1 of 29

แม่น้ำระหว่างประเทศและ�ความรับผิดชอบของรัฐบาลและกฎหมายสิ่งแวดล้อม

อริศรา เหล็กคำ

สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

5 ตุลาคม 2568

2 of 29

ประเด็นในการนำเสนอ

1) แนวคิดและตัวอย่าง ‘สิทธิของแม่น้ำ’ (Rights of Rivers)

2) กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้กับแม่น้ำระหว่างประเทศ

3) ตัวอย่างคดี/เหตุการณ์เหมืองข้ามพรมแดนและบทเรียน

4) ข้อเสนอเชิงกฎหมาย นโยบาย และการทูตต่อรัฐบาลไทย

3 of 29

สิทธิของแม่น้ำ (Rights of Rivers)

Rights of Nature — หมายถึงการยกระดับแม่น้ำให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากการปนเปื้อน การเบียดเบียน และมีสิทธิในการฟื้นตัว

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมสิ่งแวดล้อม และสิทธิของชุมชนพื้นเมือง ที่มองธรรมชาติว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น

มองแม่น้ำเป็น ‘นิติบุคคล’ หรือ ‘เอนทิตีที่มีสิทธิ’ (legal person / rights‑bearing entity)

ผู้พิทักษ์ (Guardians/Trustees): กำหนดหน่วยงาน/ชุมชนทำหน้าที่แทนแม่น้ำในการฟ้องร้องหรือคุ้มครอง

ความสัมพันธ์กับสิทธิชุมชนพื้นเมือง (Indigenous rights) และสิทธิในสิ่งแวดล้อมของประชาชน

4 of 29

ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ

1. แม่น้ำ Whanganui – นิวซีแลนด์ (2017)

  • แม่น้ำ Whanganui เป็นแม่น้ำสายยาวเป็นอันดับสามของนิวซีแลนด์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อชนเผ่า Māori มายาวนาน พวกเขามีคำกล่าวว่า
  • “Ko au te awa, ko te awa ko au”�“I am the river and the river is me.”�หมายถึง “ข้าคือแม่น้ำ และแม่น้ำก็คือข้า”

ปัญหาที่เกิดขึ้น:

  • รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ดำเนินโครงการพัฒนาน้ำและใช้แม่น้ำเพื่อพลังงานไฟฟ้าโดยไม่ปรึกษาชนเผ่า Māori
  • เกิดข้อพิพาททางกฎหมายยาวนานกว่า 150 ปี เนื่องจากชุมชน Māori เรียกร้องให้รัฐยอมรับสิทธิของแม่น้ำตามจารีตประเพณี

ผลทางกฎหมาย:

  • ในปี 2017 รัฐสภานิวซีแลนด์ได้ออก พระราชบัญญัติ Te Awa Tupua (Whanganui River Claims Settlement) Act 2017
  • รับรองให้ แม่น้ำ Whanganui มีสถานะเป็นนิติบุคคล (legal personhood) อย่างเป็นทางการ
  • แต่งตั้ง “Te Pou Tupua” ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐ 1 คน และผู้แทนจากชนเผ่า Māori 1 คน ทำหน้าที่เป็น ผู้พิทักษ์แม่น้ำ (Guardians)

5 of 29

ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ

2.แม่น้ำ Atrato – โคลอมเบีย (2016)

ลักษณะคดี:

  • เกิดจากการทำเหมืองทองคำผิดกฎหมายในพื้นที่ Chocó ที่ใช้สารปรอทและไซยาไนด์จำนวนมาก
  • ทำให้เกิดมลพิษรุนแรงในแม่น้ำ Atrato และส่งผลกระทบต่อสุขภาพชุมชนพื้นเมือง Emberá และ Afro-Colombian

การฟ้องร้อง:

  • ชุมชนพื้นเมืองร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน “Tierra Digna” ยื่นฟ้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบีย (Corte Constitucional)

คำพิพากษา T-622/16:

  • ศาลวินิจฉัยว่า “แม่น้ำ Atrato เป็นหน่วยชีวิต (subject of rights)” มีสิทธิในชีวิต ความบริสุทธิ์ และการฟื้นตัวทางระบบนิเวศ
  • สั่งให้รัฐบาลจัดตั้ง คณะผู้พิทักษ์แม่น้ำ (Guardian Commission) ประกอบด้วยตัวแทนรัฐและชุมชน
  • สั่งให้รัฐดำเนินการหยุดเหมืองผิดกฎหมาย ฟื้นฟูระบบนิเวศ และจัดทำรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

โคลอมเบียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ ศาลรับรองสิทธิของแม่น้ำผ่านกระบวนการตุลาการ (judicial recognition)

เป็น คดีแรกของโลกเกี่ยวกับเหมืองทองคำ ที่ศาลประกาศให้แม่น้ำเป็น subject of rights

นำไปสู่การพัฒนากรอบกฎหมาย “สิทธิของธรรมชาติ” และ “สิทธินิเวศ” (ecological rights) ในประเทศอื่น ๆ เช่น บังกลาเทศ, อินเดีย, และนิวซีแลนด์

6 of 29

ตัวอย่างต่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำ

3. คดีแม่น้ำ Vilcabamba (เอกวาดอร์, 2011)

ลักษณะคดี:

  • รัฐบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัด Loja ก่อสร้างถนนโดยทิ้งหิน ดิน และตะกอนลงในแม่น้ำ Vilcabamba
  • ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและทำลายที่ดินริมฝั่ง เจ้าของที่ดินและนักสิ่งแวดล้อมฟ้องร้องต่อศาลโดยอ้าง มาตรา 71–74 แห่งรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ (2008) ซึ่งรับรอง “สิทธิของธรรมชาติ (Rights of Nature)” เป็นครั้งแรกในโลก

คำพิพากษา:

  • ศาลจังหวัด Loja วินิจฉัยว่าแม่น้ำ Vilcabamba เป็น “ผู้เสียหาย” และมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟู
  • ศาลสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการกำจัดเศษดินและฟื้นฟูแม่น้ำโดยทันที

สาระสำคัญ:

  • แม้ไม่ใช่คดีเหมือง แต่เกิดจาก “การก่อสร้างและการทิ้งของเสีย” ที่ทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำ
  • เป็นคดีแรกของโลกที่ศาลตีความ “สิทธิของธรรมชาติ” อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ

7 of 29

รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ปี 2008�หมวดสิทธิของธรรมชาติ (Articles 71–74)แปลไทยโดยอ้างอิงจากต้นฉบับสเปนและคำแปลภาษาอังกฤษของ CELDF �(Community Environmental Legal Defense Fund)�

มาตรา 71

ธรรมชาติ หรือ “ปาจา มามา” (Pacha Mama) — ซึ่งเป็นที่ที่ชีวิตเกิดขึ้นและดำรงอยู่ — มีสิทธิที่จะได้รับการเคารพโดยสมบูรณ์ต่อการดำรงอยู่ของตนเอง รวมถึงการคงไว้และการฟื้นฟูของวงจรชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการวิวัฒนาการของตน

บุคคล ชุมชน ประชาชน หรือชนพื้นเมืองทุกกลุ่ม มีสิทธิที่จะร้องขอต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติตามและคุ้มครองสิทธิของธรรมชาติ� ในการตีความและบังคับใช้สิทธิเหล่านี้ ให้ยึดหลักการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่าที่จะใช้ได้

รัฐจะส่งเสริมและให้แรงจูงใจแก่บุคคล นิติบุคคล และกลุ่มต่าง ๆ ในการคุ้มครองธรรมชาติ และส่งเสริมการเคารพต่อองค์ประกอบทั้งหมดที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

มาตรา 72

ธรรมชาติมีสิทธิที่จะได้รับการฟื้นฟู (right to restoration)� การฟื้นฟูนี้เป็นสิทธิโดยอิสระจากหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนในการชดเชยแก่บุคคลหรือชุมชนที่พึ่งพาระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ

ในกรณีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรงหรือถาวร รวมถึงกรณีที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ รัฐต้องจัดให้มี กลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อบรรลุการฟื้นฟู และต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อขจัดหรือลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย

8 of 29

รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ปี 2008 �หมวดสิทธิของธรรมชาติ (Articles 71–74)แปลไทยโดยอ้างอิงจากต้นฉบับสเปนและคำแปลภาษาอังกฤษของ CELDF �(Community Environmental Legal Defense Fund)

มาตรา 73

รัฐต้องใช้ มาตรการเชิงป้องกันและจำกัด สำหรับกิจกรรมที่อาจนำไปสู่

การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต,

การทำลายระบบนิเวศ, หรือ

การเปลี่ยนแปลงถาวรของวงจรธรรมชาติ

และต้อง ห้ามการนำเข้าสิ่งมีชีวิต หรือวัตถุอินทรีย์หรืออนินทรีย์ ที่อาจเปลี่ยนแปลงมรดกทางพันธุกรรมของชาติอย่างถาวร

