1 of 51

รายวิชาภูมิศาสตร์ ส32101

  • การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก

2 of 51

โลกประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้

3 of 51

4 of 51

ธรณีภาค Lithosphere

5 of 51

โครงสร้างเปลือกโลก

6 of 51

แผ่นเปลือกโลก

แม้ว่าโลกของเราจะเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งในจักรวาล แต่ขนาดรัศมีประมาณ 6,370 กิโลเมตรของโลก ก็ทำให้การขุดเจาะลงไปลึกถึงใจกลางโลกเพื่อศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ของโลกนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังไม่ละความพยายามที่จะศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของโลกในชั้นลึก จึงมีการประยุกต์ความรู้ทางฟิสิกส์เพื่อนำมาสำรวจโลกในระดับที่ลึกลงไป โดยใช้คลื่นไหวสะเทือนประกอบกับความรู้ในเรื่องคุณสมบัติของคลื่นที่มีการหักเหและสะท้อนในตัวกลางคุณสมบัติต่าง ๆ กัน ทำให้เราคาดคะเนได้ว่าโครงสร้างของโลกของเรานั้นแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ แก่นโลก (Core) เนื้อโลก (Mantle) และเปลือกโลก (Crust)

7 of 51

อุทกภาค (hydrosphere) หมายถึง ส่วนที่เป็นน้ำที่อยู่บนพื้นโลกทั้งหมด ประกอบด้วย น้ำจืด (fresh water) ที่อยู่ในแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินร้อยละ 3.0 และน้ำเค็ม(Salt Wate)ที่อยู่ในทะเลและมหาสมุทรถึงร้อยละ 97.0. Ø น้ำจืด หมายถึงน้ำในแหล่งน้ำทั่วไปอาทิ บ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร เป็นต้น ที่ซึ่งมีเกลือ

8 of 51

การเลื่อนของทวีป

9 of 51

10 of 51

ขบวนการTectonics

11 of 51

12 of 51

ลักษณะการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก

13 of 51

14 of 51

15 of 51

รอยเลื่อนของเปลือกโลกหรือวงแหวนแห่งไฟ

16 of 51

วัฏจักรของหิน

17 of 51

หินอัคนี (Igneous rock)

หินอัคนี หรือหินภูเขาไฟคือ หินที่เกิดจากการเย็นตัวและการตกผลึกของแมกมา (magma)ใต้เปลือกโลก ซึ่งเป็นสารซิลิเกตหลอมเหลว (molten silicate material) ถ้าแมกมาขึ้นมาถึงผิวโลก เราเรียกว่า ลาวา (lava) โลก สามารถจำแนกเป็นหินชนิดต่างๆ ได้อีกมากมายหลายชนิด

อัคนีภายใน เช่น หินแกรนิต 

อัคนีภายนอก เช่น หินบะซอลต์ หินออบซิเดียน หินพัมมิส

หินแกรนิต: เนื้อหยาบมาก เนื้อหินสม่ำเสมอ

หินพัมมิส: แข็ง สาก มีรูพรุน ลอยน้ำได้

อ๊อพซิเดียน แวววาวคล้ายแก้ว

หินอัคนีแต่ละชนิดล้วนมีลักษณะและคุณสมบัติที่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในด้านที่แตกต่างกัน

18 of 51

19 of 51

20 of 51

หินตะกอน sedimentary rock)

คือ หินที่เกิดจากการตกตะกอนของเม็ดแร่ที่ได้จากการผุพังของหินชนิดใดก็ได้ที่ผิวโลก และถูกพัดพาไปโดย น้ำ ลม หรือธารน้ำแข็ง แล้วจับตัวกันแข็งเป็นหิน หรือ เกิดจากการตกตะกอนทางเคมีของสารละลายจากในน้ำ ในลำธาร ทะเล หรือมหาสมุทร เนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีหรือการระเหยของน้ำ ที่อุณหภูมิปกติบนผิวโลก ลักษณะเด่นของหินตะกอน คือ การเกิดเป็นชั้นหลายๆชั้น อาจมีซากดึกดำบรรพ์

