1 of 89

โดย

กลุ่มงานประกันสังคม 2 ส่วนงานสิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม

และกองทุนเงินทดแทน

2 of 89

กองทุนประกันสังคม

ผู้จ่ายเงินสมทบ

นายจ้าง

ลูกจ้าง

รัฐบาล

กองทุนเงินทดแทน

ผู้จ่ายเงินสมทบ

นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว

(เก็บตามประเภทกิจการของนายจ้าง)

มิใช่เนื่องจากการทำงาน

  1. เจ็บป่วย
  2. คลอดบุตร
  3. ทุพพลภาพ
  4. ตาย
  5. สงเคราะห์บุตร
  6. ชราภาพ
  7. ว่างงาน

เนื่องจากการทำงาน

  1. ค่ารักษาพยาบาล
  2. ค่าทดแทน

- หยุดงาน

- สูญเสีย

- ทุพพลภาพ

- ตาย

  1. ค่าฟื้นฟู
  2. ค่าทำศ

2

3 of 89

3

กองทุนเงินทดแทน

4 of 89

ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ

ตายหรือสูญหาย

*** อันเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง

*** รักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้าง

*** ตามคำสั่งนายจ้าง

เพื่อให้การบำบัดรักษา และส่งเสริมฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ลูกจ้างที่

ประสบอันตรายจากการทำงาน

ให้การสนับสนุนและป้องกันเรื่องความปลอดภัย ในการทำงาน

เพื่อลดอันตราย และการเจ็บป่วยจากการทำงาน

จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง

กองทุนเงินทดแทน

4

5 of 89

5

6 of 89

ค่ารักษาพยาบาล

1. เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 50,0000 บาท

2. บาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังเบิกได้ไม่เกิน 1,000,000 บาท (เอกชน)

หรือ 2,000,000 บาท (รัฐบาล) ตามเงื่อนไขที่กำหนด

(กฎกระทรวงใหม่ รพ.รัฐ รักษาจนสิ้นสุดการรักษา)

หมายเหตุ ถ้าสำรองจ่ายต้องนำใบเสร็จมาเบิกได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่จ่าย

6

7 of 89

ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

🖝ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัด ไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท

🖝ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ไม่เกิน 40,000 บาท หากมีความจำเป็นให้จ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกิน 110,000 บาท โดยคณะกรรมการการแพทย์พิจารณาและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเห็นชอบ

🖝ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยละไม่เกินอัตราตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

🖝ด้านอาชีพ โดยให้จ่ายได้เฉพาะที่เป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท

🖝ลูกจ้างจะได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน จะต้องเข้ารับการฟื้นฟูฯ ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น

7

8 of 89

เงินทดแทน...�ค่ารักษาพยาบาล

8

9 of 89

การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรัง

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรัง ลงวันที่ 30 มกราคม 2558

ข้อ 2 ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงลักษณะอย่างหนึ่ง อย่างใดดังนี้

(1) มีการผ่าตัดมากกว่า 1 ตำแหน่ง หรือมีการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป

(2) มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องดูแลรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักและใช้เครื่องช่วยหายใจไม่น้อยกว่า 5 วัน

(3) มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องดูแลรักษาในหอผู้ป่วยหนักและไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจไม่น้อยกว่า 10 วัน

(4) ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข หรือรักษาทางยาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 วัน

(5) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่ส่วนหลังของดวงตาซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

9

10 of 89

การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรัง (ต่อ)

10

11 of 89

การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรัง (ต่อ)

11

12 of 89

เงินทดแทน... ค่ารักษาพยาบาล (ต่อ)

12

13 of 89

เงินทดแทน... ค่ารักษาพยาบาล (ต่อ)

ข้อ 5 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น ตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาล ตามข้อ 2 ข้อ 3 และ ข้อ 4 แล้วต้อง ไม่เกิน 500,000 บ

13

14 of 89

เงินทดแทน... ค่ารักษาพยาบาล (ต่อ)

ข้อ 6 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 5 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น ตามความเห็น ของคณะกรรมการการแพทย์โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาล ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 แล้วต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท

เว้นแต่กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก จนสิ้นสุด การรักษาพยาบาล ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนสิ้นสุด การรักษาพยาบาล

ในกรณีลูกจ้างมีความจำเป็นหรือเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล

** ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาล จ่ายจริงไม่เกินวันละ 1,300 บาท

มีผลตั้งแต่ 9 เมษายน 2563

14

15 of 89

เงินทดแทน...ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ

กฎกระทรวง ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

9 เมษายน 2563

1. ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพตามหลักสูตรฯไม่เกิน 24,000 บาท

หลักสูตร –งานเครื่องมือกล –งานสำนักงาน

-งานช่างโลหะ -งานตัดเย็บเสื้อผ้า

-งานช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์ ..

2. ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

ด้านการแพทย์ไม่เกิน 24,000 บาท

15

16 of 89

เงินทดแทน

  • 1. กรณีหยุดพักรักษาตัว จ่ายร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่หยุดงาน ไม่เกิน 1 ปี

  • 2. กรณีสูญเสียอวัยวะจากการทำงาน จ่ายร้อยละ 70

ของค่าจ้างรายเดือน ไม่เกิน 10 ปี

  • 3. กรณีทุพพลภาพ จ่ายร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน

ไม่น้อยกว่า 15 ปี

(เดิมจ่ายร้อยละ 60 และต้องหยุดงานตั้งแต่สามวันขึ้นไป)

(เดิมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 10 ปี)

(เดิมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 15 ปี)

16

17 of 89

เงินทดแทน...ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ (ต่อ)

3. ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท

หากเกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้ ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เพิ่มอีกไม่เกิน 140,0000 บาทตามความเห็นคณะกรรมการการแพทย์

4. ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

17

18 of 89

เงินทดแทน (ต่อ)

  • 4. กรณีตายหรือสูญหาย

จ่ายร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนดจ่าย 10 ปี

  • 5. ค่าทำศพ 50,000 บาท

หมายเหตุ

- ต้องยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วัน

- หากเจ็บป่วยหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ยื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปี

นับแต่วันที่ทราบการเจ็บป่วย

- นายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายหรือสูญหายของลูกจ้าง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ

- ทายาท 1.บิดา มารดา 2. สามีหรือภรรยา 3. บุตรที่ยังไม่จบ ป.ตรีและยังศึกษาอยู่

4. บุตรที่ทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือน

(เดิมจ่ายร้อยละ 60 มีกำหนดจ่าย 8 ปี)

18

19 of 89

ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน

ภารกิจ : ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือ

เจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและผู้ประกันตนทุพพลภาพ เพื่อช่วยให้

ลูกจ้างที่สูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานให้รับการ

ฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้

19

20 of 89

รูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

  1. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ : เพื่อแก้ไขความพิการ
  2. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ : หลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพสังคม
  3. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านจิตใจและสังคม : ปรับสภาพจิตใจ

เพื่อให้ยอมรับสภาพความพิการ

4. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา : ส่งเสริมการศึกษา เช่น การศึกษานอก

โรงเรียนแบบทางไกล

20

21 of 89

ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน : 5 แห่ง

1. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค1: จังหวัดปทุมธานี

2. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 2 : จังหวัดระยอง

3. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 3 : จังหวัดเชียงใหม่

4. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 4 : จังหวัดขอนแก่น

5. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 : จังหวัดสงขลา

21

22 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีหยุดงาน

มาตรา18(1) ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ไม่สามารถทำงานได้ตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ไม่เกิน 1 ปี

ตัวอย่าง นายแดง ได้เงินเดือนๆละ 12,000 บาท แพทย์ให้หยุดงาน 5 วัน

12,000 ×70 % =8,400 บาท

8,400 × 5 หารด้วย 30 = 1,400 บาท

22

23 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีการสูญเสียอวัยวะบางส่วน

มาตรา18(2) ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือน ร้อยละ 70

ของค่าจ้างรายเดือนสำหรับกรณีลูกจ้างสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย โดยให้จ่ายตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายตาม ที่กฎกระทรวงกำหนด แต่ไม่เกิน 10 ปี

23

24 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีการสูญเสียอวัยวะบางส่วน

  • แขนขาดระดับศอกขึ้นไป จ่าย 120 เดือน
  • มือขาด จ่าย 108 เดือน
  • นิ้วหัวแม่มือขาด จ่าย 44 เดือน (44-22)
  • นิ้วชี้/นิ้วกลางขาด จ่าย 22 เดือน (22-16-10)
  • นิ้วนาง/นิ้วก้อยขาด จ่าย 10 เดือน(10-8-6)
  • ขาขาดจ่าย 80 เดือน /เท้าขาดจ่าย 50 เดือน

ตัวอย่าง ; ลูกจ้างถูกเครื่องจักรทับนิ้วชี้ขาด 1นิ้ว ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท

10,000 x 70% = 7,000 บาท

ค่าทดแทน นิ้วขาด 1 นิ้ว : 7,000 x 22 = 154,000 บาท

24

25 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ

25

26 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีตายหรือสูญหาย

26

27 of 89

เงินทดแทน...ค่าทำศพ

27

28 of 89

เงินทดแทน...ค่าทดแทนกรณีตายหรือสูญหาย

28

29 of 89

ผู้มีสิทธิรับเงินทดแทน

29

30 of 89

สิทธิรับเงินทดแทนสิ้นสุด

30

31 of 89

กรณีไม่มีสิทธิรับเงินทดแทน

31

32 of 89

การอุทธรณ์

นายจ้างลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิ ไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย

มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ ภายใน 30 วัน

ผู้อุทธรณ์ ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ

มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน ภายใน 30 วัน

ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิหรือนายจ้างยื่นอุทธรณ์ หรือนำคดี

ไปสู่ศาลไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่ง คำวินิจฉัย

ของเจ้าหน้าที่ หรือ คณะกรรมการกองทุนฯ

32

33 of 89

34 of 89

35 of 89

กองทุนประกันสังคม

36 of 89

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน

ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง กรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพและตาย ที่ไม่เนื่องจากการทำงาน รวมถึงคลอดบุตร สงเคราะห์บุตรชราภาพ และว่างงาน

7 กรณี

ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

ทุพพลภาพ

ตาย

คลอดบุตร

สงเคราะห์บุตร

ชราภาพ

ว่างงาน

36

37 of 89

ประโยชน์ อัตราที่ อัตราเงินสมทบที่ชำระ หลักการ� ทดแทนกรณี กำหนด ผู้ประกันตน นายจ้าง รัฐบาล

เฉลี่ยทุกข์�เฉลี่ยสุข

ส่งเสริมการออม(จะคืนให้ทั้งหมดในรูปบำเหน็จหรือบำนาญ)

หลักประกันความเสี่ยง

1.5����3�

5�9.5

1.5���� 3�

0.5�5

1.5

1

0.25 2.75

1.5����3

�0.5�5

ฐานค่าจ้างนำส่งเงินสมทบ ไม่ต่ำกว่า 1,650 – ไม่เกิน15,000 บาท

1. เจ็บป่วย 1.06�2. ทุพพลภาพ 0 .13�3. ตาย 0.08�4. คลอดบุตร 0.23

�5. สงเคราะห์บุตร�6. ชราภาพ

7. ว่างงาน� รวม

+

รวมเป็น 6

อัตราเงินสมทบ

37

38 of 89

เงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทน

กรณีเจ็บป่วย–ทุพพลภาพ จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายใน 15 เดือน

กรณีตาย จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายใน 6 เดือน

กรณีคลอดบุตร จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือน

กรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายใน 36 เดือน

กรณีว่างงาน จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 15 เดือน

เงินทดแทนรายเดือน ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง

38

39 of 89

1.สิทธิประโยชน์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

  • เงินทดแทนการขาดรายได้
  • ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค
  • การบริการทางการแพทย์

- สิทธการรักษาพยาบาล บัตรรับรองสิทธิฯใช้ระบบบัตรอิเลคทรอนิคส์ ตั้งแต่มกราคม 2561

- ค่ารักษาพยาบาล

39

40 of 89

ค่ารักษาพยาบาล

1.โรงพยาบาลที่กำหนดสิทธิฯ หรือ เครือข่าย

ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ยกเว้น 8 รายการกลุ่มโรค ที่ใช้สิทธิไม่ได้

40

41 of 89

โรคและบริการ 8 รายการ

ที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์

1. การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงาม

2. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง

3. การรักษาภาวะมีบุตรยาก

4. การตรวจใด ๆ ที่เกินความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น

5. การเปลี่ยนเพศ

6. การผสมเทียม

7. ทันตกรรม กรณีรักษารากฟัน หรือเพื่อความสวยงาม

8. แว่นตา

41

42 of 89

กรณีอุบัติเหตุ/เจ็บป่วยฉุกเฉิน�

ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลได้ทุกแห่งโดย สปส.จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ตั้งแต่เข้ารับการรักษา (ไม่นับรวมวันหยุด) ตามอัตราดังนี้

โรงพยาบาลรัฐบาล ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น

โรงพยาบาลเอกชน ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เบิกได้ตามอัตราที่กำหนด

42

43 of 89

ค่ารักษาพยาบาล ครั้งละ 1,000 บาท

ค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มเติมให้จ่ายดังนี้

-ค่าเลือด 500 /ยูนิต

-กันบาดทะยัก 400.-/ราย

-วัคชีน / เชรุม พิษสุนัขบ้า(เข็มแรก)

-อัลตร้าฯ / CT-scan / MRI

1,000 / 4,000 / 8,000

-ขูดมดลูก (ตกเลือด) 2,500.-

-ฟื้นคืนชีพcpr 4,000.-

ค่าห้องสังเกตอาการ 3 ชม++ 200.-

สถานพยาบาลของเอกชน

ผู้ป่วยนอก

ค่ารักษาวันละ 2,000 .-(ไม่เกิน 72 ชม.)

