1 of 11

สมัยอยุธยา�ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับ ดนตรีไทย ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใน กฏมลเฑียรบาล

“…ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่

สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ

ในเขตพระราชฐาน…”

2 of 11

ดนตรีไทยสมัยอยุธยา

เป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองต้องทำศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลา  ทั้งสงครามภายนอกและสงครามภายใน  ดังนั้น  การดนตรีไทยในสมัยนี้จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ได้รับแบบแผนจาก สมัยสุโขทัยมากนัก

3 of 11

ารดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยานี้เจริญขึ้นกว่าสมัยกรุงสุโขทัยมาก �ชาวพระนครศรีอยุธยาสมัยนั้นมีความสนใจในศิลปะการดนตรีเป็นอย่างมาก�และนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย เครื่องดนตรีสมัยอยุธยา �ก็คือ เครื่องดนตรีที่เล่นกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยนั้นเอง �แต่ได้วิวัฒนาการให้ดีขึ้นทั้งด้านรูปทรงและการประสมวง �ตลอดจนการบรรเลงก็ประณีตขึ้น และเพิ่มเครื่องดนตรีบางชนิด ซึ่งสรุปได้ดังนี้�

  • เครื่องดีด ระจับปี่ จะเข้ พิณเพี้ยะ พิณน้ำเต้า
  • เครื่องสี ซอสามสายซออู้ ซอด้วง
  • เครื่องตี  กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องคู่

ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ มโหระทึก ตะโพน � กลองทัด กลองตุ๊ก บัณเฑาะว์ กลองมลายู กลองชนะ

  • เครื่องเป่า ปี่ใน ปี่กลาง ขลุ่ย แตรงอน แตรสังข์

4 of 11

วงดนตรีที่เกิดในสมัยอยุธยา

5 of 11

วงปี่พาทย์เครื่องห้า

ประกอบด้วย เครื่องดนตรีเหมือนในสมัยสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้ามา

6 of 11

วงเครื่องสาย สมัยอยุธยา

  • ในสมัยอยุธยา มีพร้อมทุกอย่าง คือมีซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย จะเข้เป็นเครื่องบรรเลงทำนอง โทน ทับ และฉิ่ง เป็นเครื่องบรรเลง ประกอบจังหวะ ส่วนขลุ่ย จะมี แต่ขลุ่ยขนาดกลาง คือ ขลุ่ย เพียงออ

7 of 11

วงมโหรีเครื่องสี่

ประกอบด้วย กระจับปี่ ซอสามสาย กรับพวง ทับ(ปัจจุบันเรียกว่า โทน) เดิมผู้ชายเป็นผู้บรรเลงต่อมาเมื่อนิยมฟังมโหรีกันแพร่หลาย ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงนิยมให้ผู้หญิงฝึกหัดบรรเลงบ้างและได้รับความนิยมสืบต่อมา

8 of 11

วงมโหรีเครื่องหก

ประกอบด้วย ซอสามสาย กระจับปี่ ขลุ่ย โทน รำมะนา และฉิ่ง พัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ โดยเพิ่มขลุ่ยและรำมะนา

9 of 11

บทเพลงในสมัยอยุธยา

  • เพลงไทยสมัยนี้มีหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นเพลงที่มีจังหวะปานกลางไม่ช้าไม่เร็ว เทียบได้กับอัตราจังหวะ 2 ชั้น ทั้งนี้ เนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเริ่มมีการแสดงประเภทโขนละครและหนังใหญ่ขึ้น จึงต้องมีการสร้างสรรค์บทเพลงเพื่อใช้ประกอบการแสดงให้มีความเหมาะสมกับ ท่ารำ และการบรรเลงขับกล่อมในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ประชาชนนิยมเล่นเพลงเรือ สักวา

  • ลักษณะเพลงไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาสามารถแยกประเภทเพลงได้

1. เพลงร้องมโหรี ใช้สำหรับขับร้องและบรรเลงวงมโหรี เพื่อขับกล่อม

2. เพลงปี่พาทย์ ใช้สำหรับขับร้องและบรรเลงวงปี่พาทย์ เพื่อประกอบโขน ละคร และพิธีการต่างๆ

3.  เพลงภาษา เนื่องจากในสมัยนี้มีการติดต่อกับต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ จึงเกิดขึ้น ด้านดนตรีได้มีการประพันธ์บทเพลงโดยเลียนสำเนียงชาติต่างๆ เพื่อบรรเลงประกอบตัวละครตามชาตินั้น

10 of 11

สรุปเนื้อหาสมัยอยุธยา

บ้านเมืองมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา

การดนตรีจึงไม่เจริญไปกว่าเดิม

วงดนตรีที่โดดเด่น ได้แก่ วงมโหรีและ วงเครื่องสาย

บทเพลงในสมัยอยุธยา ได้แก่ เพลงร้องมโหรี เพลงปี่พาทย์ เพลงภาษา

11 of 11

เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี�ประกอบกับเป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก� วงดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่ปรากฎหลักฐานไว้ว่าได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่ายังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง��มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา�  คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย��  แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด� ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า�“ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน”ในงานสมโภชพระแก้วมรกตเป็นต้น

ดนตรีไทยสมัยธนบุรี