การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน�กับผลประโยชน์ส่วนรวม�และคดีตัวอย่าง
นายนั้ง แสงเพชรไพบูรณ์
เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย
1
พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะผู้ว่าซีอีโอ ๗๕ จังหวัด
ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน
วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
“...ต้องเป็นคนที่สุจริต ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป
พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป
และถ้าทำในสิ่งที่สุจริตด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นสร้างความเจริญ
ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง ๑๐๐ ปี ส่วนคนไหนมีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง
ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย...”
“ผลประโยชน์ทับซ้อน” Conflict of Interests
การขัดกันแห่งผลประโยชน์
การขัดกันระหว่าง�ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม
ผลประโยชน์ทับซ้อน
แนวความคิด เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
(Conflict of Interests)
หลักการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สถานะหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่� ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐหรือตัวแทนของรัฐ
กับอีกสถานะหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นเอกชนคนหนึ่ง
แนวความคิดพื้นฐาน : ประโยชน์สาธารณะ
หลักการสากลในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความสัมพันธ์กับรัฐ ๒ สถานะดังกล่าว ดังนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องสามารถ แยกเรื่องตำแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ และห้ามการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
ความหมายของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
(Conflict of Interests)
ความหมาย : “ผลประโยชน์ทับซ้อน” �(Conflict of Interests)
เคนเนท เคอนาแฮน (Kenneth Kernaghan) :
“สถานการณ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ และได้ใช้อิทธิพลตามหน้าที่และความรับผิดชอบทางสาธารณะไปขัดกับผลประโยชน์ส่วนตัว”
แซนดร้า วิลเลียม (Sandra Williams) :
“การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการได้เปิดโอกาสให้เงิน หรือผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามามีอิทธิพลต่อหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องมีต่อสาธารณะ”
ความหมาย : “ผลประโยชน์ทับซ้อน” �(Conflict of Interests)
แพทริค บอเยอร์ (Patrick Boyer)
“สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐมีผลประโยชน์ส่วนตัวและได้ใช้อิทธิพลหรือจะใช้อิทธิพลของตำแหน่งหน้าที่ไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว”
ผาสุก พงษ์ไพจิตร
“สภาวะซึ่งการกำหนดนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม หรือการตัดสินใจทางการเมืองถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์เฉพาะของธุรกิจเอกชน อันทำให้ผลที่ออกมาคือนโยบายที่ให้ผลประโยชน์กับธุรกิจเอกชนบางรายบางกลุ่ม แต่สังคมโดยรวมเสียประโยชน์”
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม �หรือ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการใด ๆ ตามอำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับเข้าไปมีส่วนได้เสียกับกิจกรรมหรือการดำเนินการที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตนหรือพวกพ้อง ทำให้การใช้อำนาจหน้าที่/การใช้ดุลยพินิจ (เพื่อส่วนรวม) เป็นโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาครัฐ
พื้นที่สีขาว แทน ประโยชน์ส่วนตน
พื้นที่สีดำ แทน ประโยชน์ส่วนรวม
พื้นที่สีเทา เกิดจากการทับซ้อนของสีขาวและสีดำ เป็นพื้นที่เกิด
“การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม”
องค์ประกอบของผลประโยชน์ทับซ้อน �(Conflict of Interests)
ลักษณะพิเศษ : มิได้หมายถึงการทุจริตเสมอไป
จริยธรรม
ประโยชน์ทับซ้อน
ทุจริต ต่อหน้าที่
- เป็นแนวทางปฏิบัติที่ไม่ควรกระทำ หรือ ควรหลีกเลี่ยง
- มีทั้งที่กำหนดเป็นกฎหมาย และไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมาย แต่ขัดต่อจริยธรรมของสังคม
ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย�ต่อสังคม และเป็นบ่อเกิดของการทุจริต
ผิดจริยธรรม มีประโยชน์ทับซ้อน �ผิดกฎหมายโดยตรง มีบทลงโทษชัดเจน
- เป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติ / กฎกติกาของสังคมอย่างหนึ่ง
- ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร
- ไม่มีสภาพบังคับที่ชัดเจนทางกฎหมาย แต่มีโทษทางสังคม
แต่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรกระทำ บางกรณีมีกฎหมายกำหนดห้าม
ฝ่าฝืน
รูปแบบของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
(Conflict of Interests)
COI
6. การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
5. การรู้ข้อมูลภายใน
4. การทำงานพิเศษ
2. การทำธุรกิจกับตัวเอง �หรือเป็นคู่สัญญา
1. การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ
8. การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
7. การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์�ในทางการเมือง
10 รูปแบบ
3. การทำงานหลังจาก
ออกจากตำแหน่งสาธารณะ
หรือหลังเกษียณ
9. การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
10. รูปแบบอื่น ๆ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 1 การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
1.2 ความผิดทางอาญา | |
1.2.2) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 143 : ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจ�เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด | ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
ม. 144 : ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ | ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 1 การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
1.2 ความผิดทางอาญา | |
1.2.2) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 148 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท หรือประหารชีวิต |
กรณีตัวอย่าง : การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ
กรณีตัวอย่างที่ 1
นาย ก. เจ้าพนักงานของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งโดยชอบว่าจ้าง�นายขาวเป็นผู้ก่อสร้างอาคารให้แก่ทางราชการ และมีการเซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว นายขาวดีใจที่ตนได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น จึงนำเงินจำนวนหนึ่งไปมอบให้แก่นาย ก. โดยนาย ก. ได้รับเงินจำนวนนั้นไว้
กรณีตัวอย่างที่ 2
นาย ก. เจ้าพนักงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่พิจารณาที่จะว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นผู้ก่อสร้างอาคารให้แก่ทางราชการ แต่ก่อนทำสัญญา นาย ก. ได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากนายขาว จึงได้เชิญนายขาวมาทำสัญญา�ให้ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น
คดีทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข
1. ยกเลิกประกาศราคากลางยา แล้วไม่จัดทำประกาศราคากลางยาฉบับใหม่
ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน และภาครัฐต้องซื้อยาแพงเกินความเป็นจริง
2. สั่งการ จูงใจ ชี้แนะ หรือสั่งการให้พรรคพวกของตนเองไปดำเนินการจูงใจ
ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์หรือเจ้าหน้าที่�ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทเอกชนที่เป็นพรรคพวกของตนเอง
3. เรียกรับเงินจากบริษัทเอกชนที่ขายยาและเวชภัณฑ์ที่เข้าเป็นคู่สัญญานั้น �จำนวน 5,000,000 บาท
พฤติการณ์กระทำความผิด
คดีทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่ามีความผิดตาม
ป.อาญา ม.149 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ... เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
(เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม ม. 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ปรับบทลงโทษ �ม. 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก)
ลงโทษจำคุก 15 ปี
2. การทำธุรกิจกับตัวเอง หรือ เป็นคู่สัญญา
การทำธุรกิจกับตนเอง (Self - dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts)
เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เข้าไป�มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานที่ตนสังกัด โดยอาจจะเป็นเจ้าของบริษัท�ที่ทำสัญญาเอง หรือเป็นของเครือญาติ สถานการณ์เช่นนี้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง หรือ�เรียกได้ว่าเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 2 การทำธุรกิจกับตนเองหรือเป็นคู่สัญญา | ||
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ | |
2.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | ||
2.1.1) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน | ||
ข้อ 6 : ข้าราชการต้องละเว้นจากการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่และไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้ ... (3) ไม่เสนอ หรืออนุมัติโครงการ การดำเนินการ หรือการทำนิติกรรมหรือสัญญาซึ่งตนเองหรือบุคคลอื่นจะได้ประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือประมวลจริยธรรมนี้ | โทษทางวินัยมี 5 สถาน | |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 2 การทำธุรกิจกับตนเองหรือเป็นคู่สัญญา | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
2.2 ความผิดทางอาญา | |
2.2.1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 | |
