1 of 36

วัฒนธรรมองค์การ

Organization Culture

by Naphat Wuttaphan

2 of 36

ความหมายของวัฒนธรรม �(Meaning of Culture)

  • ฮอฟสเตด (Hofstede, 1980) กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นโปรแกรมทางความคิดที่ถูกแชร์โดยกลุ่มคนหรือสมาชิกในกลุ่มนั้นๆ อาจเป็นในระดับของประเทศ ภูมิภาค และกลุ่มหนึ่งๆ ร่วมกัน

  • เทิร์ปสตราและเดวิด (Terpstra & Devid, 1985) กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ ส่งต่อ กระตุ้น และเป็นสัญลักษณ์ และมีความหมายต่อสมาชิกในสังคม รวมทั้งสามารถนำไปสู่การหาคำตอบต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาของสังคมได้

3 of 36

กล่าวโดยสรุปคือ

  • วัฒนธรรมนเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในสังคม และสามารถเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีผลในการกำหนดพฤติกรรมของสมาชิก และกลุ่มคน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศผ่านขบวนการทางสังคม เช่น ขนบธรรมเนียม วิธีปฏิบัติ บรรทัดฐานของสังคม โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้
  • 1. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคมยอมรับและเห็นชอบร่วมกัน โดยยึดถือในการปฏิบัติร่วมกัน เช่น วัฒนธรรมการไหว้ โดยสมาชิกในสังคมเห็นว่าการไหว้เป็นสิ่งที่พึงกระทำและยังเป็นการแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน สมาชิกในสังคมจึงมีการไหว้ทำความเคารพแก่กัน และได้กลายเป็นวัฒนธรรมในการทักทายของประเทศไทย

4 of 36

  • 2. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคมสามารถเรียนรู้ได้ผ่านการสังเกต วิธีปฏิบัติ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และสามารถสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง กล่าวคือสามารถส่งต่อแนวปฏิบัตินี้ไปยังลูก หลานในลำดับต่อๆ ไปได้
  • 3. วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสมาชิกในสังคมนั้นๆ ต้องการที่กำหนดว่าวัฒนธรรมไหนควรแก้ไข วัฒนธรรมไหนควรที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสามารถสนองต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งรูปแบในการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุค เช่น สังคมไทยในสมัยก่อนเป็นครอบครัวขยาย แต่ในปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนไป โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปครอบครัวของไทยจึงเปลี่ยนจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นในปัจจุบัน

5 of 36

  • 4. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและเป็นสัญญาลักษณ์ของที่นั้นๆ เช่น ธงประจำชาติ การทักทาย รวมทั้งอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละประเทศ การบ่งบอกถึงความเป็นชาตินิยมของประเทศนั้นๆ รวมทั้งขนบธรรมประเพณีที่สืบต่อๆ กันมา เช่น ประเทศเกาหลีนิยมทานกิมจิ เป็นเครื่องเคียงประกอบในการรับประทานอาหาร โดยจะต้องมีการหมักตามระยะเวลาที่พอเหมาะพอดี ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนย่อมเน้นอาหารเมืองร้อน เช่น ส้มตำ เป็นต้น

6 of 36

องค์ประกอบของวัฒนธรรม �(Cultural Components)

  • บ่อเกิดของวัฒนธรรมนั้นมาจากหลายๆ แหล่งหล่อรวมกันเป็นวัฒนธรรม ที่สมาชิกในที่นั้นๆ ยอมรับและปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามองค์ประกอบของวัฒนธรรมมาจากหลายๆ ปัจจัย ได้แก่

7 of 36

1. วัตถุ (Material)

  • หมายถึง รูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางวัฒนธรรมทางวัตถุ ที่สามารถจับต้องได้ เช่น รูปแบบอาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ วัตถุเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมในสังคมนั้น เช่น บ้านเรือนในแถบภูมิประเทศที่มีอากาศร้อนจะมีลักษณะเป็นใต้ถุนสูงยกพื้น เพื่อรับลมและอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก เป็นต้น

8 of 36

2. ภาษา (Language)