21 of 51

22 of 51

23 of 51

หินแปร ( Metamorphic rock)

เกิดจากการแปรสภาพโดยการกระทำของความร้อน ความดันและปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เนื้อ​หิน แร่ประกอบหินและโครงสร้างเปลี่ยนไปจากเดิม

หินแปร-หินที่เปลี่ยนแค่หน้าตา แต่องค์ประกอบรวมยังเหมือนหินดั้งเดิม

24 of 51

25 of 51

26 of 51

27 of 51

อุทกภาค (hydrosphere) หมายถึง ส่วนที่ห่อหุ้มเปลือกโลกที่เป็นน้ำทั้งหมด ได้แก่ ความชื้นในบรรยากาศ (atmospheric moisture) หยาดน้ำฟ้า (precipitation) น้ำไหลบ่า (runoff) ความชื้นในดิน (soil moisture) น้ำใต้ดิน (groundwater) แม่น้ำลำธาร (rivers and channels) ทะเลสาบ (lakes) น้ำในมหาสมุทร (oceanic water) และธารน้ำแข็ง

28 of 51

น้ำผิวดิน" Surface water  น้ำผิวดินมีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด  แหล่งน้ำผิวดินที่เป็นน้ำจืดได้แก่ ทะเลสาบน้ำจืด แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง

หนองน้ำ บึง และทะเลสาบ เป็นบริเวณแอ่งแผ่นดิน ที่มีน้ำขังอยู่ แอ่งแผ่นดินอาจเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก หรือ น้ำขังบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ที่เรียกว่าทะเลสาบแคลดีรา caldera  หรือ�ทะเลสาบ ที่เกิดจากส่วนโค้งตวัดของแม่น้ำตัดขาดออกจากลำน้ำกลายเป็นทะเลสาบรูปแอก   oxbow lake

29 of 51

30 of 51

31 of 51

32 of 51

สาเหตุ

การไหลเวียนของกระแสน้ำมหาสมุทร (ocean currents) มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอกัน  โดยเกิดจากสาเหตุ  ดังนี้

1.เกิดจากความแตกต่างของระดับน้ำทะเล

2.เกิดจากความหนาแน่นและอุณหภูมิที่แตกต่างกันของทะเลในแต่ละแห่ง

3.เกิดจากแรงผลักของลมประจำฤดูและลมประจำถิ่นที่กระทำต่อผิวหน้าน้ำ

4.เกิดจากการลดระดับและการเพิ่มระดับน้ำทะเลจากปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง

5.เกิดจากผลของแรงสั่นสะเทือนเนื่องจากการเกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล

33 of 51

ชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม

คาบสมุทรแกนดิเนเวียและยุโรปตะวันตก  เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือ

กระแสน้ำเย็นแปรู  เมื่อไหลเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรกระแสน้ำจะอุ่นขึ้นและเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก  เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นศูนย์สูตร

สายที่ไหลขึ้นไปทางเหนือเส้นศูนย์สูตรสู่ทะเลจีนแล้วไหลเลียบฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น  เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นคุโระชิโอะ

ทิศตะวันตกจนถึงทวีปแอฟริกาที่เกาะมาดากัสการ์  กระแสจะแยกออกเป็น 2 สาย  คือ สายที่ไหลวกลงทางใต้  เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นโมซัมบิก  ส่วนสายที่ไหลขึ้นไปเหนือเส้นศูนย์สูตร เรียกว่า  กระแสน้ำอุ่นมรสุม

บริเวณมหาสมุทรอาร์กติกจะมีเฉพาะกระแสน้ำเย็น  โดยจะไหลลงไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกในฤดูหนาว  สายหนึ่งไหลผ่านช่องแคบเบริงไปยังชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น  เรียกว่า  กระแสน้ำเย็นโอะยาชิโอ๊ะ  ส่วนอีกสายหนึ่งไหลผ่านช่องแคบเดวิสระหว่างเกาะกรีนแลนด์กับประเทศแคนนาดา  เรียกว่า  กระแสน้ำเย็นแลบราดอร์

