หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตํ่าไว้ เกี่ยวกับการจ้างแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน �การจ่ายค่าจ้างการทำงานของลูกจ้างจะตํ่ากว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มิได้ และคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับ�การใช้แรงงานหญิง แรงงานเด็ก กำหนดวันหยุด วันลา และสวัสดิภาพแก่ผู้ใช้แรงงานของลูกจ้างไว้ �เป็นการจัดระเบียบสังคมในการจ้างและใช้แรงงาน เพื่อให้เกิดความสงบสุขเป็นธรรมในสังคม
คำว่า แรงงาน หมายถึง แรงงานของมนุษย์ ได้แก่ตัวเรานี้เอง คือใช้มนุษย์หรือคนทำงาน ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าคนคือปัจจัยการผลิต เป็นหัวใจในการผลิตสินค้าและบริการควบคู่กับเครื่องยนต์เครื่องจักร และในความเข้าใจของบุคคลทั่วไป แรงงานย่อมหมายถึงบุคคลในวัยทำงาน มีความแข็งแรงในการใช้กำลัง ใช้สมอง มีความคิดริเริ่ม �และยังหมายถึง ผู้กำลังว่างงานหางานทำอีกด้วย แรงงานจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียน ต้องร่วมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เมื่อคนหรือแรงงานมาอยู่รวมกันเป็นองค์กรเพื่อผลิต ประกอบสินค้า บริการในรูปของโรงงาน ห้างร้าน บริษัท กฎระเบียบในการควบคุมคนจำนวนมากจึงเกิดขึ้น �ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความสงบสุขขององค์กร กฎระเบียบข้อบังคับนั้นเราเรียกว่า กฎหมายแรงงาน
โดยทั่วไปกฎหมายแรงงานจะวางหลักกำหนดแนวทางปฏิบัติระหว่างผู้ร่วมงาน คือ นายจ้างกับลูกจ้างให้มีมาตรการเป็นมาตรฐานเพื่อปฏิบัติการทำงานไว้แน่นอน เป็นไปด้วยความเหมาะสมตามที่นายจ้างและลูกจ้างพึงมีสิทธิและหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับวันทำงาน เวลาทำงาน วันหยุด วันลา ค่าตอบแทน�การทำงานให้ลูกจ้าง ความปลอดภัยและสวัสดิการในการทำงาน รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และยังมีกฎหมายกำหนดกฎเกณฑ์ในการเจรจาหรือไกล่เกลี่ย เมื่อมีปัญหา ตลอดจนวิธีการระงับข้อพิพาทไว้ด้วย
บทนำ
กฎหมายที่ใช้และเกี่ยวข้องกับแรงงานในปัจจุบันจึงมีหลายฉบับ ได้แก่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เฉพาะในบรรพที่ 3 เรื่องเอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 ว่าด้วย จ้างแรงงาน (มาตรา 575 ถึงมาตรา 586) เรียกกันทั่วไปว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน กล่าวคือ มีเนื้อหาว่าด้วยการจ้างแรงงาน สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างกับลูกจ้างที่มีต่อกัน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ขึ้นมาแก้ไขเพิ่มเติมแต่ก็เป็นเพียงบางประเด็นเท่านั้น เนื้อหาหลักๆยังคงปรากฏในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่สำคัญ จะบัญญัติในเรื่องการใช้แรงงานทั่วไป เวลาทำงาน การคุ้มครองแรงงานหญิง แรงงานเด็ก การจ่ายค่าจ้างค่าล่วงเวลา กำหนดวันหยุดและวันลาของลูกจ้าง วางหลักเกณฑ์การควบคุมความปลอดภัยในการทำงานกำหนดค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง รวมทั้งให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นต้น กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่สำคัญยิ่ง ที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ
บทนำ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานฉบับอื่นๆ ได้แก่
3.1 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เรียกว่ากฎหมายประกันสังคม
3.2 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรียกว่ากฎหมายแรงงานสัมพันธ์
3.3 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เรียกว่ากฎหมายเงินทดแทน
3.4 พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2535 เรียกว่ากฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
3.5 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เรียกว่ากฎหมายโรงงาน หรือกฎหมายอุตสาหกรรม
3.6 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีศาลแรงงาน พ.ศ. 2522 เรียกว่า กฎหมายว่าด้วย ศาลแรงงาน
3.7 พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
3.8 อื่นๆ เช่น พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุตํ่ากว่าสิบแปดปีและการแจ้งการสิ้นสุดการจ้างลูกจ้าง� ซึ่งเป็นเด็กอายุสิบแปดปีทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กฎกระทรวงกำหนดอัตรานํ้าหนักให้ลูกจ้างทำงานได้ � พ.ศ. 2547 เป็นต้น
บทนำ