ค่าห้องและอาหาร 700.-

ค่ารักษาในห้อง ICU วันละ 4,500.-

กรณีผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 1 ชม.8,000/

ไม่เกิน 2ชม.12,000/เกิน 2 ชม.16,000.-

ค่าฟื้นคืนชีพ 4,000.-

ค่าตรวจห้องปฎิบัติการ / x-ray 1,000.-

ค่าตรวจวินิจฉัยพิเศษ Utra / CT - Scan / MRI EKG ฯลฯ

ค่าพาหนะย้ายผู้ป่วย

ภายในจังหวัด

- ค่ารถ หรือเรือพยาบาล ครั้งละ 500.-

- ค่ารถรับจ้าง หรือพาหนะอื่น ครั้งละ 300.-

ข้ามเขตจังหวัด จ่ายเพิ่ม กม.ละ 6 บาท

ผู้ป่วยใน

44 of 89

44

กรณีอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สิทธิประกันสังคม�

45 of 89

กรณีอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สิทธิประกันสังคม�

  • เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่กำหนดสิทธิ

  • มีอาการประสบอันตราย เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ที่เข้าเกณฑ์

  • รักษาโดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย จนกว่าจะพ้นวิกฤต ภายใน 72 ชั่งโมง (นับต่อเนื่องรวมวันหยุด)

13

46 of 89

1 ม.ค. 2560

ทำฟัน ฟรีไม่ต้องสำรองจ่าย

46

47 of 89

การถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุด

เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 900 บาท/ปี

1) ไม่ต้องสำรองจ่าย จ่ายเฉพาะส่วนเกินวงเงิน

900 บาท เมื่อเข้ารับบริการ ณ สถานพยาบาลที่

ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม

2) สำรองจ่ายไปก่อนเมื่อเข้ารับบริการ ณ

สถานพยาบาลอื่นและนำมาเบิกได้ที่สปส.

ทั่วประเทศ

47

48 of 89

กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน ภายใน 5 ปี

- 1-5 ซี่ ไม่เกิน 1,300 บาท

- มากกว่า 5 ซี่ ไม่เกิน 1,500 บาท

กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก ภายใน 5 ปี

- ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง

ไม่เกิน 2,400 บาท

- ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง

ไม่เกิน 4,400 บาท

48

49 of 89

เงินทดแทนการขาดรายได้

ได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง

ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน

โรคเรื้อรังไม่เกิน 365 วัน คือ

(1) โรคมะเร็ง

(2) โรคไตวายเรื้อรัง

(3) โรคเอดส์

(4) โรคเส้นเลือดสมองผิดปกติเป็นเหตุให้อัมพาต

(5) ความผิดปกติของกระดูกหักที่มีภาวะแทรกซ้อน

49

50 of 89

51 of 89

2. สิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพ

ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2558

การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกาย

หรือสูญเสียสภาวะปกติทางจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง

และไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้

เงินทดแทนการขาดรายได้

- ระดับความสูญเสียตั้งแต่ร้อยละ 35 ขึ้นไปแต่ไม่เกินร้อยละ 50 มีสิทธิได้เงินทดแทนร้อยละ 30 ระยะเวลา 15 ปี

- ระดับความสูญเสียตั้งแต่ ร้อยละ 50 ขึ้นไป

มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ร้อยละ 50 ตลอดชีวิต

51

52 of 89

สิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพ

ค่ารักษาพยาบาล รพ.รัฐบาล ผู้ป่วยนอก / ผู้ป่วยใน จ่ายตาม DRG

ตามความจำเป็น

รพ.เอกชน ผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 2,000 / เดือน

ผู้ป่วยใน ไม่เกิน 4,000 / เดือน

ค่ารถพยาบาล/ค่าพาหนะ เดือนละ 500 บาท

เงินบำเหน็จชราภาพ

หากทุพพลภาพแล้ว เสียชีวิต - ค่าทำศพ 50,000 บาท

- เงินสงเคราะห์กรณีตาย

52

53 of 89

เงินสงเคราะห์กรณีตาย จ่ายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิหรือทายาท

ค่าทำศพ 50,000 บาท

53

3.สิทธิประโยชน์กรณีตาย

จ่ายผู้จัดการศพ

1. ก่อนถึงแก่ความตายส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือน

แต่ไม่ถึง 120 เดือน ได้ 2 เท่าของค่าจ้างเฉลี่ย

2. ก่อนถึงแก่ความตายส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป

ได้ 6 เท่าของค่าจ้างเฉลี่ย

3. รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ขณะเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังเสียชีวิต

มีสิทธิได้รับค่าทำศพ /เงินสงเคราะห์กรณีตาย

จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 เดือนภายใน 6 เดือนก่อนตาย

54 of 89

เงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย

ผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย

1 บิดา มารดา หรือ บิดา หรือ มารดา ได้รับ 1 ส่วน

2 สามี หรือ ภรรยา ได้รับ 1 ส่วน

3 บุตร (ยกเว้นบุตรบุญธรรม) ได้รับ 2 ส่วน � ถ้าบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับ 3 ส่วน

4 บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิ ได้รับ 1 ส่วน

** ทายาทผู้มีสิทธิรับเงินชราภาพ ต้องเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย**

(20/10/58)หาก ผปต.มอบเงินบำเหน็จฯ กรณีตายให้แก่บุคคลใด แม้ว่า ผปต.จะมีทายาทตาม กม.ก็ตาม คนที่ได้รับมอบเงินบำเหน็จชราภาพจะได้สิทธิ์ร่วมกับทายาท 1 ส่วน

54

55 of 89

เงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย (ต่อ)

กรณี ไม่มีทายาทผู้มีสิทธิ ตามข้อ 1 – 4 ให้แบ่งทายาท

โดยได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ตามลำดับ ดังนี้

      • พี่น้องร่วมบิดา มารดา เดียวกัน
      • พี่น้องร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดา
      • ปู่ ย่า ตา ยาย
      • ลุง ป้า น้า อา

55

56 of 89

57 of 89

58 of 89

4. สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร

อายุครรภ์ไม่น้อยกว่า 28 สัปดาห์

ค่าคลอดเหมาจ่าย

15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง

ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ผปต หญิงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร

50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน จำนวน 2 ครั้ง

ค่าตรวจและฝากครรภ์ ไม่เกิน 1,500 บาท

58

59 of 89

4. สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร

ผู้ประกันตนหญิง: สูติบัตรบุตร

ผู้ประกันตนชาย: สูติบัตรบุตร และทะเบียนสมรส หรือ

หนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส

59

60 of 89

หนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส

1.ข้าพเจ้า นาย..........................................................................................................................................................................

เลขประจำตัวประชาชน

-

ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้เลขที่............................หมู่ที่..........................

ถนน...............................ตำบล/แขวง..............................อำเภอ/เขต....................................จังหวัด....................................................

รหัสไปรษณีย์...................................................โทรศัพท์...................................................................

-

-

-

2.ข้าพเจ้าได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับ นางสาว/นาง...............................................โดยเปิดเผยแต่มิได้จดทะเบียนสมรส

3.นางสาว/นาง...........................................ได้คลอดบุตรเมื่อวันที่.............................................ซึ่งในวันคลอดบุตรนี้ ข้าพเจ้า ไม่มีภริยาอื่นที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อความข้างต้นถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

(ลงชื่อ)......................................... ผู้ประกันตน (ลงชื่อ)......................................... หญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา

(...........................................) (................................................) กับผู้ประกันตนโดยเปิดเผย

(ลงชื่อ).......................................... พยาน (ลงชื่อ)..................................................พยาน

(...........................................) (..................................................)

คำเตือน ประมวลกฎหมายอาญามาตรา341 ผู้ไดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

60

61 of 89

4. สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร(ต่อ)

มีสิทธิผู้ประกันตนหญิงและผู้ประกันตนชาย

จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท เมื่อได้ฝากครรภ์ภายในอายุครรภ์ดังนี้

1) ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ได้รับเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท

2) มากกว่า 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ได้รับเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300 บาท

3) มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ ได้รับเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300 บาท

4) มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ ได้รับเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200 บาท

5) มากกว่า 32 สัปดาห์ ถึง 40 สัปดาห์ ได้รับเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200 บาท