34 of 51

บรรยากาศภาค (ชั้นบรรยากาศของโลก)

ชั้นบรรยากาศ คือ ชั้นของอากาศที่ห่อหุ้มโลกและคงสภาพอยู่ได้ด้วยแรงดึงดูดของโลก ซึ่งชั้นบรรยากาศทั้งหมดมีความหนานับจากพื้นโลกขึ้นไปประมาณ 500 กิโลเมตร ประกอบด้วยไนโตรเจนประมาณ 78.08% ออกซิเจน 20.95% ที่เหลือเป็นไอน้ำและแก๊สอื่น ๆ ซึ่งการแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้อุณหภูมิเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งได้ ดังนี้

35 of 51

36 of 51

ชื่อชั้นบรรยากาศ�

ระดับความสูง (กม.)

 ลักษณะ

 1. ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere)

 0-12 

 มีไอน้ำมหาศาล ก่อให้เกิดเมฆ หมอก พายุ และฝน

 2. ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)

 12-50

 มีไอน้ำเล็กน้อย ไม่มีเมฆ อากาศมีการเคลื่อนตัวอย่าวช้าๆ จึงเหมาะกับการเดินทางทางอากาศ แก๊สสำคัญในชั้นนี้ คือ แก๊สโอโซน ซึ่งช่วยดูดซับรังสี UV จากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิของชั้นนี้อยู่ระหว่าง -60 ถึง 10 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น

 3. ชั้นมีโซสเฟียร์ (Mesosphere)

 50-80

 มีอากาศเบาบางมาก แต่ก็มากพอที่จะทำให้ดาวตกเกิดการเผาไหม้ และเป็นชั้นที่ช่วยดูดซับรังสี UV จากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิในชั้นนี้จะลดลงมาอยู่ที่ -120 องศาเซลเซียส

 4. ชั้นไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere)

 80-700

 มีอากาศเบาบางมากกว่าชั้นมีโซสเฟียร์ แต่เป็นชั้นหลักที่ช่วยดูดซับรังสี UV จากดวงอาทิตย์ ทำให้มีอุณหภูมิในชั้นนี้มากถึง 2,000 องศาเซลเซียส ที่ระดับความสูง 700 กม. อนุภาคในชั้นนี้เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่เรียกว่า “อิออน” ที่เกิดจากการแตกตัว เมื่ออนุภาคในสภาวะปกติถูกกระตุ้นด้วยรังสี  UV จากดวงอาทิตย์ อิออนเหล่านี้จะมีคุณสมบัติสะท้อนคลื่นวิทยุได้ จึงเป็นชั้นที่ใช้ส่งสัญญาณวิทยุสื่อสาร รวมถึงการเกิดแสงเหนือและแสงใต้ หรือ “ออโรรา”

 5. ชั้นเอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere)

 700-800

 อากาศค่อยๆ เจือจางลง เมื่อความสูงเพิ่มขึ้น และเจือจางจนเข้าสู่อวกาศ

37 of 51

  • ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่ติดกับพื้นโลก ทำให้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และมีปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเมฆ ฝน และพายุ โดยชั้นบรรยากาศนี้จะมีอุณหภูมิลดลงตามความสูง (ยิ่งสูงยิ่งหนาว) 
  • ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) เป็นชั้นที่มีโอโซนดูดซับคลื่นรังสี UV และต่างจากชั้นโทรโพสเฟียร์ตรงที่ยิ่งสูงขึ้นไปอุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ยิ่งสูงยิ่งร้อน) ซึ่งเส้นทางของสายการบินต่าง ๆ จะอยู่ระหว่างชั้นบรรยากาศนี้กับชั้นโทรโพสเฟียร์ เพราะไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองนั่นเอง
  • ชั้นมีโซสเฟียร์ (Mesosphere) ชั้นบรรยากาศนี้เป็นตัวช่วยให้เหล่าอุกกาบาต ดาวตก และเทหวัตถุต่าง ๆ ในท้องฟ้าเผาไหม้ก่อนตกลงสู่พื้นโลก ซึ่งยิ่งสูงเท่าไรอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศนี้ยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ

ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามความสูง  มีประจุไฟฟ้ามากทำให้สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุได้ แถมชั้นบรรยากาศนี้ยังมีแสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือแสงใต้ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปดูกันด้วยนะ

เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ชั้นบรรยากาศนี้จะอยู่สูงจากผิวโลกมากกว่า 500 กิโลเมตร และ

 ไม่มีขอบเขตแน่ชัดระหว่างบรรยากาศและอวกาศ 

38 of 51

อุณหภูมิ

พลังงานความร้อนและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ผ่านการสะท้อนกลับโดยตัวกระทำต่าง ๆ ประมาณ 32% ชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ดูดซับไว้ 18% และพื้นโลกดูดซับไว้ 50% ซึ่งความแตกต่างระหว่างพื้นดินกับพื้นน้ำ คือ พื้นดินดูดกลืนและคายความร้อนได้เร็ว แต่มีความร้อนจำเพาะต่ำ ตรงกันข้ามกับพื้นน้ำที่ดูดกลืนและคายความร้อนได้ช้า และมีความร้อนจำเพาะสูงกว่า ซึ่งความร้อนที่ได้รับจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ อย่างบริเวณละติจูดสูงจะมีอุณหภูมิต่ำ บริเวณละติจูดต่ำจะมีอุณหภูมิสูง รวมทั้งแต่ละช่วงเวลาจะได้รับพลังงานความร้อนแตกต่างกันออกไป เช่น ช่วงกลางวันที่ร้อนกว่าตอนกลางคืน นั่นเอง

39 of 51

ความกดอากาศ (Pressure)

แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ไว้บนพื้นโลกรวมถึงอากาศด้วย ซึ่งแรงดันหรือน้ำหนักของอากาศที่กดทับบริเวณต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก

ความกดอากาศเฉลี่ย ณ ระดับนํ้าทะเลปานกลาง เท่ากับ 1,013.2 มิลลิบาร์ และแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

ความกดอากาศตํ่า (L – Low pressure)

และความกดอากาศสูง (H – High pressure) 

40 of 51

41 of 51

สัญลักษณ์ L ที่บ่งบอกศูนย์กลางของหย่อมความกดอากาศต่ำ และสัญลักษณ์ H ที่บ่งบอกศูนย์กลางความกดอากาศสูง ส่วนเส้นสีน้ำเงินในแผนที่อากาศนี้เรียกว่า เส้นไอโซบาร์ (isobar) เป็นเส้นที่ลากเชื่อมบริเวณที่มีความกดอากาศเท่ากัน ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความกดอากาศ ได้แก่

  • อุณหภูมิ: ถ้าพื้นที่ที่มีระดับความสูงเท่ากัน อากาศร้อนจะทำให้ความหนาแน่นของอากาศจะน้อยกว่า ทำให้ความกดอากาศต่ำ ส่วนอากาศเย็นจะมีความหนาแน่นมากกว่า ความกดอากาศสูง 
  • ความสูง: อย่างที่บอกว่าชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เราอยู่นั้นยิ่งสูงอากาศจะยิ่งเบาบางลง เมื่ออากาศยิ่งเบาบางลง ทำให้ความกดอากาศต่ำ จึงไม่แปลกที่ความกดอากาศบนยอดเขาจะต่ำกว่าบริเวณเชิงเขา 

