หน่วยที่ 6
อโลหะ
แนวคิด
วัสดุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นอกจากโลหะแล้วยังมีอโลหะซึ่งเป็นวัสดุ ที่ส่วนใหญ่นิยมใช้ทําเครื่องใช้ทั่วไป ฉนวนป้องกันความร้อน ฉนวนป้องกันไฟฟ้า (ยกเว้นคาร์บอน) โดยเลือกใช้ตามความเหมาะสมของลักษณะงานและคุณสมบัติ ของอโลหะชนิดนั้นๆ ในหน่วยการเรียนนี้จะกล่าวถึงเฉพาะไม้ ยาง แก้ว หนัง สิ่งทอ และคาร์บอน ซึ่งเป็นอโลหะที่นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมปัจจุบัน
สาระการเรียนรู้
1. ไม้
2. ยางธรรมชาติ
3. แก้ว
4. หนัง
5. สิ่งทอ
6. คาร์บอน
�
สมรรถนะรายหน่วย
วิเคราะห์และเลือกใช้อโลหะในงานช่างอุตสาหกรรม
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. บอกชื่อและลักษณะพื้นฐานของอโลหะได้
2. อธิบายคุณสมบัติเฉพาะของอโลหะชนิดต่างๆ ได้
3. อธิบายวิธีผลิตอโลหะชนิดต่างๆ ได้
4. บอกประโยชน์ของอโลหะได้
5. บอกวิธีเลือกอโลหะไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม
�
ไม้
ไม้ (Wood) ได้จากการนําต้นไม้ที่อายุมากๆ ขนาดใหญ่มาแปรรูปเพื่อนําไปใช้งานตามความ - วะสมในด้านความสวยงามและความแข็งแรงทนทาน สีของไม้โดยทั่วไปจะเป็นสีน้ำตาล น้ำตาลดํา
ตาลเหลือง น้ำตาลแดง ไม้แบ่งตามคุณสมบัติได้เป็น 3 ประเภท คือ ไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้อปานกลาง
และไม้เนื้ออ่อน
1. ไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเนื้อแน่น ความแข็งแรงสูง แปรรูปและตัดแต่งยาก ผิวเรียบ ชักเงาได้ดี ทนปลวกและมอด ใช้งานโครงสร้างที่ต้องรับภาระมาก และงานที่ต้องการความสวยงาม เช่น คาน ตง แป พื้น เครื่องเรือน ฯลฯ ไม้เนื้อแข็งที่มีตามธรรมชาติและนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1.1 ไม้แดง สีน้ำตาลแดง เนื้อละเอียด เสี้ยนไม่เรียงตัว เนื้อเหนียว แข็งแรง ทนทาน ติดไฟยาก
1.2 ไม้เต็ง สีน้ำตาล เสี้ยนหยาบ ไสตกแต่งได้ยาก ทนแดด ทนฝน เมื่อใช้งานจะมี รอยร้าวเป็นเส้นเล็กๆ ที่ผิว
1.3 ไม้รัง สีน้ำตาลเหลือง เนื้อหยาบ หนัก ไสตกแต่งได้ยาก จัดอยู่ในชนิดเดียวกัน กับไม้เต็ง วงการไม้จึงเรียกว่า “ไม้เต็งรัง”
1.4 ไม้ประดู่ สีน้ำตาลดํา มีลายสวยงาม เนื้อละเอียดปานกลาง
1.5 ไม้ชิงชัน สีน้ำตาลม่วง มีเส้นสีดําแทรก เสี้ยนไม้เป็นระเบียบ เนื้อละเอียด ปานกลาง ใช้ทําเครื่องเรือนและด้ามเครื่องมือ
1.6 ไม้มะค่าโมง สีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อหยาบเป็นมัน มีตา มีปุ่มสวยงาม ใช้ทําเครื่องเรือนราคาแพง
1.7 ไม้ตะเคียน สีน้ำตาลแก่ เสี้ยนตรง เนื้อหยาบปานกลาง ตกแต่งได้ง่าย ใช้ทําวงกบ ทําเรือ
1.8 ไม้เคี่ยม สีน้ำตาลดํา เสี้ยนสั้น เนื้อละเอียด แข็ง เหนียว ทนแดด ทนฝน
1.9 ไม้อินทนิล สีน้ำตาลอมแดง เนื้อละเอียดเสี้ยนตรง แข็งแรงปานกลาง ใสตกแต่งได้ง่าย
�
อ้างอิงจาก https://thaismegp.com/product/6172876810a024331b26440e
