1 of 21

2 of 21

3 of 21

เมื่อรถเสียกลางทาง ให้เข็นรถออกจากเส้นทาง แล้วเปิดไฟฉุกเฉินไว้ แต่ถ้าเครื่องยนต์ดับหรือเสีย จะมีผลต่อการควบคุมของระบบเบรก หม้อลมเบรกจะไม่ทำงานและต้องใช้แรงเหยียบเบรกมากกว่าปกติ และระบบบังคับเลี้ยวจะทำให้พวงมาลัยหนักกว่าปกติขณะเลี้ยว ดังนั้นให้จอดรถในสถานที่ที่ปลอดภัย

8.1.1 การสตาร์ตเครื่องยนต์เมื่อฉุกเฉิน

ถ้าเครื่องยนต์สตาร์ตไม่ติด เนื่องจากไฟแบตเตอรี่อ่อนหรือหมด สามารถใช้แบตเตอรี่ของรถอีกคันหนึ่งที่มีไฟพ่วงได้ เพื่อให้สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. เลื่อนรถให้ใกล้กัน เพื่อจะต่อพ่วงสายแบตเตอรี่ได้ และอย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวรถทั้งสองชิดติดกัน เพราะทำให้กราวด์ต่อถึงกันและทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบไฟของรถยนต์ได้ ในการพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่น ต้องแน่ใจว่าพ่วงแบตเตอรี่ได้ถูกต้องตามขั้นตอนและคำแนะนำ เพราะถ้าพ่วงผิดอาจจะทำให้ระเบิดและเกิดประกายไฟ ทำให้เกิดความเสียหายกับรถ และแบตเตอรี่ของรถคันที่นำมาพ่วงต้องเป็นขนาด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากัน ไม่เช่นนั้นอาจทำเกิดการลัดวงจรทั้งสองคัน

4 of 21

2. ดึงเบรกมือและคันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง “P” (จอด) สำหรับเกียร์อัตโนมัติ หรือตำแหน่ง “N” (ว่าง) สำหรับเกียร์ธรรมดา จากนั้นจึงบิดสวิตช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง “OFF” สวิตช์กุญแจต้องอยู่ตำแหน่ง“OFF” เป็นอันดับแรก ต้องแน่ใจว่าสายพ่วงแบตเตอรี่ และส่วนของร่างกายไม่ไปพาดโดนใบพัดหม้อน้ำและสายพาน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดประกายไฟและป้องกันแบตเตอรี่ทั้งสองลูกด้วย

3. ต้องแน่ใจว่าระดับน้ำกลั่นของแบตเตอรี่อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ อย่าใช้การสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยการพ่วงแบตเตอรี่ ถ้าพบว่าน้ำกลั่นแห้งหรือเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่แตกหรือระเบิดได้

4. ใช้สายต่อพวงแบตเตอรี่ที่ปลายสายข้างหนึ่งต่อเข้ากับขั้ว (+) ของแบตเตอรี่ (A) และปลายสายอีกข้างหนึ่งต่อเข้ากับขั้ว (+) ของแบตเตอรี่ (B)

ตัวอย่างการพ่วงแบตเตอรี่

5 of 21

5. ใช้สายต่อพ่วงอีกเส้นหนึ่งต่อเข้าระหว่างขั้ว (–) ของแบตเตอรี่ของรถคันที่มีไฟและสายอีกด้านหนึ่งหนีบเข้ากับหูเกี่ยวเครื่องเสื้อสูบของรถคันที่แบตเตอรี่มีไฟ โดยให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด ควรเปิดฝาครอบแบตเตอรี่ก่อนที่จะต่อสายพ่วงเข้ากับขั้วแบตเตอรี่ ไม่ควรทำให้สายพ่วงแบตขั้ว (+) และขั้ว (–)โดนหรือสัมผัสกัน จะทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้และเกิดประกายไฟขึ้น ระมัดระวังอย่าให้สายแบตเตอรี่พาดโดนพัดลมหรือส่วนต่าง ๆ ที่เคลื่อนที่ และควรใช้สายพ่วงแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับขนาดของแบตเตอรี่

