1 of 43

2 of 43

หัวข้อเรื่อง

5.1 แนวความคิดของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

5.2 ความสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

5.3 การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเป็นชีวิต

5.4 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

5.5 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยวิถีแห่งความพอเพื่ยง

3 of 43

5.1 แนวความคิดของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิงในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต

ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดลและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

4 of 43

เศรษฐกิจพอเพียงจึงประกอบด้วย คุณสมบัติ ดังนี้

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

3. การมีภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ ดังนี้

1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ

2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

5 of 43

พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

6 of 43

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับต่อไป...”

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชทานแก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517

7 of 43

“…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่าง เขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าคนไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่ทันสมัยแต่เราอยู่ พอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงาน ตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรือง อย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517

8 of 43

“…ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่าง ๆ

ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องการมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้...”

“…ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้องอาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ก็สามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้...”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

9 of 43

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับต่อไป...”

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชทานแก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517

10 of 43

“…เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มซะด้วยซ้ำไป...”

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชทานแก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517

11 of 43

5.2 ความสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และใช้จ่ายเงินให้ได้อย่างพอเพียงและประหยัด ตามกำลังของเงินของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วนสาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางเพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความสวยความงามการแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอตอบสนองความต้องการเหล่านั้นส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต แต่หากทุกคนหันมาใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการนำพาชีวิต ปัญหาดังที่กล่าวมาจะค่อย ๆ ลดลงจนไม่ถือเป็นปัญหาอีกต่อไป

12 of 43

ทั้งนี้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ เพราะก่อให้เกิดคุณประโยชน์ในทุกระดับ ดังนี้

1. บุคคลมีชีวิตสมดุล ครอบครัวสมดุล ชุมชนสมดุล ธุรกิจสมดุล ประเทศชาติสมดุล พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกด้านได้เป็นอย่างดี

2. ขจัดปัญหาความยากจนและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของคนจน

3. เป็นพื้นฐานของการสร้างพลังอำนาจและพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ

4. ช่วยยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ด้วยการสร้างข้อปฏิบัติในการทำธุรกิจที่เน้นผลกำไรระยะยาวในบริบทที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

5. ช่วยปรับปรุงมาตรฐานของธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วน ด้วยการเน้นประสิทธิภาพ ความโปร่งใสและการมีผู้รับผิดรับชอบในการบริหารจัดการทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ

6. ใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายสาธารณะของหน่วยงานต่าง ๆ และประเทศชาติได้อย่างเหมาะสม

13 of 43

5.3 การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเป็นชีวิต

นับว่าเป็นความโชคดีของสังคมไทยและปวงชนชาวไทยทุกคน ที่มีโอกาสได้รู้จักกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้ นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตยามที่เศรษฐกิจของบ้านเมืองอยู่ในสภาวะขั้นวิกฤต ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมนำกระแสพระราชดำรัสไปปฏิบัติ พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข สังคมโดยรวมเกิดความสงบร่มเย็นและดำรงอยู่ได้อย่างพอเพียง มั่นคง และยั่งยืนสืบไป การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตมีวิธีการ ดังนี้

14 of 43

5.3.1 การดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง

การดำเนินชีวิตตามทางสายกลางจะต้องปฏิบัติตน ดังนี้

1. รู้จักการพึ่งตนเองเป็นหลัก

2. รู้จักพิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะ พอควร มีความสมเหตุสมผล

3. รู้จักสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคม บนพื้นฐานของความสมดุล

4. ปฏิบัติตามทางสายกลาง โดยให้ครอบคลุมทั้งด้านจิตใจ สังคม เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

15 of 43

5.3.2 หลักของความพอประมาณ (พอดี) 5 ประการ

ความพอประมาณหรือความพอดีจำแนกได้เป็น 5 ประการ ดังนี้

1. พอดีด้านจิตใจ ค่านิยม วัฒนธรรม คือ มีจิตใจเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทรประนีประนอม และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