2. ไม้เนื้อปานกลาง มีความแข็งแรงปานกลาง เนื้อละเอียด ตกแต่งได้ง่าย นิยมใช้ ทําเฟอร์นิเจอร์ ไม้เนื้อแข็งปานกลางที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
2.1 ไม้สัก สีน้ำตาลอมเหลือง มีลวดลายสวยงาม ความแข็งปานกลาง มีน้ำมันในตัว มีความทนทานสูง มอดปลวกไม่กิน ตกแต่งได้ง่าย ชักเงาได้ดี นิยมใช้ทําเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ และบ้านราคาแพง
2.2 ไม้ตะแบก สีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดปานกลาง ไม่ทนแดดและฝน ตกแต่งได้ง่าย
2.3 ไม้โมกมัน สีน้ำตาลอ่อน เนื้อละเอียด เสี้ยนตรง ตกแต่งง่าย
�
3. ไม้เนื้ออ่อน เนื้อหยาบ อ่อน ความแข็งแรงน้อย นิยมใช้งานชั่วคราวที่ไม่รับภาระมากนัก เช่น ไม้แบบ เฟอร์นิเจอร์ราคาถูก ไม้เนื้ออ่อนที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
3.1 ไม้ยาง สีน้ำตาล เนื้อหลวม หดตัวมาก
3.2 ไม้กระบาก สีน้ำตาลอ่อน เนื้อหยาบ ไม้บิดงอ
3.3 ไม้จําปาป่า สีน้ำตาลปนเหลือง เบา ไม้บิดงอ
3.4 ไม้กระท้อน สีน้ำตาลปนแดง เนื้อหยาบ
ข้อดีของไม้
1) หาง่ายจากต้นไม้ที่ปลูกและขึ้นตามธรรมชาติ
2) สามารถนําไปใช้ประโยชน์ทุกส่วน
3) มีความแข็งแรงทนทานและรับภาระได้ค่อนข้างดี
4) แปรรูปและตกแต่งได้ง่าย มีความสวยงาม
5) มีรูปแบบที่หลากหลายสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม
6) เป็นฉนวนความร้อนและไฟฟ้า นําไปใช้งานได้สะดวกสบายและปลอดภัย
อ้างอิงจาก https://www.pickacraft.com/th/product/65845-55346
อ้างอิงจาก https://sites.google.com/site
ข้อเสียของไม้
1) มีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโลหะ โดยมีสาเหตุมาจากปลวก แมลงกิน เชื้อราในเนื้อไม้ การใช้งานเปียก-แห้งสลับกัน การสัมผัสความชื้น การใช้ไม้ที่ยังไม่แก่พอ การใช้ไม้ที่ยังไม่แห้ง การเก็บรักษาไม่ดี การผึ่งไม่แห้ง การเลือกใช้ไม้ไม่เหมาะสมกับภาระงาน
2) มีการคด การบิดงอ การแตกร้าว เนื่องจากการนํามาใช้งานเร็ว ขาดการพึ่งอบและอาบน้ำยา
การป้องกันเนื้อไม้
1) การผึ่ง อบ และอาบน้ำยา
2) การทาสีหรือน้ำมันป้องกันเนื้อไม้
การจําหน่ายไม้ในท้องตลาดนิยมขายเป็นลูกบาศก์ฟุต (คิวบิกฟุต) โดยนําความหนา (เป็นนิ้ว) x ความกว้าง (เป็นนิ้ว) x ความยาว (เป็นเมตร) แล้วคํานวณมาเป็นลูกบาศก์ฟุต
�
อ้างอิงจากhttps://beelievesourcing.co.th/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C
ยางธรรมชาติ
ยางธรรมชาติ (Rabber) ได้จากการนําน้ำยางจากต้นยางพารามาแยกน้ำออกจากเนื้อยาง โดยการเติมกรดน้ำส้ม (อาเซติก) ลงในน้ำยาง เนื้อยางจะตกตะกอนจับกันเป็นก้อน นําก้อนยาง ไปรีดเป็นแผ่นบางๆ แล้วนํามาตากรมควัน ที่อุณหภูมิ 40-50 C จะได้ “แผ่นยางรมควัน” สีน้ำตาล
