1 of 41

กฎหมายในชีวิตประจำวัน

จุดประสงค์การเรียนรู้

  • วิเคราะห์และปฏิบัติตนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัวชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลกได้

2 of 41

กฎหมาย

ความหมายของกฎหมาย

  • กฎหมายพัฒนาขึ้นมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฎเกณฑ์ข้อบังคับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม ทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น
  • กฎหมาย หมายถึง ข้อบังคับของรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบสังคม เพื่อใช้ควบคุมความประพฤติ ของพลเมือง หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดำเนินการบังคับ

3 of 41

ความสำคัญของกฎหมาย

  • ใช้ควบคุมหรือจัดระเบียบทางสังคม เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเรียบร้อย ไม่กระทบกระทั่งหรือเอาเปรียบกันจนเกิดเป็นความขัดแย้ง
  • ช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประชาชน ด้วยการรับรองสิทธิและเสรีภาพของคนในสังคม
  • ช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า เป็นสังคมที่มีความเป็นปึกแผ่นและมีแต่สันติสุข

4 of 41

กฎหมายกับสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชน

  • กฎหมายไม่ได้เพียงกำหนดหน้าที่ให้ประชาชนประพฤติตามเท่านั้น แต่ยังช่วยคุ้มครองประโยชน์ต่างๆ ของประชาชน ด้วยการรับรองสิทธิและเสรีภาพของคนในสังคม ให้เกิดความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันระหว่างชนชาวไทย
  • สิทธิในชีวิตและร่างกาย
  • สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
  • สิทธิในทรัพย์สิน
  • เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
  • สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
  • การได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
  • สิทธิการได้รับข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน
  • เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม
  • สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

สิทธิและเสรีภาพของบุคคล

  • รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของชนชาวไทยไว้ด้วย อันได้แก่ หน้าที่ในการพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หน้าที่ในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ เช่น

การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การปฏิบัติตนตามกฎหมาย

การรับราชการทหาร

5 of 41

กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว

  • กฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับเอกชนหรือคนแต่ละคน ทั้งเมื่ออยู่ตามลำพังและเมื่อติดต่อกับผู้อื่น ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาของกฎหมายแพ่ง ซึ่งมีรวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของ
  • กฎหมายที่เกี่ยวกับบุคคล ได้แก่ กฎหมายที่รับรองให้เรามีสภาพบุคคล คือ ให้เราเป็นผู้สามารถมีและสามารถใช้สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่างๆ ตามกฎหมายได้ สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดายังไม่มีฐานะเป็นบุคคล แต่กฎหมายจะคุ้มครองเป็นพิเศษผู้ใดทำลายย่อมมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก

บุคคล

ครอบครัว

ทรัพย์สิน

นิติกรรม

สัญญา

6 of 41

กฎหมายจำแนกบุคคล

เป็น ๒ ประเภท

บุคคลธรรมดา

นิติบุคคล

บุคคลธรรมดา ได้แก่ มนุษย์ที่คลอดจากครรภ์มารดาแล้วอยู่รอดเป็นทารก โดยจะต้อง มีการแจ้งจดทะเบียนการเกิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งกำหนดว่า ถ้าเด็กเกิดในบ้านให้เจ้าบ้านตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านหรือบิดาหรือมารดา ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ภายในสิบห้าวันตั้งแต่เกิด และสภาพบุคคลจะสิ้นสุดลงเมื่อตาย

นิติบุคคล ได้แก่ บุคคลที่กฎหมายบัญญัติรับรองให้มีสภาพเป็นบุคคลได้ แม้ไม่ใช่บุคคล เช่น กระทรวง กรม องค์การมหาชน บริษัท สมาคม สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กองทรัพย์สิน เช่น มูลนิธิ เป็นต้น

7 of 41

กฎหมายที่เกี่ยวกับตนเอง

กฎหมายเรื่องบุคคล

กฎหมายเรื่องบุคคลที่สำคัญ ได้แก่

  • การกำหนดตัวบุคคล กฎหมายมีวิธีการกำหนดตัวบุคคลเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าใครเป็นใคร และมีบทบาททางกฎหมายในสังคมได้เพียงใด ซึ่งสิ่งที่นำมาใช้กำหนดตัวบุคคล ได้แก่ ชื่อบุคคล ภูมิลำเนา สถานะ และความสามารถ
  • หลักฐานแสดงตัวบุคคล พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้บุคคลสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิด ๗๐ ปีบริบูรณ์ ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อเป็นเอกสารสำคัญในการใช้พิสูจน์ตัวบุคคล ภูมิลำเนา และสถานะบางอย่างของบุคคล

