สุขภาพดียุคดิจิทัล
(Good health in the digital era)
เราจำเป็นต้องเข้าใจอันตรายและผลกระทบด้านสุขภาพในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน สุขภาพกาย สุขภาพจิต โรคที่เกิดขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์และผลกระทบต่อการใช้ อินเทอร์เน็ตและสื่อดิจิทัล เพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ จนถึงวิธีการรักษาเบื้องต้น ทั้งต่อ ตัวเอง และคนใกล้ตัว เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในยุคดิจิทัลได้
สุขภาพดียุคดิจิทัล
https://www.pinterest.com/pin/1061231099677767636/
จุดประสงค์หลัก
https://community.greythr.com/t/do-you-know-world-health-day/8507
https://www.pinterest.com/pin/923519467315046847/
สมรรถนะ
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
สาเหตุของ Office Syndrome
พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม
�ได้แก่ ความเครียด ทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำงานหนักเกินไป และไม่ออกกำลังกาย
ตัวอย่างอาการของออฟฟิศซินโดรม
แหล่งที่มา : www.ancbroker.com
ปวดหลังแบบนี้ Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดหลัง ร้าวเรื้อรัง เสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการปวดหลัง ปวดคอ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน มักเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือ ผู้ที่ยกของหนักมากๆ เป็นประจำ แม้ว่าอาการจะหายได้เองจากการรับประทานยา แต่หารู้ไหมว่าอาการปวดเหล่านี้สามารถเป็นขึ้นได้อีกถ้ายังคงดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมแบบเดิมๆ ซึ่งหากละเลยไม่คำนึงถึง อาจนำไปสู่อาการเจ็บป่วยรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังได้ แล้วจะรู้ได้
อย่างไรว่า ปวดแบบไหน Office Syndrome แบบไหน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ศูนย์ : ศูนย์กระดูกสันหลัง
บทความโดย : นพ. สิทธิพงษ์ สุทธิอุดม
ออฟฟิศซินโดรม โรคของคน Gen ใหม่ �ดูแลอย่างไรไม่ให้เรื้อรัง
ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศยุคใหม่ ที่มักมีพฤติกรรมนั่งติดเก้าอี้และโต๊ะทำงานนานหลายชั่วโมง โดยไม่ได้ลุกเคลื่อนไหว หรือมีช่วงพักเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน ทำให้เกิดกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อได้ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้
ที่มา : อ.พญ.โสภาทิพย์ ฤกษ์ม่วง วันเผยแพร่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566
โรคออฟฟิศซินโดรมรักษาได้อย่างไร
ปัจจุบันการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เป็นการรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่จะมาบั่นทอนคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างถาวร
http://herbinnovation168.lnwshop.com/article/office-syndrome
การรับการรักษา
แหล่งที่มา : www.ancbroker.com
� วิธีการรักษา ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) �
1. การรักษาด้วยตัวเอง� ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ควรนั่งติดกันเป็นเวลานาน ปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เหมาะสม�การยืดกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2. การรักษาทางกายภาพบำบัด� การรักษาด้วยมือนักกายภาพบำบัด (Manual Technique)� การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น� - อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)� - การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical stimulation)� - เลเซอร์ (Laser)� - คลื่นกระแทก (Shock wave)� - คลื่นสั้น (Short wave)� การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic exercise)� การรับคำแนะนำอื่นๆ เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เหมาะสม การลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่จำเป็น
แหล่งที่มา : www.ancbroker.com
คลิปกายบริหารป้องกัน Office Syndrome
เช็กอาการ “Nomophobia” โรคติดมือถือ โรคยอดฮิตของยุคดิจิทัล
ในโลกยุคดิจิทัล ที่อะไร ๆ ก็สะดวกสบาย จะคุยกับเพื่อน อ่านบทความ ติดตามความเคลื่อนไหวของสังคม หรือแม้แต่สั่งอาหาร ก็มักจะทำผ่านมือถือ หรือ “สมาร์ทโฟน” ทั้งนั้น ทำให้โทรศัพท์มือถือเหมือนอวัยวะที่ 33 ของใครหลาย ๆ คนเลย เป็นทั้งเครื่องมือที่ใช้ดำรงชีวิต หาข้อมูลความรู้ และฆ่าเวลายามว่าง แม้ว่าสมาร์ทโฟนจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลได้เกือบทุกอย่าง แต่ของทุกอย่างมีทั้งประโยชน์ และโทษถ้าเราใช้เกินพอดี ไม่เว้นแม้แต่สมาร์ทโฟน ที่ถ้าเกิดอาการ “ติด” ขึ้นมาแล้ว ก็จะนำไปสู่การเป็นโรค “โนโมโฟเบีย” (Nomophobia) ได้