  • หมายถึง รูปแบบการสื่อสารทั้งภาษาพูด (วัจนภาษา) รวมทั้งภาษาท่าทาง (อวัจนภาษา) โดยภาษาเป็นส่วนที่สำคัญของบ่อเกิดของวัฒนธรรมในสังคมต่างๆ กล่าวคือภาษาจะถูกแสดงออกมาให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในสังคมนั้นๆ เช่น ภาษาจีน เป็นภาษาที่ถูกพัฒนามาจากอักษรภาพ รวมทั้งโครงสร้างทางไวยากรณ์ของภาษาแสดงให้เห็นถึงว่าในสังคมนั้นๆ ให้ความสำคัญกับสิ่งใด เช่น ภาษาอังกฤษหรือภาษาทางแถบยุโรป โครงสร้างไวยากรณ์จะเน้นไปที่การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แสดงว่าในสังคมนั้นๆ ให้คุณค่าของเวลา ภาษาในที่นี้รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงออกผ่านทางภาษามือ และสีหน้า อีกด้วย เช่น การส่ายหน้าในสังคมหนึ่งมีความหมายว่า ตกลง เห็นด้วย แต่ในอีกสังคมหนึ่งอาจจะแปลว่า ไม่ตกลง หรือไม่เห็นด้วย เป็นต้น

9 of 36

3. การสื่อสารและความสัมพันธ์ในสังคม (Social and Relationship)

  • หมายถึงความเป็นไปทางสังคมโดยเริ่มจากความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ครอบครัวขยายมักจะมีความสัมพันธ์กันในครอบครัวสูงกว่าครอบครัวเดี่ยว เป็นต้น ความสัมพันธ์ทางสังคมยังสามารถรวมไปถึง การเลี้ยงดูบุพการี การให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโส หรือการที่คนไทยเรียกบุคคลทั่วๆ ที่มีอายุมากกว่าว่าพี่ น้อง ป้า น้า อา ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ใช่ญาติกัน แสดงให้เห็นถึงว่าในสังคมไทยมองบุคคลรอบๆ ตัวเป็นญาติเครือกัน สังคมในลักษณะนี้จะมีความสัมพันธ์กันดี เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

10 of 36

4. โครงสร้างทางสังคม (Social Structure)

  • รวมไปถึงชนชั้นและสถานะทางสังคม เช่น สังคมตะวันตกเป็นสังคมแบบเป็นปัจเจกและสังคมตะวันออกซึ่งเป็นสังคมที่เน้นการรวมกลุ่ม อีกทั้งโครงสร้างทางสังคมยังรวมไปถึงการแย่งแยกชนชั้นตามฐานันดร และสถานะภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอีกด้วย เช่น อินเดีย มีชนชั้นที่แบ่งแยกวรรณะอย่างชัดเจนและการเลื่อนชนชั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร และแต่ละชนชั้นจะไม่ยุ่งและเกี่ยวข้องกัน ในบางสังคมสมาชิกในสังคมสามารถปรับเปลี่ยนชนชั้นของตนเองได้ตามลักษณะทางด้านการเงิน อาชีพ ระดับทางการศึกษา เป็นต้น

11 of 36

5. ศาสนา (Religion)

  • ความเชื่อทางศาสนาเป็นบ่อเกิดที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมของสมาชิกในสังคม โดยความแตกต่างทางด้านความเชื่อของศาสนาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทางสังคม วิถีชีวิต ความผิดถูก ชั่วดีต่างๆ และแนวคิดของคนสังคมนั้นๆ รวมทั้งเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร

12 of 36

6. ค่านิยมและทัศนคติทางสังคม (Social Value and Attitude)

  • โดยค่านิยมและทัศนคติสามารถกำหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมนั้น เช่น สังคมที่ให้คุณค่ากับเวลาจะเห็นว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ มีค่า มีตารางการทำงานที่ชัดเจน ค่านิยมและทัศนติต่อเพศ การให้ความสำคัญกับเพศ บางสังคม เช่น จีน ญึ่ปุ่นเป็นสังคมที่เน้นผู้นำจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เพศหญิงจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมาในการพิสูจน์ตัวเองเพื่อขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นต้น รวมทั้ง ทัศนคติต่ออายุ การเคารพผู้อาวุโส ทัศนคติต่อความเงียบ ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติต่อความเสี่ยงความท้าทาย ฯลฯ เป็นต้น

13 of 36

ระดับของวัฒนธรรมในองค์การ�(Level of Organization’s Culture)