6. ติดเครื่องยนต์ของรถคันที่แบตเตอรี่มีไฟและปล่อยทิ้งไว้รอบเดินเบาะสักครู่หนึ่งแล้ว จึงสตาร์ตเครื่องยนต์ของรถคันที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟ รักษารอบเครื่องยนต์ของรถคันที่แบตเตอรี่มีไฟไว้อย่างสม่ำเสมอ

7. ภายหลังจากเครื่องยนต์ติดแล้ว ให้ปลดสายพ่วงที่หนีบเข้าที่เสื้อสูบก่อนเป็นอันดับแรก

8.1.2 เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด

ถ้าเข็มของมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นอยู่ในเขตสีแดงเป็นระยะนานๆ นั้น แสดงว่าเครื่องยนต์ร้อนจัด ให้ปฏิบัติ ดังนี้

1. จอดรถในที่ปลอดภัย

2. ตรวจดูว่าไอน้ำหรือความร้อนเกิดขึ้นจากที่ใด

(1) ถ้าไม่ได้เกิดจากเครื่องยนต์ ควรให้เครื่องยนต์เดินเบาอยู่ก่อนเปิดฝากระโปรงขึ้น เพื่อระบายความร้อน

6 of 21

(2) ถ้าไอน้ำหรือความร้อนมาจากเครื่องยนต์ ควรดับเครื่องยนต์และเมื่อเครื่องยนต์ดับเปิดฝากระโปรงขึ้น เพื่อระบายความร้อนติดเครื่องใหม่ ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่

(3) ตรวจเช็คว่าใบพัดลมหม้อน้ำทำงานหรือไม่ ถ้าใบพัดลมไม่ทำงาน ให้ดับเครื่องยนต์ทันที

A พัดลมหม้อน้ำ

B ฝาหม้อน้ำ

C ถังพักน้ำสำรอง

ตัวอย่างตำแหน่งของพัดลมหม้อน้ำ ฝาหม้อน้ำ และถังพักสำรองน้ำ

7 of 21

(4) หลังจากอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์ค่อย ๆ ลดลง จนเป็นอุณหภูมิปกติ ให้ดับเครื่องยนต์

การลดลงของมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์

(5) ตรวจเช็คระดับน้ำยาหล่อเย็นในถังน้ำพักน้ำสำรอง แต่ถ้าหากพบว่าระดับน้ำอยู่ต่ำให้เติมน้ำโดยรอจนเครื่องยนต์เย็น แล้วจึงเปิดฝาหม้อน้ำ (B) ออก เพราะไอน้ำร้อนอาจพุ่งออกมาโดนผิดหน้าท่านได้

(6) เติมน้ำที่หม้อน้ำหรือถังพักน้ำ ถ้าจำเป็น ห้ามเติมน้ำขณะที่เครื่องร้อน เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหาย รอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วค่อยเติมน้ำทีละน้อย ๆ

(7) ควรตรวจเช็คดูว่าท่อยางหม้อน้ำทุกท่อ มีน้ำรั่วซึมออกมาหรือไม่ ควรตรวจดูสายพานพัดลมหม้อน้ำว่า หย่อนและชำรุดหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติกับระบบน้ำยาหล่อเย็นหรือสายพาน

8 of 21

8.1.3 การใช้เครื่องมือประจำรถและแม่แรงเมื่อรถยางแตกหรือรั่วซึม

เมื่อยางข้างใดข้างหนึ่งแตก รถจะเกิดอาการดึงไปทางด้านนั้นให้พยายามฝืนพวงมาลัยไว้ในตำแหน่งวิ่งทางตรง ลดความเร็วโดยการถอนคันเร่งแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงอย่างช้า ๆ จนสามารถชะลอรถเข้าสู่ข้างทาง แล้วค่อยใช้เบรกมือช่วยจนจอดสนิท การตกใจแล้วหักพวงมาลัยคืนอย่างรุนแรง การเหยียบเบรกทันทีทันใดจะทำให้รถเสียการทรงตัวหรือพลิกคว่ำได้ หลังจากจอดแล้วทำการเปลี่ยนยางอะไหล่ใส่แทน

