1 of 14

ทักษะพื้นฐานและการฝึกหัด

จุดประสงค์การเรียนรู้

  • ใช้นาฏยศัพท์ หรือศัพท์ทางการละครในการแสดงได้

การแสดงนาฏศิลป์

หน่วยการเรียนรู้ที่

2 of 14

ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในเรื่องท่าทางที่ปฏิบัติ หรือกิริยาอาการต่างๆ ที่ปฏิบัติเกี่ยวกับนาฏศิลป์ เพื่อสื่อความหมายให้เกิด ความเข้าใจตรงกัน หรือศัพท์ที่ใช้ในการฝึกหัดนาฏศิลป์ไทย

นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์สำหรับการฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยมาตรฐาน

  • ดัดมือ
  • ดัดแขน
  • ตั้งวง
  • วงบน
  • วงกลาง
  • วงล่าง
  • จีบ
  • จีบหงาย
  • จีบคว่ำ
  • จีบส่งหลัง
  • การนั่งแบบละครพระ
  • ละครนาง
  • การยืน
  • ยกเท้า
  • ก้าวเท้า

3 of 14

การดัดมือ

  • การฝึกหัดเพื่อดัดนิ้วมือ และข้อมือ โดยการใช้มือข้างหนึ่งรวบนิ้วชี้นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยให้ตั้งขึ้น แล้วหักปลายนิ้วทั้ง ๔ มาที่ลำแขน หักข้อมือเข้าหาลำแขน ส่วนนิ้วหัวแม่มือจะยื่นไปข้างหน้า แล้วหักข้อแรกของนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือ หากดัดมือข้างซ้าย ให้นั่งตั้งเข่าซ้ายปลาย เท้าซ้ายเชิดขึ้น ส่วนเท้าขวาให้พับปลายเท้าขวาไว้ใต้เข่าซ้ายนั่งทรงตัวยืดขึ้น นํ้าหนักตัวอยู่ที่ก้น ยื่นแขนซ้ายตึง วางข้อศอกบนเข่าซ้าย แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วทั้ง ๔ ด้านขวารวบนิ้วซ้ายหักข้อมือซ้ายเข้าหาลำตัว หน้าตรง แล้วเริ่มนับตามจำนวนครั้งที่กำหนด ทำเช่นนี้สลับมืออีกข้างหนึ่ง

การดัดแขน

  • เป็นการฝึกเพื่อดัดแขนให้งอนโค้งสวยงาม ดูเป็นคนแขนอ่อน วิธีปฏิบัติทำได้โดยนั่งชันเข่าทั้ง ๒ ข้าง ให้ส้นเท้าชิดกัน แบะปลายเท้าออก สอดประสานนิ้วมือเข้าหาลำตัวพลิกกลับให้ฝ่ามือทั้ง ๒ หงายออกจากลำตัว แล้วกดลงไปที่ปลายเท้า โดยนิ้วทั้ง ๒ ไม่หลุดจากกันหนีบเข่าทั้ง ๒ ข้าง เข้าหากัน เพื่อบีบข้อศอกทั้ง ๒ ให้ชิดกัน ยืดตัวขึ้น หน้าตรง นับตามจำนวนครั้งที่กำหนด

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

4 of 14

การตั้งวง

(แบ่งออกได้เป็น ๓ ระดับ)

ปฏิบัติได้โดยให้นิ้วทั้ง ๔ เรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือ ยกลำแขนขึ้นให้เป็นวงโค้ง ยกแขนใดแขนหนึ่งขึ้นแล้ว งอแขนให้ได้ส่วนโค้ง ส่งลำแขนออกไปข้างลำตัว วงบนของพระจะอยู่ระดับแง่ศีรษะ ส่วนวงบนของนางจะอยู่ระดับหางคิ้ว วงพระจะกันวงกว้างกว่าวงนางเล็กน้อย

