1 of 50

ระบบร่างกายของมนุษย์

วิชาวิทยาศาสตร์

ชีววิทยา

2 of 50

  1. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องในระบบหายใจ
  2. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออก โดยใช้แบบจำลอง รวมทั้งอธิบายกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส
  3. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหายใจโดยการบอกแนวทางการดูแลรักษาอวัยวะในระบบหายใจให้ทำงานเป็นปกติ
  4. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต
  5. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบขับถ่ายในการขับถ่ายของเสียทางไต โดยการบอกแนวทางในการปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ
  6. บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หลอดเลือด และเลือด
  7. อธิบายการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือด โดยใช้แบบจำลอง

จุดประสงค์การเรียนรู้

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

3 of 50

  1. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบประสาทโดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึงการป้องกันการกระทบกระเทือนและอันตรายต่อสมองและไขสันหลัง
  2. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิงโดยใช้แบบจำลอง
  3. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว
  4. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษาร่างกายและ

จิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง

จุดประสงค์การเรียนรู้ (ต่อ)

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

4 of 50

  1. ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจ ขณะปกติและหลังทำกิจกรรม
  2. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด โดยการบอกแนวทางการดูแลรักษาอวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือดให้ทำงานเป็นปกติ
  3. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย
  4. อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกตจนคลอดเป็นทารก
  5. เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำหนด
  6. ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม

จุดประสงค์การเรียนรู้ (ต่อ)

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

5 of 50

แผนผังมโนทัศน์

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

บท ระบบหมุนเวียนเลือด

เรื่อง เลือด

เรื่อง หลอดเลือด

เรื่อง หัวใจ

เรื่อง แนวทางการดูแลรักษาระบบหมุนเวียนเลือด

บท ระบบหายใจ

เรื่อง โครงสร้างของระบบหายใจ

เรื่อง กลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส

เรื่อง แนวทางการดูแลรักษาระบบหายใจ

บท ระบบขับถ่าย

เรื่อง โครงสร้างของระบบขับถ่าย

เรื่อง การสร้างนำปัสสาวะ

เรื่อง แนวทางการดูแลรักษาระบบขับถ่าย

บท ระบบประสาท

เรื่อง องค์ประกอบของระบบประสาท

เรื่อง วงจรการตอบสนองของระบบประสาท

เรื่อง แนวทางการดูแลรักษาระบบประสาท

6 of 50

บท ระบบสืบพันธุ์

เรื่อง โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศชายและหญิง

เรื่อง ฮอร์โมนเพศ

เรื่อง การตกไข่และการมีประจำเดือน

เรื่อง การตั้งครรภ์และการคุมกำเนิด

เรื่อง แนวทางการดูแลรักษาระบบสืบพันธุ์

แผนผังมโนทัศน์ (ต่อ)

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

7 of 50

ระบบหมุนเวียนเลือด

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

8 of 50

เลือด

ระบบหมุนเวียนเลือด

ทำหน้าที่ลำเลียงสารภายในร่างกาย ทั้งสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แก๊สออกซิเจนและสารอาหาร รวมถึงของเสียที่ร่างกายต้องกำจัด เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และยูเรีย โดยระบบหมุนเวียนเลือดมีองค์ประกอบหลัก คือ เลือด หลอดเลือด และหัวใจ

ระบบหมุนเวียนเลือด

เลือดเป็นของเหลวที่มีลักษณะเป็นสีแดง

เมื่อนำเลือดไปปั่นจะพบว่าเลือด แยกเป็น 2 ส่วน

คือส่วนของพลาสมา และส่วนของเซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือด

9 of 50

เลือด

พลาสมา (plasma) หรือนำเลือด ประกอบด้วย

น้ำ เป็นตัวทำละลาย ช่วยลำเลียงแก๊ส สารอาหาร และของเสีย

สารอื่น ๆ เช่น กลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และยูเรีย

เซลล์เม็ดเลือดแดง

เซลล์เม็ดเลือดขาว

เกล็ดเลือด

เซลล์และเกล็ดเลือด

โปรตีน

อัลบูมิน ควบคุมแรงดันนำภายในหลอดเลือด

ไฟบริโนเจน ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด

10 of 50

เลือด

เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell, erythrocyte)