ม.126 : ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด ดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ (1) : เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ... (2) : เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ... (3) : รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว... | ม.168 : เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืน ม. 126 ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 2 การทำธุรกิจกับตนเองหรือเป็นคู่สัญญา | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
2.2 ความผิดทางอาญา | |
2.2.2) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 152 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด �เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท |
3. การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ
การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ �(Post – employment) เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นจากตำแหน่งสาธารณะ และไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันหรือบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดิม โดยบุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งในสาธารณะมาก่อน มักจะ รู้ข้อมูลความลับ ขั้นตอนวิธีการทำงาน มีอิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ และใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์จากที่เคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานเดิมนั้น�หาประโยชน์จากหน่วยงานให้กับบริษัทและตนเอง
3. การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ
นอกจากนี้อาจมีข้อสงสัยได้ว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ได้มีการ�เอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน หรือมีการปฏิบัติหน้าที่ไปโดยไม่ถูกต้องเพื่อเอกชนนั้น และเมื่อพ้นจากตำแหน่งก็จะได้รับการตอบแทนคืนจากภาคเอกชน ซึ่งในกรณีนี้อาจเป็นการเรียกรับสินบนซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 3 การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
3.1 ความผิดทางอาญา | |
3.1.1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 | |
ม. 127 : ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด �ห้ามเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชน... ตาม ม.126 (4) ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง | ม.170 : เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติ ม. 127 ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
กรณีตัวอย่าง : การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ
กรณีตัวอย่าง
4. การทำงานพิเศษ
การทำงานพิเศษ (Outside employment or moonlighting)
ในรูปแบบนี้มีได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ�ตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานหรือองค์การสาธารณะ�ที่ตนสังกัด หรือการรับจ้างพิเศษเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยตำแหน่ง�ในราชการสร้างความน่าเชื่อถือว่าโครงการของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัดในการพิจารณาจากหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 4 การทำงานพิเศษ | ||
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ | |
4.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | ||
4.1.1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 | ||
มาตรา 82 : กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ... (5) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้ ... | โทษทางวินัยมี 5 สถาน | |
มาตรา 83 : ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้ ... (6) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท | โทษทางวินัยมี 5 สถาน | |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 4 การทำงานพิเศษ | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
4.2 ความผิดทางอาญา | |
4.2.1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 | |
ม.126 : ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด ดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ (4) : เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชน... | ม.168 : เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืน ม. 126 ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
กรณีตัวอย่าง : การทำงานพิเศษ
กรณีตัวอย่าง
คดีพิธีกรรายการชิมไป บ่นไป
สมาชิกวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี (นาย ส.) สิ้นสุดลง เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 ม.267 บัญญัติไว้ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย
พฤติการณ์กระทำความผิด
นาย ส. ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเป็นพิธีกรในรายการ “ชิมไป บ่นไป” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ITV และรายการอื่น ๆ ของบริษัท A. อันเป็นบริษัทของเอกชนที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร ทั้งก่อนเข้ารับตำแหน่งและหลังจากเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
คำพิพากษาคดีพิธีกรรายการชิมไป บ่นไป
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลังจากนาย ส. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว �ยังคงเป็นพิธีกรรายการดังกล่าวอยู่ ให้แก่บริษัท A. เมื่อพิเคราะห์ถึงกิจการงาน�ที่บริษัท A. ได้กระทำร่วมกับผู้ถูกร้องมาโดยตลอดเวลาหลายปี โดยบริษัท A. ทำเพื่อมุ่งค้าหากำไร มิใช่เพื่อการกุศลสาธารณะ และนาย ส. ก็ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะและภารกิจ
ดังนั้น การกระทำและนิติสัมพันธ์ดังกล่าว จึงอยู่ในขอบข่ายของมาตรา 267 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
ศาลจึงวินิจฉัยว่า นาย ส. กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้
ความเป็นรัฐมนตรีของนาย ส. นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว
5. การรู้ข้อมูลภายใน
การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information)
เป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ประโยชน์จากการที่ตนเองรับรู้ข้อมูลภายในหน่วยงาน และนำข้อมูลนั้นไปหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง อาจจะไปหาประโยชน์โดยการขายข้อมูลหรือเข้าเอาประโยชน์เสียเอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 5 การรู้ข้อมูลภายใน | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
5.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | |
5.1.1) พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 | |
ม. 82 : กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ... (6) ต้องรักษาความลับของราชการ | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
5.2.2) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน | |
ข้อ 9 : ข้าราชการต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว ไม่ถ่วงเวลาให้เนิ่นช้าและใช้ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการดำเนินงานเพื่อการในหน้าที่... โดยอย่างน้อยต้องวางตนดังนี้ (1) ไม่ใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการดำเนินงานไปเพื่อการอื่น อันไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือบุคคลอื่น | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 5 การรู้ข้อมูลภายใน | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
5.2 ความผิดทางอาญา | |
5.2.1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 | |
ม.180 : ผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ... | ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
วรรคสอง : หากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่งเป็นการเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของผู้กล่าวหา หรือชื่อและที่อยู่ของผู้ชี้ช่อง แจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง หรือเปิดเผยทะเบียนที่จัดทำขึ้น... | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 5 การรู้ข้อมูลภายใน | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
5.2 ความผิดทางอาญา | |
5.2.2) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 164 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น | ต้องระวางโทษ : จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
กรณีตัวอย่าง : การรู้ข้อมูลภายใน
กรณีตัวอย่างที่ 1
กรณีตัวอย่างที่ 2
คดีทุจริตสอบข้าราชการครู
นาย A. เป็นข้าราชการครู ตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่โรงเรียน 1.
และ นาย B. เป็นข้าราชการครู ตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่ โรงเรียน 2.
นาย A. และนาย B. ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือสัมภาษณ์ (ภาค ค.) ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูในหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดปราจีนบุรี
คดีทุจริตสอบข้าราชการครู
นาย A. และ นาย B. ได้ล่วงรู้ข้อสอบวิชาความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) และวิชาความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข.) และได้ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต �นำข้อสอบ ภาค ก. และ ภาค ข. ซึ่งเป็นความลับในราชการออกเปิดเผย จัดจำหน่ายจ่ายแจก และกระทำด้วยประการใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้แก่ผู้สมัครสอบแข่งขันได้ล่วงรู้ความลับนั้น โดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาของศาลคดีทุจริตสอบข้าราชการครู
ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คือ นาย A. และ นาย B. เป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ ?