ปฏิบัติได้โดยให้นิ้วทั้ง ๔ เรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือ ยกลำแขนขึ้นให้เป็นวงโค้ง ปลายนิ้วอยู่ระดับไหล่

ปฏิบัติได้โดยให้นิ้วทั้ง ๔ เรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือให้ปลายนิ้วอยู่ระดับเอว หรือชายพก แต่วงล่างของพระต้องกันข้อศอกออกไปด้านข้างสะเอว ส่วนวงล่างของนางให้หนีบข้อศอกเข้าหาลำตัว ปลายนิ้วจะอยู่ระดับเอว

ระดับวงบน

ระดับวงกลาง

ระดับวงล่าง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

5 of 14

การจีบ

(แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ)

จีบหงาย

จีบคว่ำ

  • ปฏิบัติได้โดยให้นิ้วหัวแม่มือหักเข้าจรดข้อแรกของนิ้วชี้ จากนั้นกรีดนิ้วทั้ง ๓ ให้ตึงออกเป็นรูปพัด หงายข้อมือขึ้นแล้วหักข้อมือเข้าหาลำแขนให้ปลายจีบชี้ขึ้นข้างบน
  • ลักษณะการจีบจะปฏิบัติคล้ายกับจีบหงาย เพียงแต่จีบควํ่าให้ควํ่าตัวจีบลงลำแขนจะงอ หรือตึงขึ้นอยู่กับท่ารำ หักข้อมือเข้าหาลำแขน

6 of 14

การนั่ง

(แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ)

การนั่งแบบพระ

การนั่งแบบนาง

  • ปฏิบัติได้โดยการนั่งพับเพียบข้างขวา นั่งพับเข่าซ้ายให้ปลายเท้าซ้ายหงาย ซ้อนใต้เข่าขวา ขาขวางอพับไว้ข้างลำตัว หักข้อเท้า นั่งตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง วางฝ่ามือขวาไว้บนหน้าตักขวา วางฝ่ามือซ้ายไว้บริเวณเข่าซ้าย ตึงปลายนิ้วมือ
  • ปฏิบัติได้โดยการนั่งพับเพียบข้างขวา นั่งพับเข่าซ้ายซ่อนไว้ใต้ขาขวาที่งอพับไว้ข้างลำตัวด้านขวา หักข้อเท้าทั้ง ๒ โดยให้ปลายเท้าซ้ายเหลื่อมไปข้างหน้า แล้วเรียงด้วยปลายเท้าขวา นั่งตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง วางฝ่ามือขวาบนหน้าขาขวา แล้ววางฝ่ามือซ้ายงอแขนวางเรียงออกมาด้านนอก เอียงศีรษะขวา

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

7 of 14

การยืน

(แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ)

การยืนแบบพระ

ปฏิบัติได้โดยยืนตัวตรง ตึงเอว ตึงไหล่ เท้าขวายืนรับน้ำหนัก เท้าซ้ายยืนตึงเข่า วางเท้าซ้ายเหลื่อมเท้าขวาเล็กน้อย มือขวาเท้าสะเอว มือซ้ายแบมือวางฝ่ามือแตะที่หน้าขา กดไหล่และเอียงศีรษะขวา

การยืนแบบนาง

ปฏิบัติได้โดยยืนตัวตรง ตึงเอว ตึงไหล่ เท้าขวายืนรับน้ำหนัก เท้าซ้ายเปิดปลายเท้าออกเล็กน้อย ให้ส้นเท้าซ้ายวางชิดช่วงกลางเท้าขวา ขาเหยียดตึง มือขวาจีบแตะที่เอว มือซ้ายเหยียดแขนตึงแบมือวางฝ่ามือแตะที่หน้าขา กดไหล่ และเอียงศีรษะซ้าย

