1 of 57

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

วิชาวิทยาศาสตร์

ชีววิทยา

2 of 57

  1. สังเกต สำรวจ และอธิบายลักษณะทางพันธุกรรม
  2. สังเกต อธิบายลักษณะของโครโมโซมและระบุส่วนประกอบของโครโมโซม
  3. อธิบายความสำคัญของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ
  4. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซม
  5. อธิบายการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสและไมโทซิส
  6. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสมโดยการพิจารณาลักษณะเดียวที่แอลลีลเด่นข่มแอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์
  7. เขียนแผนภาพ คำนวณอัตราส่วนและอธิบายการเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของรุ่นลูกได้
  8. ยกตัวอย่าง และบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรม

จุดประสงค์การเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

3 of 57

  1. อธิบายหลักการสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
  2. อธิบายการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
  3. บอกผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่อาจมีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้

จุดประสงค์การเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

4 of 57

บท ลักษณะทางพันธุกรรม

บท โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

เรื่อง โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

เรื่อง การแบ่งเซลล์

บท กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

เรื่อง การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

แผนผังมโนทัศน์

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

5 of 57

แผนผังมโนทัศน์

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

บท ความผิดปกติทางพันธุกรรมในมนุษย์

เรื่อง โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

เรื่อง โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

บท สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

เรื่อง การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

เรื่อง สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

6 of 57

ลักษณะทางพันธุกรรม

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

7 of 57

เซลล์สืบพันธุ์ของพ่อ (เซลล์อสุจิ)

พันธุกรรม (heredity)

การถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตจากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลาน โดยสิ่งมีชีวิตจะมีการสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ได้

ลักษณะทางพันธุกรรม

ลักษณะที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง อาจมีการแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็ได้ โดยลักษณะทางพันธุกรรมถ่ายทอดได้โดย

เซลล์สืบพันธุ์ของแม่ (เซลล์ไข่)

มีการผสมพันธุ์กัน

ลูกที่เกิดมาจึงได้รับลักษณะทางพันธุกรรมมาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง

ลักษณะทางพันธุกรรม (genetic characteristics)

8 of 57

ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

ลักษณะทางพันธุกรรม

เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่แยกความแตกต่างได้ชัดเจน โดยเกิดจากอิทธิพลของพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว

ลักษณะของติ่งหู

(มีติ่งหูหรือไม่มีติ่งหู)

ลักษณะลักยิ้ม

(มีลักยิ้มหรือไม่มีลักยิ้ม)

ลักษณะที่มีความแปรผันแบบไม่ต่อเนื่อง (discontinuous variation)

9 of 57

ลักษณะที่มีความแปรผันแบบต่อเนื่อง (continuous variation)

ลักษณะทางพันธุกรรม

เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่แยกความแตกต่างได้ไม่ชัดเจน โดยเกิดจากอิทธิพลของพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อม

ความสูง

สีผิว

สติปัญญา

10 of 57

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

11 of 57

เซลล์ (cell)

ร่างกายของสิ่งมีชีวิตประกอบขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือ เซลล์ (cell) ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก ดังนี้

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตด้วย

ทำการศึกษาเซลล์โดยการย้อมสีแล้วส่องภายใต้กล้องจุลทรรศน์

เยื่อหุ้มเซลล์

ไซโทพลาซึม

นิวเคลียส

12 of 57

เมื่อย้อมสีเซลล์แล้วนำมาส่องใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง จะพบโครงสร้างดังนี้

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

โดยภาพที่พบจะเป็นโครโมโซมขดกันแน่นอยู่ภายในเซลล์ โดยมีลักษณะเป็นเส้นใยที่ขดพันกันเป็นสายยาว เรียกว่า โครมาทิน (chromatin)

โดยในขณะที่เซลล์มีการแบ่งเซลล์ โครมาทินจะขดตัวแน่นขึ้นอย่างเป็นระเบียบ จนมีลักษณะเป็นท่อนสั้น ๆ เรียกว่า โครโมโซม (chromosome)

เป็นโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ

เมื่อมีการจำลองตัวเอง โครโมโซม 1 แท่งจะประกอบด้วยแขน 2 ข้างโดยเรียกแขนแต่ละข้างว่า โครมาทิด (chromatid)

มีจุดเชื่อมติดอยู่ตรงกลาง เรียกว่า เซนโทรเมียร์ (centromere)

โครโมโซม (chromosome)

เซนโทรเมียร์ (centromere)

โครมาทิน (chromatin)

13 of 57

มนุษย์ปกติจะมีโครโมโซมจำนวน 46 แท่ง จัดเป็นคู่ ๆ ได้ 23 คู่ โดยแบ่งได้ดังนี้

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

โครโมโซมร่างกาย

(autosome)