ข้อเท็จจริง คือ นาย A. และนาย B. ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์) ย่อมถือว่านาย A. และ นาย B. เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ในการสอบครั้งนี้
แม้นาย A. และ นาย B. จะเป็นเพียงกรรมการสัมภาษณ์ก็ตาม แต่การเป็นเจ้าพนักงาน�มีหน้าที่ในการสอบย่อมครอบคลุมตั้งแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้ง จนถึงวันที่การสอบเสร็จสิ้น หาใช่เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เฉพาะในช่วงการสอบสัมภาษณ์เท่านั้น
ดังนั้น การที่ นาย A. และ นาย B. มีเจตนาทุจริต ร่วมกันนำข้อสอบซึ่งเป็นความลับทางราชการไปเปิดเผยเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เข้าสอบแข่งขันคนอื่น ๆ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ
ศาลพิพากษาลงโทษ ตาม ป.อาญา ม. 157 และ ม. 164 ลงโทษจำคุก คนละ 5 ปี
6. การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (Using your employer’s property for private advantage) เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาทรัพย์สินของราชการซึ่งจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง หรือการใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปทำงานส่วนตัว
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 6 การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
6.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | |
6.1.1) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน | |
ข้อ 5 : ข้าราชการต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้ ... (2) ไม่ใช้เวลาราชการ เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกของทางราชการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
ข้อ 10 : ข้าราชการต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษาคุณภาพ และมาตรฐานแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้ ... (2) ใช้งบประมาณ ทรัพย์สิน สิทธิและประโยชน์ที่ทางราชการจัดให้ ด้วยความประหยัดคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 6 การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
6.2 ความผิดทางอาญา | |
6.2.1) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 147 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท |
ม. 151 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท |
ม. 153 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท |
กรณีตัวอย่าง :การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ฐานเป็น�เจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม. 151 และ ม. 157
จึงพิพากษาให้จำคุก 5 ปี
กรณีตัวอย่าง
กรณีตัวอย่าง :การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
กรณีตัวอย่าง
ได้ใช้รถยนต์ราชการ ยี่ห้อ MAZDA หมายเลขทะเบียน กฉ ๙๓๐ เชียงราย ของเทศบาลนครเชียงราย เดินทางไปที่ร้านคาซามีโอ ซึ่งเป็นสถานบันเทิงตั้งอยู่ถนนกลางเวียง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์วันเกิดเจ้าหน้าที่เทศกิจของเทศบาลนคร ต่อมาเวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวกลับ เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่ได้รายงานอุบัติเหตุเฉี่ยวชนให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
กรณีตัวอย่าง :การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
กรณีตัวอย่าง
- ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตาม
ป.อาญา ม. ๑๕๑
- ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อาญา
ม. ๑๕๗
กรณีตัวอย่าง :การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
กรณีตัวอย่าง
- ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พรป.ปปช. พ.ศ. 2561 ม.172
- มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาลอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดเชียงราย เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ข้อ 7 วรรคสาม ข้อ 10 วรรคสอง และข้อ 23 วรรคสอง
7. การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้ง�เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง
การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork - barreling) เป็นการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงอนุมัติโครงการไปลงพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อหาเสียง
กรณีตัวอย่าง : การที่นักการเมืองในจังหวัด ขอเพิ่มงบประมาณเพื่อทำโครงการตัดถนนหรือสร้างสะพานในจังหวัด โดยใช้ชื่อหรือนามสกุลตนเองเป็นชื่อสะพานและถนนนั้น เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสิ่งสาธารณะ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 7 การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง | ||
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ | |
7.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | ||
7.1.1) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 | ||
ม. 144 : ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย .... วรรคสอง : ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ | - ถ้าผู้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้น 1) สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย 2) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 3) รับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย | |
วรรคสาม : แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแต่มิได้สั่งยับยั้ง | - ให้คณะรัฐมนตรี 1) พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ 2) และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 3) รับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย | |
คดีใช้งบหลวงทำป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคล
สตง. ตรวจสอบงบการเงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พบการเบิกจ่ายเงินโดยมิชอบด้วยระเบียบหรือหนังสือสั่งการ เนื่องจาก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้เบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นค่าจ้างจัดทำป้ายผ้าไวนิลประชาสัมพันธ์ จำนวน 3 ผืน ที่มีข้อความว่า “พูดนิ่ม ยิ้มหวาน บริการดี �สืบสานปีใหม่ไทย ห่วงใยพี่น้องชาวสกล” พร้อมชื่อ ตำแหน่ง และรูปของตนเอง เป็นเงิน 30,240 บาท เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานประเพณีสงกรานต์
อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 4 ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว 2025 ลว. 20 มิ.ย. 2549 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ของอปท. ที่กำหนดว่า การจัดทำงบประมาณตามแผนงานหรือโครงการของอปท. นั้น ควรให้ความสำคัญในการจัดทำโครงการที่ใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะที่ตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างจริง ไม่สมควรตั้งงบประมาณในลักษณะฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น หรือตั้งงบประมาณในลักษณะเป็นการประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคล
คดีใช้งบหลวงทำป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคล
อบจ. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยมีข้อสรุปว่าไม่เอาผิดนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และได้ส่งรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงไปยังกรมบัญชีกลาง
กรมบัญชีกลาง มีความเห็นว่า รูปแบบและข้อความของป้าย เป็นลักษณะของการประชาสัมพันธ์ตนเอง ซึ่งไม่ได้แสดงถึงรูปแบบของงานและกำหนดระยะเวลาการจัดงาน อีกทั้งไม่มีภาพกิจกรรมที่สามารถสื่อถึงกิจกรรมการจัดงานประเพณีสงกรานต์ได้ จึงมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้อุทธรณ์คำสั่งของกรมบัญชีกลาง ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด �ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอุทธรณ์แล้ว วินิจฉัยยืนตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมบัญชีกลาง
คดีใช้งบหลวงทำป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคล
ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง�
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด�ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
คดีหมายเลขแดงที่ 0.185/2559
8. การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
การใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง(Nepotism) หรืออาจจะเรียกว่าระบบอุปถัมภ์พิเศษ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 8 การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
8.1 ความผิดทางอาญา | |
8.1.1) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 148 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท หรือประหารชีวิต |
ม. 151 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท |
ม. 152 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด �เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท |
กรณีตัวอย่าง : การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
กรณีตัวอย่างที่ 1
นาย A. เป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่สรรหาหรือคัดเลือกผู้สมัครเพื่อจะมาดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และภรรยาของนาย A. ได้สมัครเข้ารับการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวด้วย กรณีเช่นนี้ นาย A. ในฐานะกรรมการสรรหา ย่อมมีหน้าที่คัดสรร�ผู้ที่เหมาะสมและดีที่สุดเพื่อมาดำรงตำแหน่ง แต่นาย A. มีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ด้วยในขณะเดียวกัน
สถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนย่อมระแวงสงสัยได้ว่า นาย A. จะไม่ใช้ดุลยพินิจเลือกผู้ที่เหมาะสมและดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
กรณีตัวอย่าง : การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
ศาลชั้นต้น ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง
กรณีตัวอย่างที่ 2
โจกท์ฟ้อง :
นาย ธ. จำเลยที่ 1 ขณะนั้นในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และนาย ช. อดีตรักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