มาตรา 74

บุคคล ชุมชน ประชาชน และชนพื้นเมือง มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมและความมั่งคั่งทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างดี (Buen Vivir – Good Living)

บริการด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถถือครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ได้ การผลิต การให้บริการ การใช้ และการพัฒนา ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ

9 of 29

ตัวอย่างต่างประเทศของสิทธิของแม่น้ำ

4. ทะเลสาบ Mar Menor – สเปน (2022)

ลักษณะปัญหา:

  • การทำเหมืองเกลือและการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในภาคเกษตร ทำให้ทะเลสาบเกิดการปนเปื้อนและสูญเสียออกซิเจน
  • ชาวบ้านกว่า 600,000 คนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเพื่อให้ทะเลสาบได้รับการคุ้มครองในฐานะนิติบุคคล

ผลทางกฎหมาย:

  • รัฐสภาสเปนผ่านกฎหมาย “Ley 19/2022 sobre el reconocimiento de la personalidad jurídica del Mar Menor”
  • รับรองสิทธิของระบบนิเวศ เช่น สิทธิในการดำรงอยู่ การฟื้นฟู และการได้รับข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม
  • ตั้งคณะผู้พิทักษ์ร่วมจากรัฐ นักวิทยาศาสตร์ และภาคประชาชน

10 of 29

Universal Declaration of the Rights of Rivers �(ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของแม่น้ำ)��https://static1.squarespace.com/static/55914fd1e4b01fb0b851a814/t/5fb2a147e72ae9517867f45e/1605542218936/UDRR_Nov+2020+Final.pdf

โดย องค์กร Earth Law Center (ELC) ร่วมกับ International Rivers และ Harmony with Nature Initiative (UN) เผยแพร่ปี 2017 (และปรับปรุงในปี 2020)

1. The right to flow

สิทธิที่จะไหลไปตามธรรมชาติ

2. The right to perform essential functions within its ecosystem

สิทธิในการทำหน้าที่เชิงนิเวศอย่างสมบูรณ์

3. The right to be free from pollution

สิทธิที่จะปราศจากมลพิษ

4. The right to feed and be fed by sustainable aquifers

สิทธิที่จะได้รับการหล่อเลี้ยงและหล่อเลี้ยงน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน

5. The right to native biodiversity

สิทธิที่จะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิม

6. The right to regeneration and restoration

สิทธิในการฟื้นฟูและได้รับการฟื้นฟู

11 of 29

ข้อจำกัดและเงื่อนไขของแนวทาง ‘สิทธิของแม่น้ำ’

ต้องมีเจตจำนงของประชาชนมากเพียงพอที่จะหยิบยกให้รัฐบาลเห็นความสำคัญจนพัฒนาไปสู่การออกกฎหมาย หรือรับรองสิทธิของธรรมชาติ

ต้องเชื่อมกับระบบกฎหมายเดิม (น้ำ/สิ่งแวดล้อม/ทรัพย์สิน/สิทธิชุมชน) ให้ทำงานร่วมกันได้

กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชัดเจนของผู้พิทักษ์/หน่วยงาน

ความท้าทายด้านเขตอำนาจศาลในแม่น้ำข้ามพรมแดน: ปัจจุบันยังไม่มีกรณีแม่น้ำระหว่างประเทศที่รับรองสิทธิของแม่น้ำเทียบเท่ากับมนุษย์

12 of 29

กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำระหว่างประเทศ

• หลักไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน (No‑Harm Rule)

• หน้าที่ระมัดระวัง/ป้องกัน + ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

• หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precaution) และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP)

  • อนุสัญญา: UN Watercourses 1997
  • Espoo (EIA), Aarhus (สิทธิข้อมูล)

13 of 29

หลักการไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่น �(No harmful principle)

Principle 21 States have, in accordance with the Charter of the United Nations and the principles of international law, the sovereign right to exploit their own resources pursuant to their own environmental policies, and the responsibility to ensure that activities within their jurisdiction or control do not cause damage to the environment of other States or of areas beyond the limits of national jurisdiction.