8 of 41

กฎหมายเรื่องทรัพย์สิน

  • เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าสิ่งใดเป็นวัตถุหรือทรัพย์สิน (ทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง) ซึ่งบุคคลสามารถยึดถือเป็นของตนเองได้ กำหนดวิธีได้มา ตลอดจนรับรองสิทธิต่างๆในสิ่งนั้น
  • กฎหมายได้แบ่งทรัพย์สินและประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สินออกเป็นหลายประเภท ที่สำคัญ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับอสังหาริมทรัพย์มากกว่า
  • กฎหมายบัญญัติให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมมีสิทธิครอบครอง ใช้สอย จ่ายโอน ทำลาย
  • บุคคลมีสิทธิในทรัพย์สินได้โดยเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ คือ ได้มาตามบัญญัติของกฎหมาย และได้มาโดยผลของนิติกรรมและสัญญา

9 of 41

กฎหมายเรื่องละเมิด

  • เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ให้บุคคลเคารพสิทธิเสรีภาพต่างๆ ของผู้อื่นโดยทั่วไป ด้วยการไม่ก่อความเสียหายแก่สิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม หากบุคคลกระทำผิดกฎหมายจะต้องรับผิดชอบโดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • การละเมิดบางกรณีอาจเป็นความผิดทางอาญาด้วย เช่น การทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายโดยเจตนา ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้และอาจฟ้องให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษทางอาญาด้วย

10 of 41

  • การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าชายหรือหญิงยังเป็นผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียก่อน

กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก

กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก

กฎหมายครอบครัว

การหมั้น เป็นการทำสัญญาระหว่างชายกับหญิงว่าต่อไปจะสมรสกัน โดยฝ่ายชายได้มอบของหมั้นไว้ให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นประกัน ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขไว้ ดังนี้

  • เมื่อสมรสแล้วของหมั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง แต่หากไม่มีการสมรสเนื่องจากความผิดของฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงต้องคืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชาย
  • การผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนได้ แต่จะให้ศาลบังคับให้มีการสมรสไม่ได้

11 of 41

การสมรส เป็นการทำสัญญาที่ตกลงเป็นสามีภริยากันระหว่างชายกับหญิง กฎหมายกำหนดเงื่อนไขของการสมรสไว้ ดังนี้

  • ชายและหญิงต้องมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์
  • ถ้าชายหรือหญิงฝ่ายใดอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ฝ่ายนั้นต้องได้รับการยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองก่อน
  • การสมรสจะต้องจดทะเบียน โดยมีนายอำเภอหรือปลัดอำเภอเป็นนายทะเบียน
  • บุคคลวิกลจริตหรือไร้ความสามารถจะทำการสมรสไม่ได้
  • ผู้ซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตกันจะสมรสกันไม่ได้
  • ผู้รับบุตรบุญธรรมจะสมรสกับบุตรบุญธรรมไม่ได้
  • ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่มีคู่สมรสอยู่แล้วไม่ได้
  • หญิงที่เคยสมรสแล้วจะสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสมรสครั้งก่อนสิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า ๓๑๐ วัน

12 of 41

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร

  • บุตรที่ชอบด้วยกฎมายคือบุตรที่เกิดจากบิดามารดาซึ่งจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย
  • เด็กซึ่งเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว หากต้องการให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาด้วยนั้น บิดาและมารดาจะต้องจดทะเบียนสมรสกัน หรือบิดาจะขอจดทะเบียนรับรองบุตร
  • บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีฐานะและมีสิทธิตามกฎหมายกำหนด เช่น สิทธิการรับมรดกในฐานะทายาท เป็นต้น
  • เป็นการจดทะเบียนรับบุตรผู้อื่นมาเลี้ยงดูเป็นบุตรของตนเอง โดยดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ผู้ที่จะรับผู้อื่นเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ และต้องแก่กว่าผู้ที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย ๑๕ ปี หรือถ้าเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับการยินยอมจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
  • บุตรบุญธรรมที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องมีฐานะและสิทธิเสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

