แม่น้ำระหว่างประเทศและ�ความรับผิดชอบของรัฐบาลและกฎหมายสิ่งแวดล้อม
อริศรา เหล็กคำ
สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
5 ตุลาคม 2568
ประเด็นในการนำเสนอ
1) แนวคิดและตัวอย่าง ‘สิทธิของแม่น้ำ’ (Rights of Rivers)
2) กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้กับแม่น้ำระหว่างประเทศ
3) ตัวอย่างคดี/เหตุการณ์เหมืองข้ามพรมแดนและบทเรียน
4) ข้อเสนอเชิงกฎหมาย นโยบาย และการทูตต่อรัฐบาลไทย
สิทธิของแม่น้ำ (Rights of Rivers)
Rights of Nature — หมายถึงการยกระดับแม่น้ำให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากการปนเปื้อน การเบียดเบียน และมีสิทธิในการฟื้นตัว
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมสิ่งแวดล้อม และสิทธิของชุมชนพื้นเมือง ที่มองธรรมชาติว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น
มองแม่น้ำเป็น ‘นิติบุคคล’ หรือ ‘เอนทิตีที่มีสิทธิ’ (legal person / rights‑bearing entity)
ผู้พิทักษ์ (Guardians/Trustees): กำหนดหน่วยงาน/ชุมชนทำหน้าที่แทนแม่น้ำในการฟ้องร้องหรือคุ้มครอง
ความสัมพันธ์กับสิทธิชุมชนพื้นเมือง (Indigenous rights) และสิทธิในสิ่งแวดล้อมของประชาชน
ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ
1. แม่น้ำ Whanganui – นิวซีแลนด์ (2017)
ปัญหาที่เกิดขึ้น:
ผลทางกฎหมาย:
ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ
2.แม่น้ำ Atrato – โคลอมเบีย (2016)
ลักษณะคดี:
การฟ้องร้อง:
คำพิพากษา T-622/16:
โคลอมเบียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ ศาลรับรองสิทธิของแม่น้ำผ่านกระบวนการตุลาการ (judicial recognition)
เป็น คดีแรกของโลกเกี่ยวกับเหมืองทองคำ ที่ศาลประกาศให้แม่น้ำเป็น subject of rights
นำไปสู่การพัฒนากรอบกฎหมาย “สิทธิของธรรมชาติ” และ “สิทธินิเวศ” (ecological rights) ในประเทศอื่น ๆ เช่น บังกลาเทศ, อินเดีย, และนิวซีแลนด์
ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ
3. คดีแม่น้ำ Vilcabamba (เอกวาดอร์, 2011)
ลักษณะคดี:
คำพิพากษา:
สาระสำคัญ:
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ปี 2008�หมวดสิทธิของธรรมชาติ (Articles 71–74)�แปลไทยโดยอ้างอิงจากต้นฉบับสเปนและคำแปลภาษาอังกฤษของ CELDF �(Community Environmental Legal Defense Fund)�
มาตรา 71
ธรรมชาติ หรือ “ปาจา มามา” (Pacha Mama) — ซึ่งเป็นที่ที่ชีวิตเกิดขึ้นและดำรงอยู่ — มีสิทธิที่จะได้รับการเคารพโดยสมบูรณ์ต่อการดำรงอยู่ของตนเอง รวมถึงการคงไว้และการฟื้นฟูของวงจรชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการวิวัฒนาการของตน
บุคคล ชุมชน ประชาชน หรือชนพื้นเมืองทุกกลุ่ม มีสิทธิที่จะร้องขอต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติตามและคุ้มครองสิทธิของธรรมชาติ� ในการตีความและบังคับใช้สิทธิเหล่านี้ ให้ยึดหลักการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่าที่จะใช้ได้
รัฐจะส่งเสริมและให้แรงจูงใจแก่บุคคล นิติบุคคล และกลุ่มต่าง ๆ ในการคุ้มครองธรรมชาติ และส่งเสริมการเคารพต่อองค์ประกอบทั้งหมดที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ
มาตรา 72
ธรรมชาติมีสิทธิที่จะได้รับการฟื้นฟู (right to restoration)� การฟื้นฟูนี้เป็นสิทธิโดยอิสระจากหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนในการชดเชยแก่บุคคลหรือชุมชนที่พึ่งพาระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ
ในกรณีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรงหรือถาวร รวมถึงกรณีที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ รัฐต้องจัดให้มี กลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อบรรลุการฟื้นฟู และต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อขจัดหรือลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ปี 2008 �หมวดสิทธิของธรรมชาติ (Articles 71–74)�แปลไทยโดยอ้างอิงจากต้นฉบับสเปนและคำแปลภาษาอังกฤษของ CELDF �(Community Environmental Legal Defense Fund)�
มาตรา 73
รัฐต้องใช้ มาตรการเชิงป้องกันและจำกัด สำหรับกิจกรรมที่อาจนำไปสู่
การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต,
การทำลายระบบนิเวศ, หรือ
การเปลี่ยนแปลงถาวรของวงจรธรรมชาติ
และต้อง ห้ามการนำเข้าสิ่งมีชีวิต หรือวัตถุอินทรีย์หรืออนินทรีย์ ที่อาจเปลี่ยนแปลงมรดกทางพันธุกรรมของชาติอย่างถาวร