หลักฐาน : ใบแพทย์ระบุอายุครรภ์ สมุดฝากครรภ์ ใบเสร็จรับเงิน

61

62 of 89

กรณีสงเคราะห์บุตร

(เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39)

จำนวนบุตร �(ชอบด้วยกฎหมาย)

อายุบุตร

บุตรผู้ประกันตน

ที่ทุพพลภาพ/ตาย

มีสิทธิคราวละ

ไม่เกิน 3 คน

แรกเกิด ถึง 6 ปีบริบูรณ์

เหมาจ่ายอัตราเดียว

800บาท/คน

62

จำนวนเงินที่ได้รับ

การสงเคราะห์

เหมาจ่ายอัตราเดียว

800 บาท/คน

*** กรณีสามี ภรรยา เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้เลือกใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนภายใน 36 เดือนก่อนมีสิทธิ

63 of 89

ทำอย่างไรจะให้เป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดา

การจะให้เป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดา จะต้องเข้าหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1) จดทะเบียนสมรส บิดาและมารดาได้ไป จดทะเบียนสมรส กันภายหลัง บุตรจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา นับตั้งแต่วันที่บุตรเกิด

2) จดทะเบียนรับรองบุตร บิดาได้ไป จดทะเบียนรับรองบุตร (กรณีที่บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน)บุตรจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดานับแต่วันที่บุตรเกิด

3) ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร บุตรจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดานับแต่วันที่บุตรเกิด

63

64 of 89

65 of 89

66 of 89

6. สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ

การสร้างความมั่นคงทางรายได้ในยามที่ความสามารถ ในการหารายได้ลดลงหรือสูญเสียไปด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เนื่องจากพ้นวัยทำงานตามเกณฑ์อายุที่กำหนด หรือความเสื่อมสภาพทางร่างกายที่เข้าสู่วัยชรา

วัตถุประสงค์

เป็นหลักประกันรายได้เมื่อเข้าสู่วัยชรา

เพื่อจัดให้มีรายได้ในการดำรงชีพ

เพื่อสนับสนุนให้มีการออมทั้งทางตรงและทางอ้อม

66

67 of 89

67

กรณีชราภาพ มี 2 รูปแบบ

เงินบำเหน็จชราภาพ จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ180 เดือน

เงินบำนาญชราภาพ จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า180 เดือน

เงื่อนไขการเกิดสิทธิ

  • จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพ
  • อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

67

68 of 89

จ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน

= จำนวนเงินสมทบชราภาพของผู้ประกันตน

จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

= จำนวนเงินสมทบชราภาพของผู้ประกันตน + นายจ้าง

+ ผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่กำหนด

การจ่ายบำเหน็จชราภาพ

68

69 of 89

- เงินบำนาญชราภาพ

= ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย X 20%

ส่งเงินสมทบกรณีชราภาพครบ 180 เดือน (15ปี) = 20 %

ส่วนเกินของทุก 12 เดือน เพิ่มให้อีก = 1.5 %

  • ไม่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพถ้าเป็นผู้ทุพพลภาพ

ทุพพลภาพ + บำเหน็จชราภาพ

การจ่ายบำนาญชราภาพ

69

70 of 89

ตัวอย่างอัตราเงินบำนาญชราภาพที่ผู้ประกันตนได้รับรายเดือน

ตามระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบ

70

จำนวนเดือน

ที่นำส่งเงินสมทบ

(งวด)

อัตราร้อยละ

ของค่าจ้างเฉลี่ยฯ

ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

4,800

5,000

8,000

10,000

12,000

15,000

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

เงินบำนาญ

ที่ได้รับ

180

20 %

960

1,000

1,600

2,000

2,400

3,000

192

21.5 %

1,032

1,075

1,720

2,150

2,580

3,225

204

23 %

1,104

1,150

1,840

2,300

2,760

3,450

216

24.5 %

1,176

1,225

1,960

2,450

2,940

3,675

228

26 %

1,248

1,300

2,080

2,600

3,120

3,900

240

27.5 %

1,320

1,375

2,200

2,750

3,300

4,125

252

29 %

1,392

1,450

2,320

2,900

3,480

4,350

264

30.5 %

1,464

1,525

2,440

3,050

3,660

4,575

276

32 %

1,536

1,600

2,560

3,200

3,840

4,800

288

33.5 %

1,608

1,675

2,680

3,350

4,020

5,025

300

35 %

1,680

1,750

2,800

3,500

4,200

5,250

71 of 89

71

ข้อควรรู้สำหรับผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพ

72 of 89

72

ข้อควรรู้สำหรับผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพ (ต่อ)