เซลล์รูปร่างกลมแบนและตรงกลางเว้า เพราะไม่มีนิวเคลียส

ทำหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เนื่องจากที่เยื่อหุ้มเซลล์มีโปรตีนฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ที่สามารถจับแก๊สออกซิเจน

เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell, leukocyte)

เซลล์รูปร่างกลมเห็นนิวเคลียสชัดเจน ทำหน้าที่กำจัด�สิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค และเซลล์ร่างกายที่ตายแล้ว

เกล็ดเลือด (platelet)

ไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาซึม

ทำหน้าที่ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด

11 of 50

ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สามารถแบ่งได้ 3 ชนิด

หลอดเลือด

หลอดเลือดอาร์เตอรี่ (artery)

ทำหน้าที่นำเลือดออกจากหัวใจ เป็นหลอดเลือดที่มีผนังหนาและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถทนทานต่อแรงดันที่หัวใจบีบเลือดออกมา

หลอดเลือดฝอย (capillary)

ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารระหว่างหลอดเลือดกับเซลล์ เพราะมีผนังหลอดเลือดที่บางมาก

หลอดเลือดเวน (vein)

ทำหน้าที่นำเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ภายในมีลิ้นกั้นเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ เนื่องจากหลอดเลือดเวนมีความดันตำและไหลช้า

12 of 50

ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

หัวใจ

หัวใจห้องบนขวา

(right atrium)

หัวใจห้องล่างขวา

(right ventricle)

หัวใจห้องบนซ้าย

(left atrium)

รับเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจากปอด

หัวใจห้องล่างซ้าย

(left ventricle)

เป็นห้องที่มีผนังหนาที่สุด ทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

รับเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนตำจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

รับเลือดจากห้องบนขวา แล้วบีบตัวส่งเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนตำเพื่อไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด

13 of 50

แบบจำลองการไหลเวียนของเลือดในร่างกายของมนุษย์

หัวใจ

หัวใจห้องบนบีบตัวทำให้เลือด

เคลื่อนที่จากห้องบนลงสู่ห้องล่าง

หัวใจห้องล่างบีบตัวทำให้เลือด

เคลื่อนที่จากหัวใจสู่หลอดเลือด

บนขวา

ล่างขวา

บนซ้าย

ล่างซ้าย

14 of 50

หัวใจ

หัวใจห้องบนและห้องล่างจะบีบตัวและคลายตัวสลับกัน ทำให้เลือดที่ส่งออกจากหัวใจสู่หลอดเลือด มีการหดและคลายตัวตามจังหวะของการเต้นของหัวใจ

ชีพจร (pulse)

แรงดันที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ

ความดันโลหิต

(blood pressure)

ตัวเลขชุดแรก คือ ค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัว เรียกว่า ความดันซิสโทลิก (systolic pressure)

ตัวเลขชุดสอง คือ ค่าความดันขณะที่หัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก (diastolic pressure)

15 of 50

แนวทางการดูแลรักษาระบบหมุนเวียนเลือด

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ออกกำลังกายเป็นประจำ

ไม่เครียด

สูบบุหรี่และสารเสพติด

รับประทานอาหารไขมันสูง

16 of 50

ระบบหายใจ

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

17 of 50

โครงสร้างของระบบหายใจ

โพรงจมูก

ทางผ่านของอากาศ มีขนจมูกและสารเมือกช่วยดักจับสิ่งสกปรกที่มากับอากาศ

ท่อลม

หลอดลม

แขนงของท่อลมที่อยู่ภายในปอด

ปอด

อวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส ภายในมีหลอดลม หลอดลมฝอย และถุงลม

ส่วนที่ต่อจากคอหอย ด้านบนของท่อลม�มีกระดูกอ่อนรูปตัวซี (C) คอยคำจุน

18 of 50

โครงสร้างของระบบหายใจ

หลอดลมฝอย

แขนงของหลอดลม บริเวณปลายสุดมีถุงลม

ถุงลม

มีลักษณะเป็นถุงที่ประกอบด้วย

เนื้อเยื่อบาง ๆ เป็นบริเวณที่จะ

เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส

การเคลื่อนที่ของอากาศเข้าและออกจากร่างกาย

โพรงจมูก

ท่อลม

หลอดลม

หลอดลมฝอย

ถุงลม

19 of 50

กลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส

กลไกการหายใจเป็นกลไกที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มีศูนย์ควมคุมอยู่ที่สมอง

