การบัญชีต้นทุนช่วงการผลิต
ความหมายของการบัญชีต้นทุนช่วงการผลิต
•การบัญชีต้นทุนช่วงถูกนำมาใช้ในการผลิตเมื่อกิจการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก (Mass production) และเป็นสินค้าที่มีลักษณะเหมือนๆกัน เช่น กิจการผลิตอาหารกระป๋อง กิจการผลิตรถยนต์ เป็นต้น
•ต้นทุนช่วงจะแบ่งแผนกผลิตตามหน้าที่งาน หรือเรียกว่า ศูนย์ต้นทุน(Cost center) โดยแต่ละแผนกจะทำการผลิตและบันทึกต้นทุนที่เกิดขึ้น(วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต) ซึ่งเรียกว่า ”งานระหว่างผลิต” เมื่องานเสร็จในแผนกของตนก็จะโอนงานไปยังแผนกต่อไปพร้อมโอนต้นทุนของงาน
•ไปด้วย ผลผลิตของแผนกสุดท้ายจะมีสินค้าสำเร็จรูปเพื่อรอการขาย
ความแตกต่างระหว่างการบัญชีต้นทุนงานสั่งทำ และการบัญชีต้นทุนช่วง
การคำนวณหน่วยเทียบเท่าสำเร็จรูป(Equivalent unit)
•ในการคำนวณต้นทุนของงานที่เสร็จ เนื่องจากวิธีการผลิตแบบต้นทุนช่วงนั้นจะเป็นการผลิตติดต่อกันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงสิ้นงวดเวลาหนึ่งกิจการต้องคำนวณต้นทุนที่เกิดขึ้นในการผลิต ซึ่งอาจมีงานระหว่างผลิตเกิดขึ้น(งานที่ยังผลิตไม่เสร็จ) โดยที่งานระหว่างผลิตนั้นจะได้รับต้นทุนในการผลิตไปบางส่วนแล้ว ดังนั้นในการคำนวณต้นทุนที่เกิดในงวดนั้น จะต้องนำต้นทุนที่เกิดขึ้น หารด้วย “หน่วยเทียบเท่าสำเร็จรูป” แทนการหารด้วยหน่วยสินค้าสำเร็จรูป โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้
หน่วยเทียบเท่าสำเร็จรูป = จำนวนหน่วยนับได้ x ขั้นความสำเร็จ
รายงานต้นทุนการผลิต
•ในการผลิตแบบต้นทุนช่วงการผลิตนี้ จะจัดทำรายงานการผลิตขึ้นมาเพื่อแสดงต้นทุนที่เกิดขึ้น
•ในการผลิตของงวดเวลาหนึ่ง โดยจะมี 4 ขั้นดังนี้
•ขั้นที่ 1 ปริมาณการผลิต
•ขั้นที่ 2 หน่วยเทียบเท่าสำเร็จรูป
•ขั้นที่ 3 ต้นทุนต่อหน่วย
•ขั้นที่ 4 สรุปต้นทุน
การเพิ่มวัตถุดิบในกระบวนการผลิต
•ในการผลิตสินค้านั้นกิจการบางแห่งอาจใช้วัตถุดิบทาตรงเพียงแผนกแรกเท่านั้น แต่บางแห่งก็อาจใช้วัตถุดิบทางตรงในแผนกต่อไปด้วย (ค่าแรงงานทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ) เมื่อวัตถุดิบทางตรงถูกใช้ในแผนกต่อไป แผนกดังกล่าวก็จะมีต้นทุนวัตถุดิบทางตรงเพิ่มขึ้น และอาจมีผลต่อปริมาณหน่วยที่ผลิตดังนี้
• 1. การเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ทำให้ไม่มีหน่วยผลิตเพิ่มขึ้น เช่น โรงงานผลิตรถยนต์
•มีหลายแผนก บางแผนกติดตั้งเครื่องยนต์ บางแผนกติดตั้งเครื่องเสียง บางแผนกติดตั้งยางล้อ ทั้งเครื่องยนต์ เครื่องเสียง และยางล้อต่างเป็นวัตถุดิบทางตรงของรถยนต์ แม้แต่ละแผนกจะใช้วัตถุดิบทางตรงแต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนหน่วยผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น
•2. การเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ทำให้มีหน่วยผลิตเพิ่มขึ้น เช่น โรงงานผลิตน้ำผลไม้ ในแผนกแรกใช้วัตถุดิบทางตรงได้แก่ ผลไม้เพื่อนำไปคั้นน้ำ ในแผนกต่อไปเป็นแผนกปรุงรส โดยใส่น้ำเชื่อม เกลือ น้ำตาล ในแผนกปรุงรสมีการใช้วัตถุดิบทางตรง ซึ่งการใส่วัตถุดิบทางตรงทำให้ปริมาณน้ำผลไม้มีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น
กรณีที่มีงานระหว่างผลิตต้นงวด