หลักกฎหมายและวัตถุประสงค์การคุ้มครองแรงงาน คือ การจัดระเบียบของสังคมการจ้างแรงงานและใช้แรงงานมุ่งเน้นให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ การไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนอาจได้รับโทษ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ดูแล แม้ลูกจ้างจะไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย สามารถเข้าไปควบคุม ดำเนินการให้นายจ้างปฏิบัติตามระเบียบและหลักกฎหมายได้
หลักกฎหมายและวัตถุประสงค์การคุ้มครองแรงงาน
การจะทำให้สังคมในองค์กรนายจ้างลูกจ้างมีความเป็นธรรมและสงบสุข งานดำเนินไปด้วยความราบรื่น รัฐได้วางหลักไว้ในกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นตํ่าการใช้แรงงาน ด้วยการตรากฎหมายเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ เพื่อให้สังคมใช้เป็นคำถาม คำตอบได้ เช่น ความเหมาะสมของงานกับเพศและวัยของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานในแต่ละวันหรือรอบสัปดาห์ สวัสดิการ ค่าชดเชย เป็นต้น
สรุป หลักกฎหมายและวัตถุประสงค์การตรากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็เพื่อประสงค์ให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย จึงกำหนดเงื่อนไขการจ้างไว้เพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเอาเปรียบ และได้รับความปลอดภัยขณะทำงาน �มีเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม มีสวัสดิการและได้รับค่าจ้างถูกต้องตามกฎหมายกำหนด อันจะทำให้ลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานที่จ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความหวังและมีความสุขในการทำงาน เกิดความสงบสุขและความเป็นธรรมในสังคม ส่วนลักษณะการจ้างแรงงาน การใช้สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างจะต้องปฏิบัติตามหลักของการจ้างแรงงาน แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
หลักกฎหมายและวัตถุประสงค์การคุ้มครองแรงงาน
นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง
1. ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง
2. ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
นายจ้าง หมายถึงบุคคล ดังนี้
บุคคลธรรมดา ได้แก่บุคคลทั่วๆ ไป มีกิจการธุรกิจเป็นส่วนตัวของตนเอง และเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ได้ตกลงรับเอาบุคคลภายนอก คือ ลูกจ้างเข้ามาทำงานกับตนโดยจ่ายค่าจ้างให้ บุคคลผู้ตกลงรับลูกจ้างเข้ามาทำงานและจ่ายค่าจ้างให้ คือ นายจ้าง และให้หมายรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง
นิติบุคคล คำว่านิติบุคคล ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด เมื่อจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำงานในกิจการของตนและจ่ายค่าจ้างให้ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามตัวอย่างที่ยกมา คือ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน ผู้จัดการบริษัท คือ นายจ้าง เมื่อนายจ้างมีกิจธุระ ไม่สามารถทำหน้าที่นายจ้างได้จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นในห้าง ในบริษัทกระทำการแทนตน บุคคลดังกล่าวจึงเป็นนายจ้างตามกฎหมายนี้
คำว่า นายจ้าง และ ลูกจ้าง มีศัพท์บัญญัติไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานของแต่ละฉบับ �ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน ดังนี้
ความหมายของคำว่านายจ้างและลูกจ้าง
ลูกจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง
แต่ลูกจ้างหมายถึงบุคคลธรรมดาเท่านั้น มิใช่นิติบุคคลที่เข้ามาตกลงทำงานให้นายจ้าง และได้รับค่าจ้างจานายจ้าง โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะทำหน้าที่ในตำแหน่งใด หรือเรียกชื่อในตำแหน่งนั้นว่าอย่างไรและการตกลงนั้นจะเป็นการตกลงโดยตรงกับนายจ้างหรือตกลงโดยปริยายก็ได้
ความหมายของคำว่านายจ้างและลูกจ้าง
การคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 วางหลักเกณฑ์มาตรฐานขั้นตํ่าใช้บังคับนายจ้างไว้เป็นบรรทัดฐานในเรื่อง ค่าจ้าง วันลา วันหยุดของลูกจ้าง หากนายจ้างประสงค์จะใช้มาตรฐานขั้นสูงกว่าอัตราขั้นตํ่าที่กฎหมายกำหนดย่อมทำได้อันจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งขึ้น ลักษณะสำคัญที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ คือ การใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานหญิง แรงงานเด็ก การให้ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ มีขอบเขตให้ใช้บังคับแก่นายจ้างที่ประกอบกิจการธุรกิจ จะไม่ใช้แก่นายจ้างที่มีลูกจ้างดังต่อไปนี้