42 of 51

ลมและพายุ

เมื่อพูดถึงบรรยากาศภาคทั้งที แน่นอนว่าต้องมีเรื่องลมและพายุเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งที่มาที่ไปของลมนั้นมาจากความกดอากาศสองบริเวณที่ไม่เท่ากัน ทำให้ลมพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ ซึ่งเราสามารถแบ่งลมชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ลมประจำเวลา: ลมที่เกิดในพื้นที่ใกล้เคียงกันแต่ลักษณะภูมิประเทศต่างกัน เช่น ลมบก - ลมทะเล ลมภูเขา - ลมหุบเขา
  • ลมประจำถิ่น: ลมที่พัดประจำในแต่ละท้องถิ่น และเป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศนั้น ๆ  เช่น ลมว่าวและลมตะเภาในประเทศไทย ลมชีนุก (Chinook) ในทวีปอเมริกาเหนือ
  • ลมประจำฤดู: ลมที่เกิดจากความแตกต่างของความกดอากาศบริเวณภาคพื้นทวีปและภาคพื้นสมุทร และเป็นลมที่พัดยาวนานตลอดฤดูกาลเลยทีเดียว  เช่น มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดในฤดูฝน และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดในฤดูหนาว
  • ลมประจำปี: ลมที่พัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ และมีทิศทางคงที่ตลอดปี ได้แก่ ลมสินค้า ลมประจำตะวันตก และลมขั้วโลก

43 of 51

44 of 51

ลมพายุคงเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นเคย เช่น ทอร์นาโด พายุหมุนเขตร้อน พายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งมีสาเหตุมาจากพื้นที่สองบริเวณที่อยู่ติดกัน มีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก ทำให้อากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้น ส่วนอากาศเย็นเข้ามาแทนที่จนเกิดการหมุนของอากาศ กลายเป็นลมพายุนั่นเอง

แบ่งพายุตามลักษณะได้ 3 รูปแบบ คือ พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน และพายุทอร์นาโด พายุที่เราพบเห็นกันบ่อย ๆ ในช่วงนี้จะเป็นพายุฤดูร้อน (summer storm) ซึ่งเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่เราพบได้ทุกปีในประเทศไทย

พายุฝนฟ้าคะนอง (thunderstorm) เป็นพายุที่มักเกิดในบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร ทำให้เกิดฝนในช่วงเปลี่ยนฤดู เช่น จากฤดูร้อนไปสู่ฤดูฝน สาเหตุที่เรียกว่าพายุฤดูร้อนก็เพราะว่าเป็นพายุที่เกิดขึ้นในฤดูร้อน (ประมาณช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม) นั่นเอง

45 of 51

ส่วนที่มาของการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนั้นเป็นเพราะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูร้อนไปสู่ฤดูฝน ประเทศของเราจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและมีผลต่อการเคลื่อนที่ของมวลอากาศ ซึ่งถ้ามวลอากาศร้อนและเย็นมาเจอกันก็จะเกิดแนวปะทะอากาศ (front) ขึ้น โดยแนวปะทะอากาศอุ่น แนวปะทะอากาศเย็น และแนวปะทะอากาศรวมจะทำให้เกิดเมฆฝน เช่น เมฆคิวมูลัส (cumulus) เมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) ขึ้นได้ นอกจากนี้อากาศที่ไม่มีเสถียรภาพของช่วงเปลี่ยนฤดูยังทำให้มวลอากาศยกตัวในแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว เกิดการควบแน่น แล้วกลายเป็นเมฆก่อฝนในที่สุด ยิ่งอากาศร้อน ความชื้นสูง ก็จะยิ่งเกิดเมฆที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมพัดแรง บางครั้งก็มีลูกเห็บตกลงมา

46 of 51

พายุฝนฟ้าคะนองก็ยังมีพายุอีก 2 รูปแบบ ได้แก่ พายุหมุนเขตร้อน (tropical cyclone) และพายุทอร์นาโด (tornado) โดยพายุทอร์นาโดเป็นพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงอย่างมากต่อบ้านเรือน มักก่อตัวขึ้นจาก Supercell thunderstorms หรือพายุฝนฟ้าคะนองที่เรียงตัวกันเป็นแนวยาว ส่วนใหญ่เราจะพบทอร์นาโดในทวีปอเมริกา และพบได้มากในบริเวณเส้นทางทอร์นาโด (tornado alley) ซึ่งอยู่ในที่ราบตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างเทือกเขาร็อกกี้และแม่น้ำมิสซิสซิปปี้

