กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Slide PowerPoint_สื่อประกอบการสอน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ฟิสิกส์ เล่ม 2
บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทร./แฟกซ์ : 0 2622 2999 (อัตโนมัติ 20 คู่สาย) webmaster@aksorn.com / www.aksorn.com
ผลการเรียนรู้
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
หน่วยการเรียนรู้ที่
5
กลไกการเกิดและการแผ่ออกจากแหล่งกำเนิดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือกลไกใด
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
สนามไฟฟ้า
ทิศทางการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
ความยาวคลื่น λ
แมกซ์เวลล์ (Jame Clerk Maxwell) เป็นนักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่รวบรวมกฎที่เกี่ยวกับไฟฟ้าและแม่เหล็ก มาสรุปเป็นทฤษฎีที่แสดงด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ เรียกว่า สมการแมกซ์เวลล์ (Maxwell’s equation)
กฎของเกาส์สำหรับสนามไฟฟ้า
กฎของเกาส์สำหรับสนามแม่เหล็ก
กฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์
กฎของแอมแปร์-แมกซ์เวลล์
ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์
สมการแมกซ์เวลล์ ต้องใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนในการอธิบาย ดังนั้น เพื่อให้รู้แนวคิดของแต่ละสมการ และให้เข้าใจ
ได้โดยง่าย จึงขอกล่าวเพียงใจความสำคัญของแต่ละสมการ ซึ่งสรุปได้ ดังตาราง
ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์
สมการแมกซ์เวลล์
สมการที่
แสดงถึง
ใจความสำคัญ
1
2
3
4
กฎของเกาส์สำหรับสนามไฟฟ้า
กฎของเกาส์สำหรับสนามแม่เหล็ก
กฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์
กฎของแอมแปร์-แมกซ์เวลล์
ประจุไฟฟ้าบวกจะมีสนามไฟฟ้าพุ่งออกจากตัวประจุไฟฟ้า และประจุไฟฟ้าลบ
จะมีสนามไฟฟ้าพุ่งเข้าหาตัวประจุไฟฟ้า
สนามแม่เหล็กจะต้องมีขั้วแม่เหล็กเป็นคู่เสมอ คือ ขั้วเหนือและขั้วใต้ จะไม่มี
ขั้วแม่เหล็กที่อยู่เป็นขั้วเดี่ยว ๆ
หากมีการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กย่อมมีการเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า
เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลจะเกิดสนามแม่เหล็กรอบกระแสไฟฟ้านั้น หรือกล่าวได้ว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าจะเกิดสนามแม่เหล็ก
แมกซ์เวลล์ได้นำสมการแมกซ์เวลล์มาทำนายคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ ดังนี้
ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์
ทิศทางการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
ความยาวคลื่น λ
สนามแม่เหล็ก
สนามไฟฟ้า
การทดลองของเฮิรตซ์
ตัวรับ (receiver)
ทำจากลวดตัวนำงอเป็นรูป
วงกลมที่ปลายทั้งสองมีตัวนำ
ทรงกลมต่ออยู่
แผนภาพแสดงการทดลองของเฮิรตซ์
ตัวส่ง (transmitter)
ประกอบด้วยขดลวด
เหนี่ยวนำที่ต่อกับ
ตัวนำทรงกลมสองตัว
ขดลวดเหนี่ยวนำ
การทดลองของเฮิรตซ์
ตัวรับ (receiver)
ทำจากลวดตัวนำงอเป็นรูป
วงกลมที่ปลายทั้งสองมีตัวนำ
ทรงกลมต่ออยู่
เกิดจากขดลวดเหนี่ยวนำที่ทำให้สนามแม่เหล็กเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหนี่ยวนำจนทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความต่างศักย์สูงที่ตัวนำทรงกลมทั้งสอง จึงทำให้เกิดสนามไฟฟ้าในช่องว่างระหว่างตัวนำมีค่ามากพอที่จะทำให้อากาศระหว่างช่องแคบแตกตัวเกิดเป็นประกายไฟ ซึ่งประกายไฟที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาของประจุไฟฟ้า
แผนภาพแสดงการทดลองของเฮิรตซ์
ขดลวดเหนี่ยวนำ
การเกิดประกายไฟในช่องแคบในช่องว่างระหว่างตัวนำทรงกลม
ตัวส่ง (transmitter)
ประกอบด้วยขดลวด
เหนี่ยวนำที่ต่อกับ
ตัวนำทรงกลมสองตัว
การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศ
(ก)
(ข)
การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศ
จากแผนภาพจะได้ว่า การที่ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่กลับไปกลับมาในสายอากาศในแนวดิ่งจะทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กขึ้นพร้อมกันและมีทิศทางตั้งฉากกันตลอดเวลา จึงทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกทุกทิศทางยกเว้นทิศทางที่อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกับสาย อากาศโดยทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าจะเป็นไปตามกฎมือขวา
(ก)
(ข)
โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แผ่นโพลาไรเซชัน
(polarization filter)
แสงไม่โพลาไรซ์
(unpolarized light)
แสงโพลาไรซ์
(polarized light)
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยใช้แผ่นโพลารอยด์
แผ่นโพลารอยด์มีสมบัติยอมให้แสงที่มีสนามไฟฟ้าขนานกับทิศของโพลาไรซ์ผ่านได้ ดังนั้น หากแสงผ่านแผ่นโพลารอยด์ แสงที่มีสนามไฟฟ้าขนานกับทิศของโพลาไรซ์จะผ่านได้ ส่วนแสงที่สนามไฟฟ้ามีทิศทางตั้งฉากกับทิศของโพลาไรซ์จะถูกแผ่นโพลารอยด์ดูดกลืน จึงกล่าวได้ว่า เมื่อแสงไม่โพลาไรซ์ผ่านแผ่นโพลารอยด์จะกลายเป็นแสงโพลาไรซ์
แสงไม่โพลาไรซ์ผ่านแผ่นโพลารอยด์แล้วกลายเป็นแสงโพลาไรซ์
แสงไม่โพลาไรซ์
แสงโพลาไรซ์
ทิศทางของแสง
ทิศของโพลาไรซ์
แผ่นโพลารอยด์
แกนโพลาไรซ์
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยการสะท้อน
เมื่อแสงไม่โพลาไรซ์ตกกระทบผิววัตถุโปร่งใส (วัสดุผิวเรียบที่ไม่ใช่โลหะ เช่น แผ่นแก้ว ผิวนํ้า) แสงสะท้อนจะเป็นแสงโพลาไรซ์บางส่วน โดยแสงจะเป็นแสงโพลาไรซ์มากที่สุด เมื่อรังสีสะท้อนตั้งฉากกับรังสีหักเหในวัตถุ
แสงไม่โพลาไรซ์ตกกระทบผิววัตถุโปร่งใสแล้วแสงสะท้อนออกมาเป็นแสงโพลาไรซ์
แสงโพลาไรซ์
แสงไม่โพลาไรซ์
(ก) มองที่ผิวด้านบน
รังสีสะท้อน
รังสีตกกระทบ
(ข) มองที่ผิวด้านข้าง
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยการสะท้อน
เมื่อพิจารณาการหักเหของแสงในภาพ (ข) จะได้ว่า
จากกฎของสเนลล์ ;
เนื่องจาก แสงเคลื่อนที่จากอากาศไปสู่วัตถุโปร่งใส จะได้ว่า
รังสีสะท้อน
รังสีตกกระทบ
(ข) มองที่ผิวด้านข้าง
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยการสะท้อน
ดังนั้น จะได้สมการที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมุม กับค่าดรรชนีหักเหของวัตถุโปร่งใส ซึ่งเรียกว่า
กฎของบรูสเตอร์ (Brewster’s law)
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยการหักเห
เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านผลึกแคลไซต์จะเกิดการหักเหออกเป็นสองแนว (birefringence) เพราะผลึกแคลไซต์เป็นผลึกที่มีดรรชนีหักเหสองค่า จึงทำให้แสงโพลาไรซ์ที่ออกจากผลึกแคลไซต์มีสองแนว คือ รังสีธรรมดา (ordinary ray) ซึ่งมีอัตราเร็วเท่ากันทุกทิศทาง และรังสีพิเศษ (extraordinary ray) ซึ่งมีอัตราเร็วในผลึกต่างกันในทิศทางที่ต่างกัน
รังสีธรรมดา
รังสีพิเศษ
แสงไม่โพลาไรซ์
การหักเหของแสงไม่โพลาไรซ์ผ่านผลึกแคลไซต์
การสร้างแสงโพลาไรซ์โดยการกระเจิงของแสง
เมื่อแสงตกกระทบวัตถุใด ๆ อิเล็กตรอนในวัสดุนั้นสามารถดูดกลืนและเปล่งแสงบางส่วนออกมาได้ เช่น การที่แสงอาทิตย์ซึ่งเป็นแสงไม่โพลาไรซ์ถูกโมเลกุลของอากาศดูดกลืนและเปล่งแสงบางส่วน ซึ่งแสงที่เปล่งออกมาจะเป็นแสงโพลาไรซ์ ปรากฎการณ์ดังกล่าวเรียกว่า การกระเจิงของแสง (scattering of light)
ทิศการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาของอิเล็กตรอน
แสงไม่โพลาไรซ์
แสงโพลาไรซ์ในแนวดิ่ง
แสงโพลาไรซ์ในแนวดิ่ง
แสงโพลาไรซ์ในแนวระดับ
แสงไม่โพลาไรซ์
VDO
สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในธรรมชาติมีความถี่ต่าง ๆ มากมายและเป็นความถี่ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้าง ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่าง ๆ ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้าง เรียกรวมกันว่า สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic spectrum)
ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น
พลังงานเพิ่มขึ้น
วิทยุ
ไมโครเวฟ
อินฟราเรด
อัลตรา
ไวโอเลต
รังสีเอกซ์
รังสีแกมมา
สเปกตรัมของแสง