ยางธรรมชาติเมื่อนํามาผสมกํามะถันจะเป็น ตัวเร่งให้ยางสุกและแข็งตัว ผสมคาร์บอนจะทํายางเป็นสีดํา นอกจากนั้นยังมีสารเพิ่มคุณภาพยาง เช่น " สังกะสีออกไซด์ แบเรียมซัลเฟต และยังเสริมใยเหล็ก ผ้าใบ เส้นลวด เพื่อให้ยางสามารถใช้งานได้ ทนทานยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ทําจากยางธรรมชาติในรูปของยางแข็ง ได้แก่ เปลือกแบตเตอรี่ วัสดุประสาน ยางเคลือบโลหะ ทําฟองน้ำ โดยนํายางที่ผสมสารเคมีมาอบร้อน สารเคมีจะเกิดฟองอากาศแทรกอยู่ ตามตัวยาง ใช้ทําเบาะที่นอน ฟองน้ำทําความสะอาด ฯลฯ
�
�
อ้างอิงจาก https://www.asiafoodbeverage.com/2258/
อ้างอิงจาก https://www.businesstoday.co/tag/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2/
แก้ว
แก้ว (Glass) เป็นวัสดุที่มีลักษณะโปร่งใส แวววาว แข็ง เปราะ ทนความร้อนสูง แตกหักง่าย ทนความชื้นและการกัดกร่อน เมื่อผ่านกรรมวิธีตกแต่งแล้วจะมีรูปร่าง สีสวยงาม
แก้วผลิตโดยการนําส่วนผสมของทรายแท้ 100 ส่วน หินปูนบดละเอียด 18 ส่วน โซดาแอช 35 ส่วน สารเคมีเพิ่มคุณภาพอื่นๆ 18 ส่วน ผสมให้เข้ากันแล้วนําไปหลอมในเตาหลอมที่อุณหภูมิ 1,400 c ไล่ฟองอากาศออกที่อุณหภูมิ 1,500 C ขึ้นรูปที่อุณภูมิ 1,200 C ด้วยการเป่าหรือใช้ แบบพิมพ์ เมื่อได้รูปร่างแล้วจะนํามาอบควบคุมอุณหภูมิการเย็นตัวลดลงจาก 600 C ถึง 60 °C
ชนิดของแก้วในปัจจุบัน
1. แก้วโซดาไลม์ (Soda Lime Glass) เป็นแก้วที่ผลิตจากทรายซิลิก้า โซดาแอช และ ปูนขาว นิยมใช้มากที่สุดในการทําแผ่นกระจก ขวด แก้ว ฯลฯ 1
2. แก้วเจียระไน (Crystal Glass) เป็นแก้วผสมโพแทสเซียมคาร์บอเนตและตะกั่วเมื่อมาเจียระในเป็นเหลี่ยมเป็นมุมจะมีรูปร่างสวยงาม ราคาแพง เช่น เครื่องแก้วประดับ กระจก แว่นตา ฯลฯ :
3. แก้วไพเร็กซ์ (Pyrex Glass) เป็นแก้วที่ทนความร้อนได้สูง ทนต่อการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิได้ดี แตกยาก นิยมใช้ทําภาชนะและชิ้นส่วนของเตาอบ หลอดแก้วและภาชนะในห้องทดลอง แก้วเครื่องครัว
�
อ้างอิงจาก https://www.labvalley.com/product/1448/%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7
อ้างอิงจาก https://www.officemate.co.th/th/oceanglass-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3-finedrink-13%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%8C-1x6-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA
4. ใยแก้ว ได้จากการหลอมแก้ว แล้วเป่าด้วยไอดง (Superheated Steam) ทําให้มีลักษณะ เป็นเส้นฝอยเล็กๆ มีคุณสมบัติ ทนความร้อน ไม่ติดไฟ ดูดซับเสียงได้ดี ใช้ทําฉนวนกันความร้อน วัสดุเก็บเสียง หล่อร่วมกับพลาสติกโพลีเอสเตอร์เพื่อให้ได้ความแข็งแรง สําหรับทําเก้าอี้ ตัวเรือ ถังน้ำ หลังคารถ โครงสร้างต่างๆ ฯลฯ
�
อ้างอิงจาก https://www.lazada.co.th/products/450-1kg-1-2-fiberglass-frp
