1 of 10

Data Center Instrumentation

ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือ ศูนย์ข้อมูล คือ อาคารหรือพื้นที่เฉพาะที่ใช้สำหรับจัดเก็บระบบคอมพิวเตอร์ระบบเครือข่าย (Network), และระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ขององค์กรหรือผู้ให้บริการคลาวด์ เพื่อให้ระบบไอที และ แอปพลิเคชันต่างๆ สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด

2 of 10

Data Center ในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก (แบบใช้ลม และแบบใช้ของเหลว) ซึ่งแตกแขนงออกเป็น 4 รูปแบบย่อย โดยแต่ละแบบมีความสามารถในการรองรับความหนาแน่นของกำลังไฟ (Rack Density)

3 of 10

มาตรฐานการแบ่งระดับของ Data Center ที่เป็นที่ยอมรับและใช้งานเป็นหลักทั่วโลกคือ Tier Standard ของสถาบัน Uptime Institute. ระบบนี้จะแบ่งโครงสร้างพื้นฐานออกเป็น 4 ระดับ (Tier I - IV) โดยพิจารณาจากความสามารถในการทำงานต่อเนื่อง (Uptime), การมีระบบสำรอง (Redundancy), และความทนทานต่อความเสียหาย (Fault Tolerance)

4 of 10

  • Tier I (โครงสร้างพื้นฐานระดับต้น) : เหมาะสำหรับบริษัทขนาดเล็ก หรือห้อง Server Room ทั่วไปในสำนักงาน เน้นเก็บข้อมูลที่

ระบบล่มในวันหยุดได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้ายแรง

  • Tier II (ระบบสำรองส่วนประกอบ) : เริ่มมีการเพิ่มเครื่องปั่นไฟและถังน้ำมันสำรอง รวมถึงติดตั้ง พื้นยก (Raised Floor) เพื่อช่วย

กระจายลมเย็น เหมาะสำหรับธุรกิจสถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่ต้องการความเสถียรในงบประมาณที่จำกัด

  • Tier III (บำรุงรักษาได้โดยไม่ต้องหยุดระบบ) : เป็นมาตรฐานที่ ผู้ให้บริการ Cloud และ Colocation ส่วนใหญ่ในไทยเลือกใช้ เพราะ

วิศวกรสามารถซ่อมแอร์, ถอดเปลี่ยนเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำรั่ว, หรือบำรุงรักษาตู้ไฟประจำตู้ Rack ได้ทันทีโดยที่เซิร์ฟเวอร์ของ

ลูกค้ายังทำงานได้ตามปกติ 100%

  • Tier IV (ทนทานต่อความล้มเหลวสูงสุด) : โครงสร้างจะมีความเป็นเอกเทศสูงสุด หากเกิดเหตุไฟไหม้ที่ตู้ UPS ชุดที่ 1 หรือท่อน้ำ

ระบายความร้อนของชิป AI รั่วซึม ระบบจะตัดการทำงานของฝั่งนั้นทิ้ง และสลับไปใช้ฝั่งที่ 2 ทันทีโดยไม่มีอาการสะดุดเหมาะ

สำหรับธนาคารระดับประเทศ, ตลาดหลักทรัพย์, หรือหน่วยงานความมั่นคง

5 of 10

เครื่องมือวัดต่างในห้อง Data Center

6 of 10

7 of 10

เครื่องมือวัด และเซ็นเซอร์ในระบบโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องได้รับการสอบเทียบ (Calibration) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ป้องกันความเสียหายของเซิร์ฟเวอร์ และคำนวณประสิทธิภาพการใช้ พลังงาน (PUE) ให้ถูกต้อง

  • เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensors / Transmitters) : ที่ติดตั้งอยู่ตามตู้ Rack (White Space) เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดหยดน้ำหรือไฟฟ้าสถิต

มาตรฐาน ASHRAE แนะนำให้ติดตั้ง อย่างน้อย 6 ตัวต่อ 1 ตู้ Rack (ด้านหน้าตู้ 3 ตัว เพื่อวัดลมเย็นขาเข้า และด้านหลังตู้ 3 ตัว เพื่อวัดลมร้อนขาออกที่ระดับ

บน- กลาง-ล่าง)

  • เซ็นเซอร์ความชื้น (Humidity Sensors) : เนื่องจากความชื้นกระจายตัวได้ทั่วถึงกว่าอุณหภูมิ มาตรฐานจึงกำหนดให้มี 1 ตัวต่อทุกๆ 5 ตู้ Rack โดยติดตั้งไว้ด้านหน้าตู้
  • เครื่องวัดความดันต่าง (Differential Pressure Transmitters) : ใช้ตรวจสอบแรงดันลมในห้อง เพื่อให้แน่ใจว่าลมเย็นไหลผ่านเซิร์ฟเวอร์อย่างถูกต้องไม่เกิดการรั่วไหล
  • เครื่องวัดอัตราการไหล (Flow Meters): เช่น Ultrasonic หรือ Magnetic Flow Meters สำหรับวัดปริมาณน้ำเย็น (Chilled Water) ที่ใช้ในระบบทำความเย็น
  • เครื่องวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้า (Power Quality Analyzers / Power Meters): ใช้ตรวจสอบแรงดัน (Voltage), กระแส (Current), และฮาร์มอนิกส์ เพื่อทำรายงาน

ตรวจสอบความเสถียร

  • เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำรั่วซึม (Liquid Level / Leak Detecion Sensors) : ป้องกันไม่ให้น้ำจากระบบคูลลิ่งรั่วไหลเข้าสู่โซนเซิร์ฟเวอร์
  • หัววัดค่าการนำไฟฟ้า ( Conductivity Meter )ใช้ในการตรวจสอบความเข้มข้นของแร่ธาตุและความเสี่ยงต่อการเกิดตะกรัน
  • เครื่องวัดค่า pH ใช้สำหรับควบคุมการจ่ายสารเคมีและการป้องกันการกัดกร่อน
  • ระบบตรวจจับแก๊สรั่ว (Gas Leakage Detectors): โดยเฉพาะเซ็นเซอร์ตรวจจับสารทำความเย็น (Refrigerant Leak) ของระบบปรับอากาศ และแก๊สจากระบบ

ดับเพลิง วัดค่า CO2

  • นอกจากเซ็นเซอร์ที่ติดถาวรแล้ว ทีมวิศวกรประจำไซต์ มักจะมีเครื่องมือวัดแบบพกพาสำหรับเดินตรวจเช็ก (Walk-through Audit) อีกประมาณ 10 - 20 ชิ้นต่อไซต์

เช่น กล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Camera), ดิจิทัลมัลติมิเตอร์, เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) และเครื่องวัดความเร็วลม (Anemometer)

8 of 10

9 of 10

10 of 10

จำนวนเครื่องมือวัดที่ต้องการสอบเทียบ