1 of 32

ระบบเบรกรถยนต์ แบบดิสก์เบรค

2 of 32

ส่วนต่าง ๆ ของ ระบบเบรครถยนต์�

  • หม้อลมเบรค
  • แม่ปั๊มเบรค
  • สายเบรค
  • ปั๊มเบรค
  • จานเบรค
  • ผ้าเบรค
  • น้ำมันเบรครถยนต์

3 of 32

ส่วนประกอบ ระบบเบรครถยนต์

4 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 1. แป้นเบรก (Brake Pedal) หรือขาเบรก เป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่ในรถ ทำหน้าที่คล้ายคานกด รับแรงกดมาจากขา (เท้า) ของผู้ขับขี่ เมื่อเหยียบเบรก ขาเบรกก็จะไปกดสากเบรก ที่สามารถปรับตั้งให้เบรกสูง หรือต่ำได้ ให้เข้าไปกดชุดดันในหม้อลมเบรก

5 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 2. หม้อลมเบรก ( Booster) เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มแรงกด ให้กับขาของเราให้มีแรงกดมากขึ้น ออกแรงเหยียบน้อยลง โดยภายในจะเป็นชุดสุญญากาศ ต่อแรงลมดูดมาจาก เช่นในรถเครื่องยนต์เบนซิล จะต่อมาจากท่อร่วมไอดี หลังลิ้นปีผีเสื้อในบริเวณนี้ในรอบต่ำ ที่ลิ้นปีผีเสื้อยังเปิดไม่สุด แรงดูดของลูกสูบจะทำให้เกิดแรงดูดสุญญากาศสูงมาก แต่ในรอบเครื่องสูงๆแรงดูดจะน้อยลง หม้อลมนั้นจึงจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อเก็บสะสมแรงดูดสุญญากาศไว้ให้มากๆ เพื่อไว้ใช้ในตอนเบรกที่รอบสูงๆ และการเบรกติดต่อกันหลายๆครั้ง ส่วนในเครื่องยนต์ดีเซลมักจะต่อมาจาก ปั้มสุญญากาศแบบอิสระ หรือต่อพ่วงจากปั้มลมหลังตูดไดชาร์จอีกที

6 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 3. วาล์วสุญญากาศ (Combo Vale) เป็นลักษณะ One Way Vale ทำหน้าที่ให้ระบบสุญญากาศ เป็นไปในทิศทางเดียว คือให้มีแรงดูดจากหม้อลมเบรกไปยังเครื่อง หรือปั้มลม ป้องกันแรงดันสุญญากาศย้อนกลับ หรือรั่วไหลออกจากหม้อลม

7 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 4. แม่ปั้มเบรก (Master Cylinder)  เป็นชุดสร้างแรงดันไฮโดริคให้กับน้ำมันเบรก ให้เกิดแรงดันสูง ภายในประกอบด้วยชุดลูกยางเบรกหลายตัว แต่ละตัวมีหน้าที่ส่งแรงดันของน้ำมันเบรก ไปในสาย หรือท่อน้ำมันเบรก แรงดันขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปั้ม ลูกสูบเบรก ขนาดของลูกยางเบรก และระยะของสากเบรกที่ติดกับแป้นเบรกว่ามีอัตราทดเท่าไร

8 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 5 น้ำมันเบรก (Brake Fluid) เป็นสารเหลวที่ใช้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดกำลัง แบบไฮโดรลิคไปสู่ปั้มเบรค หรือคาริบเปอร์เบรก อีกทั้งยังเป็นสารหล่อลื่นให้กับลูกยางเบรก ลูกสูบเบรก คุณสมบัติของน้ำมันเบรกแบ่งตามคุณสมบัติการทนความร้อน หรือที่เรียกกันว่า DOT (Department of Transportation) โดย DOT3 จะทนความร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 205 องศา DOT4 ทนความร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 230 องศา และDOT5 สามารถทนความร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 260 องศาเซลเซียส

9 of 32

10 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 6. ท่อน้ำมันเบรค และสายอ่อนเบรก (Brake Lines) อยู่ในระบบส่งแรงดัน ท่อน้ำมันหรือที่เรียกกันว่า แป๊ปเบรก เป็นท่อเหล็ก หรือทองแดงภายในกลวง เพื่อให้น้ำมันเบรกไหลผ่านด้วยแรงดันสูง