โจทก์ยื่นอุทธรณ์.... ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
กรณีตัวอย่าง : การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
นาย ธ. จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุกนาย ธ. จำนวน 2 ปี เเละให้ยกฟ้อง นาย ช. จำเลยที่ 2
กรณีตัวอย่างที่ 2
ศาลอุทธรณ์พิพากษาเเก้เป็น
จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบ 83 ให้จำคุก 2 ปี
เเต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้เเก่จำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่เเก้ให้เป็นไปตามชั้นต้น
กรณีตัวอย่าง : การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย... เห็นว่า
นาย ธ. จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมขอให้ย้ายโจทก์กับข้าราชการอื่นอีก 4 คน โดยขอให้ย้ายโจทก์จากตำเเหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาไปดำรงตำเเหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ
โจทก์จึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่ง ก.พ.ค. �มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2555 ว่า การย้ายโจทก์เป็นการย้ายที่ดำรงตำเเหน่งต่ำกว่าเดิม เเละไม่ใช่การย้ายประจำปี
กรณีตัวอย่างที่ 2
กรณีตัวอย่าง : การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง
ส่วนกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบเเละส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. หาได้เป็นเหตุให้คู่กรณีมีอำนาจย้ายโจทก์ให้ไปดำรงตำเเหน่งที่ต่ำกว่าเดิมโดยไม่ยินยอมเเละยังถือไม่ได้ว่าโจทก์อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัย หรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คู่กรณียกเลิกคำสั่งดังกล่าว (ต่อมาเมื่อนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบคำสั่งจึงมีคำสั่งยกเลิกย้ายโจทก์)
กรณีตัวอย่างที่ 2
9. การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (influence)
การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง�เข้าแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยระเบียบ และกฎหมายหรือฝ่าฝืนจริยธรรม
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 9 การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอื่น | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
9.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | |
9.1.1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2551 | |
ม. 185 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) การปฏิบัติราชการหรรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น (2) การกระทำในลักษณะที่ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ .... (3) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น | พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 9 การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอื่น | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
9.1 ความผิดทางวินัย/ถอดถอน/ฝ่าฝืนจริยธรรม | |
9.1.2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 | |
ม. 84 : ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้... (3) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น (5) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
9.1.3) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน | |
ข้อ 4 : ข้าราชการต้องมีจิตสำนึกที่ดีและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้ ... (2) ละเว้นจากการกระทำทั้งปวงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือของข้าราชการอื่น ไม่ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอื่นโดยมิชอบ | โทษทางวินัยมี 5 สถาน |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่ 9 การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอื่น | |
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง | บทกำหนดโทษ |
9.2 ความผิดทางอาญา | |
9.2.1) ประมวลกฎหมายอาญา | |
ม. 148 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น | ต้องระวางโทษ : จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท หรือประหารชีวิต |
กรณีตัวอย่าง : การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
นาย A. เป็นหัวหน้าส่วนราชการแห่งหนึ่งในจังหวัด ได้รู้จักสนิทสนมกับ นาย B. หัวหน้าส่วนราชการอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน นาย A. จึงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวฝากลูกชาย คือ นาย C. เข้ารับราชการภายใต้สังกัดของนาย B.
กรณีตัวอย่าง : การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
กรณีตัวอย่าง : การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ในการประชุม วันที่ 23 ก.ย. 2558 ได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่ง ก.ศป. ลับ ที่ 7/2558 ลงวันที่ 17 มี.ค. 2558 กรณี�นาย ห. ประธานศาลปกครองสูงสุด แล้ว มีมติว่า “แม้ไม่ปรากฏชัดว่า นาย ห. ได้มีการมอบหมายให้ นาย ด. เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง มีหนังสือสองฉบับดังกล่าว แต่พยานหลักฐานก็รับฟังได้ว่านาย ห. มีส่วนรู้เห็นเป็นใจและรับทราบในกรณีที่นาย ด. กระทำการดังกล่าวอันเป็นการกระทำผิดวินัย ฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็น�ผู้ประพฤติชั่ว ซึ่งถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่สมควร ตามข้อ 5 และข้อ 11 วรรคหนึ่ง ของประกาศ ก.ศป. เรื่อง วินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครอง ลงวันที่ 19 ธ.ค. 2544 ให้นาย ห. ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ก.ศป. มีมติ”
กรณีตัวอย่าง : การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
ส่วน นาย ด. อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง
คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสรุปว่า การกระทำของนาย ด. เลขาธิการสำนักงาน�ศาลปกครอง ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามจริยธรรมข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยมีมูล�อันควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และการกระทำดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่าได้รับมอบหมายหรือรู้เห็นเป็นใจจากนาย ห. ประธานศาลปกครองสูงสุด
กรณีตัวอย่าง : การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น
จึงเห็นควรลงโทษให้ภาคทัณฑ์ แต่เนื่องจากนาย ด. เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้ถูกพักงานนานแล้วเป็นเวลา 2 เดือน และไม่ปรากฏความเสียหายในรูปธรรมที่สำนักงาน�ศาลปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงให้งดโทษภาคทัณฑ์ แต่ยังให้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์
โดยให้พึงระมัดระวังในการรักษาชื่อเสียงภาพลักษณ์ และเกียรติภูมิของสำนักงานศาลปกครอง และศาลปกครอง รวมทั้งรักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน ไม่ให้เสื่อมเสียง ตลอดจนไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง หรือผู้อื่น โดยให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของจริยธรรม ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และวินัยที่กำหนดอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ
10. การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมรูปแบบอื่น ๆ
คือ พฤติการณ์ของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมที่นอกเหนือจาก 9 รูปแบบดังกล่าว
สรุปความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์ทับซ้อนกับการทุจริตต่อหน้าที่
ประเด็นเปรียบเทียบ | ผลประโยชน์ทับซ้อน | การทุจริตต่อหน้าที่ |
มีสถานะเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ | - ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มีบางกรณีที่กฎหมายบัญญัติครอบคลุมไปถึงหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น การทำงานหลังเกษียณ (ตามบทบัญญัติมาตรา 127) | - ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ |
มีอำนาจหน้าที่ | มีทั้งกรณีที่มีอำนาจหน้าที่และไม่ต้องมีอำนาจหน้าที่ 1) กรณีมีอำนาจหน้าที่ เช่น การเป็นคู่สัญญา 2) กรณีที่ไม่ต้องมีอำนาจหน้าที่ เช่น การรับประโยชน์ต่าง ๆ | - ต้องมีอำนาจหน้าที่ |
เพื่อให้ตนเอง/ผู้อื่นได้ประโยชน์ | - ตนเอง/ผู้อื่นได้ประโยชน์ | - ตนเอง/ผู้อื่นได้ประโยชน์ |
มีเจตนาทุจริต | - มี/ไม่มีเจตนาทุจริตก็ได้ | - ต้องมีเจตนาทุจริต |
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล
กับประโยชน์ส่วนรวม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
หมวด 6
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
(มาตรา 126 - 129)
มาตรา 4
“เจ้าพนักงานของรัฐ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่ง�ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาตรา 4
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือในรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ หรือเจ้าพนักงานอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติและให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และบุคคลหรือคณะบุคคลบรรดาซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้ใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐด้วย
มาตรา 4
“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” หมายความว่า
1) นายกรัฐมนตรี 2) รัฐมนตรี 3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4) สมาชิกวุฒิสภา
5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก 1) และ 2) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ�ข้าราชการการเมือง
6) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
มาตรา 4
“ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง�ในองค์กรอิสระตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติยกเว้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินด้วยยกเว้นกรณีตามมาตรา 11 (1)
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการด้วย
มาตรา 4
“ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำหรับข้าราชการพลเรือน และปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำหรับข้าราชการทหาร และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการ และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา 126
