ภาษาไทย�ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓�สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด�ท 3.1 ตัวชี้วัดที่ ๔�เรื่อง การโต้วาที
ครูประจักษ์ ศรีวิทะ �กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย�โรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายหลักการพูดโต้วาทีได้
2. นักเรียนสามารถพูดโต้วาทีได้อย่างถูกต้องรู้จักกาลเทศะและบุคคล
3. นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
การโต้วาที เป็นการพูดโต้แย้งหน้าที่ประชุม โดยแบ่งผู้พูดเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเสนอญัตติ และฝ่ายคัดค้านญัตติ �และ มีผู้ตัดสินชี้ขาดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ
ความหมาย 2
การพูดที่มีฝ่ายเสนอความคิดเห็นฝ่ายหนึ่งกับฝ่ายหนึ่ง กล่าวด้านความคิดเห็น และมีผู้ตัดสินชี้ขาดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะทั้งสองฝ่ายจะใช้วาทศิลป์กล่าวค้านความคิดเห็นของกันและกันอย่างมีระเบียบ โดยใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง และหลักการวิชาการเพื่อให้เห็นว่าความคิดเห็นฝ่ายตนนั้นถูกต้อง และเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังเกิดความคิดคล้อยตาม
ญัตติที่ดี
1.ให้ความรู้และเพิ่มพูนสติปัญญา เช่น ศรีปราชญ์เป็นกวีดีเด่นกว่าสุนทรภู่
(ผู้พูดต้องยกผลงาน ตัวอย่างบทประพันธ์ เนื้อหา เพื่อหักล้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ผู้ฟังได้ความรู้)
2.ญัตติต้องไม่เป็นเรื่องที่จับประเด็นยากทำให้การโต้วาทีหลงทิศทาง เช่น ผ้าถุงของไทยดีกว่ากระโปรงฝรั่ง
ควรตั้งใหม่เป็น "วัฒนธรรมไทยดีกว่าวัฒนธรรมตะวันตก" ซึ่งมีแง่มุมในการแสดงความคิดเห็นได้มากกว่า
3.เป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่สนใจ เช่น การพัฒนาชนบทสำคัญกว่าการพัฒนาตัวเมือง,เกิดเป็นหญิงแห้จริงแสนลำบาก เกิดเป็นชายยิ่งลำบากกว่าหลายเท่า
4.เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักวิชาการต่าง ๆ เช่น ประเทศอุตสาหกรรมดีกว่าประเทศเกษตรกรรม
5.เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย เช่น เพศศึกษาช่วยป้องกันเอดส์ได้จริงหรือ
6.เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ เช่น การดำเนินชีวิตอย่างไทยดีกว่าอย่าตะวันตก
7.เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เช่น คนอ้วนตายโรคมากกว่าคนผอม
8.เป็นเรื่องที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามและไม่เป็นภัยต่อสังคม
**ญัตติที่มีเนื้อหาครอบคลุมมีแง่มุมให้โต้วาทีได้มาก ย่อมเป็นญัตติที่ดี
หรือ ประธานหรือผู้ดำเนินการโต้วาที(วิทยากร)
หน้าที่ของผู้ร่วมโต้วาที
1.ประธานในการโต้วาที หรือผู้ดำเนินการโต้วาที
มีหน้าที่กล่าวเปิดการโต้วาที ประกาศญัตติ ระเบียบการโต้วาทีและผู้ฟังได้ทราบ กล่าวแนะนำผู้โต้วาทีสองฝ่าย เชิญผู้โต้วาทีตามลำดับ
ประธาน ควรระวัง ในเรื่องต่อไปนี้
- ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เผลอกว่าวสนับสนุนผู้โต้วาทีคนใดคนหนึ่งเป็นอันขาด
- ต้องพูดให้น้อยที่สุด เพราะผู้ฟังเน้นมาฟังผู้โต้วาทีมากกว่า
- ต้องเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องกำหนดการ ข้อมูลเพี่ยวกับญัตติ กรรมการ และผู้โต้วาที
ผู้โต้วาที ซึ่งประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย คือ
กรรมการตัดสิน
มักจะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเข้าใจในกระบวนการโต้วาทีและเชื่อถือได้
กรรมการมีหน้าที่ให้คะแนนปกติมักมีจำนวนเป็นคี่ ประมาณ 3-5 คน ในการโต้วาที
ที่ไม่เป็นทางการ เพื่อความสนุกสนาน หรือเชื่อมความสามัคคี ผู้ดำเนินการขอเสียงปรบมือจากผู้ฟัง
โดยกรรมการจะตัดสินจาก
- ประเด็นในการโต้
- เหตุผล
- การหักล้าง
- วาทศิลป์
- มารยาท คือ ท่าทาง เนื้อหาที่พูด การใช้ถ้อยคำ และการตรงต่อเวลาส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น น้ำเสียง วิธีการพูด และท่าทาง
กระบวนการโต้วาที
ก่อนการโต้วาที
1.เลือกญัตติ
2.กำหนดวันเวลา และสถานที่
3.พิจารณาบุคคลที่จะโต้วาทีทั้งสองฝ่าย กำหนด บุคคลที่จะทำหน้าที่ประธาน และกรรมการ
