สุขภาพจิตในการทำงาน
นพ.ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์
คำจำกัดความของปัจจัยเสี่ยงจิตสังคม
ให้คำจำกัดความของปัจจัยเสี่ยงจิตสังคม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงานของการทำงาน สภาพขององค์กร และพนักงานหรือคนงานที่พิจารณาถึง ความสามารถในการทำงาน ความต้องการ วัฒนธรรม การพิจารณางานเฉพาะบุคคล ที่ส่งผลต่อการรับรู้และประสบการณ์การทำงานและผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานและความพึงพอใจในการทำงาน
ความเครียด คือ ???
ความเครียด
เป็นได้ทั้ง
1. สภาวะ (state): สภาวะตอบสนองทางจิตใจต่อสังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2. กระบวนการ (process): กระบวนการที่บ่งถึงพฤติกรรมในการตอบสนอง เช่น การที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น การเป็นตัวของตัวเอง
3. ผล (outcome): ผลของกระบวนการ เป็นสภาพซึ่งเกิดจากการเผชิญหน้ากับตัวก่อความเครียด เช่น หมดไฟ (burnout) โรคซึมเศร้า
ปัจจัยต่อความเครียด
ตัวก่อความเครียดในการทำงาน
ปัจจัยส่วนบุคคล
ปัจจัย
ภายนอกงาน
ปัจจัยป้องกัน
ตัวก่อความเครียดในการทำงาน�
1.Job Demands งานที่ต้องการทักษะหรือต้องรับผิดชอบสูง + ไม่สามารถควบคุมงานได้เอง = High-strain work
2.ปัจจัยด้านการจัดองค์กร เช่น ความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร, ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน, การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
3.สภาพทางกายภาพ เช่น สภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีสิ่งคุกคาม จะทำให้ไม่มีความสุขในการทำงาน
ปัจจัยส่วนบุคคล
บุคลิกภาพ Personality Type A : มีความมุ่งมั่น ชอบการแข่งขัน
VS
ผู้ที่มีแนวคิดว่าชีวิตขึ้นกับการกระทำของตนเองสามารถทนต่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในที่ทำงานได้ดี
ปัจจัยภายนอกงาน
-ปัญหาครอบครัว
-ปัญหาการเงิน
ในความเป็นจริงคนงานจะนำปัญหาในครอบครัวเป็นอารมณ์เข้ามาทำงานด้วย และในทางกลับกันก็จะนำปัญหาในที่ทำงานหรืองานกลับไปยังครอบครัวด้วย
ถ้าสามารถตัดปัจจัยนอกงานได้ ก็จะทำให้ความทนต่อความเครียดในที่ทำงานมากขึ้น
ปัจจัยป้องกัน (Buffer factor)
1. การที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมทั้งในงานและนอกงาน
2. การตอบสนองหรือการรับมือ ขึ้นกับปัจจัยทางสังคมและจิตใจที่คนนั้นมีเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้ยังพบว่าระดับการการศึกษาและรายได้เป็นตัวแปรสำคัญ
3. ปัจจัยด้านการดำเนินชีวิต การดำเนินชีวิตที่ดีประกอบด้วย ความสมบูรณ์ของร่างกาย การออกกำลังกาย การไม่สูบบุหรี่ โภชนาการและนิสัยการกินที่ดี
ผลกระทบของความเครียดจากการทำงาน
1. แบบเฉียบพลัน
2. แบบเรื้อรัง�
1. แบบเฉียบพลัน
หัวใจเต้นเร็ว
นอนไม่หลับ
2. แบบเรื้อรัง
โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคพิษสุราเรื้อรัง
การเจ็บป่วยทางจิต
การป้องกันและจัดการความเครียดจากการทำงาน
การจัดการความเครียดมี 3 แบบ คือ
1.แบบปฐมภูมิ- ลดหรือกำจัดปัจจัยตัวก่อความเครียดในงาน
2.แบบทุติยภูมิ- เปลี่ยนวิธีรับรู้หรือตอบสนองต่อตัวก่อความเครียด
3.แบบตติยภูมิ- รักษาผู้ที่มีอาการจากความเครียดแล้ว
*การจัดการแบบบูรณาการจะเป็นการผนวก 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน
1. การจัดการความเครียดแบบปฐมภูมิ
จะมุ่งเน้นไปที่แหล่งที่ทำให้เกิดความเครียดโดย
ใช้รูปแบบ
การจัดการทางจิตสังคม
+
การจัดการโดยเทคนิคทางสังคม
การจัดการทางจิตสังคม
ใช้หลักการ PAR (principles of Participatory Action Research)
-คนงานมีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก โดยให้อำนาจคนงานในการค้นหาตัวก่อความเครียด พัฒนากลยุทธ์ในการจัดการ ทำให้เกิดความร่วมมือในการเก็บข้อมูลกระบวนการทำงาน การแก้ปัญหาปรับปรุงองค์กร ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นที่ต้องการของทุกฝ่าย
การจัดการโดยเทคนิคทางสังคม �
เน้นการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุในด้านกระบวนการหรือสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเป็นความร่วมมือระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง หรือนักวิจัย
ส่วนใหญ่จะเน้น การเปลี่ยนแปลงภาระงาน ตารางการทำงาน และกระบวนการทำงาน
2. การจัดการความเครียดแบบทุติยภูมิ
“Stress Management”
เน้นเทคนิคหรือการออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยให้คนงานปรับการ
ตอบสนองต่อสภาพความเครียดหรือจัดการกับอาการที่เกิดจากความเครียด หรือทั้งสองอย่าง โดยปกติการจัดการจะเป็นการมุ่งเน้นด้านบุคคล และมีการใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น