มาตรา 126 นอกจากเจ้าพนักงานของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐ�ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด ดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
(1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี
มาตรา 126
(2) เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี เว้นแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดไม่เกินจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา 126
(3) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี เว้นแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดไม่เกินจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
มาตรา 126
(4) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะที่เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ของทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น
มาตรา 126
วรรคสอง : ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าพนักงานของรัฐตามวรรคหนึ่งด้วย โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าพนักงานของรัฐ เว้นแต่เป็นกรณีที่คู่สมรสนั้นดำเนินการอยู่ก่อนที่เจ้าพนักงานของรัฐจะเข้าดำรงตำแหน่ง
วรรคสาม : คู่สมรสตามวรรคสองให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
เจ้าพนักงานของรัฐที่มีลักษณะตาม (2) หรือ (3) ต้องดำเนินการไม่ให้มีลักษณะดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่ง
มาตรา 126
มาตรา 168 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 126 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
กรณีความผิดตามมาตรา 126 วรรคสอง ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าพนักงานของรัฐนั้น�รู้เห็นยินยอมด้วย เจ้าพนักงานของรัฐนั้นต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 126 (1)
การเป็นคู่สัญญา หมายถึง การเข้ามาทําสัญญาโดยตรงกับหน่วยงานของรัฐ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐในตําแหน่งนั้น เป็นผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอํานาจ กํากับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดําเนินคดี
การมีส่วนได้เสียในสัญญา หมายถึง การใช้อํานาจหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสัญญานั้น หรือการเข้าไปดําเนินการใด ๆ
เช่น นายกเทศมนตรี ก เข้าทำสัญญาก่อสร้างอาคารให้กับเทศบาล ก
มาตรา 126 (2)
การเป็นหุ้นส่วน หมายถึง การที่บุคคลได้ลงทุนร่วมกัน ในห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจํากัด
การเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท หมายถึง การมีหุ้นในบริษัทตามทะเบียนผู้ถือหุ้น และบริษัทที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหุ้นอยู่นั้น
เช่น นายกเทศมนตรี ก ถือหุ้นในบริษัท ก เกิดจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด และบริษัท ก เข้าเป็นคู่สัญญากับเทศบาล ก
มาตรา 126 (3)
สัญญาสัมปทาน หมายถึง สัญญาที่เอกชนได้รับอนุญาตจากรัฐ ให้ดําเนินการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- สัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนจัดทําบริการสาธารณะ เช่น สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สัญญาสัมปทานในกิจการโทรมนาคม
- สัญญาที่รัฐให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
- สัญญาที่รัฐให้เอกชนแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่นการทําเหมืองแร่ การทําโรงโม่หิน รังนกอีแอ่น เป็นต้น
เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถือหุ้นอยู่ในบริษัท ก เกินจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ต่อมา บริษัท ก เข้าไปรับสัมปทานเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ
มาตรา 126 (4)
เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะที่เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้าง�ในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่�เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ของทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น
เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับบริษัทยา
คู่สมรส หมายถึง ???
มาตรา 126 วรรคสาม
คู่สมรสตามวรรคสองให้หมายความรวมถึง “ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส” ด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ�เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส�อันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ. ๒๕๖๑
ข้อ 3 บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐ และมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือเป็นคู่สมรสตามมาตรา 102 วรรคสอง และมาตรา 126 วรรคสาม
(1) ได้ทําพิธีมงคลสมรสหรือพิธีอื่นใดในทํานองเดียวกันกับเจ้าพนักงานของรัฐ โดยมีบุคคล�ในครอบครัวหรือบุคคลภายนอกรับทราบว่าเป็นการอยู่ กินเป็นสามีภริยากันตามประเพณี
(2) เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากันหรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้�ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะดังกล่าว
ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งจดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐและต่อมาได้จดทะเบียน�หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย แต่ยังแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์ซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นสามีหรือภริยากัน
สรุปมาตรา 126 เจ้าพนักงานของรัฐ ควรรู้ !!!
- เดิม คือ มาตรา 100 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
- เดิม ใช้บังคับกับ 4 ตำแหน่ง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น
1) ตำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐที่ต้องห้ามดำเนินกิจการตามมาตรา 126 คือ กรรมการ ป.ป.ช. และ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินด้วย)
2) ตำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐที่ต้องห้ามดำเนินกิจการตามประกาศที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด
สรุปมาตรา 126 เจ้าพนักงานของรัฐ ควรรู้ !!!
ห้ามกระทำการ 4 ประการ ได้แก่
1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ
2) เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ
3) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญาอันมีลักษณะผูกขาดตัดตอนเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว
4) เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ
มาตรา 127
มาตรา 127 ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ดำเนินการใดตามมาตรา 126 (4) ภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 170 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 127 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 128
มาตรา 128 ห้ามมิให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุพการี สืบสันดาน หรือญาติที่ให้ตามประเพณี หรือตามธรรมจรรยาตามฐานานุรูป
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐมาแล้วไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 128
มาตรา 169 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 128 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 128
“ประโยชน์อื่นใด” หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน
“การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา” หมายความว่า การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากญาติหรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่าง ๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม
“ญาติ” หมายความว่า ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุง ป้า น้า อา คู่สมรส ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม
ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 103
ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้
(1) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจํานวน�ที่เหมาะสมตามฐานานุรูป
(2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท
(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป
ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 103
ข้อ 7 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีราคาหรือมีมูลค่ามากกว่าที่กําหนดไว้ในข้อ 5 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมาแล้วโดยมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐ�ผู้นั้นต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยทันทีที่สามารถกระทําได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจําเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่
การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีมูลค่ามากกว่าที่กำหนด
เจ้าพนักงานรับมาแล้ว โดยมีความจำเป็นเพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดี
แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงต่อผู้บังคับบัญชาโดยทันที
ไม่สมควรรับ
คืนทรัพย์สิน หรือประโยชน์แก่ผู้ให้ทันที
ไม่สามารถคืนได้
ส่งมอบทรัพย์สิน หรือประโยชน์ให้เป็นสิทธิของหน่วยงาน
ผล เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นไม่เคยรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าวเลย
ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ�ระดับกระทรวง หรือเทียบเท่า �รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ไว้
ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน
ประธานกรรมการ และกรรมการ�ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ�รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ไว้
แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตามที่กำหนด
ผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. �และสมาชิกสภาท้องถิ่น�รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ไว้
แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานสภาท้องถิ่น แล้วแต่กรณี�เพื่อดำเนินการตามที่กำหนดไว้
สรุปมาตรา 128 เจ้าพนักงานของรัฐ ต้องรู้ !!!