  • ระดับของวัฒนธรรมขององค์การระหว่างประเทศแบ่งได้เป็น 3 ได้แก่ ระดับวัฒนธรรมระดับประเทศ ระดับวัฒนธรรมธุรกิจ และวัฒนธรรมอาชีพและองค์การ (สมชนก ภาสกรจรัส, 2559; สุจินดา โพธิ์ไพบูลย์, 2558)
    • 1. ระดับวัฒนธรรมของประเทศ (National Culture) เป็นวัฒนธรรมที่คนในชาติเห็นพ้องต้องกันและประพฤติปฏิบัติด้วยการยอมรับร่วมกัน โดยมีพื้นฐานจากอารยธรรม ประวัติศาสตร์ ความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน

14 of 36

2. ระดับวัฒนธรรมธุรกิจ (Business Culture)

  • เป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงธรรมชาติของการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมและการมีปฏิสัมพันธ์ในการทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งยกตัวอย่างเช่น การดำเนินธุรกิจกับคนจีน อาจจำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการพัฒนาความสัมพันธ์ก่อนการเจรจาในธุรกิจ หรือ ข้อตกลงทางธุรกิจบางธุรกิจเน้นที่ต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในทางตรงกันข้ามในบางกรณีการตกลงด้วยปากเปล่าก็สามารถเป็นข้อตกลงทางธุรกิจได้เช่นกัน

15 of 36

3. ระดับวัฒนธรรมอาชีพ (Occupational Culture) และวัฒนธรรมองค์การ (Organizational Culture)

  • โดยวัฒนธรรอาชีพ เป็นวัฒนธรรมในอาชีพหนึ่งๆ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมและค่านิยมในสายอาชีพนั้นๆ เช่น อาชีพหมอ จะมีความแตกต่างจากวัฒนธรรมของอาชีพสายงานด้านบัญชี เป็นต้น
  • วัฒนธรรมองค์การ โดยวัฒนธรรมขององค์การจะเป็นวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัวของแต่ละองค์การ กล่าวคือวัฒนธรรมองค์การของบริษัท Google อาจมีวัฒนธรรมองค์การที่แตกต่างจากวัฒนธรรมของ Microsoft เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและบริบทขององค์การนั้นๆ

16 of 36

วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ?

24/04/67

17 of 36

มิติของวัฒนธรรมของฮอฟสเตด �(Hofstede’s Cultural Dimension)

  • ระยะห่างของอำนาจ (Power Distance)
    • ระยะห่างของอำนาจหรือในหนังสือบางเล่มใช้คำว่า การยอมรับในอำนาจ ซึ่งหมายถึง ระดับที่สมาชิกในสังคมหรือองค์กรหนึ่งๆ ยอมรับว่าในสังคมนั้นๆ มีชนชั้นทางด้านอำนาจไม่เท่ากัน โดยสามารถพิจารณาได้จาก เพศ ฐานะทางการเงิน ฐานะทางการศึกษา หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งปัจจัยทางด้านครอบครัว ชนชาติ หน้าตา เป็นต้น โดยประเทศที่มีการยอมรับหรือมระยะห่างของอำนาจสูงก็จะต้องเชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่งนั้นของผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป โดยในสังคมแบบนี้จะมีการจัดการองค์การที่เน้นการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง (Centralization) และมีโครงสร้างองค์การที่มีลำดับขั้นตอนมาก (Hierarchical Organization Structure) ประเทศที่มีช่องว่างของอำนาจสูง เช่น ประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้ง บางประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ แมคซิโก เป็นต้น ดังแผนภาพที่ 2.1 แสดงตัวอย่างโครงสร้างองค์กรแบบ Hierarchical Organization Structure ระยะห่างของอำนาจ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงานในองค์การอีกด้วย เช่น ผู้บริหารและพนักงานทั่วไป ในบางกรณี พนักงานทั่วไปอาจไม่กล้าเสนอความคิดเห็นตรงๆ ต่อผู้บริหารระดับสูงของบริษัท อย่างไรก็ตามระยะห่างของอำนาจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้บริหารในบริษัทนั้นๆ

18 of 36

การหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน (Uncertainty Avoidance)

  • การหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน หมายถึง การที่คนในสังคมหรือองค์กรรู้สึกไม่แน่นอน และวิตกกังวลต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน คลุมเครือ และไม่ชัดเจน โดยคนและสังคมที่ไม่ชอบความไม่แน่นอนก็จะหาทางหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คลุมเครือ (High Uncertainty) นั้นๆ
  • เช่น ความไม่แน่นอนในการทำงาน ดังเช่นคนในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น โดยการจ้างงานจะเน้นการจ้างงานตลอดชีวิต ต้องการความมั่นคงในการทำงาน ไม่เปลี่ยนงานบ่อย การทำงานจะเน้นไปที่การเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ ความสามารถที่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งเฉพาะด้าน มากกว่าเป็นผู้รู้ทุกเรื่องและไม่เชี่ยวชาญ แต่ในประเทศที่มีการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ (Low Uncertainty) เช่น เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร สวีเดน สิงคโปร์ ก็จะสามารถเผชิญกับความไม่แน่นอนได้ดี แบกรับความเสี่ยงได้ บุคลากรในองค์การสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดี องค์การจะมีลักษณะยืดหยุ่นสูง มีการเปลี่ยนงานบ่อย ชอบความท้าทาย เป็นต้น

19 of 36

ความเป็นปัจเจกและการรวมกลุ่ม (Individualism VS Collectivism)

  • มิติทางด้านวัฒนธรรมในด้านนี้ ฮอฟสเดต แยกเป็นสังคมที่เป็นปัจเจก (Individualist) และสังคมที่เน้นการรวมกลุ่ม (Collectivist)
    • โดยสังคมที่เป็นปัจเจก (Individualist) หมายถึง แนวโน้มที่คนในสังคมนั้นจะคำนึงถึงตนเองและครอบครัวของตนเป็นอันดับแรก เป็นตัวของตัวเอง สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้ด้วยตนเอง เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวได้ พึ่งตนเองในระดับสูง กลุ่มประเทศในลักษณะที่เป็นปัจเจกจสูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สวีเดน ออสเตรเลีย เป็นต้น
    • ในทางตรงกันข้าม สังคมที่เน้นการรวมกลุ่มเป็นหลัก (Collectivist) จะเน้นการรวมกลุ่ม พวกพ้อง นิยมทำงานเป็นทีม การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ในองค์การจะเน้นการตัดสินใจจากทีมงาน

20 of 36

การให้ความสำคัญต่อเพศชายและหญิง (Masculinity VS Femininity)

  • การให้ความสำคัญต่อเพศชาย (Masculinity) เป็นการให้ความสำคัญต่อเพศที่แตกต่างกัน โดยในสังคมนี้เพศชายมีบทบาทสูงในสังคม รวมถึงการชื่นชมกับผู้ประสบความสำเร็จด้วย สังคมเช่นนี้ไม่ยอมรับบทบาทของผู้หญิงในการทำงานมากนัก หรือเห็นว่าเพศชายสามารถปกครองและทำงานดีกว่าเพศหญิง และอาจมีการกีดกันทางเพศอื่นๆ เกิดขึ้น
  • ส่วนสังคมที่ให้ความสำคัญต่อเพศหญิง (Femininity) รวมทั้งเพศอื่นๆ นั้น สังคมจะไม่ให้ความสำคัญต่อเพศมากนัก เน้นความเท่าเทียมทางสังคมทางด้านเพศสภาพ และยังให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้อื่น การพึ่งพาซึ่งกันและกัน คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ในสังคมนี้ทุกเพศสามารถมีโอกาสในการทำงาน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอย่างเท่าเทียมกัน โดยประเทศที่ให้ความสำคัญทางเพศน้อยหรือเน้นความนุ่มนวล ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และประเทศในแถบสแกนดิเนเวียร์ เป็นต้น ประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเพศหรือเน้นความเข็มแข็งสูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แมกซิโก เวเนซุเอลา และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

21 of 36

การให้ความสำคัญต่อระยะสั้นและระยะยาว (Long-term Orientation VS Short-term Orientation)