อ้างอิงจาก https://www.hvac.in.th/%E0%B8%89%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7
5. แก้วนิรภัย เป็นแก้วที่ผ่านการอบเพื่อให้เกิดความเหนียว เวลาแตกจะค่อยๆ ร้าวล่อย หลุดเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่เป็นเสี่ยงๆ และไม่มีคม ใช้ทํากระจกนิรภัยในรถยนต์และตามอาคาร ด้วยวิธี ใช้แก้วนิรภัย 2 แผ่น คั่นกลางด้วยพลาสติก โพลีไวนีล บิวที่รอล (Polyvinyl Butyral) ทําให้มีความ เหนียว สามารถรับแรงกระแทกได้ดี
�
อ้างอิงจาก https://www.sanook.com/campus/926963/
หนัง
หนัง ได้จากหนังสัตว์ที่ตาย ก่อนนํามาใช้งานต้องผ่านการตากแห้ง หรือการ แล้วแต่ความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน
1. การตากแห้ง นํามาใช้ทํากลอง ทําหนังตะลุง ทําเชือกหนัง ฯลฯ
2. การฟอก ทําให้หนังอ่อนนุ่ม เรียบสม่ำเสมอ มีสีสันสวยงาม มีความหนาสม่ำเสมอ ไม่เน่าเปื่อย
�
อ้างอิงจาก http://www.thaicrocodileleather.com/category/1/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B7%E0%B8%99
วิธีฟอกหนังในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ
2.1 ฟอกฝาด ทําความสะอาดหนัง นําหนังไปแช่ในบ่อน้ำฝาด (น้ำที่ได้จากการ แช่หมากและสีเสียด) จากน้ำฝาดเจือจางถึงน้ำฝาดเข้มข้นจํานวน 5 ครั้ง ใช้เวลานาน 4-5 เดือน ยังจะเปลี่ยนจากหนังดิบเป็นหนังฟอก เนื่องจากใช้เวลานาน จึงนิยมใช้ฟอกเฉพาะหนังหนาเท่านั้น
2.2 ฟอกด้วยสารเคมี ทําความสะอาด นําหนังสะอาดไปดองเพื่อปรับสภาพความ เป็นกรด-ด่างให้เหมาะสม ฟอกหนังด้วยผงโครเมียมซัลเฟต หนังจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า รีดน้ำออก นําไปฟอกซ้ำและขูดให้สม่ำเสมอ ย้อมสีและผิวตามต้องการ การฟอกใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ เหมาะสําหรับใช้ฟอกหนังบาง
3. หนังฟอก ถูกนํามาใช้งานอย่างแพร่หลาย แบ่งตามลักษณะของหนังและรูปแบบ การใช้งานเป็น 3 ลักษณะ คือ หนังสัตว์ทั่วไป หนังสัตว์ที่มีลวดลาย หนังสัตว์ที่มีขน ตามรายละเอียดดังนี้
3.1 หนังสัตว์ทั่วไป ได้จากหนังวัว ควาย แพะ แกะ (ตัดขน) เมื่อฟอกแล้วนียม ยอมสี พ่นสีทับก่อนนํามาใช้งานเช่น เบาะหนัง เข็มขัด กระเป๋า ชิ้นส่วนภายในรถยนต์ รองเท้า ฯลฯ
3.2 หนังสัตว์ที่มีลวดลาย ได้จากหนังง หนังจระเข้ ม้าลาย ฯลฯ เมื่อฟอกแล้วนำมาใช้ทําเครื่องประดับราคาแพง เช่น กระเป๋าสตรี เข็มขัด รองเท้า ฯลฯ
3.3 หนังสัตว์ที่มีขน ได้จากหนังเสือ หมี แกะ มิงค์ กวาง สุนัข ฯลฯ เมื่อฟอกแล้ว
จะมีขนติดอยู่นิยมใช้ทําพรม เสื้อกันหนาว หมวกพรม เสื้อกันหนาว หมวก ผ้าห่ม หุ้มเบาะ สําหรับเฟอร์นิเจอร์ ราคาแพง ฯลฯ
การใช้ผลิตภัณฑ์จากเครื่องหนัง ควรหลีกเลี่ยงความร้อน ความชื้น การเปียกน้ำนานๆ และควรมีการดูแลรักษาโดยการทําความสะอาด ใช้ทํายาหรือยาขัดเคลือบเป็นประจําเพื่อให้เกิด
ความสวยงามและใช้งานได้คงทน
