1 of 27

สุขภาพดียุคดิจิทัล

(Good health in the digital era)

2 of 27

3 of 27

เราจำเป็นต้องเข้าใจอันตรายและผลกระทบด้านสุขภาพในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน สุขภาพกาย สุขภาพจิต โรคที่เกิดขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์และผลกระทบต่อการใช้ อินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิทัล เพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ จนถึงวิธีการรักษาเบื้องต้น ทั้งต่อ ตัวเอง และคนใกล้ตัว เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในยุคดิจิทัลได้

สุขภาพดียุคดิจิทัล

https://www.pinterest.com/pin/1061231099677767636/

4 of 27

  • เข้าใจอันตรายและผลกระทบด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต จากการใช้อินเทอร์เน็ต และสื่อดิจิทัล
  • เข้าใจโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใน ยุคดิจิทัล
  • เข้าใจแนวทางป้องกันและลดผลกระทบเมื่อต้องทงานกับคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • เข้าใจอาการทางจิตของตัวเองและคนใกล้ตัวอันเกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต และออนไลน์

จุดประสงค์หลัก

https://community.greythr.com/t/do-you-know-world-health-day/8507

5 of 27

  • สามารถระบุพฤติกรรม และอาการเบื้องต้นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต อันเป็นผลเนื่องมาจากการใช้คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิทัลต่าง ๆ ได้
  • สามารถป้องกัน ลดผลกระทบ หรือรักษาเบื้องต้น เมื่อเกิดอาการได้
  • สามารถตรวจสอบบุคคลรอบข้างพร้อมให้คําแนะนําเบื้องต้นเมื่อมีอาการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

https://www.pinterest.com/pin/923519467315046847/

สมรรถนะ

6 of 27

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

7 of 27

  • กลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงาน
  • สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม
  • นั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

8 of 27

สาเหตุของ Office Syndrome

9 of 27

พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

�ได้แก่ ความเครียด ทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำงานหนักเกินไป และไม่ออกกำลังกาย

  • อาการที่พบได้บ่อยในออฟฟิศซินโดรม�  1. กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง�  2. เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ/ยกแขนไม่ขึ้น�  3. อาการปวด/ชาร้าวลงแขน�  4. ยืนแอ่นพุง/ยืนหลังค่อม

ตัวอย่างอาการของออฟฟิศซินโดรม

  • ปวด ตึง หรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเฉพาะส่วน เช่น บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ หลัง สะบัก
  • อาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณใกล้เคียงร่วมด้วย  
  • ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ตาพร่ามัว  หูอื้อ 
  • อาการที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ เช่น มือชา นิ้วชา แขนชา

10 of 27

แหล่งที่มา : www.ancbroker.com

11 of 27

ปวดหลังแบบนี้ Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ปวดหลัง ร้าวเรื้อรัง เสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการปวดหลัง ปวดคอ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน มักเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือ ผู้ที่ยกของหนักมากๆ เป็นประจำ แม้ว่าอาการจะหายได้เองจากการรับประทานยา แต่หารู้ไหมว่าอาการปวดเหล่านี้สามารถเป็นขึ้นได้อีกถ้ายังคงดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมแบบเดิมๆ ซึ่งหากละเลยไม่คำนึงถึง อาจนำไปสู่อาการเจ็บป่วยรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังได้ แล้วจะรู้ได้

อย่างไรว่า ปวดแบบไหน Office Syndrome แบบไหน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

12 of 27

ออฟฟิศซินโดรม โรคของคน Gen ใหม่ �ดูแลอย่างไรไม่ให้เรื้อรัง

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศยุคใหม่ ที่มักมีพฤติกรรมนั่งติดเก้าอี้และโต๊ะทำงานนานหลายชั่วโมง โดยไม่ได้ลุกเคลื่อนไหว หรือมีช่วงพักเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน ทำให้เกิดกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อได้ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

  • นั่งทำงานด้วยท่าทางไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น นั่งห่อไหล่ขณะพิมพ์คีย์บอร์ด  
  • นั่งก้มหรือจ้องจอคอมพิวเตอร์, ใช้สมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน
  • ยืนหรือนั่งหลังค่อม คอยื่น ไหล่งุ้ม หรือนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ 
  • สะพายกระเป๋า หรือยกของหนักเป็นเวลานาน