มีจำนวน 22 คู่ คือ คู่ที่ 1 - 22 ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันทั้งในเพศชายและเพศหญิง ทำหน้าที่กำหนดลักษณะต่าง ๆ ของร่างกาย

มีจำนวน 1 คู่ คือ คู่ที่ 23 มีลักษณะที่แตกต่างกันในเพศชายและเพศหญิง โดยการจับคู่กันของโครโมโซม 2 ชนิด คือ โครโมโซม X และโครโมโซม Y โดยเพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX ส่วนเพศชายเป็น XY

1

2

3

4

5

12

11

10

9

8

7

6

18

17

16

15

14

13

20

19

21

22

XX

XY

ภาพโครโมโซมของมนุษย์

โครโมโซมเพศ

(sex chromosome)

14 of 57

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

โครโมโซม (chromosome)

โครโมโซมประกอบด้วยสาร 2 ชนิด คือ ดีเอ็นเอ (DNA) และโปรตีน

ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid; DNA)

ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

มีโครงสร้างเป็นสาย 2 สาย พันกัน

เป็นเกลียวคู่ (double helix) คล้าย

บันไดเวียนขวา

เป็นสารจำพวกกรดนิวคลีอิก

(nucleic acid) มีหน่วยย่อยเป็น

นิวคลีโอไทด์ (nucleotide)

นิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base) 4 ชนิด

เชื่อมกันด้วยพันธะไฮโดรเจน

(hydrogen bond)

มีการจับกันของไนโตรจีนัสเบส เรียกว่า คู่เบส (base pair) โดยมีคู่เบส 2 รูปแบบ คือ A จับคู่ T และ G จับคู่ C

พันธะไฮโดรเจน

คู่เบส

นิวคลีโอไทด์ประกอบด้วย

อะดีนีน

ไทมีน

ไซโทซีน

กวานีน

นิวคลีโอไทด์ (nucleotide)

นำตาลดีออกซีไรโบส (deoxyribose)

หมู่ฟอสเฟต

ไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base)

ดีเอ็นเอ (DNA)

15 of 57

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

บนสายดีเอ็นเอบางช่วงสามารถควบคุมการการแสดงออกของลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตได้เรียกว่า หน่วยควบคุมทางพันธุกรรมหรือยีน (gene)

เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ

แต่ละโครโมโซมจะมียีนอยู่มากมาย

สิ่งมีชีวิตจะมีโครโมโซมทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมอยู่ 2 ชุด ที่เข้าคู่กัน เรียกว่า โครโมโซมคู่เหมือน หรือ ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome)

ยีน (gene)

ยีนควบคุมการมีลักยิ้ม

ยีนควบคุมการมีติ่งหู

ยีนควบคุมการห่อลิ้น

ดีเอ็นเอ (DNA)

16 of 57

ยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมมี 2 ชนิด คือ

ยีนเด่น (dominant gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นได้แม้มีเพียงยีนเดียว

ยีนด้อย (recessive gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้ปรากฎออกมาได้ก็ต่อเมื่อมียีนที่ควบคุมลักษณะนั้น 2 ยีนคู่กัน

มีลักยิ้ม

มีลักยิ้ม

แสดงลักษณะมีลักยิ้ม

มีลักยิ้ม

ไม่มีลักยิ้ม

แสดงลักษณะมีลักยิ้ม

แสดงลักษณะไม่มีลักยิ้ม

ไม่มีลักยิ้ม

ไม่มีลักยิ้ม

ลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีนเด่นและยีนด้อย

ลักษณะทางพันธุกรรม

ยีนเด่น

ยีนด้อย

แนวผมที่หน้าผาก

แนวผมแหลม

แนวผมตรง

ติ่งหู

มีติ่งหู

ไม่มีติ่งหู

การห่อลิ้น

ห่อลิ้นได้

ห่อลิ้นไม่ได้

โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน

ยีน (gene)

17 of 57

การแบ่งเซลล์

สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตโดยการเพิ่มขนาดและจำนวนเซลล์ การเพิ่มจำนวนเซลล์อาศัยการแบ่งนิวเคลียสและการแบ่งไซโทพลาซึม ซึ่งการแบ่งเซลล์มี 2 ประเภท ดังนี้

แบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ร่างกาย

แบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์สืบพันธุ์

ไมโอซิส (meiosis)

วัฏจักรเซลล์ (cell cycle)

และระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียสและไซโทพลาซึม

เรียกว่า ระยะไมโทติกเฟส (mitotic phase หรือ M phase)

ระยะอินเตอร์เฟสพบได้ทั้งในการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส

ไมโทซิส (mitosis)

ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมพร้อม เรียกว่า ระยะอินเตอร์เฟส (interphase)