การรับบุตรบุญธรรม

13 of 41

สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดา

  • เป็นผู้ใช้อำนาจการปกครองบุตร มีสิทธิในการกำหนดที่อยู่ของบุตร และมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควร
  • ให้การอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควร
  • ถ้าบุตรมีเงินได้ บิดามารดามีสิทธินำมาใช้เป็นค่าเลี้ยงดูอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาของบุตร ส่วนที่เหลือต้องมอบให้แก่บุตรภายหลัง

14 of 41

สิทธิและหน้าที่ของบุตร

  • มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา เว้นแต่ไม่ปรากฏบิดา ให้ใช้สกลุมารดาแทน
  • มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู และได้รับการศึกษาตามสมควรจากบิดามารดา
  • มีหน้าที่ตอบแทนบุญคุณบิดามารดา และบุตรจะฟ้องบิดามารดา รวมทั้งบุพการีอื่นของตนในคดีแพ่งหรืออาญาไม่ได้ ต้องขอให้พนักงานอัยการยกคดีขึ้นกล่าวให้

15 of 41

กฎหมายเรื่องมรดก

  • มรดกหรือกองมรดก ได้แก่ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของเจ้าของมรดก เมื่อถึงแก่ความตาย มรดกของเขาย่อมตกแก่ทายาททันที ยกเว้นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดเป็นมรดก

ทายาทโดยธรรม

  • ทายาท คือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกในทางกฎหมาย แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
  • มีสิทธิตามกฎหมาย ได้แก่ บุตร บิดามารดา คู่สมรส พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ปู่ยา ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ตามลำดับความห่างชั้น แต่คู่สมรส บุตรและบิดามารดา จะได้รับมรดกของผู้ตายเท่าเทียมกัน

ทายาทตามพินัยกรรม

  • ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามที่พินัยกรรมระบุไว้ แล้วแต่ผู้ตายจะตั้งใจยกมรดกของตนให้ใครบ้าง
  • หากผู้ตายยกมาดกให้กับทายาทตามพินัยกรรมทั้งหมด ทายาทโดยธรรม จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย

16 of 41

กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมและสัญญา

นิติกรรม

สัญญา

  • นิติกรรมซึ่งทำโดยผู้หย่อนความสามารถ เช่น ผู้เยาว์อาจถูกบอกล้างด้วยผู้แทนโดยชอบธรรมได้ ในกรณีที่ทำให้ผู้เยาว์เสียเปรียบเนื่องจากหย่อนความสามารถนั้น
  • สัญญาย่อมก่อให้เกิดหนี้ เกิดความผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
  • สัญญา คือ นิติกรรมชนิดหนึ่ง แต่เป็นนิติกรรมที่มีบุคคล ๒ ฝ่าย หรือมากกว่านั้นมาตกลงกัน โดยแสดงเจตนาเสนอและสนองตรงกัน ก่อให้เกิดสัญญาขึ้น
  • นิติกรรมซึ่งทำโดยผู้หย่อนความสามารถ เช่น ผู้เยาว์อาจถูกบอกล้างด้วยผู้แทนโดยชอบธรรมได้ ในกรณีที่ทำให้ผู้เยาว์เสียเปรียบเนื่องจากหย่อนความสามารถนั้น
  • นิติกรรมต้องเป็นการแสดงเจตนาหรือความตั้งใจออกมาภายนอก เช่น โดยวาจาหรือโดยการเขียนหนังสือนิติกรรมต้องทำโดยความสมัครใจ คือ ต้องไม่เกิดจากการเข้าใจผิด หรือถูกขู่เข็ญบังคับ หรือขาดสติสัมปชัญญะ

17 of 41

กฎหมายได้กำหนดความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญาของบุคคล

  • ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมได้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เว้นแต่นิติกรรมที่ได้มาซึ่งสิทธิโดยสิ้นเชิง
  • บุคคลล้มละลายจะทำนิติกรรมใดๆ ไม่ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำสั่งศาลจะเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน
  • นิติกรรมและสัญญาที่ทำขึ้นโดยผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ และบุคคลล้มละลายโดยปราศจากความยินยอมจากบุคคลที่กฎหมายกำหนดจะกลายเป็นโมฆียะ
  • การทำนิติกรรมสัญญาใดๆ จะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • กฎหมายกำหนดนิติกรรมและสัญญาขึ้น เพื่อให้บุคคลใช้เปลี่ยนแปลงสิทธิของตนได้ด้วยความตั้งใจ
  • คนไร้ความสามารถต้องอยู่ในความอนุบาลของผู้อนุบาลแต่งตั้งโดยศาล ซึ่งจะเป็นผู้ทำนิติกรรมแทน ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถทำกิจการเองได้ทุกอย่าง เว้นบางอย่างที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์