2. พอดีด้านสังคม คือ ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน

3. พอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด

4. พอดีด้านเทคโนโลยี คือ รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อม (ภูมิสังคม) พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

5. พอดีด้านเศรษฐกิจ คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ดำรงชีวิตอย่างพอควร พออยู่ พอกิน ตามสมควรแก่อัตภาพและฐานะตน คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ มีภูมิคุ้มกัน ไม่เสี่ยงเกินไป มีการเผื่อทางเลือกสำรองไว้

16 of 43

5.3.3 หลักของความมีเหตุผล

ในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องยึดหลักของความมีเหตุผล ดังนี้

1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีวิต

2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนในการดำรงชีวิต

3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันในทางการค้าขายหรือประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง

4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาหนทางเพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก

5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลด เลิก อบายมุข ไม่ทำความชั่ว ซึ่งเป็นเครื่องทำลายตนเอง ทำลายผู้อื่น พยายามเพิ่มพูนรักษาความดีที่มีอยู่ให้มีความสมบูรณ์งอกงามยิ่งขึ้น

17 of 43

5.3.4 หลักของการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

1. มีความรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง

2. มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน

5.3.5 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ระดับครอบครัว

การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในระดับครอบครัวเริ่มต้นจากการรู้จักจัดการแผนการเงินของตนเองและครอบครัว มีการประหยัดอดออม ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วย มีเหตุมีผล ไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจนกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือหน้าใหญ่ใจโต ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินอัตภาพที่เป็นอยู่

18 of 43

การปลูกฝังนิสัยประหยัด สร้างวินัยรักการออม และมีทักษะการจัดการทางการเงินได้เป็นอย่างดีจะต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะต้องปลูกฝังสิ่งดังกล่าวแก่เด็ก โดยมีวิธีการสำคัญดังนี้

1. สอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะจำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายที่จะให้แก่เด็กในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือนเพื่อให้เด็กมีวินัยในการบริหารเงินภายในช่วงเวลานั้น ๆ แล้วยังควรส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ในการทำงานสุจริต หารายได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เห็นคุณค่าของเงินด้วย เช่นการทำงานในช่วงปิดเทอม เป็นต้น

2. สอนให้เด็กรู้จักใช้เงิน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนควรสอนให้เด็กรู้จักการทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายเป็นประจำ เพื่อให้รู้ถึงสถานะการเงินของตนเอง สอนให้ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล พอประมาณกับอัตภาพของตนเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย และคิดให้รอบคอบก่อนใช้เงิน เพื่อไม่สร้างปัญหาให้ตนเองและครอบครัว

19 of 43

3. สอนให้เด็กรู้จักออมและทำบุญ นอกจากจะส่งเสริมให้เด็กสะสมเงินออมไว้ใช้ในยามที่จำเป็นหรือไว้ใช้ในภายภาคหน้าแล้ว ควรสนับสนุนให้เด็กแบ่งเงินออมไปทำบุญทำทานในวาระต่าง ๆ บ้าง เพื่อปลูกฝังความมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ รู้จักให้เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือคนที่ประสบปัญหา มีจิตอาสาพัฒนาสังคมโดยรวม รวมทั้งลดความเห็นแก่ตัว ลดปัญหาฉ้อโกงหรือคอร์รัปชันในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ศีลธรรม และวัฒนธรรมให้กับสมาชิกในครอบครัว เช่นการสานสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติเป็นประจำสม่ำเสมอ การพาลูกไปศาสนสถาน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิดเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติธรรม การปลูกฝังความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งเสริมสร้างพฤติกรรมนิสัยรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

20 of 43

ระดับโรงเรียน

การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในระดับโรงเรียนควรดำเนินการด้วยการให้ผู้บริหารนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของโรงเรียน จัดการเรียนการสอนไว้ในสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 สาระพร้อมทั้งใช้เป็นคู่มือในการพัฒนานักเรียนทั้งด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตรและกิจกรรมแนะแนว ขณะเดียวกันผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงนักเรียนต้องนำไปใช้ในครอบครัวของตนเองด้วย