ในการแบ่งเซลล์ เซลล์จะเตรียมความพร้อมโดยการเตรียมพลังงานและโปรตีนที่จำเป็นในการแบ่งเซลล์

18 of 57

เป็นระยะเตรียมตัวเพื่อแบ่งเซลล์ในวัฏจักรของเซลล์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะย่อย

ระยะอินเตอร์เฟส (interphase)

การแบ่งเซลล์

ระยะ G1 เป็นระยะก่อนการสร้างดีเอ็นเอ เซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่ ระยะนี้จะมีการสร้างพลังงานและโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งเซลล์

ระยะ S เป็นระยะสร้างดีเอ็นเอ (DNA replication) โดยเซลล์มีการขยายขนาดและมีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ หรือมีการจำลองโครโมโซม อีก 1 เท่าตัวทำให้ 1 โครโมโซมมี 2 โครมาทิด เป็นระยะที่ใช้เวลานานที่สุด

ระยะ G2 เป็นระยะหลังจากการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอซึ่งเซลล์มีการเจริญเติบโตและเตรียมพร้อมที่จะแบ่งนิวเคลียสและไซโทพลาซึม

19 of 57

เป็นระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียสและมีการแบ่งไซโทพลาซึม (cytokinesis) โดยมีความแตกต่างกันในการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส ดังนี้

การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) แบ่งเป็น 4 ระยะย่อย ดังนี้

โครโมโซมหดสั้นและ

หนามากขึ้น

มองเห็นโครโมโซมด้วยกล้องจุลทรรศน์ชัดเจน เพราะ

เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายไป

ระยะนี้โครโมโซมจะหดสั้นที่สุด

โครโมโซมทั้งหมดเคลื่อนมาอยู่บริเวณกลางเซลล์

เป็นระยะที่เหมาะสมกับการตรวจดูโครโมโซมด้วยกล้องจุลทรรศน์

การแบ่งเซลล์

ระยะไมโทติกเฟส

(mitotic phase หรือ M phase)

ระยะโพรเฟส (prophase)

ระยะเมทาเฟส (metaphase)

20 of 57

การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) แบ่งเป็น 4 ระยะย่อย ดังนี้

ระยะแอนาเฟส (anaphase)

เป็นระยะที่ใช้เวลาสั้นที่สุด

โครมาทิดของแต่ละโครโมโซมจะแยกตัวออกจากกัน และ

ถูกดึงไปยังขั้วเซลล์แต่ละขั้ว

โครโมโซมเคลื่อนที่ไปถึงขั้วเซลล์ทั้งสองด้าน

เกิดการแบ่งไซโทพลาซึม ซึ่งจะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ที่มีจำนวนโครโมโซมและยีนเหมือนเซลล์เดิม

เยื่อหุ้มนิวเคลียสสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่

การแบ่งเซลล์

ระยะเทโลเฟส (telophase)

21 of 57

การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ไมโอซิส 1 (meiosis I) และไมโอซิส 2 (meiosis II) การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสนี้เริ่มจากเซลล์ตั้งต้น 1 เซลล์จะได้เซลล์ใหม่ทั้งหมด 4 เซลล์ โดยมีระยะต่าง ๆ ดังนี้

ระยะโพรเฟส 1 (prophase I)

โครโมโซมเริ่มหดสั้นและเห็นชัดเจนขึ้น และเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ เรียกกระบวนการนี้ว่า ครอสซิงโอเวอร์ (crossing over)

ไมโอซิส 1 (meiosis I) เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง มี 4 ระยะย่อย ดังนี้

โครโมโซมหดสั้นที่สุดและมาเรียงตัวบริเวณกึ่งกลางเซลล์

การแบ่งเซลล์

ระยะเมทาเฟส 1 (metaphase I)

22 of 57

โครโมโซมแยกตัวออกจากกันไปสู่แต่ละขั้วของเซลล์

ไมโอซิส 1 (meiosis I) เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง มี 4 ระยะย่อย ดังนี้

ระยะเทโลเฟส 1 (telophase I)

โครโมโซมที่ขั้วเซลล์จะเริ่มคลายตัว และเยื่อหุ้มนิวเคลียสจะเริ่มปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ ซึ่งเมื่อแบ่งไซโทพลาซึมเสร็จจะได้ 2 เซลล์

เกิดการแยกของฮอมอโลกัสโครโมโซม โดยของฮอมอโลกัสโครโมโซม ที่แยกตัวออกไปจะมี 2 โครมาทิด

การแบ่งเซลล์

ระยะแอนาเฟส 1 (anaphase I)

23 of 57

ระยะโพรเฟส 2 (prophase II)

โครโมโซมเริ่มหดสั้นและเห็นชัดเจนขึ้น

ไมโอซิส 2 (meiosis II) เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มี 4 ระยะย่อย ดังนี้