18 of 41

นิติกรรมสองฝ่าย

นิติกรรมสัญญา

สามารถแบ่งออกได้

เป็น ๒ ประเภท

นิติกรรมฝ่ายเดียว

  • เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายเดียวและมีผลทางกฎหมาย เช่น การก่อตั้งมูลนิธิ การรับสภาพหนี้ การทำพินัยกรรม การบอกกล่าวบังคับจำนอง เป็นต้น
  • เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลทั้งสองฝ่าย ต่างตกลงยินยอมระหว่างกัน หรือเรียกว่า สัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืม สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาขาย ฝาก จำนอง จำนำ เป็นต้น

19 of 41

  • เป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อตกลงจะให้ ราคาทรัพย์สินนั้นกับผู้ขาย
  • สัญญาซื้อขายแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และสัญญา จะซื้อจะขาย
  • การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ต้องตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีการวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วนไว้ล่วงหน้า
  • หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ย่อมฟ้องร้องให้ปฏิบัติตามสัญญา รวมทั้งเรียกค่าเสียหาย จากฝ่ายที่ผิดสัญญาได้

สัญญาซื้อขาย

20 of 41

สัญญาขายฝาก

  • เป็นสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยที่มีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์สินนั้นกลับคืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน
  • การขายฝากเป็นการซื้ออย่างหนึ่ง ดังนั้น หลักเกณฑ์ในการขายฝากจึงเป็นเช่นเดียวกับการซื้อขาย เช่น การขายฝากอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  • การทำสัญญาขายฝากเป็นวิธีการให้หลักประกันอย่างหนึ่งแก่ผู้ซื้อฝากและเมื่อผู้ขายฝากใช้สิทธิไถ่ก็จะได้ประโยชน์ โดยกำหนดสินไถ่ไว้ในอัตราที่สูงพอเป็นการตอบแทน

21 of 41

สัญญาเช่าทรัพย์

  • เป็นสัญญาซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าตกลง ให้ค่าเช่าในการนั้น
  • การเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามสัญญา
  • สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นานเกินกว่า ๓ ปี หรือมีกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าต้องนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  • ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า ให้แก่ผู้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว
  • ผู้เช่าต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่า เหมือนทรัพย์สินของตนเอง และยอมให้ผู้ให้เช่าตรวจตราทรัพย์สินเป็นครั้งคราว และไม่ดัดแปลงหรือต่อเติมทรัพย์สิน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่า
  • ผู้เช่าต้องส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ให้แห่ผู้ให้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วเมื่อสัญญาเช่านั้นสิ้นสุดลง

22 of 41

สัญญาเช่าซื้อ

  • เป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือให้ทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินเป็นงวด ตามที่ตกลงกันไว้
  • สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อคู่สัญญา
  • ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน
  • ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ชำระค่าเช่า และมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ โดยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนและให้ค่าเช่าซื้อเฉพาะที่ยังค้างชำระในงวดชำระเงินที่ผ่านมาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ
  • หลังจากชำระเงินเช่าซื้อครบตามสัญญาแล้ว ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สิน

23 of 41

สัญญากู้ยืม

  • เป็นสัญญาซึ่งผู้กู้ตกลงยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ให้กู้ และตกลงจะคืนเงินตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้กู้ ให้ดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน
  • การกู้ยืมเงินเกิน ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่ามีการกู้ยืมกันจริง พร้อมกับ ลงลายมือชื่อผู้กู้
  • ผู้ให้กู้จะเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี หากเรียกสูงกว่านี้ ผู้ให้กู้มีความผิด ยกเว้น การกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน
  • ผู้กู้มีสิทธิให้ผู้ให้กู้ออกหลักฐานการใช้เงินได้เมื่อชำระหนี้หมดแล้ว และมีสิทธิเรียกสัญญากู้ยืมเงินกันไว้กลับคืนมา
  • หากผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ให้กู้มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืน พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ตามสัญญา