ลักษณะการหมุนเข้าหาตาพายุของลมจะมี 2 แบบ คือหมุนแบบทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งพบในพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในซีกโลกเหนือ และหมุนแบบตามเข็มนาฬิกาถ้าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในซีกโลกใต้

มาตราฟูจิตะ (อังกฤษ: Fujita scale, หรือ F-scale) หรือ มาตราฟูจิตะ–เพียร์สัน (อังกฤษ: Fujita–Pearson scale, หรือ FPP scale) เป็นมาตราสำหรับจำแนกพายุทอร์นาโด ระดับนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของพายุนั้นๆ โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 6 ประเภท (F0, F1, F2, F3, F4 และ F5) โดย F0 นั้นรุนแรงนัอยที่สุด และ F5 นั้นรุนแรงมากที่สุด 

47 of 51

แบ่งพายุหมุนเขตร้อนตามความเร็วลมสูงสุดใกล้บริเวณศูนย์กลางของพายุเป็น 3 ระดับ เรียงจากความรุนแรงน้อยไปมากดังนี้

พายุดีเปรสชัน (tropical depression) มีลักษณะเป็นกลุ่มเมฆและลมหมุนเป็นวงกลมแต่ไม่มีตาพายุที่ชัดเจน ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางสูงสุดจะไม่เกิน 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุโซนร้อน (tropical storm) เป็นพายุหมุนกำลังปานกลาง ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางสูงสุดจะอยู่ที่ 63-118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุโซนร้อนแฮเรียต” ที่พัดเข้าไทยเมื่อปี พ.ศ.2505 มาบ้าง สาเหตุที่พายุนี้เป็นที่จดจำของคนไทยนั่นก็เพราะนอกจากฝนตกหนักและความเร็วลม 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่พัดบ้านเรือนจนเสียหายแล้ว สิ่งที่มาพร้อมกับพายุโซนร้อนแฮเรียตยังมีปรากฏการณ์คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm surge) ซึ่งเป็นคลื่นสูงกว่า 4 เมตรพัดกวาดทำลายบ้านเรือกว่าร้อยหลังในบริเวณแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 911 คน สูญหาย 142 คน

พายุไต้ฝุ่น (typhoon) เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงสูงสุดเมื่อเทียบกับพายุดีเปรสชันและพายุโซนร้อน ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางสูงสุดของพายุไต้ฝุ่นจะอยู่ที่ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ตัวอย่างพายุไต้ฝุ่นที่เคยพัดเข้าประเทศไทย เช่น พายุไต้ฝุ่นเกย์หรือพายุไซโคลนกาวาลีที่พัดขึ้นจังหวัดชุมพรด้วยความเร็วลม 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อปี พ.ศ. 2532 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยในบริเวณหลายจังหวัด

48 of 51

49 of 51

50 of 51

หยาดน้ำฟ้าและปรากฎการณ์อื่นๆ

อีกหนึ่งองค์ประกอบของบรรยากาศภาค คือ หยาดน้ำฟ้าและปรากฏการณ์อื่น ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้ขึ้นมาสักหน่อย ซึ่ง ‘หยาดน้ำฟ้า’ ที่เราพูดถึงเป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมทั้งหยดน้ำและน้ำแข็งที่มีน้ำหนักพอจะสู้กับแรงต้านอากาศแล้วตกลงมาสู่พื้นได้โดยไม่ระเหยไปซะก่อน เช่น ฝน ฝนละออง (ฝนที่มีหยดน้ำขนาดเล็กกว่าฝนทั่วไป) ฝนน้ำแข็ง (ฝนที่แข็งตัวเป็นก้อนน้ำแข็งขณะกำลังตก) หิมะ ลูกเห็บ (ก้อนน้ำแข็งที่ตกลงมาจากเมฆคิวมูโลนิมบัสเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง)

ส่วนปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่หยาดน้ำฟ้า จะเป็นปรากฏการณ์ที่มีหยดน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่ได้ตกลงมาจากท้องฟ้า เช่น เมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง ฟ้าหลัว

51 of 51