ปิโตรเลียม (Petroleum)
18
สมรรถนะประจำหน่วย
สมรรถนะประจำหน่วย
1. อธิบายการกำเนิดของปิโตรเลียม
2. บอกแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญของโลก
3. อธิบายคุณสมบัติของปิโตรเลียม
4. อธิบายวิธีการผลิตปิโตรเลียม และการขนส่ง
ปิโตรเลียม
จุดประสงค์การเรียนรู้
สาระการเรียนรู้
1. กำเนิดของปิโตรเลียม
2. แหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญของโลก
3. คุณสมบัติของปิโตรเลียม
4 การผลิตปิโตรเลียม และการขนส่ง
1. นักเรียนสามารถอธิบายการกำเนิดของปิโตรเลียมได้อย่างถูกต้อง
2. นักเรียนสามารถบอกแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญของโลกได้อย่างถูกต้อง
3. นักเรียนสามารถอธิบายคุณสมบัติของปิโตรเลียมได้อย่างถูกต้อง
4. นักเรียนสามารถอธิบายวิธีการผลิตปิโตรเลียม และการขนส่งได้อย่างถูกต้อง
สมรรถนะประจำหน่วย
กิจกรรมเตรียมความพร้อม�สู่ประชาคมอาเซียน
นักเรียนศึกษาค้นคว้าแหล่งปิโตรเลียมในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
ปิโตรเลียม
2
19
ปิโตรเลียม หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในรูปของน้ำมันดิบ หรือก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม เกิดจากการทับถมและแปรสภาพของซากพืช ซากสัตว์ เกิดน้ำหนักกดทับ กลายเป็นชั้นหินทราย ชั้นหินปูน ชั้นหินดินดาน ความกดดันจากน้ำหนักชั้นหินบวกกับความร้อนจากใต้พิภพ ทำให้เกิดการสลายตัวของอินทรีย์สารแปรสภาพเป็นหยดน้ำมัน โดยมีธาตุคาร์บอน และธาตุไฮโดรเจน เป็นส่วนประกอบสำคัญ
1.1 การกำเนิดของปิโตรเลียม
แสดงการสะสมตัวของน้ำมันในชั้นทราย
2
20
2.2 แหล่งสะสมปิโตรเลียม
แหล่งสะสมปิโตรเลียมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
1. จะต้องมีหินที่เป็นหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม (Source rock) ซึ่งจะเป็นชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของจากซากพืชซากสัตว์ หินพวกนี้ คือ หินตะกอน
2. มีชั้นหินที่เป็นหินกักเก็บปิโตรเลียม (Reservoir rock) ซึ่งเป็นชั้นหินที่มีรูพรุน ปิโตรเลียมสามารถซึมแทรกเข้าไปได้คล้ายกับฟองน้ำที่ดูดซับน้ำเอาไว้ ชั้นหินพวกนี้ ได้แก่พวกหินทราย และหินปูน
3. ต้องมีชั้นหินที่เป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม (Trap) ชั้นหินนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวดักน้ำมันและก๊าซเอาไว้ ทำให้เกิดแหล่งสะสมขนาดใหญ่ขึ้น
2
21
แสดงแหล่งสะสมปิโตรเลียม
2
22
คุณสมบัติของปิโตรเลียม
คุณสมบัติปิโตรเลียมในแต่ละแหล่งอาจแตกต่างกันออกไปตามองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนอื่น แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีสีดำ หรือน้ำตาล มีกลิ่นคล้ายน้ำมันสำเร็จรูป บางแหล่งอาจมีกลิ่นกำมะถันและกลิ่นก๊าซไข่เน่า ความข้นใสของน้ำมันดิบอาจเหลวเหมือนน้ำ หรือเหนียวเป็นยางมะตอยก็มี ความถ่วงจำเพาะของน้ำมันดิบจะมีค่าประมาณ 0.80-0.97 ที่อุณหภูมิ 15.6 องศาเซลเซียส ดังนั้นน้ำมันจึงลอยอยู่เหนือน้ำ เพราะเบากว่าน้ำ
2
23