ตัวอย่างสภาพยางรถยนต์ที่แตก

9 of 21

เครื่องมือและแม่แรงประจำรถประกอบด้วย

1. ถุงใส่เครื่องมือ

2. ประแจปากตาย

3. ประแจถอดล้อ

4. ด้ามขอเกี่ยวสำหรับหมุนแม่แรง (ใช้ร่วมกับประแจถอดน็อตล้อ)

5. ประแจถอดหัวเทียน

การขึ้นแม่แรง

1. จอดรถบนพื้นราบในแนวระนาบ

2. ดึงเบรกมือไว้และเลื่อนคันเกียร์ 1 (เกียร์ธรรมดา) หรือเลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P (สำหรับเกียร์อัตโนมัติ)

3. เปิดไฟฉุกเฉินและหมุนสวิตช์กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง “LOCK”

4. ติดตั้งสัญลักษณ์สามเหลี่ยมเตือนสัญญาณไฟกระพริบเพื่อให้มองเห็นในระยะไกลจากรถ

5. ใส่ที่หนุนล้อเข้ากับล้อที่อยู่ตรงข้าม (A) กับล้อ ที่ต้องการเปลี่ยน (B)

10 of 21

เมื่อใช้แม่แรงยกรถขึ้น ต้องแน่ใจว่าหนุนล็อกล้อด้านที่ตรงกันข้ามกับล้อที่ยางแบน เพราะถ้าไม่กระทำเช่นนั้นแล้วรถอาจเลื่อนหลุดออกจากแม่แรงได้ เมื่อต้องการถอดเปลี่ยนยางล้อหน้า ให้หนุนล็อกล้อหลังด้านที่ตรงกันข้ามไว้ และในทำนองเดียวกัน ถ้าต้องการถอดเปลี่ยนยางล้อหลัง ให้หนุนล้อหน้าด้านที่ตรงข้ามไว้ หากไม่มีที่หนุนล็อกล้อแนะนำให้ใช้หินหรือวัตถุที่มีความแข็งพอที่จะล็อกล้อให้อยู่ กับที่ได้

1. นำแม่แรงมาวางไว้ใต้ท้องรถ ให้ใกล้กับล้อที่ต้องการถอดเปลี่ยนตามตำแหน่ง ดังรูป (C)

จุดที่ใช้ขึ้นแม่แรง

2. ให้มือหมุนแม่แรงจนกระทั่งร่อง (D) ของตัวถังรถสวมเข้ากับร่อง (E) ด้านบนแม่แรงพอดี

3. ใช้เครื่องมือจากช่องเก็บเครื่องมือไขถอดน็อตล้อออก

4. เสียบด้ามขอเกี่ยว (F) เข้ากับประแจถอดน็อตล้อ (G) จากนั้นคล้องปลายขอเกี่ยวเข้ากับปลายแกนแม่แรงตามลักษณะดังรูป จากนั้นค่อย ๆ หมุนประแจช้า ๆ จนกระทั่งล้อลอยพ้นพื้นเล็กน้อย

ข้อควรระวัง

    • ควรยกรถให้ล้อลอยพ้นพื้นเพียงเล็กน้อยไม่ควรยกสูงเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้
    • อย่าเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถในขณะใช้แม่แรงยกรถขึ้น
    • อย่ากระแทกรถหรือขึ้นนั่ง ขณะใช้แม่แรงรองรับเป็นเวลานาน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างมาก

