  • ผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น

27 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด

  • หนังสือ มท ที่ 0804.4/ว 3986 ลว 23 พ.ย. 2550

กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ

1. การจัดซื้อ/จัดจ้างไม่ถูกต้อง

- กก.พิจารณาผล 60 %

- ฝ่ายพัสดุ 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 10 %

27

28 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

2. กำหนดราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง

2.1 ใช้ค่า factor F/ราคาวัสดุไม่ถูกต้อง

- กก.กำหนดราคากลาง 70 %

- ฝ่ายพัสดุ 15 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 5 %

28

29 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

2.2 คำนวณปริมาณงานผิดพลาด

- กก.กำหนดราคากลาง 100 %

29

30 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

3. ไม่คัดเลือกผู้เสนอราคาต่ำสุดที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามเงื่อนไข ที่กำหนด

3.1 วิธีสอบราคา

- กก.เปิดซอง 60 %

- ฝ่ายพัสดุ 15 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 15 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 5 %

30

31 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

3.2 วิธีประกวดราคา

- กก.พิจารณาผล 60 %

- ฝ่ายพัสดุ 15 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 15 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 5 %

31

32 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

4. การตรวจรับจ้าง/ตรวจรับไม่ถูกต้อง

4.1 การก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบรายการ

- กก.ตรวจการจ้าง 30 %

- ผู้ควบคุมงาน 50 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 10 %

32

33 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

4.2 ส่งของไม่ตรงตามสัญญา

- กก.ตรวจรับ 40 %

- ฝ่ายพัสดุ 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 10 %

33

34 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

5. ไม่เรียกค่าปรับกรณีส่งมอบงาน/ของ ล่าช้า

- กก.ตรวจการจ้าง/รับ 70 %

- ฝ่ายพัสดุ 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 10 %

34

35 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

6. การใช้เงินผิดระเบียบ

6.1 ไม่นำเงินรายได้เข้าบัญชีที่เกี่ยวข้อง แต่นำไปใช้โดยผิดระเบียบ

- ฝ่ายการเงิน 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 30 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 50 %

35

36 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

6.2 จ่ายเงินเกินสิทธิ/ไม่มีสิทธิ/ผิดระเบียบ

- ฝ่ายการเงิน 60 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 20 %

36

37 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

7. รับเงินแล้วนำไปใช้ส่วนตัว

7.1 รับเงินแล้วไม่ออกใบเสร็จรับเงิน/แก้ไขหรือปลอมใบเสร็จรับเงิน

- ผู้ทุจริต 100 %

- ฝ่ายการเงิน 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 30 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 50 %

37

38 of 60

หลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนความรับผิด(ต่อ)

7.2 ออกใบเสร็จรับเงินแล้วไม่

- ผู้ทุจริต 100 %

- กก.เก็บรักษาเงิน 60 %

- ฝ่ายการเงิน 20 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น/กลาง(ผ่านงาน) 10 %

- ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง (ผู้อนุมัติ) 10 %

38

39 of 60

  • แก้ไขหรือเติมจำนวนเงินในเช็ค/ใบถอนเงินให้สูงขึ้น

- ผู้ทุจริต 100 %

- ผู้เกี่ยวข้อง (ผู้ลงนามในเช็ค/ใบถอนเงิน)

กรณีผู้ลงนามในเช็ค/ใบถอนเงิน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เช่น ลงนามล่วงหน้าโดยไม่ได้กรอกจำนวนเงิน,เขียนช่องจำนวนเงินโดยเว้นระยะห่างข้างหน้าไว้ให้เติมได้,ไม่ได้ขีดคร่อมเช็คสั่งจ่ายให้เจ้าหนี้โดยตรง เป็นต้น ให้ผู้ลงนามในเช็ค/ ใบถอนเงิน รับผิดคนละส่วนเท่าๆกัน

39

40 of 60

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กรมบัญชีกลาง

สำนวนเลขที่ 48/167/2555

ประเภทสำนวน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ(พัสดุ)

เรื่อง เทศบาลคำนวณราคากลางโครงการจ้างเหมาขุดลอกสูงกว่า ความเป็นจริง

40

กรณีศึกษา

41 of 60

  • ข้อเท็จจริง สตง.ตรวจสอบพบว่า เทศบาลจ้างเหมาขุดลอกคลอง โดย คกก.กำหนดราคากลางใช้อัตราค่างานของเรือขุดและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 952,400 บาท