11 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 7. สายอ่อนเบรก (Brake Host) สายอ่อนเบรกทำมาจากท่อยางไฮโดรลิค หลายชั้นหุ้มด้วยยางกันการเสียดสี และกันความร้อน สามารถอ่อนตัวไปตามการหมุนของล้อ และการขยับของช่วงล่างได้อย่างคล่องตัว

12 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 8. ปั้มเบรก หรือคาริเปอร์เบรก (Caliper Brakes)ถ้าเป็นระบบดิสเบรก จะเป็นลักษณะเหมือนปากคีบ หรือเรียกกันว่าก้ามปู ภายในบรรจุลูกสูบเบรก แบ่งตามจำนวนลูกสูบ เรียกว่า พอร์ท เช่น 1 พอร์ท หรือ 4 พอร์ท เพื่อป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันเบรกด้วยลูกยางเบรก เป็นชีลกลมๆรอบๆลูกสูปเบรก ป้องกันฝุ่นและน้ำเข้าด้วยลูกยางกันฝุ่นอีกครั้งในระบบดรั้มเบรก ปั้มเบรก จะเรียกกันว่ากระบอกเบรก เป็นลักษณะเป็นแท่งกลวงยาว ภายในบรรจุลูกสูบเบรก เป็นแท่งกลมประกอบติดกับลูกยางเบรกทั้ง 2 ด้านต่อมาดันผ้าดรัมเบรกให้ขยับเข้าออกได้

13 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 9. จานเบรค แบ่งได้เป็น 2 ระบบคือ

14 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • ระบบ ดิสเบรก (Disk Brakes) จานเบรกเป็นลักษณะกลมแบน คล้ายจานดิส มีทั้งแบบมีร่องระบายความร้อน และไม่มีร่องระบายความร้อน จานเบรกทำมาจากวัสดุหลายชนิด เช่นเหล็กหล่อ และวัสดุผสม ผ้าเบรกแบ่งเป็น 2 ชิ้นประกบกับจานเบรก โดยมีแม่ปั้มเบรก หรือก้ามปูหนีบไว้อีกทีข้อดี มีการระบายความร้อนที่ดี ลดอาการเบรกเฟดในการใช้งานเบรกติดต่อกัน และรุนแรง ระยะห่างผ้าเบรกมีการปรับตั้งได้เอง ตามความหนาของผ้า ทำให้ประสิทธิภาพดีเท่ากันในทุกล้อ ลดการสะสมตัวของฝุ่นเบรกข้อเสีย จานเบรกติดตั้งภายนอกสัมผัสกับความชื้น น้ำ และฝุ่นผง ทำให้มีการสึกหรออย่างรวดเร็ว เกิดอาการบิดตัวได้ง่าย เมื่อต้องเจอกับน้ำในขณะมีความร้อน ใช้ต้นการผลิตทุนสูง