โนโมโฟเบีย หรือโรคติดโทรศัพท์มือถือ
โนโมโฟเบีย (Nomophobia) เป็นอาการหวาดกลัวเมื่อต้องดำรงชีวิตอยู่โดยไม่มีมือถือหรือไม่ได้ใช้มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการลืมพกมือถือติดตัว มือถือแบตหมด หรือการอยู่บริเวณที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จะทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้รู้สึกกระวนกระวายใจ หงุดหงิด เครียด มีเหงื่อออก ตัวสั่น หรือคลื่นไส้
พฤติกรรมติดมือถืออาจส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง หรือการใช้ชีวิตประจำวันด้านต่าง ๆ และการใช้มือถือบ่อยจนเกินไป รวมถึงการวางท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะใช้มือถือ
อย่างการก้มหน้าเพ่งจอใกล้ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าที่ถือและใช้มือถือนาน ๆ อาจก่อให้เกิดโรคหรืออาการป่วยหลายอย่างตามมาได้ เช่น นิ้วล็อค ปวดเกร็งบริเวณคอ บ่า ไหล่ จอประสาทตาเสื่อม หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัย เส้นประสาทสันหลังบริเวณคอถูกกดทับจนเป็นเหตุให้เกิดอาการชาที่แขน มือไม่มีแรง หรือเดินเซ เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ที่นั่งหรือนอนเล่นมือถือเป็นเวลานานยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน และการเดินเล่นมือถือหรือเล่นมือถือระหว่างเดินทาง อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สินอีกด้วย
แก้อาการติดโทรศัพท์มือถือได้อย่างไร ?
จำกัดเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือ
ในขั้นแรก ควรจดบันทึกระยะเวลาในการใช้มือถือของแต่ละกิจกรรม โดยอาจแบ่งออกเป็นระยะเวลาที่ใช้ในการคุยโทรศัพท์ การตอบข้อความ การใช้สื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือการใช้ฟังก์ชั่นอื่น ๆ ในมือถือ แล้วคำนวณว่าภายใน 1 สัปดาห์ ได้ใช้เวลาไปกับแต่ละกิจกรรมนานเท่าไร จากนั้นลองค่อย ๆ ลดเวลาในการใช้มือถือในแต่ละกิจกรรมลงอย่างช้า ๆ
โดยเริ่มจากกิจกรรมที่สำคัญน้อยที่สุด เช่น ตามปกติอาจใช้เวลาในการเล่นเกมมือถือประมาณ 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ ก็ให้ลดเวลาลงเหลือเพียง 9 ชั่วโมง/สัปดาห์ และค่อย ๆ ลดเวลาการเล่นเกมลงไปอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เป็นต้น
นอกจากนี้ การแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ อย่างไลน์หรือเฟซบุ๊ก อาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้หยิบมือถือขึ้นมาใช้บ่อยขึ้น ดังนั้น ในเวลาที่ต้องการใช้สมาธิ อย่างตอนเรียน ทำงาน ขับรถ หรือเวลาที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้ควรปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ในมือถือ หรือลบแอพพลิเคชั่นที่มักทำให้เสียสมาธิและไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลานั้นทิ้งไป อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกว่าวิธีดังกล่าวนั้นยุ่งยากเกินไป ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นการเปิดใช้งานโหมดเครื่องบิน หรือปิดมือถือไปแทน
พูดคุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น
โทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสื่อสารกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น บางคนจึงเสพติดการพูดคุยกับเพื่อนผ่านแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในมือถือ จนกลายเป็นคนติดมือถือโดยไม่รู้ตัว แม้การคุยกับเพื่อนในสังคมออนไลน์จะช่วยคลายความเหงาเมื่อต้องอยู่คนเดียว แต่การใช้มือถือตลอดเวลาขณะที่คนรอบข้างกำลังพูดคุยด้วยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก ดังนั้น ควรงดใช้มือถือระหว่างพูดคุยกับคนอื่น เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการติดมือถือได้แล้ว การหันมาใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้นยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ด้วย
"ละเมอเเชท"(Sleep Texting)📱💥�(ภัยเงียบคนติดสมาร์ทโฟน😴)
🟍✯“อาการแบบนี้คุณเป็นหรือเปล่า” ⌛😒
เคยมั้ยตอบข้อความเพื่อนกลับเวลางัวเงียโดยไม่รู้สึกตัว
ถ้าคุณเป็นนั้นอาจจะเเปลว่าคุณกำลังเป็นโรคละเมอเเชทอยู่ก็ได้
"ละเมอเเชท"(Sleep Texting)📱💥� (ภัยเงียบคนติดสมาร์ทโฟน😴)
ปัญหาสุขภาพจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์