โรงเรียนต้องสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 4 ด้านให้เข้มแข็ง โดยมีการบริหารการเงินที่ดี เป็นโรงเรียนมีวิสัยประหยัด เรียบง่าย ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง และหาหนทางสร้างรายได้ มีการประกันความเสี่ยง และมีการวางแผนการเงินระยะยาว อีกทั้งครูและบุคลากรในโรงเรียนปลอดจากหนี้สิน ขณะเดียวกัน โรงเรียนมีความรู้รักสามัคคี ทุกคนมีคุณธรรม ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ปลอดจากอบายมุขและยาเสพติด เป็นโรงเรียนสีขาวที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

21 of 43

นอกจากนี้ ต้องสอนให้ตระหนักรู้คุณค่าของสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันศาสนา และสถาบันชาติ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ยึดผลประโยชน์และความอยู่รอดของชาติเป็นสำคัญอีกทั้งให้มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย มีความผูกพันและพร้อมที่จะเสียสละต่อแผ่นดินไทย

22 of 43

ระดับชุมชน

เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของคนในชุมชนอันมีที่มาจากการใช้จ่ายเกินตัว ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์และไม่ทำให้เกิดรายได้ เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา ฯลฯ ทำให้เงินไม่พอใช้จนต้องกู้เป็นหนี้เป็นสิน คนในชุมชนต้องมาเรียนรู้ร่วมกัน มีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาชุมชนร่วมกัน วางแผนแก้ไขปัญหา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนในชุมชนเสียใหม่ เริ่มจากการสำรวจฐานะการเงินของตนเองและครอบครัวด้วยการทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายหรือบัญชีครัวเรือน เพื่อจะได้รู้ว่าอะไรเป็นรายจ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าการศึกษาของบุตรหลาน ฯลฯ และอะไรเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าเหล้า ค่าหวย การพนัน ของใช้ฟุ่มเฟือย ฯลฯ

ต่อจากนั้นจึงวางแผนลด ละ เลิกรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง เอาเงินส่วนนั้นไปทยอยใช้หนี้ที่ติดค้างอยู่ และแบ่งปันบางส่วนเก็บออมไว้ ควบคู่กับการทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้มากขึ้น เช่น รวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชนโดยใช้ทุนทรัพยากรและทุนทางสังคมที่ชุมชนมีอยู่ โดยมีการติดตามความต้องการและความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด

23 of 43

ขณะเดียวกัน คนในชุมชนต้องร่วมกันสำรวจวิเคราะห์สถานะของชุมชนในรอบด้านเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ศีลธรรม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งด้วย เช่น การฟื้นฟูคุณธรรมในเรื่องที่เป็นข้อบกพร่องของคนในชุมชน การร่วมแรงร่วมใจอนุรักษ์เชิดชูประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น เพื่อให้คนในชุมชนมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง การดูแลเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

24 of 43

ภาคธุรกิจ

ในการดำเนินธุรกิจใด ๆ จะต้องคำนึงถึงการมีหลักประกันความเสี่ยงในอนาคต เช่น มีเงินออมมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร ฯลฯ มีการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้และการลงทุนเพื่อวางแผนพัฒนาในระยะยาวด้วย เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าหรือการให้บริการให้มีคุณภาพมาตรฐานการกำหนดจริยธรรมขององค์งค์กรด้วยการเน้นหลักธรรมาภิบาล การคำนึงถึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งเจ้าของ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า รวมทั้งการทำกิจกรรมคืนกำไรสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) เป็นต้น

25 of 43

5.4 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดำรงชีวิตด้วยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นสังคม แล้วคัดเลือกผู้นำมาดำเนินการพัฒนากลุ่มของตนเองเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คำว่า การพัฒนา ได้กลายเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะจากการที่ประเทศต่าง ๆ ต้องประสบกับปัญหาจากสงครามจึงจำเป็นต้องแสวงหาแนวทางและวิธีการเพื่อดำเนินการ ปรับปรุง ฟื้นฟู แก้ไขสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองในประเทศของตนเอง ทำให้มีการนำคำว่า การพัฒนา ไปใช้ใช้ในหลายรูปแบบ กว้างขวางและแพร่หลาย เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนา

สังคม การพัฒนาการเมืองและการพัฒนาด้านอื่น ๆ เป็นต้น

26 of 43

สถานการณ์ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ประสบปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาทิการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาวะสงคราม วิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัย ปัญหาการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ รวมไปถึงปัญหาความยากจนและความมั่นคงทางอาหาร เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ประชาคมโลกเกิดสภาวะที่ไม่สมดุล หลาย ๆ ประเทศได้นำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว เพราะเป็นวิธีที่นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของประชาชนในระยะยาว ดังนั้น องค์การสหประชาติ (United Nations) จึงได้ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยังยืน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการปฏิบัติได้จริงและมีความยืดหยุ่น สามารถปรับใช้ได้ในแต่ละประเทศ

27 of 43

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) หมายถึง "การพัฒนาที่สนองความต้องการของประชาชนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้ประชาชนรุ่นต่อไปใบในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดดความต้องการของตนเอง"

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป็นเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่นำเสนอโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations)มีระยะเวลา 15 ปี เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 2559-2573 โดยประเทศสมาชิก 193 ประเทศ ได้ลงนามรับรองวาระการพัฒนา 2030 (Apenda 2030) ในวันวันที่ 25 กันยายนพ.ศ. 2558 เป้าหมาย SDG มีทั้งหมด 17 ข้อ ประกอบไปด้วย 169 เป้าหมายย่อย ครอบคลุมมิติสังคม (People)เศรษฐกิจ (Prosperity) สิ่งแวดล้อม (Planet) สันติภาพ (Peace) และหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) ซึ่งสอดคล้องกับสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainablity) คือ ด้านสังคม (People) ด้านสิ่งแวดล้อม(Planet) และด้านผลกำไร (Proft)

28 of 43

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ

29 of 43

จุดเน้นที่สำคัญของเป้าหมาย SDGGS คือ การมุ่งที่จะกำจัดความยากจนในทุกมิติ ลดความเหลือมล้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้โลกยังเป็นระบบสนับสนุนสิ่งมีชีวิตได้อยู่ประเทศไทยมีแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยตั้งอยู่บนแนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาช้านานแล้วโดยแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Suffciency Economy Philosophy : SEP) เป็นปรัชญาแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำรัสมอบแก่ชาวไทย มาตั้งแค่พ.ศ. 2517 ต่อมาได้ถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนและเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นในฐานะที่เป็นทางเลือกในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบใน พ.ศ. 2540 เพื่อให้ประเทศสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

30 of 43

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งในอดีตภาพรวมของการพัฒนาประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเน้นที่ภาคอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การส่งออกแต่ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 สังคมไทยจึงเริ่มรับรู้และตระหนักถึงประโยชน์และความสำคัญของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงการพัฒนาตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ นอกจากนี้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรนั้นได้ยึดหลักความสมดลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ คือ การดำรงชีวิตโดยมีชีวิตที่มุ่งพัฒนา เพื่อไม่ให้เกิดผลลบข้างเคียงต่อบรรยากาศของการพัฒนา

31 of 43

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบความสอดคล้องกับแนวคิดของประชาคมโลกที่ให้ความสำคัญต่อแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่องค์การสหประชาชาติได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการผลักคันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการกำหนดเป้าหมายหลัก 17 ประการ จะพบว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสทประชาชาติได้เป็นอย่างดี อาทิเป้าหมายที่ 1 ยุติความยากจน เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโทย เป้าหมายที่ 3 การมีสุขภาพที่ดี

เป้าหมายที่ 4 การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุม และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ล้วนแต่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวทางหรือทฤษฎีต่าง ๆ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างสอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิงในมิติการพัฒนาคน

32 of 43

นอกจากนี้ หากพิจารณาสภาวะปัญหาในสถานการณ์โลกปัจจุบันแล้ว หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของโลกในยุคนี้ได้ เช่น ปัญหาความยากจน การขาดแคลนทางอาหาร การส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชากร เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เวทีประชาคมโลกจึงต่างให้ความสนใจต่อหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะปรัชญานำทาง (Guiding Philososophy) เป็นอย่างมากและอาจถือได้ว่าเป็นทิศทางของความร่วมมือในเวทีระดับโลก ตั้งจะเห็นได้จากแนวทางการพัฒนาประเทศ

ที่ดำเนินมาในทิศทางตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้สอดรับและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อ

การบรรลุวาระเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ภายใต้บริบทของแต่ละประเทศเอง เนื่องจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีทนทรัพย์น้อย

33 of 43

ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างของโครงการตามพระราชดำริที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้และประสบผลสำเร็จอย่างมากมายพร้อมกันนี้ ประเทศไทยสามารถนำเสนอเพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาและเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้แก่ประเทศอื่น ๆ ได้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์การพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ให้แก่บรรดาประเทศกำลังพัฒนาได้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมานั้น ไทยได้มีความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ โดยมีโครงการเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ เช่น ติมอร์-เลสเต เมียนมา ลาว เลโซโท

34 of 43

แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

สืบเนื่องจากการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดที่มาจากความตระหนักถึงผลกระทบในทางลบที่เกิดจากการพัฒนา ทำให้ในปัจจุบันได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะแสวงหาแนวทางและกลไก วิธีการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันที่ประเทศไทยได้มีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความยังยืน จึงได้นำเสนอความหมายของการพัฒนาที่ยังยืนจากมุมมองของประเทศไทยไทยประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ นครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อ กันยายน พ.ศ. 2545 ว่า "...การพัฒนาที่ยังยืนในบริบทไทยเป็นการพัฒนาทีต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุก ๆ ด้านอย่างสมดุลบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย ด้วยการมีส่วนร่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อความสามารถในการพึ่งตนเองและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม..."

35 of 43

ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีพื้นฐานมาจากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่รัฐบาลได้อัญเชิญมาเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาและบริหารประเทศตั้งแต่ พ.ศ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุล ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อให้ประเทศรอดพ้นวิกฤต สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งความสำคัญสำคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการสร้างมุมมองใหม่ที่ทำให้เกิดวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืนมี 4 ประการ ดังนี้

36 of 43

1. การพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้มีคุณธรรมกำกับความรู้ในการดำเนินชีวิตจึงจะนำไปสูการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เพราะคนที่มีความรู้และคุณธรรมจะสามารถใช้สติปัญญาในทางที่ถูกต้อง เป็นเหตุเป็นผล และใส่ใจเรียนรู้คิดค้น ปรับปรุงวิธีการ แนวทางในการจัดการทรัพยากรให้เหมาะสม สมดุล และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่การปฏิบัติหน้าที่

2. การพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อส่วนรวม โดยมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากลักษณะการมองโลกอย่างเป็นองค์รวมของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของมนุษย์กับสรรพสิ่ง เช่น คนกับวัตถุ คนกับคน คนกับธรรมชาติ จากมุมมองดังกล่าวทำให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมองว่า การกระทำของแต่ละคนและประโยชน์ส่วนรวมไปพร้อมกัน

37 of 43

3. การพัฒนาที่สมดุล โดยเสนอแนวทางการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน และรัฐบาล ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสมดุลทั้งทรัพยากรทางกายภาพที่เป็นวัตถุเงินทุน รวมทั้งทรัพยากรทางสังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม และการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุล ภายใต้การรองรับการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการมุ่งขยายการเติบโตให้มากขึ้นเพียงมิติเดียว

4. การพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง โดยเริ่มจากการพัฒนาฐานรากของสังคม คือ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครอบครัวให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่งก่อน แล้วจึงเพิ่มระดับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน เช่น การพัฒนากลุ่มอาชีพ การพัฒนาระบบการออมและสวัสดิการชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาในระดับเครือข่ายที่ขยายสู่สังคมและประเทศ ซึ่งการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนที่เริ่มจากฐานรากนี้จะทำให้ผลของการพัฒนาไปถึงประชาชนส่วนใหญ่โดยตรง และเป็นแนวทางการพัฒนาที่ลดความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตทั้งระบน

38 of 43

5.5 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยวิถีแห่งความพอเพื่ยง

“เศรษฐกิจพอเพียง” ในเชิงศาสนามีรากฐานมาจากหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ดังนั้น ผู้ที่มุ่งประโยชน์ในการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตอย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ยึดทางสายกลางในการดำเนินชีวิต พึ่งตนเอง ไม่หลงใหลฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม ชาวไทยทุกคนสามารถปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยยึดหลัก ขยันหมั่นเพียรอดทน ประหยัดเก็บออม ซื่อสัตย์สุจริต มีน้ำใจไมตรี หวังดี มีเมตตา และยึดทางสายกลางตามหลักธรรมคำสอน

ทางศาสนา

5.5.1 ขยันหมั่นเพียร อดทน

ขยันหมั่นเพียร อดทน คือ ทำงานหรือประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ขยันหมั่นเพียรทำงานจนประสบความสำเร็จ ไม่ปล่อยให้งานคั่งค้าง อดทนต่อความยากลำบาก จะช่วยทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ ดีขึ้นมีฐานะมั่นคง เพราะไม่มีความจนอยู่ในหมู่คนขยัน

39 of 43

5.5.2 ประหยัด เก็บออม

ประหยัดเก็บออม คือ รู้จักประมาณตน ลดความฟุ่มเฟือย

1. ประหยัดเงิน

(1) ใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่าของเงิน

(2) ใช้จ่ายในทางที่ถูกต้องและจำเป็น ไม่ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย

(3) รู้จักเก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็น

40 of 43

2. ประหยัดเวลา

(1) รู้คุณค่าของเวลา ใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่ามากที่สุด

(2) รู้จักการวางแผนการดำเนินงานต่าง ๆ และวางแผนชีวิต

3. ประหยัดวาจา

(1) รู้หลักการพูดให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ

(2) พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์

4. ประหยัดทรัพยากร

(1) ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

(2) ใช้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตและทำลายทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง

41 of 43

5.5.3 ซื่อสัตย์สุจริต

ซื่อสัตย์สุจริต คือ การทำงานหรือประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง

5.5.4 มีน้ำใจไมตรี หวังดี มีเมตตา

มีน้ำใจไมตรี หวังดี มีเมตตา คือ ละเลิกการแก่งแย่งแข่งขันในการทำงานหรือการประกอบสัมมาอาชีพ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร่วมมือช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

5.5.5 ยึดทางสายกลาง

ยึดทางสายกลาง คือ วิถีแห่งความพอเพียง การทำสิ่งใดที่ยึดทางสายกลาง คือ ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดดี สิ่งใดเลว

42 of 43

5.5.6 ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 ประการ

ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือ หลักธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้นสำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติ มี 4 ประการ ดังนี้

1. อุฏฐานสัมปทา : ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน และการประกอบอาชีพสุจริต ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและรู้จริง ใช้ปัญญาคิดค้นหาวิธีที่ดีในการจัดการและดำเนินงานให้ได้ผลดี ประสบความสำเร็จ

2. อารักขสัมปทา : ถึงพร้อมด้วยการดูแล รักษา ปกป้อง คุ้มครอง เก็บรักษาทรัพย์สมบัติและผลงานของตน

3. กัลยาณมิตตตา : คบคนดีเป็นมิตร

4. สมชีวิตา : เลี้ยงชีวิตพอดี เหมาะสม มีรายรับมากกว่ารายจ่าย ประหยัดเก็บออม รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย มีความเป็นอยู่พอดี เหมาะสมกับฐานะ รู้จักจัดสรรและวางแผนการใช้เงินอย่างเหมาะสมตามหลักธรรม

43 of 43

thank you

for watching