1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นเนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง
2. รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายแรงงาน ว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง
3. นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูในโรงเรียน
4. นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย โดยทั่วไปเราเรียกว่า ผู้ช่วยแม่บ้าน
5. นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นงานขึ้นอยู่กับดิน ฟ้า อากาศ สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน
6. นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่รับไปทำที่บ้าน
ขอบเขตการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติและมีข้อควรปฏิบัติต่อลูกจ้างดังนี้
1. ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ หรือการคํ้าประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันของลูกจ้างไว้ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก
2. กรณีเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หากมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้นด้วย โดยสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
3. ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ �เว้นแต่พระราชบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง
4. สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้าง ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
5. ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้
6. ห้ามมิให้นายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมหรือผู้ตรวจงานกระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง
การใช้แรงงานทั่วไป คือ การกำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามเวลาที่กำหนดอาจแบ่งเป็นเวลาทำงานปกติ เวลาทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด เวลาพักระหว่างทำงาน รวมทั้งกำหนดให้สิทธิวันหยุดแก่ลูกจ้าง ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิการลาป่วย การลากิจธุระอันจำเป็น ซึ่งกฎหมายแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดหลักเกณฑ์ไว้โดยสรุปดังนี้
การทำงานปกติ
1.1 การทำงานวันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง ในกรณีเวลาทำงานวันใดน้อยกว่าแปดชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันให้นำเวลาส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานปกติอื่นก็ได้ แต่ต้องไม่เกินวันละเก้าชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง
1.2 งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ให้มีเวลาทำงานวันหนึ่งต้องไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง
การใช้แรงงานทั่วไป
งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ได้แก่
1) งานต้องทำใต้ดิน ใต้นํ้า ในถํ้า ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ
2) งานที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
3) งานเชื่อมโลหะ
4) งานขนส่งวัตถุอันตราย
5) งานผลิตสารเคมีอันตราย
6) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย
7) งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัด หรือความเย็นจัด อันอาจเป็นอันตราย
การใช้แรงงานทั่วไป
1.3 ในกรณีลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลาทำงานที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานปกติอื่นตามข้อ 1.1 เกินกว่าวันละแปดชั่วโมง ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งตามอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกิน สำหรับลูกจ้างรายวันและลูกจ้างรายชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงาน ตามจำนวนผลงานที่ทำได้ในชั่วโมงที่ทำเกิน สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน
1.4 ในกรณีนายจ้างไม่อาจประกาศกำหนดเวลาเริ่มต้น และเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้ เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกินแปดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้ว สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง
การใช้แรงงานทั่วไป
เวลาพักระหว่างทำงาน
กฎหมายกำหนดเวลาพักระหว่างทำงานไว้ดังนี้
