1 of 16

2 of 16

3 of 16

7.1.1 การขับรถผ่านระดับน้ำสูง

ตัวอย่างการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังสูง

7.1.2 การขับรถลุยน้ำลึก

ตัวอย่างการขับรถลุยน้ำลึก

4 of 16

7.1.3 การขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง

ตัวอย่างการขับรถลุยน้ำลึกผ่านถนนที่น้ำท่วมขัง

7.1.4 การขับรถขณะฝนตกหนัก

ตัวอย่างการขับรถขณะฝนตก

5 of 16

7.1.5 การบังคับทิศทางรถลุยน้ำ

ตัวอย่างการบังคับทิศทางรถเมื่อขับลุยน้ำ

7.1.6 การขับรถลุยระดับน้ำที่ท่วมเลยท้องรถ

ตัวอย่างการการขับรถลุยระดับน้ำที่ท่วมเลยท้องรถ

6 of 16

7.1.7 การควบคุมรอบเครื่องยนต์เมื่อขับรถลุยน้ำ

ถ้าต้องขับรถผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังสูง หรือ ต้องขับรถลุยน้ำ ต้องเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูงนัก โดยพยายามให้รอบเครื่องคงที่อยู่ที่ 1,500–2,000 รอบต่อนาทีใช้เกียร์ 2 ค่อย ๆ ขับไปเรื่อย ๆ

ตัวอย่างการมองมาตรวัดรอบเพื่อควบคุมรอบเครื่องยนต์เมื่อขับรถลุยน้ำ

7 of 16

7.2.1 การขับรถบนเส้นทางที่เป็นภูเขา

การขับรถบนเส้นทางที่เป็นภูเขา หากต้องขับรถบนเส้นทางที่เป็นภูเขาที่มีทางคดเคี้ยว เมื่อถึงทางตรงลงเขายาวไกลต้องไม่ขับเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมากหากเจอกับ รถ คน หรือสิ่งกีดขวางที่ไม่คาดคิดอาจหักหลบไม่พ้น ถึงแม้จะหักหลบได้รถก็อาจพลิกคว่ำลงข้างทางเข้าป่าหรือชนรถที่วิ่งสวนมาดังนั้นทางที่ปลอดภัยต้องไม่ขับรถเร็ว

7.2.2 การจอดรถที่สูงชัน

การจอดรถที่สูงชัน หากต้องขับรถในทางที่ต้องขึ้นเขาหรือว่าขึ้นเนินที่มีทางโค้ง หรือวงเลี้ยวผู้ขับขี่ต้องชิดซ้ายไว้เสมอไม่ว่าจะโค้งซ้ายหรือโค้งขวา ส่วนทางอับ หรือทางโค้งรัศมีแคบที่มองเห็นได้ไม่ถึง60 เมตร ต้องใช้สัญญาณเตือนทุกครั้งและหากต้องจอดรถบนถนนที่มีทางเท้า ให้หมุนพวงมาลัย ให้ล้อรถหันออกสู่ถนน ขึ้นเบรกมือสุดและเข้าเกียร์เดินหน้า ถ้าเป็นรถระบบเกียร์อัตโนมัติ ให้ขึ้นเบรกมือเข้าเกียร์จอด นอกจากปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วยังควรต้องใส่หมอนรองล้อหลังทั้งสองล้อ

8 of 16

7.2.3 การใช้เกียร์สำหรับขึ้น–ลงที่สูงชัน

หากต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ต้องขึ้นที่สูงชัน ต้องใช้เกียร์ที่เหมาะสม โดยรักษาให้รอบเครื่องอยู่ที่ประมาณ 2,000–3,000 รอบต่อนาที ซึ่งช่วงรอบช่วงนี้จะให้กำลังฉุดลากดีที่สุด การใช้รอบเครื่องยนต์สูง ๆ กำลังการไต่ทางชันจะไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมัน อีกทั้งทำให้เครื่องยนต์สึกหรอโดยไม่จำเป็น สำหรับการลงทางลาดชันหรือเนินเขาห้ามดับเครื่องยนต์หรือปลดเกียร์ว่าง หรือเหยียบคลัตช์ค้างไว้ในระหว่างการลงเขาอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัว จนกระทั่งควบคุมรถไม่ได้ต้องใช้เกียร์ต่ำกว่าปกติ