1 การสำรวจหาธรณีวิทยา เริ่มจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศดูบริเวณที่น่าสนใจ ต่อจากนั้น นักธรณีวิทยาจะเดินเข้าสำรวจโดยละเอียดเก็บตัวอย่างหิน สำรวจหน้าผา หรือตามหุบเขาเพื่อศึกษาโครงสร้างเนื้อหินตลอดจนซากดึกดำบรรพ์ (Fossils) คำนวณอายุและประวัติความเป็นมาของบริเวณนั้น นอกจากนั้นยังต้องวัดแนวทิศทางความลาดเทของชั้นหินว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งสะสมของปิโตรเลียมหรือไม่
การสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม
2
23
2. การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เป็นขั้นตอนสำรวจโครงสร้างชั้นหินใต้ดินว่ามีลักษณะโครงสร้างแบบใด รูปแบบโครงสร้างเข้าลักษณะของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม (Trap) ทั้ง 4 แบบ หรือไม่ ซึ่งวิธีการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์มีหลายวิธีดังนี้
การสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม
1) วิธีวัดคลื่นความสั่นสะเทือน (Seismic Survey )
2) วิธีวัดค่าสนามแม่เหล็ก (Magnetic Survey)
3) วิธีวัดค่าแรงดึงดูดของโลก (Gravity Survey)
2
24
วิธีวัดคลื่นความสั่นสะเทือน (Seismic Survey )
การเจาะหลุมเพื่อวางระเบิดวัดแรงสั่นสะเทือน
การวางระเบิดลงในหลุมเพื่อวัดแรงสั่นสะเทือน
2
25
ความสามารถในการดูดซึมแม่เหล็กของชั้นหินแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน เช่น หินชั้นมีความสามารถดูดซึมแม่เหล็กน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหินอัคนีหรือหินแปร การวัดค่าสนามแม่เหล็ก จะแสดงให้ทราบถึงลักษณะโครงสร้างบนหินรากฐาน วิธีการวัดกระแสแม่เหล็ก โดยเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กจะเป็นประโยชน์แก่การสำรวจหาปิโตรเลียมมาก
วิธีวัดค่าสนามแม่เหล็ก (Magnetic Survey)
การวัดค่าสนามแม่เหล็ก
2
26
วิธีวัดค่าความแตกต่างของแรงดึงดูดของโลก ที่เป็นผลเนื่องจากความ หนาแน่นของชั้นหิน จะทำให้ทราบว่าโครงสร้างของชั้นหินใต้ผิวมีลักษณะเช่นใด ชั้นหินที่มีความหนาแน่นมากและอยู่ใกล้ผิวโลก ค่าแรงดึงดูดจะสูงกว่า จุดที่อยู่ต่ำลงไป
วิธีวัดค่าแรงดึงดูดของโลก (Gravity Survey)
การวัดค่าแรงดึงดูดของโลก
2
27
ขั้นตอนการเจาะ จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ
การเจาะสำรวจหาปิโตรเลียม
2
28
การผลิตปิโตรเลียม
ปิโตรเลียมที่สะสมกันอยู่ใต้พื้นโลกไม่ว่าจะน้ำมันดิบ หรือก๊าซธรรมชาติจะอยู่ภาคใต้แรงกดดันอยู่แล้ว ดังนั้น มันจึงสามารถไหลขึ้นมาปากหลุมได้โดยแรงดันธรรมชาติ ซึ่งอาจไหลขึ้นมาได้เองถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากไหลขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องเทคนิคเข้าช่วย เช่น ใช้ปั๊ม อัดก๊าซ หรือไอน้ำร้อน หรือสารเคมีช่วยขับดันให้ไหลขึ้นมาจะทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
2
29
ปิโตรเลียม แบ่งตามสถานะทางกายภาพได้ 2 ชนิด คือ
2) ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gases)
การแบ่งประเภทของปิโตรเลียม
1) น้ำมันดิบฐานพาราฟิน (Paraffin Base) น้ำมันดิบฐานนี้เมื่อนำมากลั่นจะได้น้ำมัน แก๊สโซลีนออกเทนต่ำ แต่จะได้น้ำมันหล่อลื่นคุณภาพดี มีค่าดัชนีความหนืดสูง (High viscosity Index) กากที่เหลือจากการกลั่นเป็นไข (wax)
2) น้ำมันดิบฐานแอสฟัลต์ (Asphalt Base) น้ำมันดิบฐานนี้เมื่อนำมากลั่นจะได้แก๊สโซลีนคุณภาพดีมีค่า ออกเทน (ON) สูง กากที่เหลือการกลั่นจะเป็นยางมะตอย (Asphalt)