อุปกรณ์ที่ทำงานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานของอุปกรณ์บางชนิด ได้แก่ อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล (รังสีอินฟราเรดและคลื่นวิทยุ) เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (รังสีเอกซ์) และเครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (คลื่นวิทยุ) และใช้ในการสื่อสารเพื่อส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งผ่านสื่อกลางแบบใช้สาย (แสงเลเซอร์) และสื่อกลางแบบไร้สาย (รังสีอินฟราเรด ไมโครเวฟ และคลื่นวิทยุ)
เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก
การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สัญญาณข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร มี 2 ชนิด คือ สัญญาณแอนะล็อก และสัญญาณดิจิทัล
• สัญญาณแอนะล็อก เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นคลื่นต่อเนื่อง โดยแต่ละคลื่นอาจมีความถี่และความเข้มของสัญญาณ (แอมพลิจูด) ต่างกัน โดยความถี่และความเข้มของสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์
• สัญญาณดิจิทัล เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นคลื่นไม่ต่อเนื่อง คล้ายขั้นบันได ขนาดของสัญญาณดิจิทัลมีค่าคงที่เป็นช่วง ๆ และการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันทีทันใด เช่น สัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
เวลา
ระดับสัญญาณ
สัญญาณดิจิทัลส่งผ่านได้ง่ายกว่าและมีโอกาสเกิดความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณแอนะล็อก ซึ่งนำไปสู่การส่งข้อมูล
ที่ถูกต้อง อัตราการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าและได้ผลลัพธ์ที่ดี
เวลา
ระดับสัญญาณ
สรุป
• คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ในระนาบที่ตั้งฉากกันและตั้งฉากกับทิศการแผ่ไปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
• การทดลองของเฮิรตซ์ เป็นการทดลองเพื่อยืนยันการมีอยู่จริงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เฮิรตซ์ค้นพบ คือ คลื่นวิทยุ ที่มีความยาวคลื่นสั้น
• สายอากาศที่ต่อกับไฟฟ้ากระแสสลับจะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกมาในทุกทิศทาง ยกเว้นทิศทางที่อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกับแนวการวางตัวของสายอากาศ
การเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สรุป
• โพลาไรเซชัน (polarization) เป็นสมบัติของคลื่นตามขวาง โดยทั่วไปคลื่นตามขวางมีระนาบของการสั่นตั้งฉากกับแนว การแผ่ของคลื่น ถ้าคลื่นตามขวางใดมีระนาบการสั่นนี้เพียงระนาบเดียว จะเรียกคลื่นตามขวางนั้นว่า คลื่นโพลาไรซ์ (polarized wave)
• วิธีทำให้แสงไม่โพลาไรซ์เปลี่ยนเป็นแสงโพลาไรซ์ ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ การสะท้อน การหักเห การดูดกลืน และการกระเจิงของแสง
โพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สรุป
สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สรุป
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานของอุปกรณ์บางชนิด ได้แก่ อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล (รังสีอินฟราเรดและคลื่นวิทยุ) เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (รังสีเอกซ์) และเครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (คลื่นวิทยุ)
อุปกรณ์ที่ทำงานโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
• สัญญาณข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร มี 2 ชนิด คือ สัญญาณแอนะล็อก เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นคลื่นต่อเนื่อง โดยแต่ละคลื่นอาจมีความถี่และความเข้มของสัญญาณ (แอมพลิจูด) ต่างกัน และสัญญาณดิจิทัล เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นคลื่น ไม่ต่อเนื่อง คล้ายขั้นบันได ขนาดของสัญญาณดิจิทัลมีค่าคงที่เป็นช่วง ๆ และการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันทีทันใด
การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
• การสื่อสารเพื่อส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ผ่านสื่อกลางแบบใช้สาย (แสงเลเซอร์) และสื่อกลางแบบไร้สาย (รังสีอินฟราเรด ไมโครเวฟ และคลื่นวิทยุ)