7.2.4 การขับรถเข้าทางโค้งที่ปลอดภัย

การขับรถเข้าทางโค้งที่ปลอดภัยผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถก่อนเข้าโค้ง เช่น ขับมาด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. ให้แตะเบรกลดความเร็วให้เหลือประมาณ 60 กม./ชม. แล้วเปลี่ยนเกียร์ต่ำลงมาที่ความเร็ว 60 กม./ชม. โดยทำงานให้เสร็จสิ้นก่อนเข้าโค้ง เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ววัดความเร็วได้ถูกต้องแล้ว ให้ยกเท้าซ้ายออกจากแป้นคลัตช์ ใช้แค่เท้าขวาเหยียบ แป้นคันเร่งเท่านั้น ล็อคความเร็วให้อยู่ที่ 60 กม./ชม.

9 of 16

7.2.5 การใช้เบรกมือในที่ลาดชัน

กรณีรถติดอยู่บนเส้นทางลาดชันหรือสะพาน ผู้ขับขี่ควรดึงเบรกมือขึ้น เพื่อป้องกันรถไหลไปชนรถที่จอดอยู่ด้านหลัง เมื่อจะออกรถให้เหยียบเบรกเท้า เข้าเกียร์ แล้วจึงค่อยปลดเบรกมือ พร้อมเหยียบคันเร่งให้สัมพันธ์กัน กรณีเบรกแตก ให้กดปุ่มล็อคเบรกมือพร้อมดึงเบรกมือขึ้นลงอย่างถี่ ๆ แต่ห้ามดึงเบรกมืออย่างรุนแรง ในขณะที่ล้อหน้ายังไม่หยุดหมุน เพราะอาจบังคับทิศทางรถไม่ได้ และทำให้รถพลิกคว่ำได้

7.2.6 การขับรถบนพื้นถนนที่ไม่สมบูรณ์

หากต้องขับรถผ่านเส้นทาง หรือว่าถนนที่มีเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนที่ไม่ชัดเจน หรือว่าสีจางลงจากการใช้งานมานาน ผู้ขับขี่ควรจะใช้ช่องทางของตนเอง โดยยึดไหล่ทางเป็นแนวในการขับ และควรจะขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยต้องระวังทั้งรถที่วิ่งสวนทางมาและรถที่ขับคร่อมเลน

10 of 16

การขับรถบนทางขึ้นทางด่วน ควรจะต้องขับช้า ๆ ด้วยความเร็วที่กำหนด ทางขึ้นในช่วงต้นแม้จะไม่ชันก็ตาม แต่จะค่อย ๆ ลาดชันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกรณีที่เป็นทางโค้งและขับด้วยความเร็วสูง จะเลี้ยวโค้งไม่ได้ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุชนราวกั้นได้ ความเร็วที่กำหนดไว้ในการขับรถบนทางขึ้นทางด่วน กำหนดไม่ให้เกิน 40 กม./ชม. ผู้ขับขี่จึงควรขับช้า ๆ ภายในความเร็วที่กำหนด

7.3.1 อุบัติเหตุขณะจะเข้าเลนทางด่วน การไม่สามารถแล่นเข้าเลนทางด่วนได้อย่างชำนาญอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งมีสาเหตุ ดังนี้

1. เนื่องจากรถบนเลนทางด่วนหนาแน่น ทำให้ไม่มีจังหวะในการเข้าเลนต้องหยุดรถกะทันหันทำให้เกิดการชนกันได้

2. เนื่องจากรถที่มีขนาดใหญ่ อัตราเร่งไม่ดีพอ แล้วเข้าเลนทางด่วนโดยที่ความเร็วยังต่ำอยู่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ

3. เนื่องจากรถคันหน้าลดความเร็วลงอย่างกะทันหัน หรือมีรถจอดกีดขวางทางจราจรอยู่ จึงต้องเข้าเลนทางด่วนอย่างกะทันหัน จึงเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนทางด่วน

อุบัติเหตุต่าง ๆ เหล่านี้สามารถป้องกันได้ โดยพยายามจดจำสภาพการจราจรบนทางด่วนควบคุมความเร็วให้เหมาะสม ไม่ให้พุ่งออกไปปะทะกับรถที่กำลังแล่นมาบนทางด่วน ในกรณีที่หลีกเลี่ยงการอยู่ข้างหลังรถใหญ่ไม่ได้ ต้องพยายามรักษาระยะห่างจากรถข้างหน้าไว้พอสมควรเพื่อให้มีช่วงระยะทางที่จะเร่งความเร็วได้