ข้อดี : หนังแท้ มีความเหนียว ไม่ฉีกขาดง่าย ทนสภาพดินฟ้าอากาศ ดูดซับเหงื่อ ถ่ายเทความชื้นและอากาศได้ดี รักษารูปทรง มีความยืดหยุ่นตัวได้ดี สะดวกต่อการใช้งานและใช้งานได้ทนนาน
ข้อเสีย : หนังแท้ มีราคาสูง ตัดแต่งขึ้นรูปยาก มีตําหนิและเหลือเศษมาก เมื่อถูกความขน อจะขึ้นราและเฟือย เมื่อถูกความร้อนจะแข็ง กรอบและแตก การใช้อย่างถูกวิธีและบํารุงรักษา สม่ำเสมอจะทําให้ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังสามารถใช้งานได้ทนนาน คุ้มค่ากับราคา
�
สิ่งทอ
สิ่งทอที่ได้จากธรรมชาติ คือ ไหม ฝ้าย ปอ ขนสัตว์ โดยผลิตขึ้นในลักษณะเป็นเส้นด้าย ออมสิ แล้วนํามาถักทอเป็นผืนให้ได้สีสันสวยงาม ต่อจากนั้นจึงนํามาตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์สําเร็จ เสื้อ กางเกง กระโปรง หมวก กระเป๋า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ผ้าม่าน ผ้าใบ เครื่องประดับ ฯลฯ สิ่ง ธรรมชาติที่จะกล่าวถึง ได้แก่
1. ไหม ได้จากการเลี้ยงตัวหม่อน (หนอนกินใบหม่อน) ตัวหม่อนจะชักใยเข้าฝักเป็น ฝักไหม นําฝักไหมมาต้มและสาวเป็นเส้น จะได้เส้นไหมที่มีความเหนียว ทนทาน สีเป็นมันวาว สวยงาม นําเส้นไหมมามัดหมี่ ย้อม ทอเป็นผืนผ้า เรียกว่า “ผ้าไหม” นํามาตัดและเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ สําเร็จ มีลักษณะเป็นมันแวววาว สวยงาม รีดง่าย เรียบ กลีบทน เป็นสินค้าคุณภาพสูง ราคาแพง และเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกที่ขึ้นชื่อของประเทศไทย
2. ฝ้าย ได้จากดอกของต้นฝ้าย นํามาปั่น เข็นเข้าม้วนเป็นเส้นเล็กๆ ย้อมสี ทอเป็นผืน ผ้าเรียกว่า “ผ้าฝ้าย” แล้วนําไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์สําเร็จ มีลักษณะนุ่ม ดูดซับเหงื่อได้ดี มีการ หดตัวสูง รีดยาก ยับง่าย เมื่อตัดเป็นเสื้อผ้าจะสวมใส่สบายไม่ร้อน
�
3. ปอ ได้จากการนําต้นปอมาแช่น้ำประมาณ 7-10 วัน นํามาลอกเปลือก ทําความ สะอาด ตากแห้ง ฟันเป็นเชือก เรียกว่า “เชือกปอ” ส่วนมากจะเป็นเชือกขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเบา ทนทาน ใช้ในงานทั่วไป เช่น งานก่อสร้าง งานเรือ งานฉุดลาก ทอเป็นกระสอบบรรจุข้าว บรรจุ ฯลฯ ส่วนพืชตระกูลเดียวกันอีกชนิดหนึ่ง คือ ป่าน ลําต้นขนาดใหญ่กว่า นําเปลือกมาผลิตด้วย กรรมวิธีคล้ายๆ กัน นําไปใช้งานในลักษณะเดียวกัน แต่ในปัจจุบันต้นป่านหายากจึงนิยมใช้ปอ ในการทําเชือกและกระสอบมากกว่า
4. ขนสัตว์ ได้จากขนแกะเป็นส่วนใหญ่ คมสี ถักทอเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้า ผ้าห่ม หมวก ผ้าพันคอ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะ ใช้ในเมืองหนาว เพื่อใช้ป้องกันอากาศหนาว และเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
�
อ้างอิงจาก https://linen7.com/product/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%B0-ultimate