- เดิม คือ มาตรา 103 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
- ใช้บังคับกับ เจ้าพนักงานของรัฐทุกคน ทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง ฯลฯ
+ ผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐมาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีด้วย
หลัก = ห้ามรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
เว้นแต่
1) รับตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่น�ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเบี้ยประชุม
2) จากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติที่ให้ตามประเพณี หรือตามธรรมจรรยาตามฐานานุรูป
3) รับตามธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด : ไม่เกิน 3,000 บาท
มาตรา 129
มาตรา 129 การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติในหมวดนี้ให้ถือว่าเป็น�การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
ข้อ 5 ข้าราชการต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตําแหน่งหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติ เหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้
(1) ไม่นําความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง �พรรคพวก เพื่อนฝูง หรือผู้มีบุญคุณส่วนตัว มาประกอบการใช้ดุลพินิจให้เป็นคุณ�หรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น หรือปฏิบัติต่อบุคคลนั้นต่างจากบุคคลอื่นเพราะชอบหรือชัง
(2) ไม่ใช้เวลาราชการ เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ หรือสิ่งอํานวย�ความสะดวกของทางราชการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเองหรือผู้อื่นเว้นแต่�ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย
(3) ไม่กระทําการใด หรือดํารงตําแหน่ง หรือปฏิบัติการใดในฐานะส่วนตัว �ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงหรือสงสัยว่าจะขัดกับประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ใน�ความรับผิดชอบของหน้าที่ ในกรณีมีความเคลือบแคลงหรือสงสัย ให้ข้าราชการผู้นั้นยุติ�การกระทําดังกล่าวไว้ก่อน แล้วแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาเมื่อคณะกรรมการ จริยธรรมวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วจึงปฏิบัติตามนั้น
(4) ในการปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบในหน่วยงานโดยตรงหรือหน้าที่อื่นในราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการต้องยึดถือประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ของทางราชการหรือประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนกลุ่ม อันจําเป็นต้องวินิจฉัยหรือชี้ขาด ต้องยึดประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์ส่วนรวมเป็นสําคัญ
แนวทางการป้องกัน
ผลประโยชน์ทับซ้อน
ปรับฐานความคิด “คิดฐาน2”
ระบบเลข “ฐานสิบ” (Decimal number system) หมายถึง ระบบเลขที่มีตัวเลข 10 ตัว
คือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9
เป็นระบบคิดเลขที่ใช้กันมานาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้บอกปริมาณหรือบอกขนาด
สอดคล้องกับระบบ “Analog” ที่ใช้�ค่าต่อเนื่องหรือสัญญาณซึ่งเป็นค่าต่อเนื่อง หรือแทนความหมายของข้อมูลโดยการใช้ฟังก์ชั่นที่ต่อเนื่อง (Continuous)
ระบบเลข “ฐาน10”
ระบบเลข “ฐาน 2”
ระบบเลข “ฐานสอง” (Binary number system) หมายถึง ระบบเลขที่มีสัญลักษณ์เพียง 2 ตัว คือ 0 (ศูนย์) กับ 1 (หนึ่ง)
สอดคล้องกับการทำงานระบบ Digital �ที่มีลักษณะการทำงานภายในเพียง 2 จังหวะคือ 0 กับ 1 หรือ On กับ Off (Discrete)
ตัดกันเด็ดขาด
ระบบ“ฐานสิบ” (Analog) กับ ระบบ“ฐานสอง”(Digital)
การรับมือกับสถานการณ์
การขัดกันแห่งผลประโยชน์
- กรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้มีอำนาจควรหยุดการปฏิบัติหน้าที่ หรือหยุดการพิจารณา วินิจฉัย หรือลงมติ ในเรื่องนั้น
- กรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ได้ ควรแจ้ง ประกาศ หรือเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชา หรือสาธารณะ
- กรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ได้ ควรปฏิบัติหน้าที่ หรือพิจารณาโดยยึดหลักเหตุผล โปร่งใส และเปิดเผย
- ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์
หลัก : ไม่อยู่ในสถานการณ์ของการขัดกันแห่งผลประโยชน์เสียแต่ต้น
แนวทางการรับมือกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย
ใครๆเขาก็ทำกัน
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
เมื่อ มกราคม 59 นายเชวง วัฒนธีรางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สพป.น่าน เขต 2 เรียกรับเงินจากผู้รับจ้าง ติดตั้งและปรับปรุงไฟฟ้าภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ และนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญาตาม ป.อาญาม.90,91,149,151,157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่าฝืนบทบัญญัติห้ามมิให้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓ ประกอบมาตรา ๑๒๒ และให้ส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยและส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญา
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย
เอารถหลวงไปจำนำ!!!
แถมเบิกน้ำมันระหว่างจำนำ
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
นาย ก อดีตนายก อบจ.แห่งหนึ่ง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ. ได้ทำบันทึกขอใช้รถยนต์ของ อบจ.ไปใช้ในการปฏิบัติราชการและขอนำไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักส่วนตัวหลังจากปฏิบัติราชการเสร็จ
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย ข ตำแหน่ง สจ. ได้นำรถยนต์ส่วนตัวไปจำนำประกันการกู้ยืม ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไว้กับร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ต่อมาได้นำรถยนต์ของ อบจ.ที่อยู่ในความครอบครองของ นาย ก ข้างต้นไปจำนำแทนรถยนต์ส่วนตัวที่จำนำไว้เดิม และได้ขอวงเงินกู้ยืมอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาท
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ บาท จนกระทั่งมีพนักงานขับรถยนต์ของ อบจ.ได้มาพบเห็นรถยนต์ของ อบจ.คันดังกล่าวจอดอยู่หน้าร้านคาราโอเกะ สอบถามเจ้าของร้านได้ความว่า นาย ข นำมาจำนำไว้
และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ในช่วงระยะเวลาที่รถยนต์ของ อบจ. คันดังกล่าวได้ถูกนำไปจำนำไว้ นาย ก กลับเบิก จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากทางราชการ เป็นเงินรวม ๑๐๙,๖๑๗.๒๐ บาท
ปปช. มีมติว่าการกระทำของนาย ก มีความผิด ส่งฟ้องศาล ศาลฎีฎาพิพากษาจำคุกนาย ก ๒๐ ปี ส่วนนาย ข ตายระหว่างฟ้องคดี
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
เปิดคำพิพากษา จำคุก ผอ.ร.ร.อนุบาล 192 ปี ให้เด็กกินขนมจีนคลุกน้ำปลา
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 พิพากษานายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ในความผิด
ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 77 กระทงๆ 5 ปี รวม 385 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ 192 ปี
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
จำคุกคนละ 26 ปี ปรับคนละ 3 ล้านกว่าบาท แก๊งฮั้วประมูลนมโรงเรียนใน จ.เชียงใหม่
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
นายโสภณ ใจจันทร์ อายุ 49 ปี เจ้าของ หจก.เชียงใหม่โสภณพาณิชย์, นายอินสม นาระต๊ะ อายุ 62 ปี พนักงานขับรถยนต์ หจก.เชียงใหม่ฯ และ นายณัฐภูมิ หรือ อ้ายมั่น ขันคำ อายุ 33 ปี ผู้จัดการแผนกนม หจก.เชียงใหม่ฯ ร่วมกันตกลงในการเสนอราคาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งมีสิทธิ์ทำสัญญากับหน่วยงานของราชการโดยเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
พฤติกรรม คือ ระหว่างวันที่ 6 ต.ค. - 18 พ.ย. 2551 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันตกลงเสนอราคาเพื่อทำสัญญาจัดซื้อนมโรงเรียนพาสเจอร์ไรซ์ และนมยูเอชที ขนาด 200 มิลลิลิตร กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนระดับประถมศึกษา ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 9 พื้นที่ รวม 13 สัญญา ใน จ.เชียงใหม่ โดยใช้กลอุบาย และการสมยอมเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้มีสิทธิเสนอราคา โดยทุกครั้งที่มีการประกวดราคาจัดซื้อนมโรงเรียน จำเลยคนหนึ่งคนใดจะเสนอราคากลาง ขณะที่จำเลยคนอื่นจะเสนอราคาที่สูงกว่าราคากลางเสมอ