  • Rio Declaration 1992

PRINCIPLE 2 :States have, in accordance with the Charter of the United Nations and the principles of international law, sovereign right to exploit their own resources pursuant to their own environmental and developmental policies, and the responsibility to ensure that activities within their jurisdiction or control do not cause damage to the environment of other States or of areas beyond the limits of national jurisdiction.

  • รัฐมีสิทธิที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในอาณาเขตของตนเองตาม นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐนั้น ๆ

  • รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ให้กิจกรรมภายในอำนาจอธิปไตยหรือการควบคุมของตน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น หรือพื้นที่ที่อยู่นอกเขตอำนาจของรัฐใด ๆ

14 of 29

EIA เป็น ข้อผูกพันตามหลักกฎหมายทั่วไปที่รัฐต้องปฏิบัติ �หากโครงการมีความเสี่ยงก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีข้ามพรมแดนและพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ

  • Pulp Mills on the River Uruguay (Argentina v. Uruguay, ICJ 2010)

It may now be considered a requirement under general international law to undertake an environmental impact assessment where there is a risk that the proposed industrial activity may have a significant adverse impact in a transboundary context.

  • Certain Activities carried out by Nicaragua in the Border Area (Costa Rica v. Nicaragua, ICJ 2015)

“The Court has already held that conducting an environmental impact assessment where there is a risk of significant transboundary harm is a requirement under general international law.”

  • Responsibilities and Obligations of States Sponsoring Persons and Entities with respect to Activities in the Area (ITLOS Advisory Opinion, 2011)

The sponsoring State is under an obligation to ensure that an environmental impact assessment is carried out prior to the approval of a plan of work in the Area.”

15 of 29

Certain Activities (Costa Rica v. Nicaragua, ICJ 2015 & 2018)

ข้อเท็จจริง (Facts)

  • แม่น้ำ San Juan เป็นแม่น้ำพรมแดนระหว่างนิคารากัวและคอสตาริกา ตามสนธิสัญญา Cañas-Jerez (1858) → นิคารากัวมีอธิปไตยเหนือแม่น้ำ แต่คอสตาริกามีสิทธิใช้บางส่วน
  • ปี 2010 นิคารากัวสั่งการขุดคลอง (caños) หลายสายเชื่อมแม่น้ำ San Juan เพื่อเบี่ยงทิศทางน้ำ การขุดลอกทำให้เกิดการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ Ramsar site ที่อยู่ฝั่งคอสตาริกา การโค่นต้นไม้จำนวนมาก การกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศ (ecosystem services)
  • คอสตาริกาฟ้อง โดยอ้างว่านิคารากัวละเมิดอธิปไตยของคอสตาริกา ละเมิดพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมเพราะ ไม่ทำ EIA ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของคอสตาริกา คอสตาริกาขอให้ศาลสั่ง หยุดกิจกรรม + ชดใช้ค่าเสียหาย

คำวินิจฉัย (Judgment)

คำพิพากษา ICJ (2015) กิจกรรมขุดคลองก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยตรง การไม่ทำ EIA = การละเมิด พันธกรณีจารีตระหว่างประเทศ ศาลสั่งให้ต้องประเมินค่าเสียหายและชดใช้

คำพิพากษาเรื่องการชดใช้ (2018) ศาลกำหนดให้นิคารากัวต้องจ่าย 378,890 ดอลลาร์สหรัฐฯ  ให้คอสตาริกาแบ่งเป็น

    • ค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (environmental restoration)
    • การสูญเสียบริการระบบนิเวศ (ecosystem services)
    • ค่าใช้จ่ายการตรวจสอบและปกป้องพื้นที่
  • เป็น ครั้งแรก ที่ ICJ กำหนดการชดใช้เป็นตัวเงินในกรณี ความเสียหายสิ่งแวดล้อมโดยตรง

16 of 29

ศาล ICJ วินิจฉัยว่า การไม่ทำ EIA และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น ถือเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ และเมื่อความเสียหายได้รับการพิสูจน์ชัดเจนแล้ว รัฐที่ละเมิดย่อมมีหน้าที่ ชดใช้ค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่รัฐที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในกรณีนี้ ศาลกำหนดให้นิคารากัวต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คอสตาริกา