11 of 16

7.3.2 การเบี่ยงเข้าเลนทางด่วน

การใช้เลนข้างทางด่วนให้เกิดความปลอดภัย คือ เลนข้างทางด่วนช่วยให้เข้าเลนทางด่วนได้สะดวกขึ้นเป็นเลนที่ช่วยชะลอความเร็วของรถในเลนทางด่วนกับรถที่จะเข้าเลนทำให้การไหลของรถในเลนทางด่วนทั้งหมดเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเป็นเลนที่แสดงให้รถที่กำลังวิ่งในเลนทางด่วนทราบว่ามีรถกำลังรอเข้าเลนทางด่วนอยู่ ดังนั้น ถ้ายังเร่งความเร็วไม่สูงพอหรือรีบเบี่ยงเข้าเลนทางด่วน ตั้งแต่แล่นบนเลนข้างแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่รถที่กำลังแล่นอยู่ในเลนทางด่วนได้

7.3.3 วิธีเข้าเลนทางด่วนให้ปลอดภัย

1. กรณีที่รถในเลนทางด่วนแล่นเรียงกันมา ก่อนเข้าทางด่วน ต้องให้สัญญาณว่าจะเข้าเลนทางด่วน พร้อมทั้งคาดคะเนความเร็วของรถ B ได้อย่างถูกต้อง (รูปตำแหน่งที่ 1) แล้วจึงเร่งความเร็วจนรถวิ่งขนานไปกับรถ B (รูปตำแหน่งที่ 2) หลังจากนั้นลดความเร็วลงเล็กน้อย เพื่อให้มีระยะที่จะเข้าตามหลังรถ B ได้ (รูปตำแหน่งที่ 3) ในกรณีที่ระยะห่างของรถ B กับรถ D สั้นมาก ต้องไม่พยายามฝืนเบี่ยงเข้าไป ควรเข้าหลังรถ D แทนจะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า

2. กรณีที่รถในเลนทางด่วนแล่นติด ๆ กันมา ในกรณีนี้ รถที่แล่นนำมักจะวิ่งข้าเป็นส่วนใหญ่จึงควรคำนึงถึงความเร็วของรถที่แล่นนำมากับความเร็วของรถตนเอง แล้วเร่งความเร็วเต็มที่เบี่ยงเข้าเลนที่หน้ารถ B ตำแหน่งที่ 1) หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ลดความเร็วลงให้รถทั้งขบวนผ่านไปก่อนแล้วเข้าข้างหลังตามรถคันสุดท้าย (ตำแหน่งที่ 2)

12 of 16

3. กรณีที่ไม่สามารถเข้าเลนทางด่วนได้ โดยมีรถจอดกีดขวางอยู่บนเลนข้างหรือรถบนเลนทางด่วนแล่นติด ๆ กัน มาอย่างไม่ขาดระยะ ไม่ควรแล่นไปบนไหล่ทางหรือพยายามฝืนเข้าเลนทางด่วน ควรพยายามรักษาระยะห่างของรถให้เพียงพอจะเบี่ยงเข้าเลนทางด่วนพร้อมกับรอจังหวะจนกว่าจะเข้าได้ ควรคำนึงถึงความเร็วของรถเมื่อเข้าทางด่วนแล้ว หากจำเป็นต้องรอบนเลนข้างจนกว่าจะได้จังหวะในการเข้าเลน

7.3.4 ความเร็วในการขับรถบนทางด่วน

ความเร็วในการขับรถบนทางด่วน การขับรถประเภทที่จะต้องแซงขึ้นหน้ารถคันที่แล่นนำอยู่โดยไม่มีเหตุผล หรือประเภทที่เมื่อถูกแซงโดยรถคันอื่นแล้วจะต้องเร่งความเร็วขึ้นทันที การขับรถดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตราย การใช้ความเร็วอย่างปลอดภัยบนทางด่วน คือ

1. ขับโดยใช้ความเร็วสม่ำเสมอกับรถคันอื่นๆ บนทางด่วน

2. รักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้พอเพียงและสังเกตการเคลื่อนไหวของรถ 2–3 คันข้างหน้าด้วย