4.ประชาสัมพันธ์
5. จัดเตรียมสถานที่
ดำเนินการโต้วาที
1.ประธานหรือผู้ดำเนินการจะเป็นผู้กล่าวเปิดการโต้วาที ประกาศญัตติ ระเบียบการโต้ และแนะนำผู้โต้ทั้งสองฝ่ายให้ผู้ฟังรู้จัก
2.ประธานหรือผู้ดำเนินการโต้วาที เชิญผู้โต้ขึ้นพูดทีละคนตามลำดับ โดยหัวหน้าฝ่ายเสนอจะเป็นผู้พูดก่อน คนต่อมาคือหัวหน้าฝ่ายค้าน หลังจากนั้นจะเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ และผู้สนับสนุนฝ่ายค้านตามลำดับ
ผู้โต้วาทีทั้งสองฝ่ายควรยึดหลักการโต้วาที ดังนี้
ฝ่ายเสนอ | ฝ่ายค้าน |
หัวหน้าฝ่ายเสนอ - กล่าวทักทายผู้ฟัง - เสนอญัตติ - แปรญัตติหรือให้คำนิยามหรือให้ความหมาย ขอบเขตของญัตติ - ให้เหตุผลสนับสนุนญัตติ - อธิบายรายละเอียดข้อปลีกย่อย -ยกตัวอย่าง อุทาหรณ์ กล่าวคำพังเพยประกอบการสนับสนุน -เน้นสรุปประเด็น | หัวหน้าฝ่ายค้าน - กล่าวทักทายผู้ฟัง -พยายามชี้แจ้งให้เห็นข้อบกพร่องในการให้เหตุผลของฝ่ายเสนอ -โต้แย้งเป็นประเด็นโดยยกเหตุผลประกอบ -ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างให้เห็นว่าไม่เป็นไปตามญัตติ -เสนอแนะความคิดเห็นของฝ่ายตน -เน้นสรุปประเด็นสำคัญ |
ผู้โต้วาทีทั้งสองฝ่ายควรยึดหลักการโต้วาที ดังนี้
ฝ่ายเสนอ | ฝ่ายค้าน |
ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ - กล่าวทักทายผู้ฟัง - อธิบายสนับสนุนหัวหน้าฝ่ายเสนอ -อธิบายข้อเสนอด้วยการหาเหตุผลเพิ่มเติม -โต้แย้งฝ่ายค้านเป็นประเด็น ๆ -เน้นสรุปประเด็นสำคัญ | ผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน - กล่าวทักทายผู้ฟัง -หาเหตุผลข้อเท็จจริงสนับสนุนหัวหน้า -พูดโต้แย้งข้อเสนอของผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ -นำข้อมูลสถิติ คำคม ข้อเท็จจริงมายืนยัน -เน้นสรุปประเด็นสำคัญ |
เทคนิคการโต้วาที
1.การป้องกัน คือ การป้องกันญัตติด้วยการหาเหตุผลมาล้อมรั้วสาระของญัตติ
2.การโจมตี คือ การกล่าวซ้ำเติม หรือกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าไร้เหตุผล
3.การต่อต้าน คือ การหักล้างเหตุการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามที่กล่าวโจมตีฝ่ายตน
4.การค้าน อย่างศิลปะ ทำได้ 3 วิธี คือ
4.1 ค้านญัตติ เป็นการค้านตัวญัตติหรือสาระของญัตติว่าไม่ถูกต้อง
4.2 ค้านเหตุผล เป็นการค้านเหตุผลที่อีกฝ่ายเสนอมา
4.3 ค้านข้ออ้างอิง เป็นการค้านข้ออ้างอิงที่อีกฝ่ายเสนอมา
การโต้วาที
1.ในการโต้แย้งแสดงคารม ควรใช้ความรู้ต่าง ๆ มาประกอบเสมอ
2.การแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นการเสนอหรือการค้าน ควรเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้มีเหตุผลน่าเชื่อถือ
3.ควรมีศิลปะในการใช้ภาษาที่จูงใจให้ผู้ฟังมีความเห็นคล้อยตามเห็นงามกับข้อคิดเห็น ข้อมูลต่างๆ ที่เสนอไป
4.การกล่าวคัดค้าน กล่าวแก้ ควรทำให้แนบเนียบ จนผู้ฟังเห็นว่ามีเหตุผลของฝ่ายตรงกันข้ามใช้การไม่ได้ หรือเชื่อถือไม่ได้
5.ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเสนอประเด็น ควรฟังอย่างตั้งใจ แล้วจับประเด็นสำคัญ ๆ ไว้เพื่อกล่าวแก้และพยายามรวบรวมเรื่องที่จะกล่าวโจมตีมาก ๆ
6.ควรใช้ถ้อยคำภาษาที่สุภาพ โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมอันดีงามด้วยไม่ควรพูดเสียดสีกันในเรื่องส่วนตัว
การโต้วาที
7.ใช้คำพูดที่เหมาะสม สั้น กะทัดรัด เข้าใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องตีความ
8.ในขณะพูด ควรแสดงท่วงที กิริยา ท่าทาง และสีหน้าประกอบการพูด
9การโต้วาทีไม่จำเป็นต้องขึงขังอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะการโต้วาทีมักจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หรือจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติของงาน
10.ขณะพูด ควรควบคุมอารมณ์ให้ดี อย่าเผลอโกรธ หรือแสดงอารมณ์เสียเพราะจะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี
11.เมื่อเสร็จสิ้นการโต้วาทีแล้ว เรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวกันควรเลิกกันไป
12.หากมีการตัดสินให้แพ้ ควรวางสีหน้ายิ้มแย้ม อย่าแสดงอาการไม่พอใจ
คาบที่ 2