การแบ่งเซลล์

ระยะเมทาเฟส 2 (metaphase II)

แต่ละโครโมโซมมาเรียงตัวกันบริเวณกึ่งกลางเซลล์ ซึ่งโครโมโซมแต่ละแท่งมี 2 โครมาทิด

24 of 57

ระยะแอนาเฟส 2 (anaphase II)

ระยะเทโลเฟส 2 (telophase II)

โครโมโซมเคลื่อนไปอยู่บริเวณขั้วเซลล์

โครมาทิดของแต่ละโครโมโซมถูกดึงให้แยกจากกัน

แต่ละโครโมโซมมีเพียง 1 โครมาทิด

ไมโอซิส 2 (meiosis II) เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มี 4 ระยะย่อย ดังนี้

จากนั้นจะมีการแบ่งไซโทพลาซึม (cytokinesis) เพื่อแยกนิวเคลียส

ออกจากกัน ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง

เซลล์ที่ได้จากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสจะพัฒนาไปเป็นเซลล์สืบพันธุ์ ดังนั้นลูกจะได้รับโครโมโซมจากพ่อ 1 ชุดและจากแม่ 1 ชุด ลูกจึงมีจำนวนโครโมโซมเท่ากับรุ่นพ่อแม่

การแบ่งเซลล์

25 of 57

การถ่ายทอดลักษณะ

ทางพันธุกรรม

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

26 of 57

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

พันธุศาสตร์ คือ การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำหน้าที่ของหน่วยพันธุกรรม และการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น

ในปี พ.ศ. 2400 บาทหลวงชาวออสเตรียได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งพันธุศาสตร์”

มีอายุสั้น ปลูกง่าย วงจรชีวิตสั้น ให้เมล็ดจำนวนมาก

มีลักษณะทางพันธุกรรมหลายลักษณะ ซึ่งมีความแตกต่างกันชัดเจน เช่น สีของดอก (ดอกสีม่วงและดอกสีขาว) รูปร่างของเมล็ด (เมล็ดผิวเรียบและเมล็ดผิวขรุขระ)

เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน) และมีกลีบดอกปกปิดเกสรเพศเมีย ดังนั้นจึงเหมาะแก่การควบคุมให้เกิดการผสมข้าม (cross pollination)

เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregor Johann Mendel)

รวบรวมและทดลองผสมถั่วลันเตา (Pisum sativum L.) เพื่อศึกษากลไกการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยทำการทดลองเป็นเวลา 7 ปี จนได้สรุปผลงานและเสนอกฎของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่อสมาคม Natural History Society of Brunn

ทำไมต้องศึกษาในถั่วลันเตา

27 of 57

การผสมข้าม (cross pollination)

กลีบดอก

กลีบเลี้ยง

เกสรเพศผู้

เกสรเพศเมีย

ตัดเกสรเพศผู้ออก ก่อนจะมีการถ่ายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน

ถ่ายเรณูจากดอกอื่นไปยังยอดเกสรตัวเมีย

ออวุลพัฒนาไปเป็นเมล็ดที่เกิดจากการผสมข้าม

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

28 of 57

ลักษณะทางพันธุกรรมของถั่วลันเตาที่เมนเดลศึกษา

รูปร่างของเมล็ด (seed shape)

กลม

ขรุขระ

สีของเมล็ด (seed color)

เหลือง

เขียว

รูปร่างของฝัก (pod shape)

อวบ

แฟบ

สีของฝัก (pod color)

เขียว

เหลือง

สีของดอก (flower color)

ม่วง

ขาว

ตำแหน่งของดอก (flower position)

ลำต้น

ยอด

ความสูงของต้น (stem length)

สูง

เตี้ย

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

29 of 57

การทดลองของเมนเดล

แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1

เตรียมเมล็ดถั่วลันเตารุ่นพ่อแม่ (P: Parental generation) เป็นพันธุ์แท้ที่ได้จากการผสมพันธุ์ในดอกเดียวกัน (self pollination)

ผสมเกสรภายในดอกเดียว

ได้ถั่วลันเตารุ่นพ่อแม่ที่เป็นพันธุ์แท้

ขั้นที่ 2

เมื่อพิจารณาสีของดอกโดยทดลองผสมข้ามดอก (cross pollination) ระหว่างดอกสีม่วงพันธุ์แท้กับดอกสีขาวพันธุ์แท้ ทำให้เกิดลูกรุ่นที่ 1 (F1 : first filial generation)

