1 of 34

2 of 34

3 of 34

กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole..Proprietorship)..เป็นรูปแบบธุรกิจที่มีบุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของโดยนำสินทรัพย์ของตนมาลงทุนในกิจการเพื่อหากำไรแต่เพียงคนเดียว และควบคุมการดำเนินงานทั้งหมดเจ้าของซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวมีอำนาจในบริหารจัดการ ควบคุม ดูแลและ การตัดสินใจในการดำเนินงานของกิจการ เมื่อกิจการได้รับผลกำไรจากการดำเนินงานก็จะได้รับผลกำไรเพียงผู้เดียว หากผลประกอบกิจการขาดทุนก็รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และกิจการเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดและมีมากที่สุดในประเทศไทย

ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียวมักมีขนาดเล็ก การจัดตั้งและเลิกกิจการกระทำได้สะดวกการดำเนินงานไม่ซับซ้อน มีความคล่องตัวในการตัดสินใจของเจ้าของกิจการสูง เช่น ร้านอาหารร้านขายส่ง–ขายปลีก ร้านเสริมความงาม กิจการโรงสี

4 of 34

รูปที่ 4.1 ธุรกิจรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว

5 of 34

4.1.1 ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว

1. ความเป็นอิสระของเจ้าของ เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของกิจการเจ้าของคนเดียว สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มงานหรือเลิกงานเมื่อใด และจะเป็นผู้รับผลสำเร็จหรือผลล้มเหลวแต่เพียงผู้เดียว

2. ง่ายต่อการจัดตั้งและเลิกกิจการ การเริ่มต้นหรือสิ้นสุดของกิจการเจ้าของคนเดียว จะไม่มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ยุ่งยากและซับซ้อน เช่น ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย อู่ซ่อมรถ

3. ผลประโยชน์หรือผลกำไรของกิจการเป็นของเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

4. ต้นทุนในการจัดตั้งต่ำ ทำให้เจ้าของสามารถหาเงินมาลงทุนได้ไม่ยาก ซึ่งมักใช้เงินทุนส่วนตัว ครอบครัว ญาติหรือเพื่อนฝูงในการเริ่มต้นกิจการ

5. คล่องตัวในการบริหารงาน เนื่องจากมีเจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียว จึงทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์และความต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว

6. เก็บรักษาความลับในการดำเนินงานได้ดี ทั้งในด้านผลประกอบการและในด้านการดำเนินงาน ซึ่งนอกเหนือจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อผู้ใด

6 of 34

4.1.2 ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว

1. เจ้าของต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวและภาระหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน

2. ถ้าสุขภาพของเจ้าของธุรกิจมีปัญหา อาจเกิดความล้มเหลวได้

3. มีข้อจำกัดในการจัดหาเงินทุน โดยจะหาแหล่งเงินกู้ในการก่อตั้งหรือขยายกิจการยากเนื่องจากความน่าเชื่อถือของกิจการ

4. อัตราความล้มเหลวสูง ถ้าไม่มีระบบการบริหารงานไม่ดี หรือเจ้าของธุรกิจขาดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ

5. ขาดพนักงานที่มีความสามารถ ในการจ้างแรงงานที่มีฝีมือและมีความสามารถทำได้ยากเนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนและความมั่นคงให้กับพนักงานได้เท่ากับธุรกิจขนาดใหญ่ ความก้าวหน้าในการทำงานลูกจ้างค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่จึงพยายามจะทำงานกับบริษัทขนาดใหญ่เพราะมีโอกาสก้าวหน้าทางการงานมากกว่า

7 of 34

4.2.1 รูปแบบของห้างหุ้นส่วน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ (General Partnership) ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้ ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันแห่งหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด จะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ได้รับสภาพหนี้สินทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน จะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้

2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีลักษณะการดำเนินงานเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ จะแบ่งลักษณะของหุ้นส่วนจำกัดเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

(1) หุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิดชอบ (Limited Liability)

(2) หุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบ (Unlimited liability)

8 of 34

รูปที่ 4.2 ธุรกิจรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด

9 of 34

4.2.2 ข้อดีของกิจการห้างหุ้นส่วน

1. ก่อตั้งง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากเป็นกิจการขนาดเล็ก ห้างหุ้นส่วนจึงสามารถจัดตั้งได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย

2. ความสามารถในการหาเงินทุน ห้างหุ้นส่วนจะประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปดังนั้น ในการจัดหาเงินทุนและการกู้ยืมจากบุคคลภายนอก

3. ผลกำไรของกิจการเป็นแรงจูงใจที่ดี ผลกำไรทั้งหมดของกิจการแบ่งกันระหว่างหุ้นส่วนทุกคนของห้างหุ้นส่วนตามที่ได้ตกลงกันไว้

4. ความตั้งใจส่วนตัวสูง ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญให้ความสนใจต่อการดำเนินกิจการเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจมากกว่ากิจการเจ้าของคนเดียวเสียอีก

5. เป็นการรวมความรู้และความสามารถ ผู้เป็นหุ้นส่วนมักจะมีความสามารถเสริม ซึ่งกันและกัน และปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหุ้นส่วน

10 of 34

4.2.3 ข้อเสียของกิจการห้างหุ้นส่วน

1. รับผิดชอบในหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ในกรณีที่เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบในห้างหุ้นส่วน

2. ขาดความต่อเนื่อง ห้างหุ้นส่วนจะสิ้นสุดลงถ้าหุ้นส่วนสามัญคนใดคนหนึ่งตาย ถอนตัวหรือถูกประกาศให้เลิกตามกฎหมาย

3. เกิดปัญหาความขัดแย้งหรือความแตกต่างทางด้านความคิดในการบริหารจัดการอาจทำให้การทำงานไม่ราบรื่น จนบางครั้งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวของห้างหุ้นส่วนก็ได้

4. เป็นการลงทุนจม การนำเงินมาลงทุนในห้างหุ้นส่วนเป็นเรื่องง่าย แต่บางครั้งยากที่จะถอนเงินนั้นออกจากธุรกิจ เช่น มีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งเกษียณอายุและต้องการย้ายที่อยู่ จึงถอนตัวออกจากห้างหุ้นส่วน

11 of 34

4.3.1 ลักษณะของบริษัทจำกัด มีลักษณะดังนี้

1. ความเป็นเจ้าของ ผู้ซื้อหุ้นของบริษัท เรียกว่า “ผู้ถือหุ้น” โดยมีฐานะเป็นเจ้าของหุ้นไม่ใช่เจ้าของ แต่มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปของ “เงินปันผล”

2. มีบุคคลอย่างน้อย 3 คนมารวมกันจัดตั้ง เรียกว่า “ผู้ก่อการ”

3. จำนวนเงินทุนต้องใช้ ทุนของบริษัทจำกัดได้จากการนำใบหุ้นออก จำหน่าย ซึ่งกฎหมายระบุว่ามูลค่าหุ้นจะต้องมีมูลค่าหุ้น หุ้นละเท่า ๆ กัน

4. ความรับผิดชอบและการบริหารงาน ในที่ประชุมใหญ่ของการประชุมจัดตั้ง บริษัทจะต้องออกเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการของบริษัท ซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน

5. ผลตอบแทนจากการลงทุน ผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับนั่นคือส่วนแบ่งจากกำไรเรียกว่า เงินปันผล (Dividend) โดยปกติผลกำไรของบริษัทจะไม่นำมาแบ่งเป็นเงินปันผลทั้งหมด

12 of 34

6. การควบคุมการบริหารงาน การบริหารบริษัทจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งจะมีการบริหารงานที่กระจายงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่เป็นระบบและมีขั้นตอนตาม

7. การประเมินผลการดำเนินงาน บริษัทจะทำการประเมินผลการดำเนินงานจากงบการเงินได้แก่ งบดุลและงบกำไรขาดทุน

8. การขยายกิจการ บริษัทจะสามารถขยายกิจการด้วยการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือกู้ยืมจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน

13 of 34

รูปที่ 4.3 ธุรกิจรูปแบบบริษัทจำกัด

14 of 34

4.3.2 ข้อดีของบริษัทจำกัด

1. มีความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการ อายุการดำเนินงานของบริษัทจำกัดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะอายุของบริษัทจำกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ถือหุ้น แม้ผู้ถือหุ้นจะโอนหุ้นหรือผู้ถือหุ้นคนใดตาย ล้มละลาย

