อุบัติเหตุเป็นเกตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน และสร้างความสูญเสีย ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบเหตุ บุคคลแวดล้อม สังคม และสร้างความสูญเสียแก่ประเทศชาติโดยรวมองค์ประกอบในการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย สาเหตุโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุอันเกิดมาจากผู้ควบคุม ผู้รับผิดชอบโดยตรงต่องานกิจกรรมนั้น ๆ อาจหมายถึง คน สิ่งของ เครื่องจักร เครื่องมือ เป็นต้น
หลักการขับขี่รถอย่างปลอดภัย ประกอบด้วย
6.1.1 ทราบถึงสิ่งที่เป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุว่าเกิดจากเหตุใด เช่น เกิดจากสภาพบุคคล เกิดจากสภาพยานพาหนะ เกิดจากสภาพวิศวกรรมการจราจร หรือเกิดจากสภาพแวดล้อม
6.1.2 สามารถจำแนกได้ว่าในแต่ละสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุนั้นมีปัจจัยใดมาเกี่ยวข้องเช่น คนหนึ่งขับรถใช้ความเร็ว 130 กิโลเมตร/ชั่วโมงแต่ผู้ขับขี่อ้างว่ามีความพร้อมทุกประการ ขับขี่อย่างระมัดระวัง ในความเป็นจริงบุคคลผู้นี้ขับรถด้วยความประมาทเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
การจำแนกปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุสามารถจำแนกได้จากสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆได้ดังนี้
1. สาเหตุอุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพบุคคล มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
(1) ความผิดพลาดในการกระทำขณะขับรถ เช่น ขับรถเร็วเกินอัตรากฎหมายกำหนดขับแซงในที่คับขัน ขับตัดหน้ารถอื่นในระยะกระชั้นชิด ขับตามหลังรถอื่นในระยะกระชั้นชิด
(2) ความคลาดเคลื่อนในการรับรู้ สุขภาพผู้ขับขี่ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในเรื่องสุขภาพที่เกิดขึ้นในช่วงวัยที่แตกต่างกัน
(3) การเสพสิ่งเสพติดและมึนเมาขณะขับรถ
(4) ขาดประกบการณ์ในการขับรถรวมถึงการไม่เคารพกฎหมาย
2. สาเหตุของอุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพยานพาหนะ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ใช้ยานพาหนะที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง สภาพช่วงล่างของรถอยู่ในสภาพไม่ดี ระบบพวงมาลัยไม่ดี สภาพยางและลมยางไม่ดี ระบบห้ามล้อมือและเท้าใช้การไม่ได้ ระบบไฟไม่ดี กระจกมองหลัง แตรสัญญาณไม่มี ขาดการดูแลหม้อนํ้าหรือน้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ เป็นต้น
3. สาเหตุของอุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพถนนชำรุด เป็นหลุม เป็นร่อง เป็นคลื่น ถนนลื่น ถนนมีน้ำไหลผ่าน พื้นผิวถนนเสื่อมคุณภาพ ค่าความฝืดต่ำ สภาพถนนลาดชัน ลาดเอียง ถนนโค้งมาก หรือถนนกำลังก่อสร้าง ซ่อมแซม ผู้ขับขี่ต้องตระหนักถึงสภาพทางหรือถนนแต่ละเส้นทางไม่เหมือนกัน
4. อุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพแวดล้อม มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยบกพร่อง ได้แก่ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ ป้ายบังคับ ไม่มีหรือชำรุด สีทางถนน สีทาขอบทาง ไฟแสงสว่างไฟกะพริบ ไม่มีหรือมองเห็นไม่ชัด ทัศนวิสัยไม่ดี ได้แก่ ฝนตก หมอกลงจัด ลูกเห็บตก น้ำท่วมทาง หรือมีผู้ปล่อยสัตว์เลี้ยงเกะกะกีดขวางทาง เป็นต้น
6.1.3 การตัดสินใจว่าจะทำ อย่างไรให้ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด ในสถานการณ์นั้น จะนำประสบการณ์ความรู้ หรือข้อสังเกตต่าง ๆ มาช่วยในการตัดสินใจก่อนที่จะปฏิบัติต่อไป ปัจจัยเรื่องการมองการใช้ความรู้ ระยะเวลาในการหยุดรถ มุมอันตรายในตัวรถ การขับตามหลังรถอื่นมากเกินไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
6.1.4 มุมอันตรายในตัวรถยนต์ รถยนต์รอบคันจะมีมุมอันตราย มีจุดบอดในตัวรถ เช่น การมองด้านซ้าย (แถบซ้าย) การมองด้านขวา (แถบขวา) ของตัวรถ หรือการมองด้านหลังตัวรถยนต์ขณะขับขี่นั้นจะมองเห็นเฉพาะจุดไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมด เช่น มีรถแล่นแซงมาด้านขวาก็จะมองเห็นบางครั้งรถแล่นแซงขวามา เรามองกระจกข้างขวาแล้วไม่เห็นขณะนั้นเพราะรถยนต์คันที่แซงมาแล่นเข้าจุดบอดหรือมุมอันตรายพอดี จะเห็นว่ามุมอันตรายด้านขวานั้นมีน้อย เพราะการมองกระจกมองข้าด้านขวา เราจะมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน
6.1.5 การมองขณะขับรถ ขณะที่ขับรถต้องมองโดยคำนึงถึงระยะทางและเวลา เช่น ถ้าขับรถยนต์ด้วยอัตราความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง
1 ชั่วโมง รถวิ่งได้ระยะทาง 60 กิโลเมตร
60 นาที รถวิ่งได้ระยะทาง 60 กิโลเมตร
1 นาที รถวิ่งได้ระยะทาง 1 กิโลเมตร
60 วินาที รถวิ่งได้ระยะทาง 1,000 เมตร
1 วินาที รถวิ่งได้ระยะทาง 16.86 เมตร
ตารางที่ 6.1 การใช้อัตราความเร็วกับระยะทางกว่าที่รถจะหยุดสำหรับรถยนต์
6.1.6 ระยะทางสำหรับการหยุดรถยนต์ เกี่ยวข้องกับปัจจัย 2 ประการ คือ ระยะทางก่อนและเบรก และระยะทางหลังแตะเบรก
6.1.7 การใช้สัญญาณไฟ
1. การเปิดไฟสูงเมื่อรถสวนทางกัน การให้สัญญาณไฟก่อนแซง เมื่ออยู่ในระยะที่จะตัดสินใจแซงรถคันหน้า ควรให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาแล้วเปิดไฟสูงแก่รถคนหน้าก่อนแซงแล้วลดไปต่ำลงอย่างเร็วและเมื่อยู่ในขณะแซงแล้วแต่ยังแซงไม่พ้น และมีรถคันหน้ากำลังสวนมา ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟสูงเพื่อขอทางให้รถที่สวนมาหลบไหล่ทาง เพราะเขาเห็นอยู่แล้วว่าเรากำลังแซง