15 of 32

16 of 32

ส่วนประกอบของระบบเบรค

  • 10. ผ้าเบรก (Brake Pad)  เป็นตัวที่ทำให้เกิดความฝืดระหว่าง ผ้าเบรก และจานเบรก ความฝืดมากมีผลทำให้รถยนต์ ลดความเร็วได้ระยะทางที่สั้นลง ผ้าเบรกแบ่งเกรดตามวัสดุที่ใช้ผสมในเนื้อผ้าเบรก และค่าความฝืดหรือค่า มิว Coefficient of Friction ได้ 3 แบบคือ1. NAO (Non Asbestos Organic) ใช้วัสดุที่มีความอ่อน จำพวก เคฟล่า ส่วนผสม ของยางไม้ ไฟเบอร์ จากเดิมที่เคยใช้พวกแร่ใยหิน Asbestos ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากความไม่ปรอดภัยต่อระบบหายใจ พวกนี้จะมีความฝืดที่ดีในอุณหภูมิต่ำ แต่ที่ความร้อนสูงจะจับตัวได้ไม่ดี มีเสียงรบกวนน้อย ส่วนมากใช้กับรถ OEM จากโรงงาน ระดับความฝืดอยู่ที่ 0.30 – 0.452. Semi-Metallic ใช้วัสดุจำพวกใยโลหะที่มีความอ่อน มีส่วนประกอบเช่น เนื้อไฟเบอร์ประมาณ 50% เป็นตัวช่วยให้เกิดความฝืด และทนความร้อน ใช้เรซิ่นประมาณ 15% ช่วยในการประสานตัว และสาร Abrasive 10% และพวก Metal Power อีก 10 % พวกนี้จะมีความฝืดดีที่อุณหภูมิสูง ใช้กับรถบรรทุกหนัก และรถที่ใช้งานเบรกหนักอย่างต่อเนื่อง เช่นรถที่ชอบขับที่ความเร็วสูงเบรกบ่อยๆ ระดับความฝืดจะอยู่ที่ 0.40-0.553. Fully Metallic ใช้วัสดุพวกผงเหล็กที่มีความละเอียด เช่นผงทองแดง ไททาเนียม เซรามิค คาร์บอน มาขึ้นรูป ผ้าเบรกพวกนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่ความร้อนสูง มีความฝืดคงที่ แต่จะมีเสียงดัง มีการสึกหรอสูงทั้งผ้าเบรก และจานเบรก เหมาะสำหรับรถแข่งในสนามแข่งขันที่จานเบรกร้อนตลอดเวลา ระดับความฝืดอยู่ที่ 06.0 ขึ้นไป

17 of 32

ผ้าเบรคหน้าและผ้าเบรคหลังรถยนต์

18 of 32

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าดิสก์เบรก

  • ��          ชนิดของผ้าดิสก์เบรกที่มีจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดขณะนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้��          1. กลุ่มผ้าดิสก์เบรกราคาถูก ที่มีส่วนผสมของสาร Asbestos หรือที่เรียกกันว่า "ผ้าใบ" จะมีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ คุณสมบัติในการเบรกจะใช้ได้ดี ในความเร็วต่ำ ๆ หรือระยะต้น ๆ แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ประสิทธิภาพในการเบรกจะลดลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ อายุการใช้งานจะสั้น ผ้าดิสก์เบรกหมดเร็ว นอกจากนั้นแร่ใยหินมีผลต่อสุขภาพ ในปัจจุบันจึงมีการใช้น้อยลง��          2. กลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของสาร Asbestor หรือกลุ่ม Non-organic แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ��          2.1 ชนิดที่มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นโลหะ (Semi-metallic) จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากยุโรปหรืออเมริกา เช่น Bendix, Mintex��          2.2 ชนิดที่มีส่วนผสมของสารอนินทรีย์อื่น ๆ จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเช่น Akebono โดยในกลุ่มนี้จะมีราคาที่สูงกว่าผ้าเบรกที่ผสมสาร Asbestos แต่ในเรื่องคุณภาพสัมประสิทธิ์ของความฝืด ความทนทานต่อการสึกหรอ นั้นมีสูงกว่า

19 of 32

20 of 32

21 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์�

22 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์

1.ผ้าเบรคหนาน้อยกว่า 4 มิลลิเมตร

        เมื่อคุณส่งรถเข้าอู่เพื่อซ่อม หรือเช็กสภาพรถ สามารถให้ทางอู่ตรวจเช็กผ้าเบรคให้ได้เลย โดยปกติผ้าเบรคเดิมมีความหนาประมาณ 10 มิลลิเมตร และจะมีอายุการใช้งานอยู่ราวๆ 60,000-80,000 กิโลเมตร แต่ในความเป็นจริง ผ้าเบรคของคุณก็อาจจะมีอายุการใช้งานที่น้อยกว่านั้น หรืออาจจะไม่ถึง 50,000 กิโลเมตรเลยก็เป็นได้ เนื่องจากวิธีการใช้งานที่อาจมีการเหยียบเบรคอยู่ตลอดเวลา หรือบ่อยครั้ง จึงอาจทำให้มีสึกรวดเร็วยิ่งขึ้นย เมื่อผ้าเบรคมีความหนาประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ก็สามารถทำการเปลี่ยนได้เลย เพราะหากไม่เปลี่ยน อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อจานเบรคได้

