1 of 14

กฎของโอห์ม กำลังไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า

2 of 14

ประจุไฟฟ้า (Electric Charge) และศักย์ไฟฟ้า (Electric Potential) เป็นปริมาณทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมาในเวลาพร้อมกัน มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด จนไม่สามารถแยกปริมาณทั้งสองออกจากกันได้

ประจุไฟฟ้า คือ ขั้วของไฟฟ้าที่แตกต่างกัน แบ่งออกมาได้เป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วบวก(+)หรือประจุบวก (Positive Charge) และ ขั้วลบ (-) หรือ ประจุลบ (Negative Charge)

ศักย์ไฟฟ้า คือ ค่าของไฟฟ้า หรือปริมาณของไฟฟ้าที่แสดงออกมาในขณะเกิดความไม่สมดุลของประจุไฟฟ้า แบ่งออกมาได้เป็น 2 ขั้ว คือ ศักย์บวก (Positive Potential) และ ศักย์ลบ (Negative Potential)

1. ศักย์ไฟฟ้าและประจุไฟฟ้า

3 of 14

คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าและศักย์ไฟฟ้าแต่ละชนิด เป็นดังนี้

- ประจุไฟฟ้าและศักย์ไฟฟ้ามีค่าต่างกันจะดูดกัน เช่น ประจุไฟฟ้าบวกดูดกับประจุไฟฟ้าลบ เกิดเส้นแรงสนามไฟฟ้ารวมกันจากประจุไฟฟ้าทั้งสองรวมเป็นชุดเดียวกัน

- ประจุไฟฟ้าและศักย์ไฟฟ้ามีค่าเหมือนกันจะผลักกัน เช่น ประจุไฟฟ้าบวกผลักกับประจุไฟฟ้าบวก หรือประจุไฟฟ้าลบผลักกับประจุไฟฟ้าลบ เกิดเส้นแรงสนามไฟฟ้าแยกจากกันของประจุไฟฟ้าแต่ละตัว

ประจุไฟฟ้าบวก

ประจุไฟฟ้าลบ

4 of 14

กฎของโอห์มกำหนดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของแรงดัน กระแสและความต้านทาน ความสัมพันธ์ของปริมาณไฟฟ้าทั้งสามเกี่ยวข้องกัน ตามหน่วยมาตรฐาน คือ กระแสมีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A) แรงดันมีหน่วยเป็นโวลล์ (V) และความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม () มีความสัมพันธ์กันดังนี้ จำนวนกระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรไฟฟ้า เปลี่ยนแปลงตามค่าแรงดันที่จ่ายให้กับวงจรนั้น แต่เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนกลับกับความต้านทานในวงจร

1. ถ้ากำหนดให้ความต้านทาน (R) ในวงจรคงที่

แรงดันน้อยกระแสไหลน้อย

แรงดันมากกระแสไหลมาก

2. กฎของโอห์ม

5 of 14

2. ถ้ากำหนดให้แรงดัน (E) ในวงจรคงที่

เมื่อ I = กระแส หน่วยแอมแปร์ (A)

E = แรงดัน หน่วยโวลล์ (V)

R = ความต้านทาน หน่วยโอห์ม ()

ความต้านทานมากกระแสไหลน้อย

ความต้านทานน้อยกระแสไหลมาก

วงกลมสมการกฎของโอห์ม

6 of 14

เราสามารถนำกฎของโอห์มไปช่วยแก้ปัญหาการคำนวณค่าต่างๆ ในวงจรไฟฟ้าได้ โดยการแทนค่าปริมาณไฟฟ้าด้วยกฎของโอห์ม คำนวณหาค่าปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการออกมา ช่วยให้เกิดความสะดวกต่อการทำงานทางไฟฟ้า ช่วยลดขั้นตอนในการปฎิบัติงานลง และทำให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานของวงจรไฟฟ้า

3. การแก้ปัญหาวงจรไฟฟ้าด้วยกฎของโอห์ม

7 of 14

กำลัง (Power) คือ อัตราการทำงานในหนึ่งหน่วยเวลา โดยกำลังจะมีความสัมพันธ์กับเวลาเสมอ กำลังมีหน่วยเป็นวัตต์ (W) เมื่อกำลังถูกใช้งานทางด้านไฟฟ้า จึงเรียกว่า กำลังไฟฟ้า (Electrical Power ; P )

เมื่อ P = กำลังไฟฟ้า หน่วยวัตต์ (W)

w = พลังงานไฟฟ้าหรืองาน หน่วยจูล (J)

t = เวลา หน่วยวินาที (S)