ที่มา : อ.พญ.โสภาทิพย์ ฤกษ์ม่วง วันเผยแพร่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566

13 of 27

โรคออฟฟิศซินโดรมรักษาได้อย่างไร

  ปัจจุบันการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เป็นการรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่จะมาบั่นทอนคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างถาวร

http://herbinnovation168.lnwshop.com/article/office-syndrome

14 of 27

การรับการรักษา

แหล่งที่มา : www.ancbroker.com

15 of 27

� วิธีการรักษา ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) �

1. การรักษาด้วยตัวเอง� ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ควรนั่งติดกันเป็นเวลานาน ปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เหมาะสม�การยืดกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด�  การรักษาด้วยมือนักกายภาพบำบัด (Manual Technique)�  การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น�  - อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)�  - การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical stimulation)�  - เลเซอร์ (Laser)�  - คลื่นกระแทก (Shock wave)�  - คลื่นสั้น (Short wave)�  การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic exercise)�  การรับคำแนะนำอื่นๆ เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เหมาะสม การลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่จำเป็น

แหล่งที่มา : www.ancbroker.com

16 of 27

17 of 27

คลิปกายบริหารป้องกัน Office Syndrome

18 of 27

เช็กอาการ “Nomophobia” โรคติดมือถือ โรคยอดฮิตของยุคดิจิทัล

ในโลกยุคดิจิทัล ที่อะไร ๆ ก็สะดวกสบาย จะคุยกับเพื่อน อ่านบทความ ติดตามความเคลื่อนไหวของสังคม หรือแม้แต่สั่งอาหาร ก็มักจะทำผ่านมือถือ หรือ “สมาร์ทโฟน” ทั้งนั้น ทำให้โทรศัพท์มือถือเหมือนอวัยวะที่ 33 ของใครหลาย ๆ คนเลย เป็นทั้งเครื่องมือที่ใช้ดำรงชีวิต หาข้อมูลความรู้ และฆ่าเวลายามว่าง แม้ว่าสมาร์ทโฟนจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลได้เกือบทุกอย่าง แต่ของทุกอย่างมีทั้งประโยชน์ และโทษถ้าเราใช้เกินพอดี ไม่เว้นแม้แต่สมาร์ทโฟน ที่ถ้าเกิดอาการ “ติด” ขึ้นมาแล้ว ก็จะนำไปสู่การเป็นโรค “โนโมโฟเบีย” (Nomophobia) ได้

19 of 27

โนโมโฟเบีย หรือโรคติดโทรศัพท์มือถือ

โนโมโฟเบีย (Nomophobia) เป็นอาการหวาดกลัวเมื่อต้องดำรงชีวิตอยู่โดยไม่มีมือถือหรือไม่ได้ใช้มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการลืมพกมือถือติดตัว มือถือแบตหมด หรือการอยู่บริเวณที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จะทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้รู้สึกกระวนกระวายใจ หงุดหงิด เครียด มีเหงื่อออก ตัวสั่น หรือคลื่นไส้

พฤติกรรมติดมือถืออาจส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง หรือการใช้ชีวิตประจำวันด้านต่าง ๆ และการใช้มือถือบ่อยจนเกินไป รวมถึงการวางท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะใช้มือถือ

อย่างการก้มหน้าเพ่งจอใกล้ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าที่ถือและใช้มือถือนาน ๆ อาจก่อให้เกิดโรคหรืออาการป่วยหลายอย่างตามมาได้ เช่น นิ้วล็อค ปวดเกร็งบริเวณคอ บ่า ไหล่ จอประสาทตาเสื่อม หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัย เส้นประสาทสันหลังบริเวณคอถูกกดทับจนเป็นเหตุให้เกิดอาการชาที่แขน มือไม่มีแรง หรือเดินเซ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ที่นั่งหรือนอนเล่นมือถือเป็นเวลานานยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน และการเดินเล่นมือถือหรือเล่นมือถือระหว่างเดินทาง อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สินอีกด้วย

20 of 27

21 of 27

แก้อาการติดโทรศัพท์มือถือได้อย่างไร ?

จำกัดเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือ

ในขั้นแรก ควรจดบันทึกระยะเวลาในการใช้มือถือของแต่ละกิจกรรม โดยอาจแบ่งออกเป็นระยะเวลาที่ใช้ในการคุยโทรศัพท์ การตอบข้อความ การใช้สื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือการใช้ฟังก์ชั่นอื่น ๆ ในมือถือ แล้วคำนวณว่าภายใน 1 สัปดาห์ ได้ใช้เวลาไปกับแต่ละกิจกรรมนานเท่าไร จากนั้นลองค่อย ๆ ลดเวลาในการใช้มือถือในแต่ละกิจกรรมลงอย่างช้า ๆ

โดยเริ่มจากกิจกรรมที่สำคัญน้อยที่สุด เช่น ตามปกติอาจใช้เวลาในการเล่นเกมมือถือประมาณ 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ ก็ให้ลดเวลาลงเหลือเพียง 9 ชั่วโมง/สัปดาห์ และค่อย ๆ ลดเวลาการเล่นเกมลงไปอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เป็นต้น

นอกจากนี้ การแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ อย่างไลน์หรือเฟซบุ๊ก อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้หยิบมือถือขึ้นมาใช้บ่อยขึ้น ดังนั้น ในเวลาที่ต้องการใช้สมาธิ อย่างตอนเรียน ทำงาน ขับรถ หรือเวลาที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้ควรปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ในมือถือ หรือลบแอพพลิเคชั่นที่มักทำให้เสียสมาธิและไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลานั้นทิ้งไป อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกว่าวิธีดังกล่าวนั้นยุ่งยากเกินไป ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นการเปิดใช้งานโหมดเครื่องบิน หรือปิดมือถือไปแทน

พูดคุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น

โทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสื่อสารกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น บางคนจึงเสพติดการพูดคุยกับเพื่อนผ่านแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในมือถือ จนกลายเป็นคนติดมือถือโดยไม่รู้ตัว แม้การคุยกับเพื่อนในสังคมออนไลน์จะช่วยคลายความเหงาเมื่อต้องอยู่คนเดียว แต่การใช้มือถือตลอดเวลาขณะที่คนรอบข้างกำลังพูดคุยด้วยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก ดังนั้น ควรงดใช้มือถือระหว่างพูดคุยกับคนอื่น เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการติดมือถือได้แล้ว การหันมาใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้นยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ด้วย

22 of 27

23 of 27

"ละเมอเเชท"(Sleep Texting)📱💥�(ภัยเงียบคนติดสมาร์ทโฟน😴)

🟍✯“อาการแบบนี้คุณเป็นหรือเปล่า” ⌛😒

เคยมั้ยตอบข้อความเพื่อนกลับเวลางัวเงียโดยไม่รู้สึกตัว

ถ้าคุณเป็นนั้นอาจจะเเปลว่าคุณกำลังเป็นโรคละเมอเเชทอยู่ก็ได้

24 of 27

"ละเมอเเชท"(Sleep Texting)📱💥� (ภัยเงียบคนติดสมาร์ทโฟน😴)

  • #ละเมอเเชท (Sleep Texting) ❌📱
    • สาเหตุหลักๆ มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ จนสร้างความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมตอบสนองกับข้อความที่แจ้งเตือนเข้ามาโดยทันที รวมไปถึงอาการติดโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกชนิดร่วมด้วย

  • #อาการละเมอแชท🤤📱
    • จะไม่รู้สึกตัวขณะที่กดส่งข้อความ เพราะเป็นสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ซึ่งก็น่าเป็นห่วงตรงที่อาจจะส่งข้อความที่เสี่ยงต่อการเข้าใจผิด และส่งให้ผิดคน ผิดกาลเทศะได้

25 of 27

  • #ผลเสียของอาการละเมอเเชท😨❌
    • ทำให้ นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่ได้เต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่เพียงพอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เกิดความเครียดสะสม นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคโมโนโฟเบียฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้
  • #วิธีแก้ไข◀️❤️
    • ตัดใจปิดมือถือ ปิดเสียง หรือปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตก่อนนอน จะช่วยให้ห่างไกลจากการละเมอแชท และฟื้นฟูสุขภาพการนอนหลับให้เต็มอิ่ม ตื่นเช้ามาพร้อมความสดชื่นแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงขึ้นสุขภาพก็ดีขึ้น

26 of 27

ปัญหาสุขภาพจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์

27 of 27