การฟ้องร้องในทางระหว่างประเทศ มีข้อจำกัด เนื่องจากรัฐต้องมีการพิสูจน์ว่า

  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง (significant harm)
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของอีกรัฐ
  • การไม่ทำ EIA แล้วเกิดผลกระทบข้ามพรมแดน รัฐที่ได้รับผลกระทบอาจนำมาใช้ในการเรียกร้องให้รัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบ “ชดใช้ค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม”

17 of 29

1997 UN Watercourses Convention�� ข้อ 5 (1) “หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม” (Principle of Equitable and Reasonable Utilization)

“Watercourse States shall in their respective territories utilize an international watercourse in an equitable and reasonable manner. In particular, an international watercourse shall be used and developed by watercourse States with a view to attaining optimal and sustainable utilization thereof and benefits therefrom, taking into account the interests of the watercourse States concerned, consistent with adequate protection of the watercourse.”

“รัฐที่มีแม่น้ำระหว่างประเทศไหลผ่าน (Watercourse States) จะต้องใช้ประโยชน์จากแม่น้ำระหว่างประเทศที่อยู่ในเขตอำนาจของตน อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐต่างๆ จะต้องใช้และพัฒนาแม่น้ำระหว่างประเทศนั้น เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมสูงสุด (optimal) และ ยั่งยืน (sustainable) ตลอดจนได้รับประโยชน์ร่วมกันจากแม่น้ำนั้น โดยต้องคำนึงถึง ผลประโยชน์ของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง และต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับการคุ้มครองแม่น้ำอย่างเหมาะสม

  • เน้นการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างสมเหตุสมผลตามบริบทของแต่ละรัฐ
  • ไม่ควรมีรัฐใดใช้ประโยชน์จนเกิดผลกระทบเสียหายต่อรัฐอื่น
  • การพัฒนาแม่น้ำต้องอยู่ภายใต้หลักความยั่งยืนและการอนุรักษ์

18 of 29

1997 UN Watercourses Convention�� ข้อ 5 (2) “หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม” (Principle of Equitable and Reasonable Utilization)

Watercourse States shall participate in the use, development and protection of an international watercourse in an equitable and reasonable manner. Such participation includes both the right to utilize the watercourse and the duty to cooperate in the protection and development thereof, as provided in the present Convention.

“รัฐที่มีแม่น้ำระหว่างประเทศไหลผ่าน จะต้อง มีส่วนร่วมในการใช้ การพัฒนา และการคุ้มครองแม่น้ำระหว่างประเทศนั้นอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม การมีส่วนร่วมดังกล่าว ครอบคลุมทั้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ และ หน้าที่ในการร่วมมือเพื่อการคุ้มครองและพัฒนาแม่น้ำนั้น ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้”

19 of 29

1997 UN Watercourses Convention��Article 7�

“Watercourse States shall, in utilizing an international watercourse in their territories, take all appropriate measures to prevent the causing of significant harm to other watercourse States.”

�“รัฐลุ่มน้ำพึงใช้แม่น้ำระหว่างประเทศในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐลุ่มน้ำอื่น และต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควร (due diligence) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบดังกล่าว

20 of 29

Espoo Convention on Environmental Impact Assessment in a Transboundary Context (1991)

  • กำหนดให้รัฐต้องจัดทำ “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” (EIA) เมื่อโครงการอาจกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน
  • ให้สิทธิรัฐและประชาชนในรัฐที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
  • รับรองสิทธิของแม่น้ำในการได้รับ “การป้องกันล่วงหน้า” (precautionary right) — ก่อนเกิดความเสียหายจากกิจกรรมเหมือง เขื่อน หรืออุตสาหกรรม

Aarhus Convention on Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environmental Matters (1998)

  • รับรอง “สิทธิของประชาชน” ในการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงความยุติธรรม

21 of 29

ลุ่มน้ำโขงและกลไกภูมิภาค

กลไกภูมิภาค

  • ASEAN
  • ความตกลงแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน ค.ศ. 1995 (MRC)

Lancang–Mekong Cooperation (LMC)

กลไกทวิภาคีไทย–เมียนมา

1) คณะกรรมการระดับสูง (High-Level Committee : HLC)ประกอบด้วย ผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา

2) คณะกรรมการประสานงานชายแดนระดับภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา สำหรับประสานงานในประเด็นความมั่นคงชายแดน และประเด็นปัญหาเฉพาะอื่น ๆ

3) คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee : TBC) ระหว่างอำเภอแม่สาย และเมืองท่าขี้เหล็ก ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่นระหว่างอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ฝั่งไทย กับ เมืองท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมา

  • บันทึกความเข้าในระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าเกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก
    • คณะอนุกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในการเดินเรือ การใช้น้ำอย่างเป็นธรรม การบำรุงรักษา และการอนุรักษ์ทางเดินปัจจุบันของน้ำในแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก

22 of 29

A case study of Sai and Ruak River

23 of 29

บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน

(1) Baia Mare Cyanide Spill (Romania, 2000)

🔹 ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2000 เขื่อนกักเก็บกากแร่ไซยาไนด์ของบริษัท Aurul S.A. (กิจการร่วมทุนระหว่างโรมาเนียและออสเตรเลีย – Esmeralda Exploration Ltd.) ในเมือง Baia Mare ได้พังทลาย ปล่อยของเสียประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตรที่มีความเข้มข้นของไซยาไนด์สูงถึง 28–32 mg/L (มากกว่าค่ามาตรฐาน WHO ราว 600–700 เท่า) ไหลลงสู่ลำน้ำต่อเนื่อง 4 สายคือ Lapus – Somes – Tisza – Danube ก่อนจะไหลเข้าสู่ ทะเลดำ (Black Sea) รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ผ่าน โรมาเนีย–ฮังการี–ยูโกสลาเวีย (ปัจจุบันคือเซอร์เบีย) ส่งผลให้ปลาตายมากกว่า 1,200 ตัน และระบบนิเวศของแม่น้ำ Tisza เสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันออก

🔹 การแจ้งเตือนและการตอบสนองระหว่างประเทศ

  • รัฐบาลโรมาเนีย แจ้งเตือนฮังการีล่าช้า หลังสารพิษได้ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่เขตน้ำของฮังการีแล้ว�ภายหลังได้มีการใช้กลไกภายใต้
  • UNECE Convention on the Transboundary Effects of Industrial Accidents (1992)
  • Helsinki Convention on the Protection and Use of Transboundary Watercourses and International Lakes (1992)
  • เพื่อจัดตั้ง คณะสอบสวนและประเมินผลกระทบร่วม (Joint Assessment Mission) โดย UNEP–OCHA ซึ่งลงพื้นที่ระหว่าง 23 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2000 เพื่อวัดค่าปนเปื้อนและประเมินผลกระทบทางนิเวศ วิทยา และสุขภาพ
  • รายงานประเมินว่าเป็น “หนึ่งในภัยพิบัติไซยาไนด์ทางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป”
  • เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามว่า “Chernobyl of Water”

24 of 29

บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน

(1) Baia Mare Cyanide Spill (Romania, 2000)

🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ

  • รัฐบาล ฮังการี เรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัท Esmeralda Exploration (Australia) และรัฐบาลโรมาเนียในฐานะรัฐต้นน้ำ
  • เกิดการฟ้องร้องทางแพ่งในทั้งศาลโรมาเนียและออสเตรเลีย แต่ภายหลังยุติด้วยการ ชำระนอกศาล (settlement) โดยบริษัทตกลงจ่ายค่าเสียหายบางส่วนโดยไม่ยอมรับความรับผิดทางกฎหมาย
  • คดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ สหภาพยุโรปออก Directive 2006/21/EC on the Management of Waste from Extractive Industries เพื่อควบคุมการจัดเก็บกากแร่และสารเคมีอันตรายในเหมือง

🔹  ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงระบบ

  • เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ระบบแจ้งเตือนภัยข้ามพรมแดน (Transboundary Early Warning System) และการบังคับใช้หลัก “due diligence” ตาม มาตรา 7 แห่งอนุสัญญา UN Watercourses (1997)
  • ส่งผลให้การดำเนินงานของ ICPDR (International Commission for the Protection of the Danube River) ได้รับการเสริมความเข้มแข็งทั้งในด้านกฎหมายและเทคนิค
  • ถือเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของความรับผิดข้ามพรมแดนจากอุบัติเหตุอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศกับความรับผิดของรัฐและเอกชน

25 of 29

บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน

(2) Ok Tedi Mining Case (Papua New Guinea – BHP, 1984–2001)

🔹 ข้อเท็จจริง

เหมืองทอง–ทองแดงโดยบริษัท BHP (Australia) ไม่มีระบบกักเก็บ tailings ปล่อยตะกอนกว่า 80,000 ตันต่อวันลงแม่น้ำ Ok Tedi และ Fly River นานกว่า 15 ปี