6.1.8 การใช้ไฟฉุกเฉิน ไฟสัญญาณฉุกเฉินจะใช้เมื่อรถนั้นจอดอยู่กับที่เท่านั้น ห้ามวิ่งบนท้องถนนแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน เป็นการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินที่ไม่ถูกต้อง การใช้ไฟฉุกเฉินบริเวณสี่แยก เมื่อจะขับรถตรงไปจะเข้าใจผิดและปฏิบัติตาม ๆ กัน และคิดว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เมื่อจะขับรถตรงไปบริเวณสี่แยกควรลดความเร็วดูว่าปลอดภัย จึงขับรถผ่านไปโดยไม่ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
6.1.9 การใช้ไฟเลี้ยวเพื่อให้ทางการแซง
รถคันหน้าควรมีมารยาทในการให้ทาง เพื่อให้รถคันหลังที่กำลังจะแซง โดยให้พิจารณา2 ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ดูว่ารถที่สวนมาอยู่ในระหว่างไกลพอที่จะให้รถคันหลังที่กำลังจะแซง แซงพ้นหรือไม่ ถ้าพ้นก็ให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย อย่างหลอกกันเป็นอันขาด โดยเฉพาะรถใหญ่ที่รถเล็กเป็นผู้แซง อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะรถเล็กจะมองไม่เห็นการจราจรข้างหน้า
2. การใช้สัญญาณแตร ในกรณีที่ใช้แตรไม่ได้ เช่น ในเวลากลางคืน กฎหมายห้ามใช้แตร หรือในสถานที่ที่มีเครื่องหมายห้ามใช้แตร เพราะจะรบกวนบุคคลอื่น เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการหรือกรณีที่เป็นเวลากลางวัน จะใช้เตือนรถที่วิ่งสวนมาให้ใช้ไฟเตือนแทน เพราะแสงจะเตือนได้เร็วกว่าเสียงแตร แต่อย่างไรก็ดีสัญญาณแตรยังเป็นเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างดี
3. อย่าใช้แตรไล่หลังรถอื่นขณะขับรถ เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร การจราจรคับคั่งและมีทางเดินรถมากกว่า 2 ช่องการจราจร การให้สัญญาณแตรเป็นสิ่งจำเป็น แต่ระวังการใช้สัญญาณตามอารมณ์โกรธของตัวเอง ควรใช้ในลักษณะเป็นการกล่าวขอบคุณ เวลาแซงก็ขอทางเพื่อหลบเข้าช่องทางรถที่หลบทางให้เข้า โดยใช้สัญญาณแตรบอกว่าปลอดภัยแล้วเข้าได้รถที่แซงปากเข้าก็จะบีบแตรเป็นการขอบคุณ ควรใช้แตรเมื่อรถหากเกิดยางระเบิด เบรกแตก ไม่สามารถจะบังคับรถที่ขับได้ เพื่อให้รถคันอื่นรู้ตัวจะได้ระวังตัวไว้ก่อน
ในระหว่างการขับขี่จะต้องระมัดระวังข้างหน้า–หลัง–ซ้าย–ขวา อยู่ตลอดเวลา และจำเป็นจะต้องรับรู้อย่างถูกต้องและรวดเร็วเกี่ยวสภาพของถนนว่า มีรถหรือคันอยู่หรือไม่ มีการเคลื่อนไหวอย่างไรการขับขี่ให้
ปลอดภัยนั้น จะต้องแน่ใจว่าที่ตรงนั้นไม่มีคนหรือรถแล่นออกมา เพราะถ้าทราบแน่ชัดว่าไม่มีคนหรือรถอยู่ที่นั้นแล้ว จึงสามารถบอกได้ว่าจะมีอันตรายหรือไม่ แม้ว่าในกรณีที่มองไม่เห็น เพราะหลบมุมสายตาอยู่แต่ถ้าใช้ความสังเกตก็จะช่วยลดอุบัติเหตุได้
ตัวอย่างของการคาดคะเนอย่างรอบคอบ
ตัวอย่างของการขับรถประมาท
6.2.1 การสังเกตมุมอันตราย มุมอันตรายบนท้องถนนมีอยู่มากมาย แต่ก็มีผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยที่ขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่ผู้นั้นมีการคาดคะเนล่วงหน้าว่าอาจมีรถหรือคนอยู่บริเวณที่มองไม่เห็น มุมอันตรายต่าง ๆ มีดังนี้