กำลังไฟฟ้าเมื่อถูกนำมาใช้งานร่วมกับกฎของโอห์ม สามารถเขียนความสัมพันธ์กันได้ดังนี้ กำลังไฟฟ้า (P) 1 วัตต์ (W) คือ อัตราของงานที่ถูกกระทำในวงจรไฟฟ้าซึ่งเกิดกระแส(I)ไหล 1 แอมแปร์ (A) เมื่อมีแรงดัน (E) จ่ายให้วงจร 1 โวลล์(E)

เมื่อ P = กำลังไฟฟ้า หน่วยวัตต์ (W)

E = แรงดัน หน่วยโวลล์ (V)

t = กระแส หน่วยแอมแปร์ (A)

4. กำลังไฟฟ้าสัมพันธ์กับกฎของโอห์ม

8 of 14

วงกลมสมการกฎชองโอห์มสัมพันธ์กับกำลังไฟฟ้า

9 of 14

ปริมาณไฟฟ้าทั้ง 4 ค่า ได้แก่ แรงดัน กระแส ความต้านทาน และกำลังไฟฟ้า ที่นำไปใช้งาน หรือใช้ในการคำนวณค่า โดยปรกติหน่วยของปริมาณไฟฟ้าเหล่านั้นจะต้องอยู่ในหน่วยมาตรฐาน คือแรงดัน (E) มีหน่วยเป็นโวลล์ (V) กระแส (I) มีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A) ความต้านทาน (R) มีหน่วยเป็นโอห์ม () และกำลังไฟฟ้า (P) มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) แต่การใช้งานแต่ละครั้งมีโอกาสใช้หน่วยปริมาณไฟฟ้าที่แตกต่างไปจากหน่วยปรกติ จึงจำเป็นต้องแปลงหน่วยใช้งานให้อยู่ในหน่วยปรกติก่อนการคำนวณค่าเสมอ

1. หน่วยแรงดัน แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ ไมโครโวลต์ (µV) มิลลิโวลล์ (mV) โวลล์ (V) กิโลโวลล์ (kV) และเมกะโวลล์ (MV) ความสัมพันธ์ของหน่วยย่อยเป็นดังนี้

1 โวลล์ (V) = 1,000 มิลลิโวลล์ (mV) = 1 x 103 มิลลิโวลล์ (mV)

= 1,000,000 มิลลิโวลล์ (µV) = 1 x 106 มิลลิโวลล์ (µV)

1 มิลลิโวลล์ (mV) = 1 โวลล์ (V) = 1 x 10-3 โวลล์ (V)

1 ไมโครโวลล์ (µV) = 1 โวลล์ (V) = 1 x 10-6 โวลล์ (V)

1 กิโลโวลล์ (kV) = 1,000 โวลล์ (V) = 1 x 103 โวลล์ (V)

1 เมกะโวลล์ (mV) = 1,000,000 โวลล์ (V) = 1 x 106 โวลล์ (V)

5. การแปลงหน่วยปริมาณไฟฟ้า

10 of 14

2. หน่วยกระแส แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ ไมโครแอมแปร์ (µA) มิลลิแอมแปร์ (mA) กิโลแอมแปร์ (kA) และเมกะแอมแปร์ (mA) ความสัมพันของหน่วยย่อยเป็นดังนี้

1 แอมแปร์ (A) = 1,000 มิลลิแอมแปร์ (mA) = 1 x 103 มิลลิแอมแปร์ (mA)

= 1,000,000 มิลลิแอมแปร์ (µA) = 1 x 106 มิลลิแอมแปร์ (µA)

1 มิลลิแอมแปร์ (mA) = 1 แอมแปร์ (A) = 1 x 10-3 แอมแปร์ (A)

1 ไมโครแอมแปร์ (µA) = 1 แอมแปร์ (A) = 1 x 10-6 แอมแปร์ (A)

1 กิโลแอมแปร์ (kA) = 1,000แอมแปร์ (A) = 1 x 103 แอมแปร์ (A)

1 เมกะแอมแปร์ (mA) = 1,000,000แอมแปร์ (A) = 1 x 106 แอมแปร์ (A)

3. หน่วยความต้านทาน แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ ไมโครโอห์ม (µ) มิลลิโอห์ม (m) โอห์ม () กิโลโอห์ม (k) เมกะโอห์ม (M) ความสัมพันธ์ของหน่วยย่อยเป็นดังนี้

1 โอห์ม () = 1,000 มิลลิโอห์ม (m) = 1 x 103 มิลลิแโอห์ม (m)

= 1,000,000 มิลลิโอห์ม (µ) = 1 x 106 มิลลิโอห์ม (µ)

1 มิลลิโอห์ม (m) = 1 โอห์ม () = 1 x 10-3 โอห์ม ()

1 ไมโครโอห์ม (µ Ω) = 1 โอห์ม () = 1 x 10-6 โอห์ม ()

1 กิโลโอห์ม (k) = 1,000 โอห์ม () = 1 x 103 โอห์ม ()