คาร์บอน
คาร์บอน อัญรูปของคาร์บอนถูกนํามาใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรมอย่างมากมายในรูป ของถ่านไม้ ถ่านหิน ถ่านโค้ก กราไฟต์ และเพชร ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ถ่านไม้ ได้จากการนําไม้มาเผาในเตาเผาถ่านเพื่อทําให้เย็นตัวจะได้ถ่านไม้สีดํา ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ให้ความร้อนคุกรุ่นอยู่ได้นานเหมาะสมอย่างยิ่งในการต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่างอาหารในครอบครัว ผงถ่านนำมาผสมยางใช้ทำยางรถยนต์ ยางแท่นเครื่อง และลูกยางต่างๆ ในงานอุตสาหกรรม
�
2. ถ่านหิน ได้จากการทับถมของซากพืชซากสัตว์เป็นเวลานับล้านปีภายใต้อุณหภูมิ และความกดดัน ในถ่านหินประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรคาร์บอน ให้ความร้อนสูง นิยมใช้ในงาน
อุตสาหกรรม ดังนี้
ถ่านหิน สามารถสะสมความร้อน และติดไฟได้เอง การจัดเก็บควรให้ห่างจากที่ร้อน กองสลับก้อนเล็กใหญ่ อย่ากองสูง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หมั่นตรวจสอบอุณหภูมิอย่าให้ร้อนเกิน 50 C ถ้าจะเก็บนานๆ ควรอัดผิวรอบให้แน่น และราดด้วยน้ำมันดิบ ถ่านที่ขุดใหม่ควรเก็บแยก ไว้ต่างหาก 2-3 สัปดาห์ก่อน จึงนํามาเก็บ รวมกันได้
�
อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/social/940528
3. ถ่านโค้ก ได้จากการเผาถ่านหินให้ร้อนแดงในห้องสุญญากาศและจุ่มลงน้ำ ไฮโดรคาร์บอนจะระเหยออก เหลือแต่คาร์บอนที่มีลักษณะเป็นรูพรุน นําไปใช้ในการให้ความร้อนในงาน ลักษณะเดียวกับถ่านหิน ส่วนไฮโดรคาร์บอนจะถูกกลั่นเป็นของเหลว นําไปใช้ในงานอุตสาหกรรมเคมี เช่น ยาย้อมสีฝ้าย ทําส่วนผสมของปุ๋ยเคมี ฯลฯ
�
อ้างอิงจาก http://thai.modifiedcoaltarpitch.com/sale-10003249-black-carbon
4. กราไฟต์ ลักษณะสีดําเป็นมันวาว เป็นวัสดุหล่อลื่นชนิดแข็ง นําไฟฟ้าได้ดี เมื่อ อุณหภูมิสูงความสามารถในการนําไฟฟ้าจะยิ่ง ดีขึ้น นิยมใช้ทําแปรงถ่านมอเตอร์สตาร์ต แปรงถ่านมอเตอร์ไฟฟ้า แปรงถ่านเยนเนอเรเตอร์ สายคอยล์จุดระเบิด สายหัวเทียน ส่วนผสมของจาระบี หล่อลื่นคุณภาพสูง
�
อ้างอิงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C
5. เพชร เป็นอัญมณีล้ำค่า สีใสบริสุทธิ์ มีความแข็งมากที่สุด เมื่อนํามาเจียระไนให้เป็น เหลี่ยมจะสะท้อนแสงแวววาว สวยงามมาก นิยมใช้ทําเครื่องประดับราคาแพง เพชรเป็น อัญรูปของคาร์บอนที่มีอายุการเกิดนาน หายาก จึงทําให้มีราคาแพงมาก ในงานอุตสาหกรรม จะใช้ชิ้นส่วนเล็กสําหรับตัดกระจก และปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชร พลอยพร้อมเครื่องประดับอื่นๆ เพื่อส่งสินค้าออก จําหน่ายทั่วโลกอย่างแพร่หลาย
�
อ้างอิงจาก https://www.umasilver925.com/article/54/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3-cz