1) ผู้รับเงินบำนาญชราภาพ กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน ให้งดรับเงินบำนาญชราภาพ ตั้งแต่เดือนที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน ต่อมาความเป็น

ผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพเป็นผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญชราภาพอีกครั้ง ดังนี้

หากจ่ายเงินสมทบคราวหลังไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินบำนาญ รายเดือนในอัตราเท่าเดิม

หากจ่ายเงินสมทบคราวหลังตั้งแต่ 12 เดือน ได้รับเงินบำนาญราย

เดือนในอัตราใหม่ โดยปรับเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ของเงินสมทบทุก 12 เดือน ที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ

73 of 89

ทายาทผู้มีสิทธิ

1. บุตรชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้น บุตรบุญธรรม

หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของ

บุคคลอื่นให้ได้รับ 2 ส่วน ถ้ามีบุตรตั้งแต่

3 คนขึ้นไปให้ได้รับ 3 ส่วน

2. สามีหรือภริยาให้ได้รับ 1 ส่วน และ

3. บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่

ให้ได้รับ 1 ส่วน

4. บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้เป็นผู้มีสิทธิ

ให้ได้รับ 1 ส่วน

73

กรณีผู้มีสิทธิรับบำนาญเสียชีวิต

74 of 89

กรณีไม่มีทายาทหรือไม่มีบุคคลที่ทำหนังสือระบุไว้เป็นผู้มีสิทธิ จะให้สิทธิแก่ทายาทตามลำดับ โดยได้รับส่วนแบ่งของลำดับที่มีสิทธิเท่ากัน

(1) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(2) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน

(3) ปู่ ย่า ตา ยาย

(4) ลุง ป้า น้า อา

74

ทายาทผู้มีสิทธิ (ต่อ)

75 of 89

7 สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน

เพื่อเป็นหลักประกันความคุ้มครองในขณะที่ไม่มีงานทำและระหว่างหางานทำ

เริ่มดำเนินการจัดเก็บตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2547

ยกเว้น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39

ขึ้นทะเบียนว่างงานและรายงานตัว

- ที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ

- หรือขึ้นทะเบียนและรายงานตัวทาง

INTERNETตามhttps://e-service.doe.go.th/

75

76 of 89

สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน

1. กรณีถูกเลิกจ้างหรือไม่ผ่านทดลองงาน

ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง

ครั้งละไม่เกิน 180 วัน ภายใน 1 ปีปฏิทิน

2. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง

ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง

ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ภายใน 1 ปีปฏิทิน

3. กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย (สถานะยังทำงาน)

ได้รับเงินขาดรายได้ในอัตราร้อยละ50 ตลอดระยะเวลาที่มี

เหตุสุดวิสัยและผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถ

ประกอบกิจการได้ ไม่เกิน 180 วัน

76

77 of 89

หลักเกณฑ์การจ่ายประโยชน์ทดแทน...

- ขึ้นทะเบียน ภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงานวินิจฉัยให้มีสิทธิ ตั้งแต่

วันที่ 8 ของการว่างงานจนถึงวันครบสิทธิตามเงื่อนไขลาออก / ถูกเลิกจ้า

- ขึ้นทะเบียน เกินกว่า 30 วัน วินิจฉัยให้มีสิทธิตั้งแต่วันที่

ขึ้นทะเบียนจนถึงวันครบสิทธิตามเงื่อนไขลาออก / ถูกเลิกจ้าง

- ขึ้นทะเบียนหางานเกินระยะเวลาที่มีสิทธิ ได้รับประโยชน์ทดแทน

กรณีว่างงาน จะไม่มีสิทธิได้รับเงินประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน

77

78 of 89

หลักเกณฑ์การจ่ายประโยชน์ทดแทน..(ต่อ)

สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนกรณีลาออกหรือเลิกจ้าง

ตั้งแต่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2563

*****************************

ขึ้นทะเบียน ภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงาน วินิจฉัยให้มีสิทธิ ตั้งแต่

วันที่ 8 ของการว่างงานจนถึงวันครบสิทธิตามเงื่อนไขลาออก/ เลิกจ้าง

ขึ้นทะเบียน เกินกว่า 30 วัน นับแต่วันว่างงาน วินิจฉัยให้มีสิทธิตั้งแต่วันที่

ขึ้นทะเบียนจนถึงวันครบสิทธิตามเงื่อนไขลาออก / ถูกเลิก

78

79 of 89

เงื่อนไขการเกิดสิทธิ

* ไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

* สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 38(2)