1 เมกะโอห์ม (m) = 1,000,000 โอห์ม () = 1 x 106 โอห์ม ()

11 of 14

4. หน่วยกำลังไฟฟ้า แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ มิลลิวัตต์ (mW) วัตต์ (W) กิโลวัตต์ (kW) และเมกะวัตต์ (MW) ความสัมพันธ์ของหน่วยย่อยเป็นดังนี้

1 วัตต์ (W) = 1,000 มิลลิโอห์ม (mW) = 1 x 103 วัตต์ (mW)

1 มิลลิวัตต์ (mW) = 1 โอห์ม (W) = 1 x 10-3 วัตต์ (W)

1 กิโลวัตต์ (kW) = 1,000 โอห์ม (W) = 1 x 103 วัตต์ (W)

1 เมกะวัตต์ (MW) = 1,000,000 โอห์ม (W) = 1 x 106 วัตต์ (W)

12 of 14

ส่วนใหญ่กำลังไฟฟ้าจะถูกบอกค่ากำกับไว้ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนั้นยังถูกบอกไว้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายชนิด กำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เป็นตัวบอกให้ทราบถึงค่าการใช้กระแสของอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น ทำให้ทราบถึงค่าความสิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า การคำนวณหาค่ากำลังไฟฟ้าทำได้หลายวิธีด้วยกัน โดยใช้สูตรคำนวณในวงกลมสมการกฎของโอห์มสัมพันธ์กับกำลังไฟฟ้า

พลังงาน (Energy) คือความสามารถของสิ่งใดๆ ที่เมื่อทำงานแล้วได้งาน (WORK) ออกมาเมื่อพลังงานถูกใช้งานทางด้านไฟฟ้า จึงเรียกว่า พลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy ; W) คือค่าพลังงานที่ต้องการสำหรับเคลื่อนย้ายประจุไฟฟ้า จำนวน 1 คูลอมบ์(C) ผ่านเข้าไปในที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ (V) หรือ 1 คูลอมบ์ (CV)

6. การคำนวณค่ากำลังไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า

7. พลังงานไฟฟ้า

13 of 14

เมื่อ W = พลังงานไฟฟ้า หน่วยจูล (J)

P = กำลังไฟฟ้า หน่วยวัตต์ (W)

t = เวลา หน่วยวินาที (S)

เมื่อ W = พลังงานไฟฟ้า หน่วยกิโลวัตต์ – ชั่วโมง (kWh) หรือหน่วย, ยูนิต

P = กำลังไฟฟ้า หน่วยวัตต์ (W)

t = เวลา หน่วยวินาที (S)

W = Pt

W = Pt

วัตต์อาวร์มิเตอร์

14 of 14

8. สรุป

กฎของโอห์มกำหนดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของแรงดัน กระแส และความต้านทานการทำงานในวงจรไฟฟ้าต้องประกอบด้วยส่วนประกอบอย่างน้อย 3 ส่วน คือแรงดัน กระแส และความต้านทาน วงจรไฟฟ้าจึงสามารถทำงานได้ กฎของโอห์มเขียนออกมาเป็นสูตรได้ E = IR หน่วยปริมาณไฟฟ้าต้องอยู่ในหน่วยพื้นฐาน คือ กระแสเป็นแอมแปร์ แรงดันเป็นโวลต์ และความต้านทานเป็นโอห์ม

กำลังไฟฟ้า (P) 1W คือ อัตราของงานที่ถูกกระทำในวงจรซึ่งเกิดกระแส (I) 1A เมื่อมีแรงดัน (E) 1V เขียนเป็นสูตรออกมาได้ P = EI นอกจากนั้นยังสามารถนำสมการกฎของโอห์มมาแทนค่าสมการของกำลังไฟฟ้า (P) ได้ ทำให้สูตรใช้ในการคำนวณทางไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

พลังงานไฟฟ้า (W) คือ พลังงานที่ถูกใช้ไปหรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จากกำลังไฟฟ้าที่ถูกส่งเข้ามาหรือส่งออกไป โดยมีความสัมพันธ์กับเวลา หลังงานไฟฟ้าที่ถูกนำมาใช้งานตามบ้านเรือนอยู่ในรูปไฟฟ้ากระแสสลับ จะคิดออกมาเป็นกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยใช้เครื่องวัดพลังงานไฟฟ้า เรียกว่า วัตต์อาวร์มิเตอร์

การคำนวณหาค่าพลังงานไฟฟ้าใน 1 หน่วย หรือ 1 ยูนิต ที่วัดออกมาได้ด้วยวัตต์อาวร์มิเตอร์ โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าไป 1 กิโลวัตต์ (kW) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง (h) เขียนเป็นสูตรออกมาได้ W = Pt