รุ่นพ่อแม่

ผสมเกสรข้ามดอก

หรือ

ถั่วลันเตาดอกสีม่วงพันธุ์แท้

ถั่วลันเตาดอก

สีขาวพันธุ์แท้

ดอกหนึ่งตัดเกสรเพศผู้ทิ้ง แล้วนำเรณูของอีกดอกหนึ่งมาผสม

รุ่นลูกที่ได้มีเฉพาะดอกสีม่วงทั้งหมด

ลูกรุ่นที่ 1

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

30 of 57

การทดลองของเมนเดลแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

ขั้นที่ 3

นำรุ่น F1 ที่ได้มาผสมพันธุ์ในดอกเดียวกัน (self pollination) ทำให้เกิดลูกรุ่นที่ 2 (F2 : second filial generation)

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

อัตราส่วนอย่างตำดอกสีม่วงต่อดอกสีขาวจะได้เท่ากับ 3 : 1

31 of 57

ภายในเซลล์ทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีหน่วยควบคุมลักษณะแต่ละลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกต่อไปได้ เรียกว่า ยีน (gene)

เมนเดลได้อธิบายผลการทดลองที่เกิดขึ้นดังนี้

ลักษณะที่แสดงออกในทุกรุ่น เรียกว่า ลักษณะเด่น (dominant) และลักษณะที่ไม่แสดงออกทุกรุ่น เรียกว่า ลักษณะด้อย (recessive)

ทุกลักษณะมียีนที่ควบคุมอยู่เป็นคู่ ๆ ซึ่งมี 3 รูปแบบ คือ

(1) ยีนเด่นคู่ยีนเด่น

(2) ยีนด้อยคู่ยีนด้อย

(3) ยีนเด่นคู่ยีนด้อย

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

32 of 57

นักวิทยาศาสตร์ใช้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์แทนยีนแต่ละยีน โดยนิยมใช้อักษรพิมพ์ใหญ่แทนยีนเด่นและอักษรพิมพ์เล็กแทนยีนด้อย

ยีนจะเข้าคู่กันอยู่บนฮอมอโลกัสโครโมโซม

(homologous chromosome)

แอลลีลดอกสีม่วง

แอลลีลดอกสีม่วง

โลคัส (locus) ของยีนควบคุมสีดอก

โครโมโซมคู่เหมือน

Homologous chromosome

แอลลีล (allele) คือ รูปแบบของยีนบนโครโมโซมคู่เหมือน

โดยโลคัส (locus) คือ ตำแหน่งของแอลลีลบนโครโมโซม

สิ่งมีชีวิตมีโครโมโซม 2 ชุด (2n) จีงมี 2 แอลลีล โดยมาจากพ่อและแม่อย่างละแอลลีล จึงอาจมีรูปแบบที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน

แอลลีลหนึ่งอาจมีการแสดงออกข่มอีกแอลลีลหนึ่ง เรียกว่า แอลลีลเด่น

ส่วนแอลลีลที่ถูกข่มอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า แอลลีลด้อย

แอลลีลเด่น (T)

แอลลีลด้อย (t)

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

33 of 57

ยีนที่อยู่ด้วยกันเป็นคู่ นิยมเขียนด้วยตัวอักษร เรียกว่า จีโนไทป์ (genotype) เช่น TT, Tt และ tt

แอลลีลเด่น (T)

ดอกสีม่วง

แอลลีลด้อย (t)

ดอกสีขาว

ลักษณะที่ปรากฏหรือลักษณะที่เห็นจากภายนอก เรียกว่า ฟีโนไทป์ (phenotype) เช่น ลักษณะเมล็ด สีเมล็ด และสีดอก เป็นต้น

แอลลีลเด่น (T)

ดอกสีม่วง

แอลลีลเด่น (T)

ดอกสีม่วง

แอลลีลด้อย (t)

ดอกสีขาว

แอลลีลด้อย (t)

ดอกสีขาว

TT

ดอกสีม่วง

จีโนไทป์

ฟีโนไทป์

Tt

ดอกสีม่วง

tt

ดอกสีขาว

จีโนไทป์คู่เหมือน (เด่นทั้งคู่หรือด้อยทั้งคู่) เรียกว่า ฮอมอไซกัสยีน (homozygous gene)

จีโนไทป์เด่นทั้งหมด เรียกว่า ฮอมอไซกัส ดอมิแนนท์ (homozygous dominant)

จีโนไทป์ด้อยทั้งหมด เรียกว่า ฮอมอไซกัส รีเซสสีฟ (homozygous recessive)

จีโนไทป์ที่แตกต่างกัน เรียกว่า เฮเทอโรไซกัสยีน (heterozygous gene)

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

34 of 57

กฎของเมนเดล (Mendel’s laws)

กฎข้อที่ 1 กฎการแยกตัว (Law of segregation)

ในระยะที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ (gamete) แอลลีลที่เป็นคู่กันบนฮอมอโลกัสโครโมโซมจะถูกแยกจากกันเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธุ์จะได้รับเพียง 1 แอลลีล