มาตรา 74
บุคคล ชุมชน ประชาชน และชนพื้นเมือง มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมและความมั่งคั่งทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างดี (Buen Vivir – Good Living)
บริการด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถถือครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ได้ การผลิต การให้บริการ การใช้ และการพัฒนา ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ
ตัวอย่างต่างประเทศของสิทธิของแม่น้ำ
4. ทะเลสาบ Mar Menor – สเปน (2022)
ลักษณะปัญหา:
ผลทางกฎหมาย:
Universal Declaration of the Rights of Rivers �(ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของแม่น้ำ)���https://static1.squarespace.com/static/55914fd1e4b01fb0b851a814/t/5fb2a147e72ae9517867f45e/1605542218936/UDRR_Nov+2020+Final.pdf �
โดย องค์กร Earth Law Center (ELC) ร่วมกับ International Rivers และ Harmony with Nature Initiative (UN) เผยแพร่ปี 2017 (และปรับปรุงในปี 2020)
1. The right to flow
สิทธิที่จะไหลไปตามธรรมชาติ
2. The right to perform essential functions within its ecosystem
สิทธิในการทำหน้าที่เชิงนิเวศอย่างสมบูรณ์
3. The right to be free from pollution
สิทธิที่จะปราศจากมลพิษ
4. The right to feed and be fed by sustainable aquifers
สิทธิที่จะได้รับการหล่อเลี้ยงและหล่อเลี้ยงน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน
5. The right to native biodiversity
สิทธิที่จะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิม
6. The right to regeneration and restoration
สิทธิในการฟื้นฟูและได้รับการฟื้นฟู
ข้อจำกัดและเงื่อนไขของแนวทาง ‘สิทธิของแม่น้ำ’
ต้องมีเจตจำนงของประชาชนมากเพียงพอที่จะหยิบยกให้รัฐบาลเห็นความสำคัญจนพัฒนาไปสู่การออกกฎหมาย หรือรับรองสิทธิของธรรมชาติ
ต้องเชื่อมกับระบบกฎหมายเดิม (น้ำ/สิ่งแวดล้อม/ทรัพย์สิน/สิทธิชุมชน) ให้ทำงานร่วมกันได้
กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชัดเจนของผู้พิทักษ์/หน่วยงาน
ความท้าทายด้านเขตอำนาจศาลในแม่น้ำข้ามพรมแดน: ปัจจุบันยังไม่มีกรณีแม่น้ำระหว่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำเทียบเท่ากับมนุษย์
กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำระหว่างประเทศ
• หลักไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน (No‑Harm Rule)
• หน้าที่ระมัดระวัง/ป้องกัน + ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
• หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precaution) และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP)
หลักการไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่น �(No harmful principle)
Principle 21 States have, in accordance with the Charter of the United Nations and the principles of international law, the sovereign right to exploit their own resources pursuant to their own environmental policies, and the responsibility to ensure that activities within their jurisdiction or control do not cause damage to the environment of other States or of areas beyond the limits of national jurisdiction.
PRINCIPLE 2 :States have, in accordance with the Charter of the United Nations and the principles of international law, sovereign right to exploit their own resources pursuant to their own environmental and developmental policies, and the responsibility to ensure that activities within their jurisdiction or control do not cause damage to the environment of other States or of areas beyond the limits of national jurisdiction.
EIA เป็น ข้อผูกพันตามหลักกฎหมายทั่วไปที่รัฐต้องปฏิบัติ �หากโครงการมีความเสี่ยงก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีข้ามพรมแดนและพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ
It may now be considered a requirement under general international law to undertake an environmental impact assessment where there is a risk that the proposed industrial activity may have a significant adverse impact in a transboundary context.
“The Court has already held that conducting an environmental impact assessment where there is a risk of significant transboundary harm is a requirement under general international law.”
The sponsoring State is under an obligation to ensure that an environmental impact assessment is carried out prior to the approval of a plan of work in the Area.”
Certain Activities (Costa Rica v. Nicaragua, ICJ 2015 & 2018)�
ข้อเท็จจริง (Facts)
คำวินิจฉัย (Judgment)
คำพิพากษา ICJ (2015) กิจกรรมขุดคลองก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยตรง การไม่ทำ EIA = การละเมิด พันธกรณีจารีตระหว่างประเทศ ศาลสั่งให้ต้องประเมินค่าเสียหายและชดใช้
คำพิพากษาเรื่องการชดใช้ (2018) ศาลกำหนดให้นิคารากัวต้องจ่าย 378,890 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้คอสตาริกาแบ่งเป็น
ศาล ICJ วินิจฉัยว่า การไม่ทำ EIA และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น ถือเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ และเมื่อความเสียหายได้รับการพิสูจน์ชัดเจนแล้ว รัฐที่ละเมิดย่อมมีหน้าที่ ชดใช้ค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่รัฐที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในกรณีนี้ ศาลกำหนดให้นิคารากัวต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คอสตาริกา
การฟ้องร้องในทางระหว่างประเทศ มีข้อจำกัด เนื่องจากรัฐต้องมีการพิสูจน์ว่า
1997 UN Watercourses Convention�� ข้อ 5 (1) “หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม” ��(Principle of Equitable and Reasonable Utilization)�
“Watercourse States shall in their respective territories utilize an international watercourse in an equitable and reasonable manner. In particular, an international watercourse shall be used and developed by watercourse States with a view to attaining optimal and sustainable utilization thereof and benefits therefrom, taking into account the interests of the watercourse States concerned, consistent with adequate protection of the watercourse.”
“รัฐที่มีแม่น้ำระหว่างประเทศไหลผ่าน (Watercourse States) จะต้องใช้ประโยชน์จากแม่น้ำระหว่างประเทศที่อยู่ในเขตอำนาจของตน อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐต่างๆ จะต้องใช้และพัฒนาแม่น้ำระหว่างประเทศนั้น เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมสูงสุด (optimal) และ ยั่งยืน (sustainable) ตลอดจนได้รับประโยชน์ร่วมกันจากแม่น้ำนั้น โดยต้องคำนึงถึง ผลประโยชน์ของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง และต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับการคุ้มครองแม่น้ำอย่างเหมาะสม”
1997 UN Watercourses Convention�� ข้อ 5 (2) “หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม” ��(Principle of Equitable and Reasonable Utilization)�
“Watercourse States shall participate in the use, development and protection of an international watercourse in an equitable and reasonable manner. Such participation includes both the right to utilize the watercourse and the duty to cooperate in the protection and development thereof, as provided in the present Convention.”
“รัฐที่มีแม่น้ำระหว่างประเทศไหลผ่าน จะต้อง มีส่วนร่วมในการใช้ การพัฒนา และการคุ้มครองแม่น้ำระหว่างประเทศนั้นอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม การมีส่วนร่วมดังกล่าว ครอบคลุมทั้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ และ หน้าที่ในการร่วมมือเพื่อการคุ้มครองและพัฒนาแม่น้ำนั้น ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้”
1997 UN Watercourses Convention��Article 7��
“Watercourse States shall, in utilizing an international watercourse in their territories, take all appropriate measures to prevent the causing of significant harm to other watercourse States.”