11 of 21

    • ห้ามใช้แม่แรงในกรณีอื่น นอกจากทำการยกรถเท่านั้น
    • แม่แรงจะไม่สามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ นอกจากจะใช้เปลี่ยนยางเท่านั้น
    • ไม่ควรให้ใครเข้าใกล้รถเมื่อขึ้นแม่แรง
    • ไม่ควรสตาร์ตหรือติดเครื่องยนต์ในขณะที่ใช้แม่แรงยกรถอยู่ เพราะอาจทำให้รถหล่นจากแม่ แรงได้
    • อย่าหมุนล้อในขณะขึ้นแม่แรง เพราะถ้าล้ออีกข้างหนึ่งยังสัมผัสอยู่กับพื้นล้อ อาจทำให้รถเลื่อนตกหล่นจากแม่แรงได้

8.1.4 การเปลี่ยนยาง

ก่อนทำการเปลี่ยนยาง ให้จอดรถในที่ปลอดภัยก่อนและหาตำแหน่งที่เรียบ และปฏิบัติดังนี้

1. จอดรถในพื้นที่ราบ

2. ดึงเบรกมือไว้

3. รถที่เป็นเกียร์ธรรมดาให้กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง “LOCK” เลื่อนคันเกียร์ให้อยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง “R” รถที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ คันเกียร์อยู่ในตำแหน่งจอด “P”

4. ติดตั้งสัญลักษณ์สามเหลี่ยมเตือนสัญญาณไฟกระพริบเพื่อให้มองเห็นในระยะไกล

5. ใส่ที่หนุนล้อเข้ากับล้อที่อยู่ตรงข้าม (A) กับล้อที่ต้องการเปลี่ยน (B)

12 of 21

6. จัดเตรียมยางอะไหล่ แม่แรง และประแจขันน็อตล้อให้พร้อมสำหรับใช้งาน ควรวางยางอะไหล่ที่จะเปลี่ยนไว้ใต้ท้องรถใกล้กับแม่แรง เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการเปลี่ยน

7. คลายน็อตล้อตามลำดับตัวเลขในรูปจนหลวม ห้ามคลายออกจนหมด

8. ใช้แม่แรงยกรถขึ้น จนกระทั่งล้อลอยจากพื้นเล็กน้อย

9. ใช้ประแจถอดน็อตล้อหมุนคลายน็อตล้อออกทุกตัวจนหมด จากนั้นจึงถอดล้อออก

10. เช็ดทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกดินโคลนที่ติดอยู่บริเวณดุมล้อ (C)โบลท์สตรัท (D)และบริเวณรูกระทะล้อ (E) ให้สะอาด จากนั้นจึงใส่ยางอะไหล่แทนยางที่แตกหรือแบน

11. ใช้มือขันน็อตล้อ โดยขันด้านเทเปอร์ของน็อตล้อเข้าหากระทะล้อจนกระทั่งล้อไม่สามารถขยับตัวได้ อย่าใช้น้ำมันหล่อลื่นทาที่โบลท์หรือน็อตล้อ เพราะอาจทำให้น็อตล้อถูกขันแน่นเกินไป

12. ค่อยๆ ลงแม่แรงถึงพื้นแล้วขันน็อตล้อให้แน่นตามค่าแรงขัน โดยเรียงตามลำดับหมายเลขในรูป (ตัวอย่าง : ค่าแรงขัน : 88–108 นิวตันเมตร ออกแรงขันที่ปลายประแจขันน็อตล้อ ซึ่งติดมากับรถด้วยแรงขันประมาณ 350–420 นิวตันเมตร) ห้ามใช้ด้ามต่อหรือแป๊บต่อประแจให้ยาวขันน็อตล้อเพราะจะทำให้น็อตล้อแน่นเกินไป

13. ลดแม่แรงลงจนสุด และนำแม่แรงที่หนุนล้อประแจขันน็อตและยางที่แบนเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย นำยางที่แบนไปซ่อมโดยเร็ว