หายใจเข้า

(inhalation)

กะบังลมหดตัวดันลงช่องท้อง

กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น

ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น ทำให้ความดันในช่องอกลดลง

อากาศจากภายนอกจึงไหลเข้ามาภายในปอด

20 of 50

กลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส

หายใจออก

(exhalation)

กะบังลมคลายตัวดันขึ้นช่องอก

ปริมาตรช่องอกลดลง ทำให้ความดันในช่องอกเพิ่มขึ้น อากาศจากภายในปอดจึงไหลออกสู่ภายนอกร่างกาย

กระดูกซี่โครงลดตำลง

21 of 50

กลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส

กะบังลม

กระดูกซี่โครง

ปริมาตรในช่องอก

ความดันในช่องอก

หายใจเข้า

หดตัว

ยกตัวสูงขึ้น

เพิ่มขึ้น

ลดลง

หายใจออก

คลายตัว

ลดตัวตำลง

ลดลง

เพิ่มขึ้น

สรุปการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในระบบหายใจที่ทำให้เกิดการหายใจเข้าและออก

22 of 50

การแลกเปลี่ยนแก๊ส

การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดได้เนื่องจากความแตกต่างของความเข้มข้นของแก๊ส 2 บริเวณ ทำให้เกิดการแพร่

ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกายแบ่งเป็น 2 บริเวณ

การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่าง

ถุงลมปอดกับหลอดเลือดฝอย

ถุงลม

การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่าง

หลอดเลือดฝอยกับเซลล์

เซลล์

กลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จากหลอดเลือดฝอยแพร่เข้าไปในถุงลม

แก๊สออกซิเจน แพร่จากภายในถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอย แล้วจับกับโปรตีนฮีโมโกลบินบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จากเซลล์ร่างกายแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอย

แก๊สออกซิเจน แพร่เข้าสู่เซลล์ จากนั้นเซลล์จะนำไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญเป็นพลังงาน

23 of 50

แนวทางการดูแลรักษาระบบหายใจ

สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคและมลพิษทางอากาศ

อยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และอากาศถ่ายเท

งดสูบบุหรี่ เพราะควันบุหรี่มีสารพิษ เช่น นิโคติน ที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด

24 of 50

ระบบขับถ่าย

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

25 of 50

โครงสร้างของระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่ายของเสียโดยไต ประกอบด้วยไต ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดประมาณกำปั้น มี 2 ข้างอยู่บริเวณชายโครงด้านหลัง

ไต

ท่อไต

กระเพาะปัสสาวะ

ท่อปัสสาวะ

หน่วยไต

โกลเมอรูลัส

โบว์แมนแคปซูล

กรวยไต

ปลายของหลอดเลือดฝอยจะพองออกเรียกว่าโกลเมอรูลัส ซึ่งต่อกับท่อยาว ตอนต้นของท่อยาวเรียกว่า โบว์แมนแคปซูล

26 of 50

การสร้างน้ำปัสสาวะ

การสร้างน้ำปัสสาวะมี 3 ขั้นตอน

การกรอง

(filtration)

สารที่ไม่สามารถผ่านโกลเมอรูลัส เช่น

เซลล์เม็ดเลือดแดงและโปรตีนขนาดใหญ่

1

หลอดเลือดอาร์เตอรี่นำแก๊สออกซิเจนมาที่ไต

โดยเลือดมีของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึม

ในปริมาณมาก ที่บริเวณโกลเมอรูลัสจะเกิดการกรองนำยูเรีย สารอาหารและไอออนบางชนิด

เข้าสู่โบว์แมนแคปซูล

27 of 50

การสร้างน้ำปัสสาวะ

การดูดกลับ

(reabsorption)

สารบางชนิดจากหลอดเลือดฝอย

เช่น ยา สารที่เป็นกรด และโพแทสเซียมไอออน จะถูกขับเข้าสู่ท่อหน่วยไต

การคัดหลั่ง

(secretions)

2

3

สารที่มีประโยชน์ เช่น กลูโคส กรดอะมิโน โซเดียมไอออน และนำ จะถูกดูดกลับสู่หลอดเลือดฝอยที่พันอยู่รอบ ๆ หน่วยไต

28 of 50

แนวทางการดูแลรักษาระบบขับถ่าย

ลดการรับประทานอาหารสำเร็จรูป

ตรวจสุขภาพประจำปี

ดื่มนำให้เพียงพอ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ออกกำลังกายเป็นประจำ

พักผ่อนให้เพียงพอ

หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

29 of 50

ระบบประสาท

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

30 of 50

องค์ประกอบของระบบประสาท

ระบบประสาทของมนุษย์ แบ่งเป็น 2 ส่วน

ระบบประสาทส่วนกลาง

(central nervous system)

เป็นศูนย์กลางการควบคุม

การทำงานของร่างกาย ประกอบด้วย สมองและไขสันหลัง ทำหน้าที่รวบรวมและแปรผลข้อมูล �แล้วส่งออกไปในรูปกระแสประสาท

ระบบประสาทรอบนอก

(peripheral nervous system)

ได้แก่ เส้นประสาทสมอง และเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่รับและนำกระแสประสาทเข้าและออกจากระบบประสาทส่วนกลาง

31 of 50

องค์ประกอบของระบบประสาท

เซลล์ประสาท (nerve cell, neuron)

เดนไดรต์ (dendrite)

ทำหน้าที่นำกระแสประสาทเข้าสู่เซลล์

แอกซอน (axon)

ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากหน่วยรับความรู้สึกแล้วถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังระบบประสาทส่วนกลาง

1. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก

ทำหน้าที่เชื่อมโยงกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาทรับความรู้สึกกับเซลล์ประสาทสั่งการ

2. เซลล์ประสาทประสานงาน

ทำหน้าที่นำกระแสประสาทออกจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฏิบัติงาน

3. เซลล์ประสาทสั่งการ

เซลล์ประสาท แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท

ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทออกจากเซลล์

เป็นหน่วยย่อยของระบบประสาท

32 of 50

องค์ประกอบของระบบประสาท

สมอง

อยู่ภายในกระโหลกศีรษะ แต่ละส่วนของสมองทำหน้าที่ ดังนี้

ส่วนหน้าสุดของสมอง ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ เชาวน์ปัญญา

และการรับความรู้สึกต่าง ๆ

เซรีเบลลัม

ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัวของร่างกาย

ทางเชื่อมของกระแสประสาทระหว่างส่วนหน้ากับส่วนท้าย

สมองส่วนกลาง

ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า

พอนส์

ส่วนที่อยู่ติดกับไขสันหลัง ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ การไอ จาม และควบคุมความดันเลือด

เมดัลลาออบลองกาตา

เซรีบรัม

ก้านสมอง ประกอบด้วย สมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดัลลาออบลองกาตา

33 of 50

องค์ประกอบของระบบประสาท

ไขสันหลัง (spinal cord)

อวัยวะที่ต่อมาจากสมอง ทำหน้าที่ถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และยังเป็นศูนย์ควบคุมการตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์ (reflex action)

34 of 50

วงจรการตอบสนองของระบบประสาท

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ประกอบด้วย 5 หน่วยย่อยที่ทำงานประสานกัน

1. หน่วยรับความรู้สึก

ประสาทสัมผัส เช่น ตา หู จมูก รวมทั้งตัวรับความรู้สึกที่อวัยวะภายในของร่างกาย

2. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก

นำกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกส่งให้หน่วยประมวลผล

3. หน่วยประมวลผล

4. เซลล์ประสาทสั่งการ

นำกระแสประสาทจากหน่วยประมวลผลไปยังหน่วยปฏิบัติการ

5. เซลล์ประสาทสั่งการ

กล้ามเนื้อหรือต่อมต่าง ๆ �ที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (reflex action) คือ การตอบสนองของร่างกายอย่างฉับพลันทันที�โดยไม่ต้องคิด

ไขสันหลังทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผล

35 of 50

แนวทางการดูแลรักษาระบบประสาท

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

งดสูบบุหรี่และ�สารเสพติด

ออกกำลังกายเป็นประจำ

36 of 50

ระบบสืบพันธุ์

หน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

37 of 50

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

อัณฑะ (testis)

มี 2 ข้าง มีถุงหุ้มอัณฑะ (scrotum)

ภายในประกอบด้วย หลอดสร้างอสุจิ

หลอดสร้างอสุจิ (seminiferous tubule)

ทำหน้าที่สร้าง อสุจิ (sperm) เมื่ออสุจิเจริญเต็มที่จะเคลื่อนที่ไปยังหลอดเก็บอสุจิ

หลอดเก็บอสุจิ (seminiferous tubule)

ทำหน้าที่เก็บสะสมและเป็นที่พักของอสุจิ

ท่อนำอสุจิ (vas deferens)

เป็นท่อที่ต่อมาจากหลอดเก็บอสุจิ

ทำหน้าที่นำอสุจิไปที่ท่อปัสสาวะ

38 of 50

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

ท่อปัสสาวะ (urethra)

องคชาต (penis)

โครงสร้างสำหรับร่วมเพศและขับปัสสาวะ

ต่อมลูกหมาก (prostate gland)

ทำหน้าที่สร้างของเหลวที่มีสมบัติเป็นเบส เพื่อปรับสภาพในท่อปัสสาวะให้เหมาะสม

ต่อการดำรงชีวิตของอสุจิ

ต่อมคาวเปอร์ (Cowper’s gland)

การเคลื่อนที่ของอสุจิออกจากร่างกาย

หลอดสร้างอสุจิ

หลอดเก็บอสุจิ

ท่อนำอสุจิ

ท่อปัสสาวะ

นำนำปัสสาวะและนำอสุจิออกสู่ภายนอก

ทำหน้าที่สร้างอาหารประเภท

นำตาลฟรักโทสให้แก่อสุจิ

หรือเรียกว่าต่อมบัลโบยูรีทรัล (bulbourethral gland) ทำหน้าที่สร้างสารเมือกที่มีคุณสมบัติเป็นเบสอ่อน เพื่อปรับสภาพในท่อปัสสาวะก่อนจะมีการหลั่งนำอสุจิ

ต่อมสร้างนำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle)

39 of 50

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

ท่อนำไข่ (oviduct, Fallopian tube)

เป็นตำแหน่งของปีกมดลูกเมื่อตกไข่ ภายในมี cilia ช่วยในการเคลื่อนที่ของเซลล์ไข่

รังไข่ (ovary)

มี 2 ข้าง ทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ (egg cell)

มดลูก (uterus)

เป็นโครงสร้างที่มีผนังหนาเป็นโครงสร้างสำหรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ หากไม่มีการฝังตัวผนังมดลูกที่หนาขึ้นและหลอดเลือดจะสลายออกมาเป็นประจำเดือน

ปากมดลูก (cervix)

ช่องคลอด (vagina)

มีลักษณะเป็นช่องไว้เพื่อร่วมเพศและ�เป็นช่องทางออกของประจำเดือน

40 of 50

ฮอร์โมนเพศ

ฮอร์โมน (hormone) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งอัณฑะและรังไข่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศและทำให้

เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยหนุ่มสาวได้

เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะเพศชาย เช่น การมีหนวดเครา การสร้างกล้ามเนื้อ การสร้างเซลล์อสุจิ

เทสโทสเทอโรน (testosterone)

เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเพศหญิง เช่น การขยายของเต้านม เสียงแหลม การสร้างเซลล์ไข่ การมีประจำเดือนและการตกไข่

อีสโทรเจน (estrogen) และ โพรเจสเทอโรน (progesterone)

41 of 50

การตกไข่และมีประจำเดือน

การตกไข่ (ovulation) คือ การเคลื่อนที่ของเซลล์ไข่จากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่

ก่อนการตกไข่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรังไข่และมดลูก

โดยมดลูกจะเริ่มหนาตัวขึ้นเพื่อให้เป็นที่ฝังตัวของเอ็มบริโอ

หากไม่เกิดการฝังตัวจะเกิดประจำเดือน

เมื่อเกิดประจำเดือนแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรังไข่เพื่อให้เกิดการตกไข่รอบใหม่

42 of 50

การตกไข่และมีประจำเดือน

ประจำเดือน (menstruation) คือ ส่วนของผนังมดลูกที่สลายตัวพร้อมกับเลือดที่ออกมาทางช่องคลอด

การเกิดประจำเดือนจะเกิดเป็นรอบ ๆ เรียกว่า รอบเดือน แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 28 วัน

43 of 50

การตกไข่และมีประจำเดือน

ช่วงมีประจำเดือน (วันที่ 1 - 7)

ปริมาณอีสโทรเจนจะสูงขึ้น ทำให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้น เมื่อถึงวันที่ 14 จะมีการตกไข่

ช่วงก่อนตกไข่

(วันที่ 7 - 14)

ปริมาณโพรเจสเทอโรนจะสูงขึ้น ทำให้ผนังมดลูกหนาตัวมากขึ้น หากไม่มีการปฏิสนธิ ปริมาณของ�อีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนจะค่อย ๆ ลดลง

ช่วงหลังตกไข่

(วันที่ 14 - 28)

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

ปริมาณฮอร์โมน

อีสโทรเจน

โพรเจสเทอโรน

ตกไข่

การเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูก

วันที่ในแต่ละรอบเดือน

1

7

14

28

ปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงจะลดตำมาก ทำให้ผนังมดลูกชั้นในและหลอดเลือดหลุดออกมาทางช่องคลอด

44 of 50

การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์

คือการรวมกันของนิวเคลียสของเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่ โดยเซลล์แรกที่เกิดหลังการปฏิสนธิ คือ ไซโกต (zygote) จากนั้นจะเกิดการแบ่งเซลล์จาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ และแบ่งไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นกลุ่มเซลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo)

การปฏิสนธิ

(fertilization)

เอ็มบริโอจะเคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่ และฝังตัวเข้าไปในผนังมดลูกประมาณ�วันที่ 7 หลังจากเกิดการปฏิสนธิ เมื่อฝังตัวแล้วจะมีการสร้างรก (placenta)

เมื่ออายุครรภ์ครบ 8 สัปดาห์ เอ็มบริโอจะมีการพัฒนาอวัยวะจนครบ เรียกว่า ฟีตัส (fetus) แล้วพัฒนาอวัยวะต่าง ๆ

จนสมบูรณ์ โดยกำหนดคลอดจะอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 40

นับจากการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย

ไซโกต

7 วัน

4 สัปดาห์

8 สัปดาห์

12 สัปดาห์

16 สัปดาห์

20 สัปดาห์

36 สัปดาห์

45 of 50

การคุมกำเนิด

การคุมกำเนิด (contraception) หมายถึง การป้องกันการตั้งครรภ์ สามารถแบ่งการคุมกำเนิดได้ 2 ประเภท

คือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวและแบบถาวร

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

การมีเพศสัมพันธ์ในระยะที่ไม่มีการตกไข่หรือหลังจากที่เซลล์ไข่เคลื่อนที่ไปจากท่อนำไข่แล้ว

เรียกการคุมกำเนิดแบบนี้ว่า หน้า 7 หลัง 7 ซึ่งก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนมีประจำเดือนวันแรก

7 วันและหลังมีประจำเดือนวันแรก 7 วัน

วิธีธรรมชาติ

การใช้ยาคุมกำเนิด โดยทำให้ปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ การตกไข่ และความพร้อมของผนังมดลูกในการฝังตัวของตัวอ่อน

การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เลียนแบบฮอร์โมนเพศ

46 of 50

การคุมกำเนิด

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว

การใช้ถุงยางอนามัย โดยใช้สวมครอบองคชาตเพื่อไม่ให้อสุจิไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่

การใช้ห่วงอนามัยโดยแพทย์จะเป็นผู้สอดเข้าไปในมดลูก

การคุมกำเนิดโดยใช้อุปกรณ์

47 of 50

การคุมกำเนิด

การคุมกำเนิดแบบถาวรหรือการทำหมัน

เพศชาย

ทำโดยการตัดและผูกท่อนำอสุจิ เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเคลื่อนที่ไปสู่องคชาต

48 of 50

การคุมกำเนิด

การคุมกำเนิดแบบถาวรหรือการทำหมัน

เพศหญิง

ทำโดยการตัดและผูกท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่

49 of 50

แนวทางการดูแลรักษาระบบสืบพันธุ์

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

รักษาความสะอาดของร่างกาย

ดื่มนำและขับถ่ายอย่างสมำเสมอ

เข้าใจเรื่องเพศศึกษา เช่น การคุมกำเนิด

การจัดการอารมณ์ทางเพศ

50 of 50

จบหน่วยการเรียนรู้

ระบบร่างกายของมนุษย์

อย่าลืมทำแบบฝึกหัดทบทวนกันนะ