2. ผู้ถือหุ้นรับผิดในหนี้สินจำกัด ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือเท่านั้น

3. มีความได้เปรียบในการเพิ่มทุนและการขยายกิจการโดยบริษัทจำกัดสามารถเพิ่มทุนได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนหรือสามารถกู้เงินจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ได้

4. มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีโอกาสสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าร่วมงานได้รวมถึงมีการบริหารงานโดยผู้บริหารงานมืออาชีพจึงทำให้บริษัทมีความเข้มแข็งและมีโอกาสเติบโต

15 of 34

4.3.3 ข้อเสียของบริษัทจำกัด

1. มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการบริหารและการจัดการ

2. ต้นทุนในการดำเนินการสูงกว่าธุรกิจรูปแบบอื่น เนื่องจากบริษัทจะมีกฎระเบียบควบคุมค่อนข้างมาก มีการจัดโครงสร้างและขั้นตอนดำเนินงานตามหน้าที่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารและการดำเนินงานสูง

3. มีการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน โดยบริษัทต้องเสียภาษีจากกำไร ขณะที่ผู้ถือหุ้นก็ยังต้องเสียภาษีที่เกิดจากรายได้จากการลงทุนในบริษัทอีก

4. ขาดความจงรักภักดีของฝ่ายบริหารต่อบริษัท เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัท

16 of 34

ลักษณะของบริษัทมหาชนจำกัด มีดังนี้

1. มีกลุ่มผู้ก่อการเป็นบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป

2. มีวัตถุประสงค์เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป และออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนซื้อหุ้นได้

3. มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมดต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย

4. มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป โดยผู้ถือหุ้นคนหนึ่งถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 0.6 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดรวมกันและไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ส่วนหุ้นจำนวนที่เหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะถือไว้ได้รายละไม่เกินร้อยละ 10

5. ต้องมีทุนที่ชำระด้วยตัวเงินไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท โดยมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน และจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 20 บาท และไม่เกินหุ้นละ 100 บาท

17 of 34

ตารางที่ 4.1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด

18 of 34

4.5.1 ลักษณะของธุรกิจสัมปทานหรือแฟรนไชส์ มีดังนี้

1. มีผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจ 2 ฝ่าย คือ

(1) ผู้ให้สัมปทานหรือแฟรนไชเซอร์ (Franchisors) คือ ผู้ที่มีสิทธิ์ในสินค้า/บริการหรือวิธีการ โดยสามารถโอนหรือให้สิทธิ์แก่ผู้อื่นในการเข้าร่วมกิจการ

(2) ผู้รับสัมปทานหรือแฟรนไชซี (Franchisees) คือ ผู้ที่ต้องการขอใช้สิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ หรือวิธีการจากผู้ให้สัมปทานโดยยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ให้สัมปทาน

2. ผู้รับสัมปทานต้องสมัครใจและยินยอมทำตามเงื่อนไขกำหนด

3. ผู้ให้สัมปทานมีสิทธิ์คัดเลือกผู้ที่จะเข้าร่วมลงทุน

19 of 34

รูปที่ 4.5 ธุรกิจรูปแบบธุรกิจสัมปทานหรือแฟรนไชส์ “ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อิเลฟเว่น”

20 of 34

4.5.2 รูปแบบของธุรกิจสัมปทานหรือแฟรนไชส์

1. การให้สัมปทานชื่อผลิตภัณฑ์และเครื่องหมายการค้า (Product and TrademarkFranchising) สัมปทานในรูปแบบนี้จะมีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะพิเศษหรือมีชื่อเสียงในตัวผลิตภัณฑ์นั้น ๆเช่น ธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป ธุรกิจโรงแรม

2. การให้สัมปทานแบบชื่อการค้า (Trade Format Franchising) เป็นรูปแบบของร้านค้าปลีกหรือธุรกิจบริการที่ผู้ให้สัมปทานได้พัฒนาระบบขึ้นมาจนมีชื่อเสียง ซึ่งผู้รับสัมปทานจะได้มีสิทธิ์ในการใช้ชื่อของร้านค้าและระบบบริหารจัดการของธุรกิจ เช่น ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น