14. ตรวจเช็คแรงดันลมยาง ให้ได้ตามที่ค่ามาตรฐานกำหนดไว้ โดยดูจากแผ่นป้ายที่ติดอยู่เสาประตูกลางด้านคนขับ

13 of 21

8.1.5 การลากรถ

การลากรถในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินควรปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกที่ได้

กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับการลากรถ

ข้อควรระวัง

ห้ามใช้รถลากที่ติดตั้งสลิงยกรถ (แบบ A) ในการลากรถ เพราะสลิงดังกล่าว จะทำให้ขอบกันชนด้านหน้าชำรุดเสียหายได้

อย่าใช้การลากรถแบบ B กับรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ เพราะล้อยังติดอยู่กับพื้น ซึ่งจะทำให้น้ำมันเกียร์ไม่สามารถขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเกียร์ จะเป็นสาเหตุทำให้เกียร์เสียหายได้ ดังนั้น ควรใช้วิธีการลากรถแบบ C, D, หรือ E

ถ้าเกียร์ชำรุดหรือแตกร้าว จนน้ำมันเกียร์ไหลออกหมดแล้ว ควรใช้วิธีการลากแบบ C, D, หรือ E (ดังรูป)

14 of 21

8.1.6 เมื่อกระจกหน้าแตก ให้ปฏิบัติดังนี้

1. ให้พยายามถือพวงมาลัยไว้ในตำแหน่งวิ่งทางตรง ค่อย ๆ เบรกลดความเร็วลงเพื่อชะลอจอดข้างทางที่ปลอดภัย

2. กระจกนิรภัยแบบชั้นเดียว (TEMPER) มีความแข็งแรงกว่ากระจกทั่วไป 6 เท่า เมื่อมีการเจาะกระแทกจะแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ หากสะเทือนจะหลุดร่วง เมื่อแตกต้องเลาะกระจกออกให้หมดก่อนขับขี่ไปเปลี่ยนกระจก โดยขณะขับขี่ให้ปิดกระจกหน้าต่างทุกบานเพื่อไม่ให้กระแสลมพัดเศษกระจกเข้ามาในห้องโดยสาร และให้ใช้ความเร็วในการขับที่ต่ำที่สุดและต้องระมัดระวังเศษกระจกที่อาจปลิวมาเข้าตา หรือทิ่มตำผิวหนังเพราะเศษกระจกมีความแหลมคมมาก

ตัวอย่างกระจกบังลมหน้าแบบ Temper

15 of 21

3. วิธีการเลาะกระจกออก คือหาผ้าหรือกระดาษรองรับเศษกระจกบนหน้าปัด แล้วเคาะกระจกที่แตกออกสู่ด้านนอกห้องโดยสาร

4. กระจกนิรภัยแบบสองชั้น (LAMINATED) เป็นลักษณะกระจกธรรมดา 2 ชั้น โดยมีแผ่นฟิล์มกาวเหนียวยึดเกาอยู่ตรงกลาง ไม่แตกง่ายเหมือนกระจกทั่วไปและไม่หลุดร่วง จะเห็นเป็นเพียงรอยร้าวซึ่งยังคงสามารถขับขี่เพื่อนำรถไปเปลี่ยนกระจกได้โดยไม่มีปัญหา

ตัวอย่างกระจกบังลมหน้าแบบ Laminated

16 of 21

8.1.7 เมื่อเบรกแตก

เมื่อเบรกแตก ให้พยายามถือพวงมาลัยไว้ในตำแหน่งแล่นทางตรง ลดความเร็วโดยการถอนคันเร่งแล้วค่อยปล่อยเกียร์ต่ำลงทีละเกียร์อย่างช้าๆ จนชะลอเข้าสู่ข้างทาง แล้วค่อยใช้เบรกมือช่วยจนจอดสนิท หากฉุกเฉินหรือจำเป็นจริงๆ การค่อยๆ เบียดรถเข้ากับฟุตบาทหรือกองทรายกองดินจะช่วยลดความเร็วลงได้มาก