2.1 ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน และนายจ้างลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักครั้งหนึ่งน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงได้ แต่เมื่อรวมกันแล้ว วันหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง และถ้าการตกลงนั้นเป็นอย่างอื่น และข้อตกลงการพักนั้นเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง ให้ข้อตกลงนั้นใช้บังคับกันได้
การใช้แรงงานทั่วไป
การทำงานล่วงเวลา
การทำงานล่วงเวลา หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ หรือเกินชั่วโมงในการทำงานแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน
หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ว่า “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป”
“ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น ในกรณีที่การทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักไม่น้อยกว่ายี่สิบนาทีก่อนที่ลูกจ้างจะเริ่มทำงานล่วงเวลา”
การใช้แรงงานทั่วไป
ทำงานในวันหยุด
การทำงานในวันหยุด คือ วันที่กำหนดให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีหรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี
หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดเว้นแต่กรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นกรณีฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น
ส่วนงานบางประเภทที่มีรูปแบบการทำงานแตกต่างจากงานประเภททั่วไป เช่น กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร งานขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้
การใช้แรงงานทั่วไป
เพื่อใช้ประโยชน์แก่การผลิต การจำหน่าย และการบริการ นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานนอกจากที่กำหนดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองในวันหยุดเท่าที่จำเป็น โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป
จากหลักกฎหมายข้างต้น กฎหมายคุ้มครองแรงงานมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ เช่น วันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณี เช่น วันที่ 13 เมษายน (วันสงกรานต์) หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ตนมีสิทธิได้พักผ่อน แต่มีข้อยกเว้น ให้ทำงานวันหยุดได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน �ในงานต่อไปนี้ได้เท่าที่จำเป็น คือ
1. ลักษณะหรือสภาพของงานนั้นต้องทำติดต่อกัน ถ้าหยุดจะเสียหาย
2. เป็นงานฉุกเฉินเร่งด่วน
3. เป็นงานผลิต งานจำหน่าย งานบริการ เช่น งานโรงแรม งานมหรสพ งานขนส่ง งานสโมสร
การใช้แรงงานทั่วไป
สวัสดิการ (Welfare) หมายถึง การมุ่งให้เกิดการกินดีอยู่ดีของบุคคลหรือสังคม สวัสดิการแรงงานจึงหมายถึงการมุ่งให้เกิดการกินดีอยู่ดีในหมู่แรงงาน โดยนายจ้างเป็นผู้จัดให้ตามกรอบจริยธรรมหรือตามกฎหมาย เช่น การจัดนํ้าดื่ม อาหารกลางวัน เงินสงเคราะห์ เป็นต้น
กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน 2 ระดับ
ระดับชาติ เป็นกรรมการสวัสดิการแรงงาน ระบบไตรภาคีเพื่อกำหนดนโยบายสวัสดิการแรงงานระดับชาติ �และเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี เพื่อออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดในเรื่องจัดการสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการ
ระดับสถานประกอบกิจการ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างอย่างน้อย 5 คน ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ มีอำนาจหน้าที่ คือ
1. ร่วมหารือกับนายจ้าง เพื่อจัดสวัสดิการ
2. ให้คำปรึกษาหารือ และเสนอความเห็นกับนายจ้างในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง
สวัสดิการแรงงาน
3. ตรวจตรา ควบคุม ดูแล การจัดสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง ดังที่กฎกระทรวงกำหนดให้�นายจ้างจัดสวัสดิการด้านปัจจัยพื้นฐานให้แก่ลูกจ้าง เช่น นํ้าดื่ม ห้องนํ้า ห้องส้วม ห้องปฐมพยาบาล �และการรักษาพยาบาล เป็นต้น
4. เสนอข้อคิดเห็น และแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกจ้างต่อคณะกรรมการ�สวัสดิการแรงงาน
กฎหมายกำหนดให้ นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ อย่างน้อย 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง และให้นายจ้างปิดประกาศการจัดสวัสดิการไว้ในที่เปิดเผยเพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบ ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง การที่นายจ้างไม่ปฏิบัติอาจมีโทษตามที่กฎหมายกำหนดได้
สวัสดิการแรงงาน