•ในการผลิตต้นทุนช่วงจะเป็นการผลิตสินค้าแบบต่อเนื่องตลอดเวลา ดังนั้นในงวดเวลาหนึ่งของกิจการก็จะมีสินค้าที่ผลิตเสร็จ และไม่เสร็จในระหว่างงวด(งานระหว่างผลิตปลายงวด)
• งานระหว่างผลิตปลายงวดจากงวดก่อน จะกลายเป็นงานระหว่างผลิตต้นงวดของงวดปัจจุบันซึ่งจะนำมาผลิตต่อให้เสร็จ เราจะพบว่างานดังกล่าวจะมีต้นทุนส่วนหนึ่งเป็นของงวดก่อนและอีกส่วนหนึ่งเป็นของงวดปัจจุบัน จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ทราบว่า ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าที่ผลิตในงวดก่อนและนำมาผลิตเสร็จในงวดปัจจุบันอาจไม่เท่ากับต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าที่เริ่มและผลิตเสร็จในงวดปัจจุบัน ดังนั้นในการจัดทำรายงานต้นทุนการผลิตที่มีงานระหว่างผลิตต้นงวดจึงมีวิธีการคำนวณต้นทุนการผลิต 2 วิธี ดังนี้
•1. วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted average)
2. วิธีเข้าก่อน – ออกก่อน(First – in, First – out หรือ FIFO
หน่วยเสียในระบบต้นทุนช่วง
ในกระบวนการผลิต หากมีหน่วยเสียเกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งของการผลิตก็ได้ ซึ่งโดยปกติจะมีหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าโดยจะกำหนดจุดตรวจสอบที่จะเข้าไปตรวจสอบ(Inspection point) �และเมื่อตรวจสอบพบหน่วยเสียก็จะนำออกมาจากกระบวนการผลิตทันที ดังนั้นต้นทุนของหน่วยเสียจะเท่ากับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงจุดตรวจสอบที่พบของเสีย(จุดตรวจสอบ)�ต้นทุนของหน่วยเสียที่เกิดขึ้นในการผลิตนั้น มีแนวคิด 3 ลักษณะ คือ�1. ไม่คิดต้นทุนให้กับหน่วยเสีย วิธีนี้จะนำต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด หารด้วย จำนวนหน่วยดีเท่านั้น ซึ่งดูจะไม่สอดคล้องความเป็นจริง เนื่องจากหน่วยที่เสียก็รับต้นทุนไปด้วยเช่นกัน จึงทำให้การคำนวณต้นทุนต่อหน่วยมีมูลค่าสูง วิธีนี้จึงไม่ค่อยให้ประโยชน์ในเชิงบริหารมากนัก�2. คิดต้นทุนให้กับหน่วยเสีย วิธีนี้จะนำต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด หารด้วย หน่วยเทียบเท่าสำเร็จรูป(หน่วยดีและหน่วยเสีย) สำหรับหน่วยเสียจะแยกเป็น �
2.1 หน่วยเสียปกติ หมายถึง จำนวนหน่วยเสียที่เกิดขึ้นภายใต้การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกิจการไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสียหายเหล่านี้ได้ หน่วยเสียปกติจะบันทึกบัญชีเป็นต้นทุนของหน่วยดี หรือค่าใช้จ่ายการผลิตก็ได้
•2.2 หน่วยเสียเกินปกติ หมายถึง จำนวนหน่วยเสียที่เกิดขึ้นเกินกว่าหน่วยเสียปกติ
•ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในกระบวนการผลิต เช่น วัตถุดิบที่นำมาผลิตไม่มีคุณภาพ เครื่องจักรมีปัญหา เป็นต้น หน่วยเสียเกินปกติจะบันทึกเป็นผลขาดทุนจากหน่วยเสียเกินปกติในงวดนั้นๆ
•เมื่อกิจการยอมรับหน่วยเสียปกติที่เกิดขึ้น กิจการก็ควรที่จะกำหนดอัตราร้อยละหน่วยเสียปกติไว้ล่วงหน้า ซึ่งสามารถกำหนดได้ 2 ลักษณะ คือ
• 1. กำหนดเป็นอัตราร้อยละของหน่วยดี
• 2. กำหนดเป็นอัตราร้อยละของหน่วยนำเข้าปกติ
• 3. กำหนดเป็นอัตราร้อยละของหน่วยนำเข้าทั้งหมด
สูตรการคำนวณหาหน่วยเสีย
•(งานระหว่างผลิตต้นงวด + หน่วยเริ่มผลิต – ผลิตเสร็จและโอนออก – งานระหว่างผลิตปลายงวด)