3) น้ำมันฐานรวม (Mixed Base) ฐานนี้กากที่เหลือจากการกลั่นจะได้ทั้งแวกซ์และยางมะตอย
น้ำมันดิบแบ่งเป็น 3 ฐาน
2
30
น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากหลุมผลิตจะไหลผ่านลิ้นควบคุม (Christmas tree) แล้วส่งผ่านไปยังโรงแยกก๊าซ และสิ่งสรกปรกหรือสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ก๊าซบางส่วนจะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงไฟฟ้าบนฐานผลิต โรงแยกก๊าซจะแยกก๊าซออกจากน้ำมันดิบตามวัตถุประสงค์การใช้งานก๊าซบางส่วนจะส่งขายให้โรงไฟฟ้าบางส่วนส่งให้โรงงานอุตสาหกรรม บางส่วนใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตมิคอล ส่วนน้ำมันดิบจะถูกส่งไปโรงกลั่นเพื่อกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่อไป
การแยก ปิโตรเลียมก่อนนำไปใช้
2
31
1. Conventional Drilling Rig เป็นแท่นเจาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อุปกรณ์และส่วนประกอบมีขนาดใหญ่ และสามารถเจาะได้ลึกมาก อาจถึง 35,000 ฟุต
2. Portable Rig เป็นแท่นเจาะที่มีโครงสร้างหอคอย (Derrick) ติดอยู่บนรถบรรทุกขนาดใหญ่ สามารถเคลื่อนย้ายแท่นเจาะได้โดยสะดวก เพราะโครงสร้างหอคอยพับให้เอนราบได้
3.Standard Rig เป็นแท่นเจาะแบบเก่าแก่ที่สุด โครงสร้างหอคอย (Derrick) จะถูกสร้างคร่อมปากบ่อบริเวณที่จะทำการเจาะ และเมื่อการขุดเจาะแล้วเสร็จ ก็อาจจะถอดแยกหอคอยออกเป็นชิ้นเพื่อนำไปประกอบยังตำแหน่งใหม่หรืออาจทิ้งไว้ในสภาพเดิมหลังจากเริ่มมีการผลิตปิโตรเลียม
การผลิตปิโตรเลียม และการขนส่ง
การเจาะบนบก มีแท่นเจาะที่ใช้อยู่ 3 ชนิด คือ
การผลิตปิโตรเลียม มีการผลิตบนบกและในทะเล
2
32
Conventional Drilling Rig
Portable Rig
Standard Rig
2
33
ระบบการผลิตปิโตรเลียมในทะเลลึก
1.ระบบหอคอยที่มีสายยึดโยง (Gayed Tower Production System)
แท่นผลิตแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับแท่นผลิตบนบกแต่จะเพิ่มสายยึดโยงที่เป็นสายสลิง และมีสมอถ่วงน้ำหนักเพื่อป้องกันคลื่นลมในทะเล แท่นผลิตแบบนี้เหมาะกับทะเลที่น้ำลึกประมาณ 200-600 เมตร
2 ระบบแท่นผลิตใต้น้ำ (Submerge Production System)
การผลิตปิโตรเลียมในทะเลที่มีระดับน้ำลึกมากกว่า 600 เมตร ไม่สามารถใช้แท่นผลิตได้ จึงต้องใช้แท่นผลิตใต้น้ำ และมีเรือควบคุบอยู่ข้างบนการปฏิบัติงานควบคุมจะใช้ระบบอัตโนมัติ ปิโตรเลียมที่ผลิตได้จะถูกสูบขึ้นพักบนเรือบรรทุกเพื่อขนถ่ายขึ้นชายฝั่งหรือส่งผ่านท่อขนส่งจากแท่นผลิตไปยังสถานีโดยตรงก็ได้
3 ระบบแท่นผลิตแบบทุ่นลอย (Caisson Vessel Production System)
ระบบการผลิตในมหาสมุทรที่มีความลึกกว่า 1,000 เมตร จะใช้แท่นผลิตใต้น้ำแต่ส่วนควบคุมจะเปลี่ยนจากเรือเป็นทุ่นลอยขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถต้านทานคลื่นลมแรงได้ทุ่นลอยจะมีจะออกแบบให้มีถังเก็บปิโตรเลียมได้ด้วย
2
34
การผลิตปิโตรเลียมในทะเลลึก
2
35
ระบบการขนส่งปิโตรเลียม แบ่งเป็นระบบใหญ่ๆได้ 4 ประเภทคือ
ระบบการขนส่งลำเลียงทางท่อ (Pipeline)
ระบบการขนส่งทางเรือ (Tanker & Barge)
ระบบการขนส่งทางรถไฟ (Tanker car)
ระบบการขนส่งทางรถบรรทุก (Tanker truck)
การขนส่งลำเลียงปิโตรเลียม
2
36
การขนส่งลำเลียงทางท่อ
การขนส่งทางเรือ
ระบบการขนส่งทางรถไฟ
การขนส่งทางรถบรรทุก