  • ประเทศที่ให้ความสำคัญต่อระยะสั้นและระยะยาว โดยประเทศที่ให้ความสำคัญแก่มุมมองระยะยาวเป็นหลัก (Long-term Orientation) จะมีลักษณะที่ให้คุณค่ากับหวังผลในระยะยาว
  • ในการทำธุรกิจจะเน้นไปที่ความสมานฉันท์กลมเกลียว วิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการจะเป็นแบบองค์รวม หรือ Holistic Viewpoint เป็นการมองแบบสังเคราะห์ การตัดสินใจจะไม่เน้นการตัดสินใจแบบฟันธงถูกผิด แต่จะมองทุกอย่างประกอบกันเป็นองค์รวม ตามสถานการณ์
  • มีลักษณะความจริงแบบสัมพัทธ์ (Relative Truth) การทำงานจะเน้นการเรียนรู้ กระบวนการ และการปรับตัวตามบริบทมากกว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก
  • เช่น ประเทศในแถบเอเชียเป็นหลัก เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตามในมิตินี้ ได้รับอิทธิพลมากจากลัทธิขงจื้อที่แพร่หลายในประเทศจีน และแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ใกล้เคียง

22 of 36

  • ในขณะที่สังคมที่เน้นการให้ความสำคัญในระยะสั้น (Short-term Orientation) เน้นการทำงาน วิสัยทัศน์โดยมีเป้าหมายระยะสั้น
  • โดยหลักคิดจะเป็นการมองแบบวิเคราะห์ แยกส่วน เน้นการหาคำตอบในการตัดสินถูกผิด มีลักษณะความจริงแบบสัมบูรณ์ (Absolute Truth)
  • การประเมินผลการปฏิบัติงานจะเน้นแบบมีโครงสร้างที่แน่นอนชัดเจน เน้นอิสระภาพ ความสำเร็จและผลลัพธ์ในการทำงานเป็นเป้าหมายสำคัญ
  • ตัวอย่างประเทศที่มีลักษณะนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบอเมริกากลางและใต้ ประเทศในแถบแอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น

23 of 36

การตามใจและการหักห้ามใจ (Indulgence VS Restraint)

  • การตามใจและการหักห้ามใจ (Indulgence VS Restraint) โดย การตามใจ (Indulgence) หมายถึง สังคมที่มีสมาชิกมีให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเองตามธรรมชาติ สมาชิกส่วนใหญ่จะบอกว่าตนเองมีความสุข มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการพูดหรือแสดงออกในด้านต่างๆ ให้ความสำคัญต่อความสมดุลของชีวิต (Work-life Balance) และมองโลกในแง่ดี (Positive Thinking) เป็นต้น

24 of 36

  • ในทางตรงกันข้ามสมาชิกในสังคมที่เน้นการหักห้ามใจเป็นหลัก (Restraint) นั้น จะเน้นการใช้ชีวิตตามหลักเกณฑ์ บรรทัดฐานของสังคม รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นหลักและไม่ปล่อยตัวเองไปตามธรรมชาติของมนุษย์มากเกินไป
  • โดยสมาชิกจะรู้จักหักห้ามใจ และพยายามควบคุมตนเองด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ทางสังคม สมาชิกส่วนน้อยจะบอกว่าตนเองมีความสุข เสรีภาพการแสดงออกไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก ทำงานหนัก (Workaholic) และไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างประเทศที่สมาชิกดำเนินชีวิตแบบตามใจตนเอง (Indulgence)
  • ได้แก่ประเทศในแถบอเมริกาเหนือและใต้ และประเทศในแถบยุโรปตะวันตก เป็นต้น ส่วนประเทศที่สมาชิกดำเนินชีวิตแบบหักห้ามใจ (Restraint) ได้แก่ ยุโรปตะวันออก รวมทั้งบางประเทศในเอเชียและประเทศอิสลาม เป็นต้น

25 of 36

อิทธิพลของวัฒนธรรมที่มีผลต่อการจัดการองค์การและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ �(Cultural Influences of Organization and Human Resource Management)

26 of 36

1. ด้านการกำหนดนโยบายและเป้าหมายขององค์การ

27 of 36

2. ด้านการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร

  • ในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลจะมีวิธีการในการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่เน้นความรู้ ความสามารถในการทำงานเป็นหลักมากกว่าการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรในระบบอุปถัมภ์ อย่างไรก็ตามในระดับการสรรหาและคัดเลือกจะต้องคำนึงถึงว่าในแต่ละวัฒนธรรมและท้องถิ่นนั้นๆ มีวิธีในการสรรหาและคัดเลือกอย่างไร เช่นในบางท้องถิ่นไม่นิยมในการสรรหาคัดเลือกบุคลากรโดยใช้คำถามในการสัมภาษณ์ที่ในการถามเรื่องการนับถือศาสนา จนกระทั่งเรื่องส่วนตัว เป็นต้น