3. การให้สัมปทานแบบร่วมทุน (Conversion..Franchising)..ผู้ให้สัมปทานจะให้สิทธิ์เข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับสัมปทานที่มีเงินลงทุนไม่พอสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ แต่การดำเนินงานจะถูกควบคุมดูแลจากผู้ให้สัมปทานอย่างเข้มงวด และต้องแบ่งผลกำไรกับผู้ให้สัมปทานในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนด้วย ธุรกิจประเภทนี้ ได้แก่ โรงแรม

21 of 34

4.5.3 ข้อดีของธุรกิจสัมปทานหรือแฟรนไชส์

1. สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะได้รูปแบบและความรู้ในการดำเนินการแบบสำเร็จรูปที่ได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว

2. ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่า เนื่องจากเป็นการซื้อสัมปทานจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงเป็นหลักประกันได้อย่างหนึ่ง

3. สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ได้ เพราะมีชื่อเสียง และเครื่องหมายการค้าของผู้ให้สัมปทานเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

4. ผู้รับสัมปทานได้ประโยชน์จากชื่อเสียงที่ลูกค้ารู้จักดี ซึ่งจะทำให้สามารถดึงลูกค้าได้ง่ายกว่า

5. ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ให้สัมปทานด้านการบริหารงานในด้านการให้บริการการฝึกอบรม ตลอดจนวิธีการจัดการส่งเสริมการขาย

22 of 34

4.5.4 ข้อเสียของธุรกิจสัมปทานหรือแฟรนไชส์

1. ขาดอิสระในการวางนโยบายและการบริหารงาน ซึ่งผู้ที่รับสัมปทานไม่สามารถบริหารงานหรือจัดรูปแบบธุรกิจได้ตามความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ผู้ให้สิทธิ์กำหนด

2. ต้องลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าลิขสิทธิ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเริ่มแรกในการเริ่มต้นธุรกิจและจ่ายค่าตอบแทนการบริหารต่าง ๆ แก่ผู้ให้สัมปทาน

3. ข้อปฏิบัติเคร่งครัด ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสัมปทานเกิดความยุ่งยากและไม่คล่องตัวในการปฏิบัติงาน

4. มีสัญญาผูกมัด ทำให้ธุรกิจไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงตามการตัดสินใจของตนเองโดยปราศจากความเห็นชอบจากผู้ให้สัมปทานได้

23 of 34

4.6.1 ประเภทของสหกรณ์ จำแนกออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่

1. สหกรณ์การเกษตร จัดตั้งขึ้นจากกลุ่มเกษตรกรหรือผู้มีอาชีพทางการเกษตรมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่สมาชิก อาจรับฝากเงินและให้สินเชื่อการเกษตร ส่งเสริมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรกรให้สมาชิก จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรของสมาชิก

รูปที่ 4.6 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์การเกษตร

24 of 34

2. สหกรณ์ประมง จัดตั้งขั้นจากกลุ่มประมงหรือผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับการประมง โดยการให้สินเชื่อ จัดหาเงินทุนให้แก่สมาชิก จัดจำหน่ายสัตว์น้ำ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำของสมาชิก จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อจำหน่ายแก่สมาชิก

รูปที่ 4.7 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์ประมง “สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด”

25 of 34

3. สหกรณ์นิคม จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนจากที่ดินรกร้าง ว่างเปล่าหรือที่ดินที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพให้สมาชิก เช่น การจัดหาเงินทุน และเครื่องมือการผลิตมาจำหน่าย ตลอดจนจัดหาน้ำและการจัดการด้านการตลาดให้ด้วย

รูปที่ 4.8 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์นิคม

26 of 34

4. สหกรณ์ร้านค้า จัดตั้งขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการร่วมกันจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป ส่งเสริมความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับสมาชิก

รูปที่ 4.9 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์ร้านค้าโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

27 of 34

5. สหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์ธนกิจ จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในด้านการเงินเช่น ส่งเสริมการออมโดยให้สมาชิกซื้อหุ้นรายเดือนเพื่อออมเงินสะสม บริการรับฝากเงินจากสมาชิกให้สมาชิกกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมสวัสดิการต่าง ๆ แก่สมาชิก