8.1.8 เมื่อมีสัตว์วิ่งตัดหน้า

อย่าเบรกหรือหลบกะทันหัน ค่อย ๆ เหยียบเบรก ค่อย ๆ หักหลบหลีกไปทางด้านหลังของสัตว์ การหักหลบกะทันหันจะทำให้รถเสียการทรงตัว และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หากไม่มีทางเลือก การชนสัตว์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะโดยสัญชาตญาณก็พยายามหลบหลีกเราเช่นเดียวกัน

8.1.8 เมื่อรถลื่นไถลเสียการทรงตัว

อย่าเหยียบคลัตช์ หรือปลดเกียร์ว่าง หรือเบรกกะทันหัน หรือหักพวงมาลัยแก้ไขทิศทางอย่างรวดเร็ว เพราะรถจะลื่นไถลไปจนไม่สามารถควบคุมได้ การยึดพวงมาลัยไว้ให้มั่นคง ค่อย ๆ ประคองรถไว้อย่างมีสติจะทำให้การลื่นไถลเสียการทรงตัวจบลงอย่างรวดเร็ว

17 of 21

8.2.1 เมื่อมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ต้องให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้บาดเจ็บแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว

การช่วยหายใจที่ได้ผลดีที่สุด ได้แก่การเป่าปากหรือจมูก โดยใช้ลมหายใจจากผู้ช่วยเหลือเป่าเข้าไปในปากหรือจมูก ประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

การห้ามเลือด ให้ใช้ผ้าสะอาดพับหนาแล้วกดเข้าที่บาดแผล แล้วใช้ริ้วผ้ายาวพันทับให้แน่นเพื่อห้ามเลือด ถ้าเป็นบาดแผลบริเวณแขนขาให้ใช้วิธีขันชะเนาะบริเวณเหนือบาดแผลให้แน่นจนเลือดหยุด และต้องคลายขันชะเนาะออกเพื่อให้เลือดไหลเวียนทุกๆครึ่งชั่วโมง

8.2.2 การแจ้งตำรวจ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม โดยหลักการให้รีบแจ้งตำรวจในท้องที่โดยเร็วที่สุดเป็นอันดับแรก เพื่อการตรวจสอบที่เกิดเหตุและลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และตำรวจจะเป็นผู้สั่งให้เคลื่อนย้ายรถออกจากสถานที่เกิดเหตุได้

18 of 21

8.2.3 การแจ้งประกันภัย

เมื่อบริษัทประกันภัยได้รับแจ้งเหตุ บริษัทฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ประกันภัยออกไปตรวจสอบรายละเอียดของเหตุ และความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วออกเอกสารเคลมให้กับผู้เอาประกัน เพื่อนำไปติดต่อประเมินราคาและซ่อมกับบริษัทประกัน โดยหลักการการประกันภัยบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งของยานพาหนะและบุคคลภายนอกรวมถึงคดีทางแพ่งภายในวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญา

อย่างไรก็ตาม สัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักมีข้อยกเว้นความรับผิดชอบในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่เคยมีใบขับขี่ หรือการขับขี่ในขณะมึนเมาจนไม่สามารถควบคุมรถได้ หรือการขับขี่ผ่าสัญญาณไฟแดง หรือความผิดในคดีอาญา