28 of 36

3. ด้านภาวะผู้นำและการตัดสินใจ

  • ภาวะผู้นำในสังคมที่มีวัฒนธรรมที่ยอมรับในอำนาจสูง สมาชิกในสังคมจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำอย่างเคร่งครัด จนถึงอาจมีข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็น โดยผู้นำในสังคมนี้จะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มากกว่าให้ผู้ใต้บังคัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากกว่าในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่ม

29 of 36

4. ด้านแรงจูงใจในการทำงาน

  • ในบางสังคมที่ให้ความสำคัญในเรื่องของตัวเงินที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากร แต่ในบางสังคมอาจไม่ให้ความสำคัญกับตัวเงิน โดยอาจเน้นไปที่แรงจูงใจอื่นๆ เช่น ความมั่นคงในงาน ความท้าทายในการทำงาน การยอมรับจากผู้บังคับบัญชา หรือแรงจูงใจในตัวงานเอง เป็นต้น

30 of 36

5. ด้านการให้รางวัลและสิ่งตอบแทนต่างๆ ใน

  • บางสังคมอาจมีการให้รางวัลที่ผูกกับการประเมินการปฏิบัติงานที่เป็นรายบุคคล หรือดัชนีชี้วัดผลงานหลัก (KPIs: Key Performance Indicators) ในระดับบุคคล ขณะที่บางสังคมที่เน้นการทำงานเป็นทีมโดยมีการตั้ง KPIs ในการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบกลุ่มมากกว่ารายบุคคล ยกตัวอย่างเช่นในสังคมที่วัฒนธรรมแบบปัจเจกจะนิยมในการกำหนด KPIs ที่เป็นรายบุคคล

31 of 36

6. ด้านการควบคุม

  • บางวัฒนธรรมที่ผู้บริหารที่ยอมรับในอำนาจสูง ให้ความสำคัญในอำนาจมาก หรือมีระยะห่างระหว่างอำนาจมากก็จะเน้นการควบคุมสั่งการอย่างใกล้ชิด ในขณะที่บางสังคมที่เน้นความเป็นปัจเจกและให้ความสำคัญในอำนาจน้อย ผู้บริหารก็จะเน้นการกระจายอำนาจและเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลักมากกว่าการควบคุมสั่งการอย่างเข้มงวด

32 of 36

ตัวอย่างวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture)

24/04/67

33 of 36

  • วัฒนธรรมองค์กร Honda – เริ่มต้นด้วยบริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมองค์กรโดดเด่นมาก ๆ ซึ่งเขาได้อธิบายวัฒนธรรมองค์กรของตัวเองไว้ว่า ‘ความยินดีสามประการ’ (Three Joys) อันหมายถึง ความยินดีในการซื้อ, ความยินดีในการขาย และความยินดีในการสร้างสรรค์ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ฮอนด้าเห็นความสำคัญนกระบวนการผลิต กระบวนการขายและความพึงพอใจของลูกค้า เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

24/04/67

34 of 36

24/04/67

No Gift Policy : กลุ่ม ปตท. รณรงค์ให้พนักงาน

“งดรับ-ให้ของขวัญ ในทุกเทศกาล” เพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีในการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน โดยยึดมั่นในแนวปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเคร่งครัด

35 of 36

  • วัฒนธรรมองค์กร Disney – ข้ามสายมาบริษัทบันเทิงกันบ้างซึ่งพันธกิจขององค์กรนี้คือการสร้างประสบการณ์ความสุขและความสนุกที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผ่านสินค้าและบริการหลายรูปแบบ ฉะนั้นวัฒนธรรมหลักของดิสนีย์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัย วอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ยังเป็นผู้บริหารก็คือคำพูดเพียง 2 คำเท่านั้น ‘สร้างความสุข’ (Create happiness) นั่นเอง

24/04/67

36 of 36

Thank you