3. พยายามไม่สร้างเหตุที่จะต้องเหยียบเบรก

13 of 16

7.3.5 ระยะห่างที่จำเป็นในการขับรถบนทางด่วน

ระยะห่างที่จำเป็นในการขับรถบนทางด่วน ในกรณีขับรถบนทางด่วนโดยใช้ความเร็วเกินกว่า80 ก.ม./ช.ม. ระยะห่างที่ปลอดภัย คือ ระยะที่มากกว่าตัวเลขบนห้าปัดความเร็วรถ กล่าวคือ ถ้าใช้ความเร็ว80 ก.ม. /ช.ม. ระยะห่างควรมากกว่า 80 เมตรขึ้นไป แต่กรณีที่พื้นถนนเปียกหรือพื้นถนนลื่น ระยะห่างจะต้องมากกว่า 1.5 เท่า–3 เท่า วิธีตรวจสอบระยะห่างระหว่างรถของตนอยู่ห่างจากรถคันหน้าได้โดย ดูจากป้ายบอกระยะห่างที่ปักเป็นระยะๆ ดูจากเส้นแบ่งเลน หรือดูจากหลักบอกกิโลเมตรที่ปักอยู่ข้างทาง เป็นต้น ในการขับรถบนทางด่วนให้พยายามสังเกตเครื่องหมายดังกล่าวข้างต้น เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับความเร็วที่ใช้

7.3.6 การขับรถเมื่อเข้าใกล้จุดบริการ จุดจอดรถ และจุดเข้าออก

การขับรถเมื่อเข้าใกล้จุดบริการจอดรถ และจุดเข้าออก ในกรณีที่ขับรถบนเลนทางด่วน แล้วมีรถจากจุดเข้าออกทางด่วน จุดบริการหรือจุดจอดรถที่พยายามแล่นเข้าเลนทางด่วน หากจะช่วยรถดังกล่าวให้เข้าเลนทางด่วนได้อย่างราบรื่น ควรเปลี่ยนไปอยู่เลนขวาสำหรับรถแซง แต่ต้องหลังจากที่ได้ดูรถที่ตามมาข้างหลังเรียบร้อยแล้วว่าจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย

14 of 16

7.3.7 การขับแซงบขนทางด่วน

1. อุบัติเหตุจากการแซงบนทางด่วน สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุจากการแซงเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

(1) ไม่ได้มองดูการเคลื่อนไหวของรถคันหน้า

(2) ไม่ได้ระวังรถข้างหลังที่แล่นตามมา

(3) ไม่ได้ให้สัญญาณแซง หรือให้สัญญาณช้าเกินไป

(4) หักพวงมาลัยกะทันหัน เมื่อตอนเริ่มแซงหรือหลังจากแซงแล้ว

ขีดจำกัดทางทำงานของพวงมาลัยที่ถือว่าปลอดภัยจะน้อยลงเรื่อย ๆ ตามความเร็วที่สูงขึ้นจากรูปข้างบน รถที่แล่นด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. จะหักพวงมาลัยเพียง ¼ ของรถที่แล่นด้วยคามเร็ว 40 กม./ชม. ดังนั้น ในขณะที่แล่นอยู่บนทางด่วน การหักพวงมาลัยเพื่อจะเปลี่ยนเลนนั้น ถ้าหากหักโดยใช้ความรู้สึกเหมือนกับหักพวงมาลัยตอนใช้ความเร็ว 40 กม./ชม. จะเกิดอุบัติเหตุทันที

วิธีการแซงให้ปลอดภัย เวลาที่ต้องการแซงรถบนทางด่วน ต้องดูให้แน่ใจว่ารถคันหน้าหรือคันหลัง กำลังจะแซงเปลี่ยนเลนหรือไม่ หลังจากให้สัญญาณจะแซงแล้ว ให้รอดูการเคลื่อนไหวของรถคันที่จะถูกแซงสักครู่ แล้วค่อยๆ แล่นออกไปเลนแซง เมื่อจะกลับเข้าเลนเดิมให้รอจนกว่าจะเห็นรถที่ถูกแซงในกระจกจนเต็มคัน แล้วจึงให้สัญญาณว่าจะเปลี่ยนเลน แล้วค่อย ๆ เบี่ยงเข้าเลนซ้าย