1. อันตรายจากรถที่จอดสองฟากถนน มุมอันตรายจะมีอยู่ทั้งสองด้าน ผู้ขับขี่จะต้องระมัดระวังทั้งทางซ้ายและขวา ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการที่มีรถจอดอยู่เพียงฝั่งเดียวแล้ว ผู้ขับจะสังเกตเห็นคนข้ามถนนได้ยากกว่า
2. อันตรายจากการมีรถรถจอดเรียงกันหลายคัน การที่มีรถจอดเรียงกันหลายคัน จะทำให้ขอบเขตของมุมอันตรายกว้างขึ้นถ้าเทียบกับการที่มีจอดอยู่เพียงคันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่มีคนข้ามถนนมาจากฝั่งขวามือ ผู้ขับมีแนวโน้มว่าจะให้ความระมัดระวังคนข้ามถนนจากฝั่งขวามือมีน้อยกว่าปกติ
3. อันตรายในกรณีของเด็กที่มีตัวเล็ก จึงอยู่ในมุมอันตรายได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กก็สามารถบังจนผู้ขับขี่ไม่สามารถเห็นเด็กได้
4. มุมอันตรายจากรถด้านขวามือบริเวณสี่แยก จากมุมมองของผู้ขับ จะสังเกตเป็นรถมอเตอร์ไซด์ที่วิ่งมาจากทางขวามือได้ช้ากว่า กรณีที่ไม่แน่ใจว่าทางแยกข้างหน้าจะปลอดภัยหรือไม่ ควรหยุดรถชั่วขณะ หรือชะลอความเร็วลง
5. มุมอันตรายจากรถที่กำลังเลี้ยวขวา กรณีที่เลี้ยวขวาบริเวณสี่แยก จะมีมุมอันตรายอยู่บริเวณรถที่จอดอยู่ข้างหน้า ยิ่งเลี้ยวรถเข้าไปใกล้รถที่จอดอยู่มากเท่าไร มุมอันตรายก็จะมากขึ้นตามลำดับ
6. มุมอันตรายจากทางโค้ง สิ่งกีดขวางที่ทำให้มุมอันตรายกว้างขึ้น ถึงแม้จะเป็นทางโค้งเดียวกันก็ตาม การมีสิ่งกีดขวางหรือไม่นั้นจะทำให้พื้นที่ของมุมอันตรายแตกต่างกันออกไป
6.2.2 การขับรถไปบนถนนลักษณะต่าง ๆ
1. การขับรถบนทางโค้งแคบ ที่มองข้างหน้าไม่ค่อยเห็นนั้น มีโอกาสที่จะชนกับรถที่สวนมาได้ง่าย ควรพยายามแล่นด้วยความเร็วที่สามารถจะหยุดรถได้ภายในระยะเวลาครึ่งหนึ่งของระยะทางที่สายตามองเห็นได้ ตัวอย่างเช่น ที่จุด A ระยะครึ่งหนึ่งของระยะทางที่สายตามองเห็นนั้น คือจุด B จะต้องใช้ความเร็วที่สามารถจะหยุดรถได้ที่จุดนี้ ในทำนาองเดียวกันรถที่อยู่จุด D ก็ต้องวิ่งด้วยความเร็วที่สามารถจะหยุดรถได้ที่จุด C
2. ตำแหน่งที่เหมาะสมและถูกต้อง การที่จะสามารถมองเห็นคนหรือรถที่อยู่ในมุมมือให้ได้เร็วที่สุดนั้น ควรคำนึงด้วยว่าจะต้องขับรถให้วิ่งอยู่บนตำแหน่งของถนนดี หรือในส่วนที่เกี่ยวกับรถคันอื่นนั้นจะขับรถให้แล่นอยู่ตรงส่วนไหนของถนนเป็นสำคัญ หากขับรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมก็สามารถทำให้เรามองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นขึ้นมาได้
3. การเปลี่ยนแปลงของมุมอันตรายเนื่องจากการเปลี่ยนตำแหน่ง กรณีขับรถไปบนถนน สามแยก กรณีขับรถบนทางโค้งเลี้ยวขวา และกรณีขับรถบนทางโค้งเลี้ยวซ้าย
4. การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า การขับรถชิดรถคันหน้ามากเกินไปนั้น นอกจะทำให้เกิดอุบัติเหตุชนกันง่ายแล้ว ยังทำให้มุมอันตรายมีขอบเขตกว้างมากขึ้นด้วย