Meditation, progressive muscle relaxation
รูปแบบจะต่างกับการจัดการแบบปฐมภูมิซึ่งจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับแหล่งที่ทำให้เกิดความเครียดในการทำงานเลย
3. การจัดการความเครียดแบบตติยภูมิ
คือการค้นหาและรักษาผู้ที่เจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจโดย
1.การดูแลทางการแพทย์
ในสถานประกอบการขนาดใหญ่หลายแห่งมีแพทย์หรือพยาบาลประจำ การที่แพทย์หรือพยาบาลสามารถค้นหาอาการหรืออาการแสดงของความเครียดหรือโรคจากความเครียดแต่เนิ่น ทำให้
สามารถช่วยเหลือไม่ให้เป็นมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การส่งเสริมสุขภาพ และเฝ้าระวังด้านสุขภาพ และพฤติกรรมของคนงานได้ด้วย
3. การจัดการความเครียดแบบตติยภูมิ
2.ให้คำปรึกษาและทำจิตบำบัด
การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัด ในคนงานที่มีปัญหาทางจิตจากการทำงาน โดยใช้เทคนิคการบำบัดทางพฤติกรรมและการเรียนรู้ การให้คำปรึกษาเพื่อสนับสนุน ทำให้อาการลดลงอย่างชัดเจน
Employee Assistance Programs (EAPs)
Goal of EAPs
การทำให้ลูกจ้างกลับไปทำงานได้ดีเหมือนเดิม โดย
1.ค้นหาผู้ติดสารเสพติดหรือผู้ที่มีอารมณ์และพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อการทำงาน
2.สร้างแรงจูงใจให้คนเหล่านี้หันมาหาความช่วยเหลือ
3.จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษามาช่วยในช่วงแรกและมีแผนการส่งต่อ
Goal of EAPs
4.ทำให้เป็นแหล่งที่ให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ดีที่สุด
5.ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและนำทางให้ผ่านพ้นช่วงการแก้ไขปัญหา
ระวัง !!!
กลไกทางสรีรวิทยา
กลไก
กลไกโดยตรงคือการความผิดปกติของระบบประสาท
ที่ควบคุมฮอร์โมน ระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบภูมิคุ้มกัน
ผลทางอ้อมของความเครียด คือเป็นการเชื่อมความเครียดที่เกิดจากงานและภายนอกงาน เช่น พฤติกรรมเสี่ยงซึ่งทำให้เกิดผลต่อสุขภาพ
ดรรชนีชี้วัดสุขภาวะขององค์การอนามัยโลก
กรุณาทำเครื่องหมายสำหรับแต่ละข้อความทั้ง 5 ข้อ ให้ใกล้เคียงที่สุดกับความรู้สึกของท่านในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
การแปลผล
เป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการทดสอบภาวะซึมเศร้าโดยใช้ เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ( ICD-10)
โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยในกลุ่มคนงาน
กลุ่มของความเจ็บป่วยทางจิตที่เป็นที่ยอมรับว่ามีผลต่อการทำงานคืออาการเครียดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือ post traumatic stress disorder- PTSD
โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสเหตุการณ์ที่ถือเป็นความเครียดในชีวิต เช่น อุบัติเหตุถูกเครื่องจักรทับมือหรือนิ้วขาด มีอุบัติเหตุรุนแรงในการทำงาน โดย PTSD จะพบร่วมกับโรคซึมเศร้าได้บ่อยครั้ง
โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยในกลุ่มคนงาน
โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder)
การคัดกรอง
สังเกต ฟัง และถามคำถามเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้ป่วย และปัญหาเกี่ยวกับงานและสังคม
เริ่มโดยการถามคำถามผู้ป่วย (PHQ-2)
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณเคยรู้สึก:
1. มีความสนใจหรือความรู้สึกระตือรือร้นที่จะทำงานหรือทำกิจกรรมลดลงหรือไม่?
2. รู้สึกหมดหวังหรือไม่ ?
ถ้าตอบว่า ใช่ ในข้อใดข้อหนึ่ง ให้ตอบใน Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9)
PHQ 9 ต่อ
Total Score | Depression Severity |
1-4 | None |
5-9 | Mild depression |
10-14 | Moderate depression |
1519 | Moderately severe depression |
20-27 | Severe depression |
การส่งต่อเพื่อปรึกษาจิตแพทย์
1. อาการที่สงสัยว่าจะเกิดปัญหาทางจิตเวช
2. เหตุผลที่ต้องปรึกษาจิตแพทย์
1. อาการที่สงสัยว่าเกิดปัญหาทางจิตเวช�
มีพฤติกรรมผิดปกติ
ความไม่มั่นคงทางอารมณ์
ประสบเหตุการณ์ที่สะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก
การทำตัวเป็นอันตราย
ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน/หัวหน้างาน
ทำงานผิดพลาดบ่อยโดยหาสาเหตุไม่ได้
2. เหตุผลที่ต้องปรึกษาจิตแพทย์
ความชัดเจนในการวินิจฉัย
การวางแผนการรักษา
การประเมินความเหมาะสมกับงาน
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพ
การประเมินการคุกคามต่อเพื่อนร่วมงาน
การปรับยาจิตเวช การทำจิตบำบัด
การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา
Thank You