🔹 การแจ้งเตือน

  • ชุมชนท้องถิ่นร้องเรียนตั้งแต่ปี 1984
  • ปี 1994 NGOs และชาวบ้านกว่า 30,000 คน ยื่นฟ้องบริษัท BHP ต่อศาลสูงรัฐวิกตอเรีย (ออสเตรเลีย)
  • UNEP และธนาคารโลกเข้าแทรกแซงในฐานะที่ปรึกษาทางเทคนิค

🔹 ความเสียหาย

  • ป่าและพื้นที่เกษตรกว่า 2,000 ตร.กม. ถูกตะกอนทับถม
  • ปลาและสัตว์น้ำสูญพันธุ์หลายชนิด
  • ชาวบ้านสูญเสียแหล่งอาหารและรายได้

🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ

  • ศาลสูงออสเตรเลียรับฟ้องในปี 1996 ภายใต้หลัก “transnational environmental tort
  • ปี 1996 BHP ยอมรับผิดบางส่วนและจ่ายชดเชยราว US$500 ล้าน
  • ต่อมาปี 2001 BHP ถอนตัวจากโครงการและจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู “Ok Tedi Fly River Foundation

🔹 ผลลัพธ์

  • คดีนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิด “corporate environmental liability across borders
  • ถูกอ้างในหลักการ OECD Guidelines for Multinational Enterprises (2008) และ UNGPs on Business and Human Rights

26 of 29

บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน

(3) Pascua–Lama Gold Mine (Chile–Argentina, 2006–2020)

🔹 ข้อเท็จจริง

โครงการเหมืองทองคำโดย Barrick Gold (Canada) ตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาแอนดีส บริเวณพรมแดนระหว่างชิลีและอาร์เจนตินา ส่งผลให้ธารน้ำแข็ง Tres Cruces และน้ำในลุ่มน้ำ Huasco ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น อาร์เซนิกและปรอท

🔹 การแจ้งเตือน

  • ปี 2006 ชุมชนพื้นเมือง Diaguita แจ้งต่อหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชิลี
  • ปี 2011 อาร์เจนตินาแจ้งต่อ คณะกรรมาธิการเขตเหมืองทวิภาคี (Binational Mining Treaty, 1997)
  • มีรายงานต่อ Inter-American Commission on Human Rights (IACHR)

🔹 ความเสียหาย

  • ธารน้ำแข็งละลายกว่า 50%
  • น้ำต้นทุนการเกษตรและดื่มในเขต Atacama ปนเปื้อนสารหนู
  • ผลกระทบต่อชนพื้นเมืองและสิทธิในการเข้าถึงน้ำ

🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ

  • ชุมชน Diaguita ยื่นฟ้องรัฐบาลชิลีและบริษัท Barrick Gold ต่อศาลสิ่งแวดล้อมชิลี
  • ปี 2018 ศาลสิ่งแวดล้อม Santiago Environmental Tribunal สั่งให้ ระงับโครงการถาวร และสั่งฟื้นฟูธารน้ำแข็ง
  • การอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาชิลี (2020) ถูกยกคำร้องของบริษัท

🔹 ผลลัพธ์

  • กลายเป็นคดีต้นแบบในละตินอเมริกาเรื่อง “Rights of Glacier and Water”
  • นำไปสู่การออกกฎหมายใหม่ของชิลีว่าด้วย การคุ้มครองธารน้ำแข็ง (Glacier Protection Bill, 2022)

27 of 29

บทเรียนจากกรณีเหมือง/สารเคมีรั่วไหลข้ามพรมแดน

(4) Ajka ‘Red Sludge’ Disaster (Hungary, 2010)

🔹 ข้อเท็จจริง

เขื่อนกักเก็บกากอะลูมินาของบริษัท MAL Zrt. พังทลายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2010 ปล่อยของเสียด่างกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (pH สูงถึง 13) ท่วม 7 หมู่บ้านในเขต Veszprém

🔹 การแจ้งเตือน

  • รัฐบาลฮังการีประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ” และแจ้งผ่านกลไก EU Civil Protection Mechanism
  • แจ้งประเทศเพื่อนบ้าน (ออสเตรีย–สโลวาเกีย–เซอร์เบีย) ผ่าน ICPDR ภายใน 24 ชั่วโมง