15 of 16

7.3.8 การขับรถให้ปลอดภัยในกรณีสภาพอากาศไม่เป็นปกติ

1. การขับรถบนทางด่วนเมื่อลมแรงจัด อุบัติเหตุที่เกิดบนทางด่วนเนื่องจากลมพัดแรงจัดนั้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากผู้ขับขี่เกิดตกใจคุมสติไม่ได้ เบรกอย่างกะทันหัน หรือหักพวงมาลัยอย่างกะทันหันเมื่อต้องเผชิญกับลมแรงจัด ต้องไม่ตกใจ พยายามลดความเร็วโดยปล่อยให้เท้าออกจากคันเร่งอย่างช้า ๆพยายามประคองพวงมาลัยโดยไม่ตื่นเต้น ถึงแม้ว่าจะถูกลมพัดจัดเพียงไรก็ตาม ในสถานที่ที่ลมพัดแรงจัดมาก ๆ เช่น บนสะพาน ให้ลดความเร็วลงล่วงหน้าพร้อมกับจับพวงมาลัยให้มั่นคง

2. การขับรถบนทางด่วนกรณีที่หมอกจัด การหยุดรถทันทีเนื่องจากคิดว่าทัศนวิสัยไม่ดี หรือการขับรถต่อไปโดยไม่ยอมลดความเร็วลงนั้น ทั้งสองประการเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งอุบัติเหตุ กรณีที่หมอกลงให้เปิดไฟหน้ารถและขับรถด้วยความเร็วที่สามารถจะหยุดรถได้ในระยะทางที่สายตามองเห็น หรืออาจจะจอดรถในจุที่จัดไว้ให้

3. การขับรถบนทางด่วนกรณีฝนตกหนัก ในกรณีที่ฝนตกหนัก แล้วมีน้ำขังอยู่บนพื้นถนน ถ้าวิ่งด้วยความเร็วสูง ยางรถจะแทรกเข้าไปในน้ำที่ขังอยู่ ทำให้ล้อไม่สามารถหมุนได้ แต่จะเคลื่อนไปบนน้ำเหมือนกับสกีน้ำ ภาวะดังกล่าว เรียกว่า การเกิดไฮดรอพ เรนนิ่ง (HIGH DROP RAINING) ถ้าเกิดภาวะเช่นนี้ขึ้น จะรู้สึกว่าพวงมาลัยเบามากและไม่สามารถจะเบรกหรือเลี้ยวรถได้เลย

16 of 16

กรณีที่ขับรถระหว่างฝนตกหนัก หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีน้ำขัง โดยพยายามเบี่ยงออกทางด้านซ้ายหรือขวาของแอ่งน้ำ น้ำฝนอาจจะเข้าไปในเบรก ทำให้เบรกไม่ทำงานชั่วขณะได้ ให้ใช้วิธีเหยียบเบรกเบา ๆหลาย ๆ ครั้ง เพื่อทำให้เบรกแห้ง

7.3.9 การขับรถลงทางด่วน เวลาจะลงจากทางด่วนควรปฏิบัติดังนี้

1. ก่อนถึงจุดที่จะลงจากทางด่วน จะมีป้ายบอกให้ทราบล่วงหน้า ในระยะประมาณ 500เมตร ถึง 1 กิโลเมตร

2. เมื่อเห็นป้ายดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ขับขี่เตรียมตัวเข้าเลนซ้ายสุด ซึ่งจะเป็นทางออก (ทางลงโดยพยายามวิ่งเข้าเลนซ้ายตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรเปลี่ยนเลนในระยะกระชั้นชิด

3. เมื่อวิ่งเข้าช่องทางได้แล้ว ขอให้ลดความเร็วลงตามที่กำหนด

เนื่องจากทางด่วนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นทางด่วนในเมือง ที่มีทางเข้า–ออก (ทางขึ้น–ลง)หลายจุด และอยู่ใกล้กัน ดังนั้น ขอให้ผู้ขับขี่สังเกตป้ายแนะนำ (OVERHEAD SING) ป้ายจำกัดความเร็วและป้ายอื่น ๆ ที่บอกไว้เป็นระยะๆ และปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด จะทำให้การขับรถบนทางด่วนสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขับรถบนทางด่วนนาน ๆ ความรู้สึกเกี่ยวกับความเร็วจะไม่ค่อยถูกต้อง และขณะแล่นบริเวณทางขึ้น–ลง ทางด่วนนั้น อาจจะลดความเร็วลงไม่พอตามที่กำหนดดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดความเร็วลงให้ถูกต้องโดยดูความเร็วบนหน้าปัดความเร็วด้วยตาตนเอง