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
จากการตรวจค้น หจก.เชียงใหม่ฯ ของจำเลยที่ 1 พบหนังสือมอบอำนาจ และ ตรายางของบริษัทห้างร้านอื่นที่ค้านม ซึ่งจำเลยทั้งสาม นำไปใช้ในการยื่นซองประกวดราคาต่อสถานศึกษาต่างๆ โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ทำในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่แทนในลักษณะสมรู้ร่วมคิดกับ บริษัท ห้างร้าน และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลต่างๆ ที่สามารถกำหนดให้ใครเป็นผู้ชนะการประกวดราคาก็ได้ในท้องที่นั้นๆ โดยจำเลยทราบเรื่องดี และตกลงรับหน้าที่เป็นผู้ยื่นซองประกวดราคา และได้ประโยชน์ตอบแทนจากการว่าจ้างขนส่งนม และอื่นๆ จากผู้ชนะการประกวดราคา การกระทำของพวกจำเลยเป็นการฝ่าฝืนวัตถุประสงค์ของการประกวดราคา ย่อมทำให้หน่วยงานราชการได้รับความเสียหาย
พิพากษาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 13 กระทงๆ 2 ปี เป็นจำคุกคนละ 26 ปี อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายให้จำคุกจำเลยไว้สูงสุดคนละ 10 ปี ปรับคนละ 3,706,741 บาท
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
พิพากษาจำคุก 93 ปี 279 เดือน
ชดใช้ 64 ล้านบาท ขรก. โกงเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ จำคุก 93 ปี โกงเงินเด็กนักเรียน กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต โดยได้อาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ให้กับนักเรียนนักศึกษาที่เป็นผู้ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ศึกษา จัดทำเอกสารขออนุมัติและระบุรายละเอียดหมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นเท็จ โดยมีน้องชาย กับอดีตลูกจ้างของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2,3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด โดยเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ญาติและคนรู้จักของผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 30 คน 35 ครั้ง เป็นเหตุให้นักเรียนนักศึกษาได้รับความเดือดร้อนและกระทรวงศึกษาธิการได้รับความเสียหายเกือบ 100 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างเดือน พ.ค.48 จนถึง พ.ย.60
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษา จำเลยที่ 1 จำนวน 35 กระทง รวมลงโทษจำคุก 93 ปี 279 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานผู้สนับสนุน ให้ลงโทษจำคุก 34 ปี 102 เดือน และ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานผู้สนับสนุน ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี 18 เดือน โดยศาลไม่รอการลงโทษ และให้จำเลยทั้งสามคน ร่วมกันชดใช้เงินให้กับผู้เสียหาย ที่ยังไม่ได้ชดใช้คืนจำนวน 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
อดีต ผอ.สปพ.ชร.เขต 2 กับพวกรวม 6 ราย ทุจริตค่าที่พัก โครงการอบรมพัฒนาครูทั้งระบบ
เสียหาย 190,000 บาท
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
นายเอกชัย ผาบไชย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง ผอ.สปพ.ชร. เขต ๒ อนุมัติโครงการฝึกอบรมและอนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม ซึ่งสถานที่จัดฝึกอบรมไม่มีที่พัก+ไม่ได้จัดที่พักให้ผู้เข้ารับการอบรม แต่มีการอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าที่พัก (เหมาจ่าย) เพื่อมาดำเนินการจ่ายให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม แม้ในการอนุมัติให้เบิกจ่ายจะเป็นนายสถิต ฉัตรทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะรอง ผอ.สพป.ชร. เขต ๒ ซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ย่อมรู้ว่าการเบิกจ่ายค่าที่พักดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมได้ตามระเบียบกฎหมาย แต่ไม่ได้สั่งการระงับยับยั้งให้ดำเนินการให้ถูกต้อง กลับกล่าวขอเงินค่าที่พักจากผู้เข้ารับการอบรม และสั่งการให้นายวิชัย ยิ่งยง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งผู้รับผิดชอบโครงการและผู้ยืมเงินให้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าที่พัก 190,000 บาท ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าที่พักของผู้เข้ารับการอบรมจำนวนประมาณ ไปเป็นประโยชน์ของตนเอง
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๑. นายเอกชัยฯ ผู้ถูกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และวินัยร้ายแรง
๒. นายสถิต ฉัตรทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สปพ.ชร. เขต ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ควบคุม ดูแลและรับผิดชอบกลุ่มบริหารการเงินและสินทรัพย์ที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าว เป็นผู้อนุมัติให้ยืมเงินและเบิกจ่ายเงินเป็นค่าที่พัก และค่าพาหนะให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 ข้อ 20 เนื่องจาก สพป.ชร.เขต๒ ไม่ได้จัดที่พักและยานพาหนะให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม และผู้เข้ารับการอบรมเป็นบุคลากรของรัฐตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งต้องไปเบิกจ่ายจากต้นสังกัดคือโรงเรียนของตนเอง จึงเป็นการอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ ทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต ๒ แต่ผู้ถูกกล่าวหารายนี้ไม่ได้เข้าร่วมในการจ่ายเงินให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมและไม่ได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมฝึกอบรม และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหา มีส่วนรู้เห็นหรือช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในการกระทำความผิดในข้างต้น จึงยังไม่พอฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีเจตนากระทำความผิดทางอาญาร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดกลุ่มบริหารการเงินและสินทรัพย์ ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ถือเป็นการกระทำความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๓. นายวิชัย ยิ่งยง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 (ผู้รับผิดชอบโครงการและผู้ยืมเงิน) มีมติกันไว้เป็นพยาน
๔. นายวีระชัย หลิมศิริวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ในขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีอาวุโส มีหน้าที่จัดทำเอกสารการเบิก-จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าวัสดุต่างๆ และในฐานะผู้อำนวยการกลุ่มบริหารการเงินและสินทรัพย์ ยังเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารและเสนอความเห็นให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 อนุมัติเบิกจ่ายเงินเป็นค่าที่พัก (เหมาจ่าย) และค่าพาหนะ ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 ข้อ 20 จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้ช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ผู้รับผิดชอบโครงการในการจ่ายเงินเฉพาะเป็นค่าชดเชยน้ำมันรถยนต์ส่วนตัว (ค่าพาหนะ) โดยไม่ได้จ่ายเงินค่าที่พัก (เหมาจ่าย) แก่ผู้เข้ารับการอบรม ตามคำสั่งการของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และผู้ถูกกล่าวที่ 4 ยังช่วยในการดำเนินการให้ผู้เข้ารับการอบรมลงนามในใบเบิกค่าเดินทางไปราชการรับรองว่าได้รับเงินค่าที่พักไปแล้วอันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ใช้ใบเบิกค่าเดินทางไปราชการของผู้เข้ารับการอบรมดังกล่าวไปเป็นหลักฐานสำคัญประกอบการชดใช้คืนเงินยืม การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และสนับสนุนให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เบิกจ่ายเงินค่าที่พักและค่าพาหนะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วเบียดบังเอาเงินค่าที่พักของผู้เข้ารับการอบรมไปเป็นประโยชน์ของตนเอง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
๕. นางสาวพวงเพ็ชร ใจศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 และนางนฤณี กิตติทรัพย์ธาดา หรือ เตชะอิง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ขณะเกิดเหตุนางสาวพวงเพ็ชรฯ ดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ และนางนฤณีฯ ดำรงตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว
มีหน้าที่จัดทำเอกสารการเบิก-จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าวัสดุ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้รับการร้องขอให้ช่วยดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมเฉพาะค่าพาหนะและให้ช่วยดำเนินการให้ผู้เข้ารับการอบรมกรอกข้อมูลในแบบคำขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองว่าได้รับเงินค่าที่พักและค่าพาหนะไปเป็นการถูกต้องครบถ้วนแล้ว เพื่อจะได้รวบรวมเป็นหลักฐานการใช้จ่ายเงินยืมเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินค่าที่พักที่ได้มีการยักยอกไปแต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 และ 6 มิได้มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น เพียงแต่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงเท่านั้น ข้อกล่าวหาทางอาญาจึงไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป แต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จึงถือเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในขณะเกิดเหตุ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดโทษทางวินัยไว้
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
ทุจริตจัดซื้อสูงกว่าราคาตลาด
อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย จังหวัดเชียงราย ทุจริตในการจัดซื้อที่ดินเพื่อขยายเขตพื้นที่และจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด
ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ม.151 (ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต) , 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) จำคุก 6 ปี
ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ลงโทษจำเลย 5 ปี
ขุดดินขายและเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสาย จังหวัดเชียงราย ขุดดินขายและเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์
โดยมิชอบ
ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ พิพากษาจำเลยมีความผิดตาม ม.151 (ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต) จำคุก 6 ปี , 147 (เบียดบังทรัพย์) จำคุก 6 ปี มีเหตุลดหย่อนโทษ คงจำคุก 9 ปี
ในการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารเรียน โรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง นายสมชายเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่ได้ประกาศให้ผู้รับเหมาโดยทั่วไปทราบวันซื้อกำหนดแบบแปลนและยื่นซองประกวดราคา แต่ได้บอกกล่าวให้ทราบเฉพาะผู้รับเหมาบางกลุ่มที่ตนเองจะสามารถเรียกประโยชน์ได้เท่านั้น นายสมชายกระทำความผิดตามมาตรา ๑๒ เพราะเป็นการกระทำใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพราะการไม่เปิดปิดประกาศย่อมเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาแข่งขัน โดยการกระทำนี้นายสมชายมีเจตนาเพื่อให้ผู้รับเหมาบางรายเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
ปกปิดประกาศจัดซื้อจัดจ้าง
พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ. ฮั้ว)
เรียกรับเงินตอบแทนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง
ผู้อำนวยการโรงเรียนในจังหวัดชลบุรี เรียกรับเงินตอบแทนจากผู้รับเหมาในการก่อสร้างอาคารเรียน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 พิพากษาจำเลยมีความผิด ม. 149 (เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด)จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี
ศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่า จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงเหลือจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 2 กระทง รวมเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน
จัดทำโครงการโดยไม่ได้รับอนุญาต-เบิกจ่ายเท็จ
จัดทำโครงการโดยไม่ได้รับอนุญาต-เบิกจ่ายเท็จ
นายกเทศมนตรีตำบลดงมะดะ ดำเนินโครงการจ้างเหมาจัดทำทางเดินยกระดับสู่จุดชมวิวแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาเทศบาลตำบลดงมะดะและจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินอันเป็นเท็จ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้าง
ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ม. 151 (ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ) และ ม.162 (รับรองเอกสารเท็จ) ลงโทษตาม ม.151 จำคุก 6 ปี
ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ม.78 รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน
ศาลอุทธรณ์ ยืนคุก 35 ปี ‘นายประดิษฐ์ หรือ เดชประดิษฐ์ นามลักษณ์’
อดีตปลัด ทต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย เรียกรับเงินเปอร์เซ็นต์ร้านค้า-คู่สัญญา
1. ข้อกล่าวหา : เรียกรับเงินเปอร์เซ็นต์จากร้านค้า/คู่สัญญา
2. การชี้มูลของ ป.ป.ช. :
2.1 ทางวินัย ชี้มูลผิดร้ายแรง เมื่อวันที่ 22 ธ.ค 2558
2.2 ทางอาญา ศาลคดีทุจริตฯ กลาง จำคุก 7 กระทงๆ ละ 5 ปี รวม 35 ปี, ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลคดีทุจริตฯ กลาง, ปปช. ไม่ฏีฎาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามความเห็นของ อสส.
3. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
3.1 พ.ร.ป. ปปช. มาตรา 103
3.2 ป.อาญา มาตรา 149 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”
นอกจากนี้ ปปช.ชี้มูลวินัยไม่ร้ายแรง
“นางศรีมอย ชะเอมทอง” รองปลัด ทต. ป่าอ้อดอนชัย ด้วย
1. ข้อกล่าวหา :ทุจริตจัดซื้อวัสดุก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 7 โครงการ
ทำเสร็จไม่ได้ขนาดตามแบบแปลน ไม่ผ่านการตรวจรับ แต่เบิกจ่ายเงินให้
2. การชี้มูลของ ป.ป.ช. :
2.1 ทางวินัย ชี้มูลผิดร้ายแรง เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2558
2.2 ทางอาญา ศาลคดีทุจริตฯ ภาค 5 พิพากษาเมื่อ 12 มี.ค. 2562 จำคุกคนละ
7 กระทงๆ ละ 3 ปี รวม 21 ปี แต่รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 10 ปี 6 เดือน, ปปช. ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลคดีทุจริตฯ ตามความเห็นของ อสส.
3. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
3.1 ป.อาญา มาตรา 152, 157 และ 83 แต่ให้ลงโทษตาม 152 อันเป็นบทที่มีโทษหนักสุด “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท”
ปปช.ชี้มูล 'นิคม สวัสดีชัยกุล' อดีตนายก อบต. ห้วยชมภู เชียงราย นายกษมวัต หรือ
ณัฐภูมิ แซพากู่ หรือ พชรอนันต์ อดีตรองนายก อบต.ห้วยชมพู
แนวทางป้องกัน
“ปรับฐานความคิด”
มาตรา 132 พรป. ป.ป.ช. ปี 2561
ผู้ใดแจ้งถ้อยคำหรือเบาะแสแก่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าได้กระทำโดย “สุจริต” ย่อมได้รับความคุ้มครอง
*** ไม่ต้องรับผิด ทั้งทางแพ่งและอาญา***
มาตรา 134 พรบ. ป.ป.ช. ปี 2561
ในกรณีที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ ถ้า
1. ได้ทำหนังสือโต้แย้งหรือให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งหรือให้ยืนยันคำสั่งแล้ว หรือ
2. ได้แจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบถึงเบาะแส ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้กระทำการนั้น
*** ให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ***
มาตรา 135 พรป. ป.ป.ช. ปี 2561
บุคคลใดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากได้ให้ถ้อยคำ หรือแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญในการที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยชี้มูลการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานของรัฐรายอื่นหรือผู้ถูกกล่าวหารายอื่นนั้น และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรจะกันผู้นั้นไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีก็ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ช่องทางในการแจ้งเบาะแสการทุจริต
เพิ่มเพื่อนผ่าน QR Code
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย
728 ถนนอุตรกิจ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย 57000
โทรศัพท์ : 053 – 711835 - 7
โทรสาร : 053 – 711835 – 7 ต่อ 18
สายด่วน ป.ป.ช. 1205
www.nacc.go.th
Q & A
“การทำตามระเบียบ กฎหมายอย่างเคร่งครัดนั้น
เป็นสิ่งจะคุ้มครองตน อย่าใจอ่อนต่อเงินและประโยชน์ที่ไม่ชอบ อย่าใจอ่อนต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่
สั่งการโดยไม่ถูกต้อง เพราะท้ายที่สุดแล้วการกระทำตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เดือดร้อน ต้องถูกดำเนินคดีอาญาได้ และเท่าที่สังเกตเมื่อต้องคดี ก็ไม่เคยเห็นผู้สั่งการให้ความช่วยเหลือทางคดี หรือช่วยประกันตัวให้”
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย