1 of 29

บทที่ ๒

“บุคคล”

โดย

อาจารย์กรณัท สร้อยทอง

2 of 29

คำนำ

ในทางกฎหมายกำหนดไว้ว่า ไม่ว่าในประเทศหรือรัฐเสรีนิยมประชาธิปไตย หรือ ในรัฐที่ปกครองในแบบเผด็จการก็ตาม ล้วนจะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลเอาไว้ เพราะบุคคล ถือเป็นผู้ทรงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

3 of 29

๑. บุคคล

ความหมายของบุคคล

คำว่า “บุคคล” หมายถึง สิ่งที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย

ประเภทของบุคคล

กฎหมายได้แบ่งบุคคลออกเป็น 2 ประเภท คือ

    • บุคคลธรรมดา (Natural Persons) และ
    • นิติบุคคล (Juristic Persons)

4 of 29

๒. บุคคลธรรมดา

ความหมายของบุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดา หมายถึง มนุษย์หรือคนเราโดยทั่วไปที่มีสภาพบุคคลหรือยังมีชีวิตอยู่

5 of 29

๒.๑ การเริ่มต้นสภาพบุคคล

ปพพ. มาตรา 15 วรรคแรก บัญญัติว่า

“สภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อคลอด และอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย”

จากหลักกฎหมายข้างต้นการที่จะมีสภาพบุคคลนั้นจะต้องประกอบด้วย

หลักเกณฑ์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ

    • มีการคลอด หมายถึง การที่ทารกพ้นจากช่องคลอดหรือครรภ์มารดาออกมาหมดตัวแล้ว โดยไม่มีอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของทารกติดอยู่ในช่องคลอดหรือครรภ์มารดา แม้จะยังไม่ได้ตัดสายสะดือก็ตาม
    • อยู่รอดเป็นทารก หมายถึง การมีชีวิตหลังการคลอด ได้แก่ การหายใจ การร้อง การเต้นของหัวใจ เป็นต้น

6 of 29

การคลอด

7 of 29

สภาพบุคคล

8 of 29

๒.๒ การสิ้นสภาพบุคคล

9 of 29

การตาย

การสิ้นสภาพบุคคล คือ การที่บุคคลธรรมดาหมดความเป็นบุคคลโดยกฎหมายหรือธรรมชาติ หรือที่รู้จักทั่วไปว่า ตายหรือเสียชีวิตนั่นเอง

10 of 29

๒.๒ การสิ้นสภาพบุคคล

การตายตามกฎหมายนั้นมี ๒ กรณี คือ

  1. การตายโดยธรรมชาติ ไม่สามารถทำให้กลับฟื้นคืนชีพได้ด้วยวิธีใดๆ เช่น แก่ตาย ป่วยเป็นโรคตาย หรือตายโดยฆ่าตัวตาย เป็นต้น การที่จะถือว่าเป็นการตายนั้น ถือหลักว่าสมองหยุดทำงาน ซึ่งเมื่อบุคคลใดตาย สิทธิและหน้าที่ของบุคคลนั้นย่อมตกทอดไปสู่ทายาทผู้รับมรดก เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
  2. การตายโดยผลของกฎหมาย (สาบสูญ) บุคคลใดที่ถูกศาลสั่งว่าให้เป็นคนสาบสูญ แล้วถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วบุคคลนั้นอาจจะยังไม่ตายก็ได้

11 of 29

แกนสมอง

12 of 29

การสิ้นสภาพบุคคล (ต่อ)

การสาบสูญมี 2 กรณี

  1. การสาบสูญกรณีธรรมดา ได้แก่ กรณีบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี
  2. การสาบสูญกรณีพิเศษ ได้แก่ กรณีบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และ ไม่มีใครู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง หรือนับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางได้อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป หรือนับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นเข้าร่วมหรือตกอยู่ในอันตรายดังกล่าวนั้น

เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้ และเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 5 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่กรณี

13 of 29

๒.๓ กรณีความไม่แน่นอนแห่งการเริ่มหรือสิ้นสภาพบุคคล

  1. กรณีไม่ทราบวันเกิดของบุคคล

- ไม่รู้วันเกิด แต่รู้เดือนเกิด ให้นับวันที่ 1 ของเดือนนั้นเป็นวันเกิด

- ไม่รู้วันและเดือนเกิด ให้นับวันต้นปีปฏิทินเป็นวันเกิด

  1. กรณีไม่ทราบลำดับการตายของบุคคล

- บุคคลที่ตายก่อนย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดก

- บุคคลตายพร้อมกัน ให้ถือว่าตายพร้อมกัน

14 of 29

๒.๔ การจำแนกตัวบุคคล

กฎหมายกำหนดลักษณะของบุคคลธรรมดา เพื่อประโยชน์ในการจำแนกแยกแยะ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ดังนี้

  1. สัญชาติ : บุคคลธรรมดาทุกคนต้องมีสัญชาติ สัญชาติเป็นบ่อเกิดของสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการรับราชการ การถือกรรมสิทธิในที่ดินและการประกอบธุรกิจบางอาชีพ สิทธิในทางการเมือง เป็นต้น
  2. ชี่อ : บุคคลธรรมดาต้องมีชื่อ หมายรวมถึงชื่อตัวและนามสกุล บุคคลมีสิทธิที่จะใช้ชื่อและนามสกุล และมีสิทธิโต้แย้งบุคคลอื่นที่ทำให้ชื่อนั้นต้อง เสื่อมเสียประโยชน์ หรือมีผู้อื่นมาใช้ชื่อเดียวกันโดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. ภูมิลำเนา : ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ หรือที่อยู่อาศัยหลับนอน หรือที่ประกอบกิจการงานของบุคคล

15 of 29

๒.๕ ความสามารถของบุคคล

ความสามารถของบุคคล มี 2 ความหมาย คือ

  1. ความสามารถในการมีสิทธิ ได้แก่ สิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งมีได้แม้เป็นทารก ที่อยู่ในครรภ์มารดา หากภายหลังคลอดแล้วมีชีวิตรอด
  2. ความสามารถในการใช้สิทธิ ได้แก่ ความสามารถในการทำนิติกรรม สัญญา การสมรส การทำพินัยกรรม การประกอบธุรกิจอาชีพการงานต่างๆ เป็นต้น

โดยทั่วไป บุคคลธรรมดาที่มีสิทธิย่อมสามารถจะใช้สิทธิของตนเองได้ แต่มีบุคคลบางประเภทที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง

(บุคคลผู้ถูกจำกัดความสามารถตามกฎหมาย)

2.1. ผู้เยาว์ 2.2. คนวิกลจริต

2.3. คนไร้ความสามารถ 2.4. คนเสมือนไร้ความสามารถ

16 of 29

ผู้เยาว์

ผู้เยาว์ คือ บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะได้ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ประการต่อไปนี้

  1. การบรรลุนิติภาวะโดยอายุ : เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ
  2. การบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส : เมื่อสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ สมรสเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมแล้ว และได้จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน หรือเมื่อศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ แม้ต่อมาหย่ากัน เมื่ออายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ก็คงถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่กลับมาเป็นผู้เยาว์อีก

17 of 29

ความสามารถในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์

  • โดยหลัก : ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจาก“ผู้แทนโดยชอบธรรม” เสียก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ
  • “ผู้แทนโดยชอบธรรม” หมายถึง บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิที่จะจัดการแทนผู้เยาว์ หรือหมายถึงบุคคลซึ่งต้องให้คำอนุญาตหรือความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้แทนโดยชอบธรรมได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
    1. ผู้ใช้อำนาจปกครอง ได้แก่ บิดามารดา
    2. ผู้ปกครอง ได้แก่ บุคคลอื่นนอกจากบิดามารดา (ซึ่งเกิดจากการแต่งตั้งของศาล)

18 of 29

ความสามารถในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์ (ต่อ)

ข้อยกเว้น : ผู้เยาว์ อาจทำนิติกรรมที่สมบูรณ์ได้เอง โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนี้

  1. ทำพินัยกรรมได้เมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์
  2. ทำนิติกรรมที่ผู้เยาว์ได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว
  3. ทำนิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว เช่น การรับรองบุตร
  4. ทำนิติกรรมที่สมควรแก่ฐานานุรูปและจำเป็นต่อการดำรงชีพตามควร
  5. เมื่อผู้เยาว์ได้รับอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรมให้ประกอบกิจการค้า ผู้เยาว์มีสิทธิทำนิติกรรมที่อยู่ในขอบเขตการค้าของตนกับบุคคลทั่วไปได้

19 of 29

คนวิกลจริต

คนวิกลจริต หมายถึง คนที่มีสมองพิการ สมองบกพร่อง หรือจิตไม่ปกติ หรือกิริยาอาการผิดปกติเพราะสติวิปลาส ขาดความรูสึก ความรำลึก และความรับผิดชอบ เช่น คนบ้า เป็นต้น

20 of 29

ความสามารถในการทำนิติกรรมของคนวิกลจริต

โดยปกติ คนวิกลจริต หากจริตไม่วิกลหรือวิปลาส คนวิกลจริตก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป สามารถทำนิติกรรมต่างๆ ได้โดยลำพัง

การทำนิติกรรมขณะสติยังปกติอยู่ ความสามารถในการทำสัญญานั้นก็ยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ข้อยกเว้น หากคนวิกลจริตทำนิติกรรมในขณะที่จริตวิกลอยู่ และขณะทำ นิติกรรม หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งรู้อยู่แล้วว่าเขาวิกลจริต นิติกรรมนั้นจะมีผลเป็นโมฆียะ

ดังนั้น การทำนิติกรรมในขณะที่สติวิปลาสแต่คู่กรณีไม่รู้ นิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

21 of 29

คนไร้ความสามารถ

คนไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลวิกลจริตที่ศาลได้มีคำสั่งให้เป็น คนไร้ความสามารถ เพราะมีผู้ร้องขอต่อศาล

ผู้ร้องขอ ได้แก่ คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพนักงานอัยการก็ได้ ทั้งนี้ เพราะเกรงว่าคนวิกลจริตจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิของคนวิกลจริตเอง

เมื่อศาลได้สั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ จะต้องอยู่ในความดูแลของ “ผู้อนุบาล” ที่ศาลตั้งขึ้น ซึ่งอาจเป็นบิดามาดา หรือคู่สมรส

22 of 29

ความสามารถในการทำนิติกรรมของคนไร้ความสามารถ

การทำนิติกรรมใดๆ ของบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ มีผลเป็นโมฆียะทั้งสิ้น แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลก็ตาม

ดังนั้น คนไร้ความสามารถต้องการจะกระทำนิติกรรมใดๆ ต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำนิติกรรมแทนทั้งสิ้น

23 of 29

คนเสมือนไร้ความสามารถ

คนไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลที่มีกายพิการ หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือประพฤติตัวสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรา ยาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนี้ จนไม่สามารถจัดการงานได้เอง หรือจัดกิจการไปในทางที่เสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือของครอบครัว ถ้ามีผู้ร้องขอศาลจะสั่งให้ผู้นั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้

คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องอยู่ในความดูแลของ “ผู้พิทักษ์

24 of 29

ความสามารถในการทำนิติกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถ

โดยปกติ คนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรมได้เองโดยลำพัง

ข้อยกเว้น นิติกรรมบางประเภทต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ มิฉะนั้นนิติกรรมจะมีผลเป็นโมฆียะ ได้แก่ การกู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน นำทรัพย์สินไปลงทุน การรับประกัน การให้โดยเสน่หา การเสนอคดีต่อศาล หรือการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาล เป็นต้น

25 of 29

๓. นิติบุคคล

นิติบุคคล หมายถึง บุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นมาและได้รับรองให้มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา

เว้นแต่ สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจะมีได้เฉพาะแต่บุคคลธรรมดา เช่น การสมรส การรับรองบุตรการรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น

นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ต้องอาศัยอำนาจของกฎหมาย

    • ปพพ. เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่จดทะเบียนแล้ว ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ได้จดทะเบียนแล้ว เป็นต้น
    • กฎหมายอื่นๆ เช่น สถาบันอุดมศึกษา กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ กรุงเทพมหานคร เทศบาล วัดวาอาราม เป็นต้น

26 of 29

ความสามารถของนิติบุคคล

นิติบุคคล มีสิทธิ หน้าที่ และความสามารถเป็นไปตามขอบเขตที่ได้กำหนดเอาไว้อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง

ความสามารถของนิติบุคคลจะถูกแสดงออกโดยผ่านบุคคลธรรมดา ซึ่งเรียกว่า “ผู้แทน”

นิติบุคคลหนึ่งๆ จะมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งได้กำหนดเอาไว้

27 of 29

ภูมิลำเนาของนิติบุคคล

ภูมิลำเนาของนิติบุคคล หมายถึง ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ หรือถิ่นที่ได้เลือกเอาว่าเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อบังคับหรือตามตราสารจัดตั้ง

ในกรณีที่นิติบุคคลมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่ง หรือมีสำนักงานสาขา ให้ถือว่าถิ่นที่ตั้งของที่ทำการหรือสำนักงานสาขานั้นเป็นภูมิลำเนาเฉพาะ ในส่วนกิจการที่ได้กระทำลง ณ ที่นั้นด้วย

28 of 29

การสิ้นสภาพบุคคลของนิติบุคคล

นิติบุคคลอาจสิ้นสภาพหรือเลิกไปได้ด้วยเหตุต่างๆ ดังนี้

๑. เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง

๒. เมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง

๓. เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก

๔. เมื่อนิติบุคคลนั้นล้มละลาย

๕. เมื่อศาลมีคำสั่งให้นิติบุคคลนั้นเลิกเนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียร้องขอว่านิติบุคคลนั้นมีวัตถุประสงค์หรือกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ

29 of 29

จบ