41

42 of 60

ความเห็นของ คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

1.นาย ช. นบห.ช่าง ในฐานะผู้ออกแบบ รับผิด 80 % คิดเป็น 530,400 บาท

2.นาย ล. นายช่างโยธา ผู้ควบคุมงาน รับผิด 20 % คิดเป็น 132,000 บาท

42

43 of 60

ความเห็นของ คกก.พิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เทศบาลจัดจ้างโครงการขุดลอก วงเงิน 1,840,00 บาท ประมาณการขุดลอกด้วยเรือขุด แต่การดำเนินการจริงใช้รถแบคโฮยืนบนโป๊ะ และใช้ราคาน้ำมันในขณะคำนวณถูกต้อง

- ลักษณะดังกล่าว ความเห็นของกรมชลประทาน เห็นว่าไม่ใช่ลักษณะของเรือขุด ถ้าหากคำนวณราคาโดยใช้รถแบคโฮขุด 26.64 บาท/ลบ.ม. แต่หากใช้เรือขุดราคา 56.44 บาท/ ลบ.ม.

43

44 of 60

- พื้นที่ดำเนินการ คลอง กว้าง 22 ม. ลึกเฉลี่ย 5 ม. เป็นร่องน้ำขนาดเล็ก เรือเข้าไม่ได้

- ราคาน้ำมันในขณะนั้น 33-33.39 บาท/ลิตร แต่ราคาที่ใช้คำนวณ 34-37.99 บาท/ลิตร

พฤติการณ์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด

1. นาย ข. หัวหน้ากองช่าง ผู้ออกแบบ กำหนดรายละเอียดและราคากลาง รับผิด 50 % เป็นเงิน 476,200 บาท

2. นาย ส. นายช่างโยธา ผู้ควบคุมงาน รับผิด 50 % เป็นเงิน 476,200 บาท

44

45 of 60

สำนวนเลขที่ 69/195/2554

ประเภทสำนวน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ(พัสดุ)

เรื่อง จัดทำราคากลางไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ข้อเท็จจริง สตง.ตรวจสอบพบว่า การกำหนดราคากลางก่อสร้างอาคาร สนง.และหอประชุมของเทศบาลไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 22,454,303.77 บาท

45

46 of 60

ความเห็นของ คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

แนวทางที่ 1

1. นาย ต.,นาย ศ.,นาย ด. คกก.กำหนดราคากลาง รับผิด 70 % คิดเป็น 15,718,012.64 บาท

2. ผอ.กองช่าง(นาย ต.) รับผิด 15 % คิดเป็น 3,368,145.57 บาท

3. นาย ย. ปลัดเทศบาล รับผิด 7.5 % คิดเป็น 1,648,072.78 บาท

4. นาย อ. นายกฯ รับผิด 7.5 % คิดเป็น 1,648,072.78 บาท

46

47 of 60

แนวทางที่ 2

1. นาย ต.,นาย ศ.,นาย ด. คกก.กำหนดราคากลาง รับผิด 60 % คิดเป็น 13,472,582.26 บาท

2. นาย ย. ปลัดเทศบาล และนาย อ. นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชา รับผิด 40 % แบ่งเท่าๆ กัน คิดเป็นคนละ 4,490,860.75 บาท

48 of 60

ความเห็นของ คกก.พิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

คกก.กำหนดราคากลาง ไม่ได้จัดทำราคากลางให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่ได้นำราคากลางที่ผู้รับจ้างออกแบบมาใช้เป็นราคากลางในการก่อสร้าง โดยมิได้ถอดแบบสำรวจปริมาณและวัสดุก่อสร้างด้วยตนเองทำให้ราคาสูงกว่าความเป็นจริง

เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด

คกก.กำหนดราคากลาง ประกอบด้วย นาย ต. ผอ.กองช่าง,

1.นาย ศ. นายช่างโยธา, นาย ด. วิศวกรโยธา รับผิด 60 % คิดเป็น 13,472,582.26 บาท โดยรับผิดส่วนละเท่าๆกัน คิดเป็นคนละ 4,490,860.75 บาท

2. นาย ย. ปลัดเทศบาล รับผิด 10 % คิดเป็น 2,245,430.38 บาท

3. นาย อ. นายกฯ รับผิด 30 % คิดเป็น 6,736,291.13 บาท

49 of 60

สำนวนเลขที่ 71/201/2556

ประเภทสำนวน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ(พัสดุ)

เรื่อง กำแพงป้องกันตลิ่งของ อบต.พังทลายในระหว่างประกันของสัญญา

ข้อเท็จจริง กำแพงป้องกันตลิ่งที่ อบต.จ้าง หจก.ป. ก่อสร้างตามโครงการกำแพงป้องกันตลิ่ง วงเงิน 430,000 บาท เกิดพังทลายลง เป็นเหตุให้ อบต. เป็นเงิน 430,000 บาท