การยืนเหลื่อมเท้า

ปฏิบัติได้โดยวางเท้าขวาเฉียงออกไปทางด้านขวา แล้วให้ส้นเท้าวางไว้กลางเท้าซ้ายซึ่งยืนรับน้ำหนักอยู่ในลักษณะเฉียงปลายเท้าซ้ายไปด้านซ้าย จากนั้นเปิดปลายเท้าขวาขึ้น

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

8 of 14

การประเท้า

เป็นกิริยาของเท้าที่เชื่อมต่อจากการยืนเหลื่อมเท้า เช่น หากยืนเหลื่อมเท้าขวาแล้วจะประเท้าขวา ปฏิบัติได้โดยการยกจมูกเท้าขวาขึ้น ย่อเข่าลง แล้วตบจมูกเท้าขวาลงในลักษณะที่ส้นเท้าขวายังวางอยู่กับพื้นพร้อมกับยกเท้าขวาขึ้น จากนั้นเชิดปลายเท้าขวา

หมายเหตุ

จมูกเท้า หมายถึง ก้อนเนื้อบริเวณโคนนิ้ว (ปลายฝ่าเท้า) การจรดเท้าเท้าต้องกระดกปลายนิ้วเท้าทุกครั้ง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

9 of 14

การยกเท้า

(แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ)

การยกเท้าแบบพระ

การยกเท้าแบบนาง

การยกเท้าแบบพระ

  • ตัวพระจะยกเท้าโดยแบะเข่าออกไปด้านข้าง ให้ข้อเท้าอยู่ระดับครึ่งน่องของเท้าที่ยืนอยู่

การยกเท้าแบบนาง

  • ตัวนางจะไม่แบะเข่า แต่จะยกเท้าไปข้างหน้า ในลักษณะหนีบขา ที่ยกมาหาขาที่ยืนรับนํ้าหนักอยู่

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

10 of 14

การก้าวเท้า

(แบ่งออกได้เป็น ๔ ลักษณะ)

การก้าวเท้าแบบพระ

การก้าวเท้าแบบนาง

การก้าวข้างแบบพระ

การก้าวข้างแบบนาง

  • ปฏิบัติได้โดยวางส้นเท้าที่ก้าวให้ตรงกับปลายเท้าหลังที่วางอยู่ในลักษณะเปิดส้นเท้า แบะเข่าออก ย่อเข่าลง
  • ปฏิบัติได้โดยวางส้นเท้าที่ก้าวให้ตรงกับปลายเท้าหลังที่วางอยู่ในลักษณะเปิดส้นเท้า แต่ให้หนีบเข่าเข้าหากัน
  • ปฏิบัติได้โดยวางส้นเท้าที่ก้าวให้ตรงกับปลายเท้าที่ยืนเต็มเท้าในลักษณะเป็นเส้นตรงด้านข้าง แล้วย่อเข่าทั้ง ๒ ลง ให้นํ้าหนักอยู่กับขาที่ก้าว
  • ปฏิบัติได้โดยวางส้นเท้าที่ก้าวให้ตรงกับปลายเท้าที่ยืนอยู่แล้วพลิกข้อเท้าหักลำเข่าเข้า หาน่องของขาที่ก้าวข้าง ย่อเข่าทั้ง ๒ ลง