ผ้าเบรคหนา 6-10 มิลลิเมตร

มีความปลอดภัย

ผ้าเบรคหนา 4-5 มิลลิเมตร

ใกล้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ้าเบรค

ผ้าเบรคหนาน้อยกว่า 4 มิลลิเมตร

ไม่ปลอดภัย ควรเปลี่ยนผ้าเบรคโดยด่วน

23 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์

2.ต้องยกเบรคมือสูงกว่าปกติ

        เมื่อต้องเข้าเกียร์จอด และทำการดึงเบรคมือแล้วรู้สึกว่าเบรคมือหลวมจนต้องยกเบรคมือสูงกว่าปกติ นั่นก็แปลว่าผ้าเบรคของคุณเริ่มบางลงมาแล้ว สามารถนำรถเข้าเช็กเพื่อเปลี่ยนผ้าเบรคได้เลย

24 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์

  • 3.มีเสียงขณะเหยียบเบรค
  •         อาการนี้สามารถสังเกตได้เองในขณะที่คุณกำลังขับรถ ลองสังเกตว่ารถยนต์ของคุณเมื่อเหยียบเบรคมีเสียงผิดปกติขึ้นหรือไม่ เช่น เบรคแล้วมีเสียงดัง หรือเบรคแล้วได้ยินเสียงของโลหะกระทบกัน เสียงนั้นอาจเกิดขึ้นเมื่อผ้าเบรคเสื่อม หรือผ้าเบรคหมด จนทำให้จานเบรค และ เบรคคาลิปเปอร์เสียดสีกัน ซึ่งจะทำให้ระบบเบรคเกิดความเสียหาย และอาจมีค่าซ่อมที่เพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย

25 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์

4.สัญญาณเตือนที่คอนโซลรถ

        ในรถยนต์หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ มักจะมีระบบเตือนเป็นสัญลักษณ์สีแดงรูปตัว “P” ในวงกลม หรือสัญลักษณ์เครื่องหมายตกใจ “!” ในวงกลมมักจะขึ้นเตือนเมื่อยกเบรคมือค้างไว้ แต่ถ้าหากเอาลงแล้วสัญลักษณ์ยังไม่หายไป แสดงว่าอาจจะมีปัญหากับตัวระบบเบรค เช่น

ผ้าเบรคเสื่อม หรือน้ำมันเบรคพร่องลง

ซึ่งสามารถให้ช่างเช็กเพื่อแก้ไขได้เลย

26 of 32

5 สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์

  • 5.พบความผิดปกติของผ้าเบรค
  •         อาจมีการสังเกตพบเห็นสิ่งผิดปกติ เช่น มีคราบน้ำมัน หรือจาระบีมากกว่าปกติ ,พบรอยร้าวบนก้ามเบรค หรือดิสก์เบรค หรือในบางครั้งอาจได้กลิ่นไหม้เมื่อเหยียบเบรคซึ่งหากไม่ได้เปลี่ยนอย่างรวดเร็วแล้ว นอกจากจะไม่ปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ยังจะสร้างความเสียหายให้แก่รถของคุณมากยิ่งขึ้น
  •  

27 of 32

ระบบเบรกหลังแบบ ดรัมเบรค

28 of 32

ส่วนประกอบระบบเบรกหลัง แบบดรัมเบรค

29 of 32

ส่วนประกอบระบบเบรกหลัง แบบดรัมเบรค

30 of 32

ดรัมเบรค (Drum Brake)

  • ในชุดเบรคแบบดรัม ประกอบด้วยตัวดรัม (Drum) เป็นโลหะวงกลมยึดติดกับดุมล้อ หมุนไปพร้อมล้อ และชุดฝักเบรค ซึ่งประกอบด้วยผ้าเบรค กลไกปรับตั้งเบรค สปริงดึงกลับ และลูกสูบปั้มเบรค ซึ่งสายน้ำมันเบรค ก็จะมาเชื่อมต่อกับตัวลูกสูบนี่แหละ ในการดันผ้าเบรคให้ไปเสียดทานกับดรัม เพื่อให้เกิดความฝืด

31 of 32

กระบอกเบรคหลัง

32 of 32