🔹 ความเสียหาย

  • มีผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 150 ราย
  • น้ำและดินปนเปื้อนโลหะหนักและสารด่าง
  • น้ำในแม่น้ำ Marcal, Rába และ Danube ปนเปื้อนถึงระดับข้ามพรมแดน

🔹 การฟ้องร้องและการเรียกร้องสิทธิ

  • อัยการรัฐฟ้องบริษัท MAL Zrt. และผู้บริหาร 15 ราย ฐานละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม
  • ศาลสูง Győr (ฮังการี) พิพากษาเมื่อปี 2019 ให้จำคุก CEO 2 ปี 6 เดือน
  • ชาวบ้านรวมตัวกันยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหาย (class action) ต่อรัฐบาลฮังการีและบริษัท
  • คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดการสอบสวนตาม EU Environmental Liability Directive (2004/35/EC)

🔹 ผลลัพธ์

  • มีการแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมของฮังการีให้เข้มงวดขึ้น
  • สหภาพยุโรปพัฒนา “Mining Waste Safety Framework” ครอบคลุมการจัดเก็บและบำบัดกากโลหะหนัก

28 of 29

ยุทธศาสตร์การใช้กฎหมายระหว่างประเทศของไทย

  • ใช้การทูตเชิงรุก ในการยืนยันหลัก ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่น (No harmful principle และ หลัก Due Diligence
  • เก็บข้อมูล และทำฐานข้อมูล ความเสียหาย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ “ความเสียหายอย่างร้ายแรง” และการเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบ
  • เป็นผู้นำในการนำเสนอประเด็นเหมืองแร่ และผลกระทบข้ามพรมแดนสู่ที่ประชุมอาเซียน

29 of 29

ข้อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้แทนไทยในที่ประชุมรัฐมนตรีแร่ธาตุอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting on Minerals – AMMin) ที่จะจัดขึ้นที่เวียงจันทน์ เดือนตุลาคม 2568

  1. ผลักดันให้อาเซียนบรรจุประเด็น “เหมืองผิดกฎหมายและมลพิษข้ามพรมแดน” เป็นวาระหลักของการประชุมระดับรัฐมนตรี เพื่อให้ประเทศสมาชิกตระหนักถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำ สุขภาพ สิทธิมนุษยชน และเสถียรภาพของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับภัยความมั่นคงที่มิใช่ทางทหาร (Non-traditional security threats)
  2. ผลักดันให้อาเซียนปรับนโยบายแร่ธาตุให้สอดคล้องกับหลักการของสหประชาชาติ ว่าด้วย Critical Energy Transition Minerals (UN Secretary-General’s Guiding Principles, 2024) โดยเน้นความโปร่งใส (Transparency) การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ความยุติธรรม (Equity) และความรับผิดชอบของภาคเอกชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Corporate accountability in the mineral value chain)
  3. จัดตั้งฐานข้อมูลและกลไกตรวจสอบร่วมระดับภูมิภาค (ASEAN Shared Monitoring Platform) เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนในทรัพยากรร่วม (shared resources) เช่น แม่น้ำสาขาและตะกอนดิน โดยพัฒนามาตรฐานสิ่งแวดล้อมร่วมกันและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) สำหรับเหตุปนเปื้อนข้ามพรมแดน
  4. กำหนดหลักการ “No-Harmful” และ “Polluter Pays” ในกรอบนโยบายเหมืองของอาเซียน เพื่อให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

5. เสริมความรับผิดชอบของนักลงทุนและผู้ประกอบการในกรอบอาเซียน ส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันจัดทำ ASEAN Responsible Investment and Mineral Supply Chain Framework เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับนักลงทุนในกิจการเหมืองและอุตสาหกรรมแร่หรือจัดหาวัตถุดิบจากพื้นที่เสี่ยงต้องปฏิบัติตาม OECD Due Diligence Guidance for Responsible Supply Chains of Minerals from Conflict-Affected and High-Risk Areas และ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) เพื่อรับรองแร่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมลพิษข้ามพรมแดน

6. จัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอาเซียน” (ASEAN Regional Environmental Remediation Fund – ARERF) ให้กองทุนนี้เป็นกลไกกลางสำหรับการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนทุกประเภทในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองแร่ การเผาในที่โล่ง มลพิษทางอากาศจากหมอกควัน มลพิษทางน้ำ และขยะทะเล