ลักษณะของคู่แอลลีลจะได้รับจากพ่อหนึ่งแอลลีล ส่วนอีกหนึ่งแอลลีลได้รับจากแม่

กฎข้อที่ 2 กฎการจับคู่กันอย่างอิสระ (Law of independent assortment)

เมื่อศึกษา 2 ลักษณะทางพันธุกรรมพร้อมกัน เรียกว่า การศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสองลักษณะ พบว่าในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนที่อยู่บนโครโมโซมที่ไม่ได้เป็นคู่ฮอมอโลกัสกันจะจัดกลุ่มอย่างอิสระ โดยแอลลีลที่เป็นคู่กันจะแยกออกจากกัน และจัดกลุ่มอย่างอิสระกับแอลลีลอื่นที่แยกออกมาจากคู่เช่นกัน

จีโนไทป์

เซลล์สืบพันธุ์

การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

TT

tt

T

t

×

35 of 57

ความผิดปกติทางพันธุกรรมในมนุษย์

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

36 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

โรคทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของหน่วยควบคุมพันธุกรรม สำหรับบุคคลที่มีความผิดปกติแต่ไม่แสดงอาการของโรค เรียกว่า พาหะ (carrier) โดยสามารถแบ่งโรคทางพันธุกรรมเป็น 2 รูปแบบ

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย

กลุ่มอาการคริดูชาต์ (Cridu-chat syndrome)

เกิดจากการขาดหายไปของแขนข้างสั้นของโครโมโซมคู่ที่ 5

มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

การมีโครโมโซมร่างกายขาดหายไปบางส่วน

ผู้ป่วยมีศีรษะเล็กกว่าปกติ ใบหูตำ ตาห่าง คางเล็ก ปัญญาอ่อน และมีเสียงร้องแหลมสูงเหมือนแมว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “cat-cry syndrome”

37 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย

การมีโครโมโซมร่างกายขาดหายไปทั้งแท่ง

โครโมโซมคู่ที่ 13 เกินมา 1 แท่ง

เซลล์สืบพันธุ์ที่โครโมโซมบางแท่งหายไปมาผสมกับเซลล์สืบพันธุ์ที่ปกติจนเกิดเป็นไซโกต และพัฒนาไปเป็นเอ็มบริโอ แต่เอ็มบริโอจะไม่สามารถพัฒนาไปเป็นฟีตัสได้

กลุ่มอาการพาทัว

(Patua’s syndrome)

การมีโครโมโซมร่างกายเกินมา

ผู้ป่วยมีศีรษะเล็กกว่าปกติ กระหม่อมเปิด ปากแหว่งเพดานโหว่ นิ้วเกิน อวัยวะภายในผิดปกติ และมีอาการปัญญาอ่อนอย่างรุนแรง

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

38 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย

กลุ่มอาการเอ็ดวาร์ด (Edward’s syndrome)

โครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง

การมีโครโมโซมร่างกายเกินมา

ผู้ป่วยมีใบหูเล็กผิดปกติ คางเล็ก ปากแคบ คอสั้น และหัวใจพิการตั้งแต่เกิด

มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

39 of 57

กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)

โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง

การมีโครโมโซมร่างกายเกินมา

ผู้ป่วยมีหางตาชี้ขึ้น ศีรษะแบน ลิ้นจุกคับปาก นิ้วมือสั้นกว่าปกติ อวัยวะเพศเติบโตน้อย หัวใจพิการแต่กำเนิด ลายมือขาด ปัญญาอ่อน

มักพบในเด็กที่เกิดจากมารดาที่ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

40 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

กลุ่มอาการเทอร์เนอร์

(Turner’s syndrome)

พบในเพศหญิง โอกาสพบประมาณ 1 ต่อ 2,500 คน

การมีโครโมโซมเพศขาดหายไป

เกิดจากโครโมโซม X หายไป 1 แท่ง จึงมีโครโมโซมเป็น X0 ทำให้มีโครโมโซม 45 แท่ง

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

ผู้ป่วยมีรูปร่างเตี้ยกว่าปกติ คอสั้นและมีพังผืด กระดูกทรวงอกกว้าง หัวนมเล็กและห่าง ระดับสติปัญญาตำกว่าปกติ พัฒนาการทางเพศตำ รังไข่ไม่เจริญ และเป็นหมัน

41 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

กลุ่มอาการทริปเปิลเอกซ์

(Triple X syndrome)

เป็นเพศหญิงที่มีลักษณะทั่วไปปกติ

การมีโครโมโซมเพศเกินมา

เกิดจากโครโมโซม X เพิ่มมา 1 แท่ง มีโครโมโซมเป็น 44 + XXX

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

ผู้ป่วยมีสติปัญญาตำกว่าระดับปกติ มีโอกาสเป็นหมัน และลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่มีโครโมโซมแบบนี้อาจมีความผิดปกติแบบแม่หรือเป็น XXY ได้

42 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

กลุ่มอาการดับเบิลวาย

(Double Y syndrome)

พบในเพศชาย โดยมีโอกาสพบประมาณ 1 ใน 1,000 คน

การมีโครโมโซมเพศเกินมา

เกิดจากโครโมโซม Y เพิ่มมา 1 แท่ง ทำให้โครโมโซมเพศเป็น XYY

ผู้ป่วยมีระดับฮอร์โมนเพศชายและมีรูปร่างสูงกว่าปกติ อารมณ์รุนแรง โมโหง่าย อวัยวะเพศเจริญดี และไม่เป็นหมัน

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

43 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์

(Klinefelter’s syndrome)

พบในเพศชาย

การมีโครโมโซมเพศเกินมา

เกิดจากโครโมโซม X เกินมา ทำให้มีโครโมโซมเป็น XXY หรือ XXXY

ผู้ป่วยมีรูปร่างคล้ายผู้หญิง มีสะโพกผาย หน้าอกโต แขนยาวกว่าปกติ อัณฑะเล็ก และมีอาการปัญญาอ่อนร่วมด้วย

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม

44 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย

โรคท้าวแสนปม

เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเซลล์เยื่อหุ้มประสาทเจริญผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกตามผิวหนัง

ยีนบนโครโมโซมของคนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ยีนบนโครโมโซมร่างกาย (autosome) และยีนบนโครโมโซมเพศ (sex chromosome)

โรคนี้ถ่ายทอดบนยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย ดังนั้นคนที่มียีนเด่นของโรคเพียงแอลลีลเดียวก็จะแสดงความผิดปกติได้

กำหนดให้ N = เป็นโรคท้าวแสนปม

n = ไม่เป็นโรคท้าวแสนปม

เป็นโรค

ปกติ

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

เป็นโรค

ปกติ

45 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย

โรคธาลัสซีเมีย (thalassemia)

ผู้ที่มีความผิดปกติจากยีนด้อยบนโครโมโซม มักพบว่าพ่อและแม่อาจมียีนผิดปกติเหล่านั้นแฝงอยู่ (พาหะ)

ผู้ป่วยจะมีอาการโลหิตจางแต่กำเนิด ตับและม้ามโต และอาจหัวใจวาย

กำหนดให้ R = ไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย

r = เป็นโรคธาลัสซีเมีย

ปกติ (พาหะ)

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

เป็นโรค

ปกติ

ปกติ (พาหะ)

ปกติ (พาหะ)

46 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย

ลักษณะผิวเผือก (albino)

ขาดเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินในเซลล์ผิวหนัง ทำให้สีผิวขาว ผมขาว รูม่านตาสะท้อนแสงออกเป็นสีแดง ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ

กำหนดให้ A = ผิวปกติ

a = ผิวเผือก

ผิวปกติ (พาหะ)

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

ผิวเผือก

ผิวปกติ

ผิวปกติ (พาหะ)

ผิวปกติ (พาหะ)

47 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย

เซลล์เม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anemia)

เป็นโรคโลหิตจางแต่กำเนิดที่เกิดจากความผิดปกติของฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างเป็นรูปเคียวหรือตัวซี (c-shaped)

กำหนดให้ S = เซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ

s = เซลล์เม็ดเลือดแดงรูปเคียว

ผิวปกติ (พาหะ)

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

เป็นโรค

ผิวปกติ (พาหะ)

เป็นโรค

ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดและติดเชื้อได้ง่าย

48 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ

ตาบอดสี (color blindness)

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม X (X-linked gene)

กำหนดให้ XC = ไม่มีภาวะตาบอดสี

Xc = มีภาวะตาบอดสี

พ่อปกติ

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

ชายตาบอดสี

หญิงตาปกติ

แม่ปกติ (พาหะ)

ทำให้การแปรสภาพสีที่มองเห็นต่างจากคนปกติ

ยีนบนโครโมโซม X จะเรียกว่า เอกซ์ลิงก์ยีน (X-linked gene) และยีนบนโครโมโซม Y จะเรียกว่า วายลิงก์ยีน (Y-linked gene)

หญิงตาปกติ

(พาหะ)

ชายตาปกติ

49 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ

โรคฮีโมฟิเลียหรือโรคเลือดแข็งตัวช้า (hemophilia)

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม X (X-linked gene)

กำหนดให้ XH = ไม่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย

Xh = เป็นโรคฮีโมฟีเลีย

พ่อเป็นโรค

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

แม่ปกติ

หญิงปกติ (พาหะ)

ชายปกติ

ร่างกายขาดโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด หากเกิดอุบัติเหตุเลือดจะหยุดไหลยาก หรือหากได้รับการกระทบกระเทือนจะเป็นรอยชำสีม่วง

50 of 57

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

ความผิดปกติที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ

การมีขนที่ใบหู

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม Y (Y-linked gene)

กำหนดให้ YH = ไม่มีขนที่ใบหู

Yh = มีขนที่ใบหู

พ่อมีขนที่ใบหู

รุ่นพ่อ-แม่

เซลล์สืบพันธุ์

จีโนไทป์รุ่นลูก

แม่ปกติ

หญิงไม่มีขนที่ใบหู

ชายมีขนที่ใบหู

51 of 57

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

หน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

52 of 57

การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

พันธุวิศวะกรรม (genetic engineering) คือ การนำความรู้ความเข้าใจด้านชีววิทยาระดับโมเลกุล หรืออณุชีววิทยา (molecular biology) เพื่อสร้าง

ดีเอ็นเอสายผสม (recombinant DNA) มักเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ (Genetically Modified Organisms; GMOs)

การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

การตัดต่อดีเอ็นเอจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งมาต่อกับอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งโดยอาศัยเอนไซม์ 2 ชนิด

เอนไซม์ตัดจำเพาะ (restriction enzyme) ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกรรไกรตัดดีเอ็นเอบริเวณที่จำเพาะ

เอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส (DNA ligase) ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกาวเชื่อมดีเอ็นเอเข้าด้วยกัน

เตรียมยีนที่สนใจ แยกดีเอ็นเอจากเซลล์ผู้ให้ แล้วเลือกตัดเฉพาะส่วนของดีเอ็นเอโดยใช้เอนไซม์ตัดจำเพาะ

ขั้นตอนการสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

เตรียมดีเอ็นเอพาหะ (vector) สกัดดีเอ็นเอพาหะจากแบคทีเรีย

สร้างดีเอ็นเอสายผสม (vector) นำยีนที่สนใจต่อเข้ากับดีเอ็นเอพาหะด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส

53 of 57

การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ขั้นตอนการสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ดีเอ็นเอสายผสม

นำดีเอ็นเอสายผสมเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน (host) โดยนำไปเลี้ยงในจานอาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อเพิ่มจำนวน

คัดเลือกเซลล์เจ้าบ้านที่ได้รับ

ดีเอ็นเอสายผสม อาจเลือกจากจากลักษณะเฉพาะที่แสดงออก หรือคัดเลือกโดยการใช้ยีนต้านยาปฏิชีวนะ

54 of 57

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ข้าวโพดบีที (Bt corn) และฝ้ายบีที (Bt cotton)

เกิดจากกระบวนการถ่ายทอดยีนเพื่อสร้างผลึกโปรตีนจากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) ซึ่งเป็นพิษต่อหนอนและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น

มะละกอต้านทานไวรัส

ตัดต่อยีนที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนห่อหุ้มอนุภาคไวรัส (coat protein gene) เข้าสู่มะละกอ

มะเขือเทศสุกช้า (flavor saver tomato)

ตัดต่อยีนที่มีผลยับยั้งการทำงานของยีนที่ผลิตเอนไซม์ที่ทำให้มะเขือเทศสุกเร็ว ทำให้มะเขือเทศเน่าช้าลงหลังเก็บเกี่ยว

55 of 57

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ

ตัดต่อยีนที่ควบคุมการสร้างกรดไขมันอิ่มตัวทำให้ถั่วเหลืองมีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยลง หรือตัดต่อยีนจากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) เพื่อให้ทนต่อแมลงศัตรูพืช

ข้าวสีทอง (golden rice)

ตัดต่อยีนที่สามารถทำให้ข้าวสร้างบีตาแคโรทีนที่เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอได้

พริกหวานจีเอ็มโอ

ตัดต่อยีนที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนห่อหุ้มอนุภาคไวรัส (coat protein gene) ทำให้พริกหวานทนต่อไวรัส

56 of 57

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม

ความปลอดภัยและมุมมองทางสังคม

การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ ทั้งด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

พืชจีเอ็มโออาจดื้อยาปราบวัชพืช

เนื่องจากยีนต้านยาปฏิชีวนะถูกใช้ในการคัดเลือกสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม จึงมีข้อกังวลว่าจะไม่สามารถทำลายวัชพืชที่เป็นพืชจีเอ็มโอได้

อาจมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

หากเกิดการถ่ายเทยีนจากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมสู่สิ่งแวดล้อมจะทำให้สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่แข็งแรงกว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดิมและทำให้สูญพันธุ์ได้

อาจเกิดเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่

การตัดต่อดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตอาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยาได้

57 of 57

จบหน่วยการเรียนรู้

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

อย่าลืมทำแบบฝึกหัดทบทวนกันนะ