การก้าวหน้าแบบพระ

การก้าวหน้าแบบนาง

การก้าวข้างแบบพระ

การก้าวข้างแบบนาง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

11 of 14

การเคลื่อนไหวท่าทางตามแบบนาฏศิลป์ไทย

ท่าทางที่ใช้แทนคำพูด

ท่าเรียก

ท่าปฏิเสธ

: ให้ยกมือขึ้นในลักษณะตั้งวงด้านข้าง แล้วหักข้อมือลง ปาดมือ กรีดนิ้วเข้าหาตัว

: ให้ใช้มือใดมือหนึ่งตั้งขึ้น แล้วหันฝ่ามือออก สั่นข้อมือเล็กน้อย

(จากภาพ) เป็นการแสดงท่าทางที่ใช้แทนคำพูด คือ ท่าเรียกของพระ นาง ยักษ์ ลิง

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

(จากภาพ) เป็นการแสดงท่าปฏิเสธของพระ คือ ท่าเรียกของพระ นาง ยักษ์ ลิง

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

12 of 14

ท่าทางที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกภายใน

ท่ารัก

ปฏิบัติโดยการประสานลำแขน ใช้ฝ่ามือทั้ง ๒ ข้าง วางทาบบริเวณฐานไหล่ หรือบริเวณอก

(จากภาพ) แสดงท่าทางสื่อความหมายว่ารักของ พระ นาง ยักษ์ ลิง

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

ท่าโกรธ

ปฏิบัติโดยการตั้งข้อมือขึ้น ใช้นิ้วฟาดตวัดขึ้นแล้วเก็บนิ้วชี้งอเข้าหาฝ่ามือหรือใช้ฝ่ามือซ้ายถูบริเวณคางใต้ใบหูซ้าย ถูไปถูมาแล้วกระชากลง

(จากภาพ) แสดงท่าทางสื่อความหมายว่าโกรธของ พระ นาง ยักษ์ ลิง

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

13 of 14

ท่าขัดเคืองใจ

ปฏิบัติโดยใช้มือซ้ายวางทาบระดับอก มือขวาเท้าเอว

(จากภาพ) แสดงท่าทางสื่อความหมายว่าขัดเคืองใจของ พระ นาง

ยักษ์ ลิง

ท่าร้องไห้

ปฏิบัติโดยใช้มือซ้ายแตะที่หน้าผาก มือขวาจีบที่ชายพก ก้มหน้าพร้อมกับสะดุ้งตัวเล็กน้อยเหมือนกับกำลังสะอึกสะอื้น จากนั้นใช้นิ้วชี้แตะที่ตา

ทั้ง ๒ ข้าง

(จากภาพ) แสดงท่าทางสื่อความหมายว่าร้องไห้ของ พระ นาง ยักษ์

ลิง

* (ที่มาของภาพ : คลังภาพ อจท.)

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

พระ

นาง

ยักษ์

ลิง

14 of 14

การตีบทในการแสดงนาฏศิลป์

การตีบท

  • การรำเพื่อสื่อความหมายตามบทละคร บทโขน หรือบทร้องตามแบบแผนนาฏยศัพท์ไทยมาตรฐาน การรำตีบทจะใช้ลีลาท่ารำโดยใช้ภาษาท่ารำให้สอดคล้องกับบทละคร หรือบทร้องโดยอาศัยการศึกษาบทบาท อุปนิสัย และประวัติของตัวละคร ก่อนที่จะฝึกซ้อมการแสดง
  • ผู้ที่จะตีบทได้ดีจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจถึงประวัติของตัวละครเสียก่อน เพื่อจะได้สื่ออารมณ์ความเป็นตัวตนของละครได้สอดคล้องตามเนื้อเรื่อง เช่น หากต้องการแสดงอารมณ์ภายในด้วยลีลาท่ารำที่นิ่มนวลอ่อนช้อยนาฏศิลป์จะใช้การสะบัดปลายนิ้วมือ เท้ามุ่งบอกอารมณ์รุนแรง เป็นต้น

การตีบท มีความสำคัญต่อการแสดงละครเป็นอย่างมาก

  • นักแสดงบางคนสามารถสื่อความหมายด้วยลีลา ท่ารำ และอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมากจนไม่มีใครเสมอเหมือน ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความเป็นเลิศในบทบาทนั้นและจะนิยมเรียกชื่อตัวละครต่อท้ายชื่อของนาฏศิลป์ผู้นั้น เช่น

หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก เนื่องจากหม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก แสดงบทบาทของนางศุภลักษณ์ได้ดีมาก ตีบทได้แตก จึงได้ชื่อว่ามีความเป็นเลิศในบทบาทนี้