19 of 21

8.2.4 คดีอุบัติเหตุทางรถยนต์

เมื่อขับรถชนกัน

ส่วนมากไม่สามารถบอกได้ว่าใครผิดและมักตกลงกันไม่ได้ ให้จอดรถไว้ ณ ที่เกิดเหตุแล้วเรียกเจ้าพนักงานสอบสวนมาทำแผนที่เกิดเหตุเสียก่อน ถ้าการชนไม่รุนแรง ไม่มีการบาดเจ็บ ให้ตกลงค่าเสียหายกันเองได้เพราะเป็นคดีทางแพ่ง เมื่อตกลงกันแล้วควรลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ถ้าชนกันโดยมีผู้บาดเจ็บแต่ไม่สาหัสจะเป็นคดีอาญา ตำรวจต้องทำการสอบสวนตามหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อชี้ฝ่ายผิดฝ่ายถูกแล้วเปรียบเทียบปรับฝ่ายผิดและให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ถ้าไม่ยอมรับการชี้ผิดชี้ถูก ตำรวจจะต้องทำเรื่องส่งอัยการเพื่อพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป

ถ้าชนกันโดยมีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือตาย ถึงแม้ตกลงค่าเสียหายกันได้คดีอาญาก็ยังไม่สิ้นสุด ต้องส่งเรื่องฟ้องศาลเท่านั้น

20 of 21

เมื่อขับรถชนผู้อื่น

ต้องหยุดรถทันทีเพื่อให้ความช่วยเหลือ พร้อมแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้ที่สดทันที หากหลีกเลี่ยงถือว่าหลบหนีซึ่งจะถูกสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิด ถ้ารถถูกตำรวจยึดไว้โดยเจ้าของไม่มาแสดงตัวภายใน 6 เดือน ถือว่าเป็นรถในคดี จะถูกยึดเป็นของรัฐโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาของศาล

เมื่อถูกรถคันอื่นชน

ต้องจดจำหมายเลยทะเบียนรถคันที่ชนเราเอาไว้ก่อน แล้วรีบแจ้งเหตุต่อเจ้าหนักงานตำรวจที่ใกล้ที่สุดทันที หากเขาหลบหนีจะได้ติดตามคดีได้

เมื่อถูกชนท้าย

ผู้ชนท้ายมักเป็นฝ่ายผิดด้วยเหตุว่าไม่ระมัดระวัง ทิ้งระยะห่างคันหน้าน้อยเกินไปจนหยุดรถไม่ทัน เมื่อรถคันหน้าหยุดกะทันหัน

เมื่อขับรถชนในทางร่วมทางแยก

รถที่อยู่ในทางโท (เส้นทางรอง) หรือรถที่อยู่ด้านนอกของวงเวียนมักเป็นฝ่ายผิดฐานวิ่งตัดหน้าเสมอ เพราะรถที่อยู่ทางโทต้องให้สิทธิรถในทางเอกไปก่อน หรือรถที่อยู่นอกวงเวียนต้องให้สิทธิรถในวงเวียนไปก่อน แต่ถ้าเป็นทางแยกที่เป็นทางเท่ากันและไม่มีสัญญาณไฟจราจร ต้องให้สิทธิรถทางซ้ายไปก่อน

21 of 21

ชนกันหลายคันต่อเนื่องกัน โดยพื้นฐานที่ว่าผู้ที่เป็นผู้ขับชน ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากตน ดังกรณีตัวอย่าง

1. หากรูปคดีแสดงว่ารถคันที่ 3 ขับชนรถคันที่ 2 แล้วกระเด็นไปชนรถคันที่ 1 ส่วนใหญ่ผลคดีจะสรุปความรับผิดชอบว่า รถคันที่ 3 ผิด ต้องชดใช้ให้รถคันที่ 2 และรถคันที่ 1

2. หากรูปคดีแสดงว่า รถคันที่ 2 ขับชนรถคันที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว ในเวลาต่อมารถคันที่ 4 ขับชนคันที่ 3 แล้วทำให้คันที่ 3 พุ่งมาชนรถคันที่ 2 ส่วนใหญ่ผลคดีสรุปความรับผิดชอบว่า ส่วนที่หนึ่ง รถคันที่ 2ผิด ต้องชดใช้ให้รถคันที่ 1 และส่วนที่สอง รถคันที่ 4 ผิด ต้องชดใช้ให้รถคันที่ 3 และรถคันที่ 2