�“รัฐลุ่มน้ำพึงใช้แม่น้ำระหว่างประเทศในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐลุ่มน้ำอื่น และต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควร (due diligence) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบดังกล่าว”
Espoo Convention on Environmental Impact Assessment in a Transboundary Context (1991)
Aarhus Convention on Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environmental Matters (1998)
ลุ่มน้ำโขงและกลไกภูมิภาค
กลไกภูมิภาค
• Lancang–Mekong Cooperation (LMC)
กลไกทวิภาคีไทย–เมียนมา
1) คณะกรรมการระดับสูง (High-Level Committee : HLC)ประกอบด้วย ผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา
2) คณะกรรมการประสานงานชายแดนระดับภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา สำหรับประสานงานในประเด็นความมั่นคงชายแดน และประเด็นปัญหาเฉพาะอื่น ๆ
3) คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee : TBC) ระหว่างอำเภอแม่สาย และเมืองท่าขี้เหล็ก ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่นระหว่างอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ฝั่งไทย กับ เมืองท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมา
A case study of Sai and Ruak River
บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน
(1) Baia Mare Cyanide Spill (Romania, 2000)
🔹 ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2000 เขื่อนกักเก็บกากแร่ไซยาไนด์ของบริษัท Aurul S.A. (กิจการร่วมทุนระหว่างโรมาเนียและออสเตรเลีย – Esmeralda Exploration Ltd.) ในเมือง Baia Mare ได้พังทลาย ปล่อยของเสียประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตรที่มีความเข้มข้นของไซยาไนด์สูงถึง 28–32 mg/L (มากกว่าค่ามาตรฐาน WHO ราว 600–700 เท่า) ไหลลงสู่ลำน้ำต่อเนื่อง 4 สายคือ Lapus – Somes – Tisza – Danube ก่อนจะไหลเข้าสู่ ทะเลดำ (Black Sea) รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ผ่าน โรมาเนีย–ฮังการี–ยูโกสลาเวีย (ปัจจุบันคือเซอร์เบีย) ส่งผลให้ปลาตายมากกว่า 1,200 ตัน และระบบนิเวศของแม่น้ำ Tisza เสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันออก
🔹 การแจ้งเตือนและการตอบสนองระหว่างประเทศ
บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน
(1) Baia Mare Cyanide Spill (Romania, 2000)
🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ
🔹 ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงระบบ
บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน
(2) Ok Tedi Mining Case (Papua New Guinea – BHP, 1984–2001)
🔹 ข้อเท็จจริง
เหมืองทอง–ทองแดงโดยบริษัท BHP (Australia) ไม่มีระบบกักเก็บ tailings ปล่อยตะกอนกว่า 80,000 ตันต่อวันลงแม่น้ำ Ok Tedi และ Fly River นานกว่า 15 ปี
🔹 การแจ้งเตือน
🔹 ความเสียหาย
🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ
🔹 ผลลัพธ์
บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน
(3) Pascua–Lama Gold Mine (Chile–Argentina, 2006–2020)
🔹 ข้อเท็จจริง
โครงการเหมืองทองคำโดย Barrick Gold (Canada) ตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาแอนดีส บริเวณพรมแดนระหว่างชิลีและอาร์เจนตินา ส่งผลให้ธารน้ำแข็ง Tres Cruces และน้ำในลุ่มน้ำ Huasco ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น อาร์เซนิกและปรอท
🔹 การแจ้งเตือน
🔹 ความเสียหาย
🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ
🔹 ผลลัพธ์
บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน
(4) Ajka ‘Red Sludge’ Disaster (Hungary, 2010)
🔹 ข้อเท็จจริง
เขื่อนกักเก็บกากอะลูมินาของบริษัท MAL Zrt. พังทลายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2010 ปล่อยของเสียด่างกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (pH สูงถึง 13) ท่วม 7 หมู่บ้านในเขต Veszprém
🔹 การแจ้งเตือน
🔹 ความเสียหาย
🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ
🔹 ผลลัพธ์
ยุทธศาสตร์การใช้กฎหมายระหว่างประเทศของไทย
ข้อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้แทนไทยในที่ประชุมรัฐมนตรีแร่ธาตุอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting on Minerals – AMMin) ที่จะจัดขึ้นที่เวียงจันทน์ เดือนตุลาคม 2568 �
5. เสริมความรับผิดชอบของนักลงทุนและผู้ประกอบการในกรอบอาเซียน ส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันจัดทำ ASEAN Responsible Investment and Mineral Supply Chain Framework เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับนักลงทุนในกิจการเหมืองและอุตสาหกรรมแร่หรือจัดหาวัตถุดิบจากพื้นที่เสี่ยงต้องปฏิบัติตาม OECD Due Diligence Guidance for Responsible Supply Chains of Minerals from Conflict-Affected and High-Risk Areas และ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) เพื่อรับรองแร่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมลพิษข้ามพรมแดน
6. จัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอาเซียน” (ASEAN Regional Environmental Remediation Fund – ARERF) ให้กองทุนนี้เป็นกลไกกลางสำหรับการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนทุกประเภทในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองแร่ การเผาในที่โล่ง มลพิษทางอากาศจากหมอกควัน มลพิษทางน้ำ และขยะทะเล