* ต้องมีระยะเวลาการว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป

* จ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานครบ 6 เดือน

ภายใน 15 เดือนก่อนการว่างงานจากการทำงาน

กับนายจ้างรายสุดท้าย

79

80 of 89

* ต้องไม่ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุ ดังนี้

- ทุจริตต่อหน้าที่

- กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

  • ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบ

ด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง

* ภายในปีปฏิทินเดียวกันต้องไม่เคยใช้สิทธิหรือใช้สิทธิแล้วแต่

ยังไม่ครบในการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจาก

ถูกเลิกจ้าง ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง

80

81 of 89

* ต้องมีความสามารถทำงาน พร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมที่

จัดหาให้หรือต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน และได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่

สำนักงานจัดหางานของรัฐโดยต้องไปรายงานตัวไม่น้อยกว่า

เดือนละ 1 ครั้ง

- ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้างแรง

- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

* ต้องไม่ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุ ดังนี้(ต่อ)

  • ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด

ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

81

82 of 89

กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย

เหตุสุดวิสัย หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย หรือธรณีพิบัติภัย ภัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชน และถึงขนาดผู้ประกันตนไม่สามารถ

ทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

ประโยชน์ที่ได้รับ

-ได้รับเงินขาดรายได้ในอัตราร้อยละ50

  • -ตลอดระยะเวลาที่มีเหตุสุดวิสัยและผูประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ ไม่เกิน 180 วัน***ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 *******
  • 3. กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดโรคติดต่อไวรัส COVID 19
  • ได้รับเงินขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 62 ตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน
  • และไม่ได้รับค่าจ้าง เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563

82

83 of 89

การขอรับประโยชน์ทดแทน

-- กำหนดให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน ภายใน 2 ปี

(กรณีว่างงาน ต้องขึ้นทะเบียนภายในกำหนด)

นับแต่วันที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทน

-- สิทธิของผู้ประกันตนภายหลังจากการออกจากงานจะได้รับสิทธิในกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย ต่อไปอีก 6 เดือน

-- และจะต้องติดต่อขอรับเงิน ภายใน 2 ปี

นับแต่วันที่ ได้รับแจ้งให้รับเงิน

-- สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่ง ภายใน 30 วัน

นับจากรับทราบคำสั่ง

83

84 of 89

ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1. เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน�2. ต้องยื่นคำขอเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครในตามมาตรา 39 �ภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง� ทั้งนี้ ไม่กำหนดอายุ และโรคที่ต้องห้าม

84

85 of 89

ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะสิ้นสุดลงเมื่อ

  1. ตาย
  2. ยื่นใบลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39
  3. ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
  4. ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือน ติดต่อกัน
  5. ภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน

85

86 of 89

การเบิกประโยชน์ทดแทน

เอกสารที่ใช้

1.ค่ารักษาพยาบาล

ใบรับรองแพทย์ , ใบเสร็จรับเงิน , สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

2.เงินขาดรายได้ ม.33

เงินขาดรายได้ ม.39

ใบรับรองแพทย์ , หนังสือรับรองนายจ้าง , สถิติวันลา(ถ้ามี)

ใบรับรองแพทย์ , สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

3.ค่าอวัยวะเทียม/อุปกรณ์

ใบรับรองแพทย์ (ระบุความจำเป็นที่ต้องใช้) , ใบเสร็จรับเงิน , สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

4.ทุพพลภาพ

ใบรับรองแพทย์ , ใบเสร็จรับเงิน , สำเนาเวชระเบียน , สำหนา หน้าสมุดบัญชีธนาคาร

5.คลอดบุตร+สงเคราะห์บุตร

สำเนาสูติบัตร ,สำเนาทะเบียนสมรส , หนังสือรับรองของผู้ประกันตนที่ไม่มีทะเบียนสมรส (สำหรับสิทธิผู้ชาย) , สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

6.ตาย , บำเหน็จกรณีตาย

สำเนามรณบัตร , หนังสือจัดการศพ , สำเนาบัตร ปชช./ทะเบียนบ้านสำเนาทะเบียนสมรส ผู้ตายและผู้มีสิทธิ

7.ชราภาพ

สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

8.ว่างงาน

สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

เอกสารประกอบการขอรับประโยชน์ทดแทน

86

87 of 89

88 of 89

89 of 89

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

🖍สำนักงานประกันสังคม

กรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม/ข้อมูล www.sso.go.th

สวยด่วน 1506

89

89