รูปที่ 4.10 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์ธนกิจ

28 of 34

6. สหกรณ์บริการ จัดตั้งขึ้นจากกลุ่มผู้ให้บริการต่าง ๆ หรือผู้ที่ต้องการได้รับบริการ เช่นสหกรณ์เดินรถ สหกรณ์ไฟฟ้า สหกรณ์การเคหสถาน เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาบริการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่สมาชิกต้องการ

รูปที่ 4.11 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์บริการเดินรถ

29 of 34

7. สหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นสถาบันการเงินที่สมาชิกเป็นเจ้าของและบริหารงานโดยสมาชิก มีจุดประสงค์ในการระดมเงินออมเพื่อใช้สำหรับเป็นทุนให้บริการแก่สมาชิกในรูปแบบของสินเชื่อโดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและไม่เน้นผลกำไรสูงสุด ผลกำไรที่ได้จะถูกจัดสรรเป็นสวัสดิการต่าง ๆให้แก่สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียน

รูปที่ 4.12 ธุรกิจรูปแบบสหกรณ์เครดิตยูเนียน

30 of 34

4.6.2 ข้อดีของสหกรณ์

1. สมาชิกจะได้ซื้อสินค้าในราคาถูกและจำหน่ายสินค้าของสมาชิกโดยมิต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

2. สมาชิกได้รับความรู้และได้รับการสนับสนุนในการประกอบอาชีพ

3. ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ รวมถึงเงินปันผลที่สมาชิกได้รับไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ด้วย

4.6.3 ข้อเสียของสหกรณ์

1. การระดมทุนทำได้ยาก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่มักมีเงินทุนจำกัด

2. การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ที่เข้ามาดำเนินงานในสหกรณ์ต่ำ ทำให้ขาดแคลนคนที่มีความรู้และประสบการณ์ที่จะเข้ามาบริหารจัดการ

3. เลิกกิจการได้ง่ายถ้าสมาชิกไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง

31 of 34

4.7.1 สาเหตุที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ได้แก่

1. เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม กิจการบางประเภทเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อส่วนรวมหากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการอาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์

2. เพื่อป้องกันการผูกขาด ถ้าให้เอกชนดำเนินการโดยการแข่งขันอย่างเสรีแล้ว ผู้ผลิตรายย่อยอาจสู่ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ได้

3. กิจการบางประเภทต้องอาศัยการลงทุนที่สูงมาก เช่น ในการผลิตไฟฟ้าต้องลงทุนสร้างเขื่อน เครื่องมือเครื่องจักรและกำลังคนจำนวนมาก

4. เพื่อหารายได้เข้ารัฐ รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้อื่นนอกจากการจัดเก็บภาษี ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศชาติ

5. เพื่อความมั่นคงของประเทศ เป็นการป้องกันขาดแคลนสินค้าในยามฉุกเฉิน รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการเอง เช่น กิจการเกี่ยวกับเชื้อเพลิง

6. เพื่อเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ วัฒนธรรม เผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศชาติ

32 of 34

4.7.2 รูปแบบของรัฐวิสาหกิจไทยในปัจจุบัน มีดังนี้

1. สาขาพลังงาน ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)

2. สาขาขนส่ง ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

3. สาขาขนส่งทางน้ำ ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด

4. สาขาขนส่งทางอากาศ ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด

5. สาขาสื่อสาร ได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

6. สาขาสาธารณูปโภค ได้แก่ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค องค์การจัดการน้ำเสีย การเคหะแห่งชาติ

7. สาขาอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงานยาสูบ โรงงานไพ่ องค์การสุรา โรงพิมพ์ตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

8. สาขาเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ องค์การอุสาหกรรมป่าไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย

33 of 34

9. สาขาพาณิชย์และการบริการ ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล องค์การตลาดองค์การคลังสินค้า

10. สาขาสังคมและเทคโนโลยี ได้แก่ สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ การกีฬาแห่งประเทศไทย

11. สาขาการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์

12. สถาบันการเงิน องค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

34 of 34

รูปที่ 4.13 ธุรกิจรูปแบบรัฐวิสาหกิจ