50 of 60

ความเห็นของ คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

ให้หักส่วนแห่งความรับผิดออกก่อน 25% คงเหลือความเสียหาย 322,500 บาท และเจ้าหน้าที่จำนวน 9 ราย รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามส่วน

ความเห็นของ คกก.พิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

-สภา อบต.มีมติเห็นชอบให้จ่ายขาดเงินสะสมโครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่ง เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2551 เป็นเงิน 431,000 บาท นาย ป. หน.ส่วนโยธา ได้เสนอขออนุมัติจัดจ้างโครงการฯ จุดที่ 1 ความยาว 40 ม. หนา 0.20 ม. สูง 2.40 ม. รายละเอียดเป็นไปตามแบบแปลน ของ อบต. ที่ออกแบบโดย นาย พ. ผู้ช่วยนายช่างโยธา และมี นาย ป. หน.ส่วนโยธา เป็นผู้ตรวจแบบแปลนและประมาณการราคาโครงการฯ

51 of 60

  • จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ มี หจก.ป. เป็นผู้เสนอ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ 430,000 บาท คกก.จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ตรวจสอบพบว่า หจก.ป. เป็นผู้มีคุณสมบัติครบ แต่ไม่สามารถพิจารณาหนังสือรับรองผลงานว่าเป็นประเภทเดียวกับงานที่ อบต.จะจ้างหรือไม่ จึงเสนอให้ นาย ร. นายกฯอบต.เป็นผู้พิจารณา ซึ่งต่อมา นาย ร. มีความเห็นว่า “ข้าฯได้พิจารณากับนายช่างโยธาแล้ว ปรากฏว่าผลงานของผู้เสนอราคาที่นำมายื่นประกอบเป็นผลงานมีลักษณะใกล้เคียงกัน สามารถนำมาเป็นผลงานประกอบการจ้างได้”
  • จึงเรียก หจก.ป. มาทำสัญญาจ้าง ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1 ลว. 4 ก.พ. 2551 วงเงิน 430,000 บาท ระยะเวลาการทำงาน 60 วัน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 เมษายน 2551

52 of 60

- วันที่ 19 ก.พ. 2551 คกก.ตรวจการจ้าง ได้ทำการตรวจรับงาน เสนอต่อ นายกฯว่า ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนตามแบบแปลนทุกประการ จึงสมควรจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างต่อไป

  • วันที่ 25 ก.พ. 2551 นาย ร. นายกฯ ได้อนุมัติจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง ตามวงเงินในสัญญาจ้าง
  • ภายหลังจากตรวจรับงานได้ประมาณ 1 ปี 6 เดือน กำแพงป้องกันตลิ่งดังกล่าวได้เกิดพังทลายลง
  • จากข้อเท็จจริงประกอบกับรายงานของ คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เชื่อว่า การพังทลายเกิดจากการออกแบบที่ไม่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และไม่มีความมั่นคงแข็งแรงเป็นไปตามหลักวิชาช่างที่ดี ประกอบกับผู้ควบคุมงานมิได้ใช้ความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบในการควบคุมงาน เป็นเหตุให้มี การตรวจรับงานละจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างไป พฤติการณ์ถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเงินเล่ออย่างร้ายแรง จะต้องรับผิด

53 of 60

1. เจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการเขียนแบบ ออกแบบ ให้รับผิด 50 % ของจำนวนเงิน 430,000 บาท คิดเป็น 215,000 บาท ดังนี้

1.1 นาย ช. พนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่ง ผช.ช่างโยธา ผู้เขียนแบบออกแบบ รับผิด 50 % ของจำนวนเงิน 215,000 บาท คิดเป็น 107,500 บาท

1.2 นาย ป. หน.ส่วนโยธา ผู้ตรวจแบบแปลนก่อสร้าง รับผิด 30 % ของจำนวนเงิน 215,000 บาท คิดเป็น 65,500 บาท

1.3 นางสาว ก. หน.ส่วนการคลัง รักษาราชการแทน ปลัด อบต. ผู้เห็นชอบแบบแปลนงานก่อสร้าง รับผิด 10 % ของจำนวนเงิน 215,000 บาท คิดเป็น 21,500 บาท

1.4 นาย ร. นายกฯอบต. ผู้อนุมัติแบบแปลนงานก่อสร้าง รับผิด 10 % ของจำนวนเงิน 215,000 บาท คิดเป็น 21,500 บาท

54 of 60

2. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการก่อสร้าง ให้รับผิด 50 % ของจำนวนเงิน 430,000 บาท คิดเป็น 215,000 บาท ดังนี้

2.1 นาย อ. นายช่างโยธา เป็นผู้ควบคุมงาน รับผิด 50 % ของจำนวนเงิน 215,000 บาท คิดเป็น 215,500 บาท

2.2 คกก.ตรวจการจ้าง ประกอบด้วย นางสาว ท. นักวิชาการศึกษา,นาง ว. จนท.บันทึกข้อมูล ,นาย ด. นาย ม. และนาย ห. ผู้แทนชุมชน ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า เมื่อผู้รับจ้างได้ส่งมอบงาน นาย อ. ผู้ควบคุมงาน ได้รายงานว่า ได้ตรวจสอบผลงานเรียบร้อยแล้ว ถูกต้องตามแบบแปลน ประกอบกับผู้ความคุมงานไม่ได้รายงานหรือมีเหตุที่แสดงงานก่อสร้างไม่ได้เป็นไปตามหลักวิชาช่าง พฤติการณ์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

55 of 60

สำนวนเลขที่ 8/34/2555

ประเภทสำนวน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ(พัสดุ)

เรื่อง เทศบาลดำเนินการจ้างก่อสร้างไม่ชอบด้วยระเบียบ

ข้อเท็จจริง

สตง.ได้ตรวจสอบการจัดจ้างก่อสร้างโครงการตลาดน้ำและ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ของเทศบาล พบว่า มีการคำนวณราคากลางไม่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ทำให้ราคากลางที่คำนวณไว้สูงกว่าที่ควรจะเป็น เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 731,678 บาท

56 of 60

ความเห็นของ คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

เห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิด

ความเห็นของ คกก.พิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

- เทศบาลได้จัดจ้างก่อสร้างโครงการตลาดน้ำและศูนย์จำหน่าย ผลิตภัณฑพื้นเมือง ตามสัญญาจ้างลงวันที่ 30 พ.ค. 2546 มูลค่าตามสัญญา 47,850,000 บาท กับ บริษัท อ. ต่อมา สตง.ได้ตรวจสอบพบว่า มีการคำนวณราคากลางไม่ถูกต้องดังนี้

- นำราคาครุภัณฑ์และรายการเบ็ดเตล็ดอื่น ซึ่งไม่จัดเป็นส่วนประกอบของงาน ไปรวมกับค่างานต้นทุนกลุ่มอื่นๆ

57 of 60

- รายการงานถังขยะสำเร็จรูป จำนวน 50 ชุด ๆละ 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 350,000 บาท ซึ่งต้นจริงของราคาถังขยะเพียงชุดละ 4,708 บาท จำนวน 50 ชุด เป็นเงิน 235,500 บาท ราคากลางจึงสูงกว่าที่ควรจะเป็น 114,600 บาท

- การคำนวณราคากลางประเภทอาควร คณะกรรมการกำหนดราคากลางใช้ค่า Factor F ไม่ถูกต้อง โดยมิได้ใช้ค่า Factor F 1.2089 แต่ใช้ Factor F ที่ 1.2112 ส่งผลให้ราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง คิดเป็นเงิน 731,678 บาท

- กรมบัญชีกลางเห็นว่าราคากลางที่ควรจะเป็น คิดเป็นเงิน 47,207,745.52 บาท เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย จากการจัดจ้างที่สูงกว่าความเป็นจริง คิดเป็นเงิน 642,254,48 บาท (47,850,000- 47,207,745.50)

58 of 60

ความรับผิดทางละเมิด

1. คณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกอบด้วย นาย ท. ผอ.กองช่างสุขาภิบาล, นาย ว. วิศวกรสุขาภิบาล และนาย ก. นายช่างเครื่องกล พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 642,254.48 บาท จึงให้คณะกรรมการฯรับผิด 70 % ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 449,578.14 บาท โดยให้รับผิดคนละส่วนเท่าๆกัน คิดเป็นเงินคนละ 149,859.38 บาท

59 of 60

2. นาง ร. ปลัดเทศบาล พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 642,254.48 บาท จึงให้รับผิด 20 % ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 128,450.90บาท

3. นาย ม. นายกฯ พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้เทศบาลได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 642,254.48 บาท จึงให้รับผิด 10 % ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 164,225.45 บาท

60 of 60

60

นายณรงค์ ศรีระสันต์

อัยการจังหวัดสงขลา