24 of 41

สัญญาจำนำ

  • เป็นสัญญาซึ่งผู้จำนำส่งมอบการครอบครองสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับจำนำ เพื่อประกันการชำระหนี้ ผู้รับจำนำ มีสิทธิยึดทรัพย์สินนั้นไว้ จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ครบถ้วน
  • ผู้รับจำนำต้องเก็บรักษาและสงวนทรัพย์สินที่จำนำให้ปลอดภัยไม่สูญเสีย หรือเสียหายไป
  • เมื่อผู้จำนำไม่ชำระหนี้ ผู้รับจำนำมีสิทธิบังคับจำนำ โดยต้องบอกกล่าวแก่ผู้จำนำ หากผู้จำนำยังไม่ชำระหนี้อีก ผู้รับจำนำมีสิทธินำทรัพย์สินนั้นขายออกทอดตลาด โดยต้องแจ้งเวลาและสถานที่แก่ผู้จำนำ
  • เมื่อขายทอดตลาดแล้ว ได้เงินสุทธิเท่าใด ผู้รับจำนำมีสิทธิหักมาใช้หนี้ได้จนครบ หากยังมีเงินเหลือต้องคืนให้แก่ ผู้จำนำ

25 of 41

สัญญาจำนอง

  • เป็นสัญญาซึ่งผู้จำนองเอาสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ไปตราไว้แก่ผู้รับจำนอง โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนองนั้นให้
  • การชำระหนี้จำนองไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะนำไป ใช้อ้างกับบุคคลภายนอกไม่ได้
  • การบังคับจำนองทำได้ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร หากยังไม่ชำระหนี้ ผู้รับจำนองต้องฟ้อง ผู้จำนองต่อศาล โดยขอต่อศาลหากยังไม่ชำระหนี้ ให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนองนั้นหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ ของผู้รับจำนอง หรือให้มีการขายทอดตลาด
  • หลังจากมีการขายทอดตลาดแล้ว หากได้เงินต่ำกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ ในเงินที่ยังขาดอยู่ ยกเว้นแต่ตกลงไว้ในสัญญา

26 of 41

กฎหมายอาญา

  • กฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดและโทษ โดยกำหนดว่าการกระทำใดบ้างที่เป็นความผิด ซึ่งผู้กระทำความผิดจะได้รับผล คือ โทษติดตามมา
  • กฎหมายอาญามีความมุ่งหมายโดยตรงในการคุ้มครองผลประโยชน์ของส่วนรวม โดยการควบคุมไม่ให้บุคคลกระทำการที่เป็นอันตรายแก่ผู้อื่นหรือต่อสังคม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

27 of 41

ความผิดและโทษ

  • ความผิดและโทษเป็นสาระสำคัญของกฎหมายอาญา หมายถึง การกระทำใดที่กฎหมายได้ระบุว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิด ซึ่งผู้กระทำจะต้องได้รับโทษเป็นผลตามมา บุคคลจะมีความผิดและจะต้องได้รับโทษสำหรับการกระทำอย่างใดนั้น ต้องมีบัญญัติไว้ในกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาขณะที่เขากระทำ  ดังนั้น จะจัดทำกฎหมายให้มีผลย้อนหลังเพื่อให้การกระทำของบุคคลซึ่งขณะกระทำไม่เป็นความผิดและไม่มีโทษ กลับกลายเป็นมีความผิดและโทษขึ้นมาไม่ได้

28 of 41

การกระทำและสภาพจิตใจ

  • การกระทำและสภาพจิตใจเป็นสาระสำคัญของความผิดทางอาญา เพราะการมีความผิดเกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้บุคคลต้องรับโทษนั้น จะต้องมีการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ประกอบกับสภาพจิตใจตามที่กฎหมายต้องการ

การกระทำ ได้แก่ การเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตามความต้องการของจิตใจและปรากฏออกมาภายนอก การกระทำ ยังรวมถึงการให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น โดยงดเว้นการที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย เช่น บิดามารดามีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเล็กอยู่ ถ้างดเว้นเสียไม่เลี้ยงดูบุตรโดยไม่ให้อาหารเพื่อให้บุตรตาย หากบุตรตาย บิดามารดาย่อมมีความผิดฐานฆ่าบุตร เป็นต้น

สภาพจิตใจ ปกติบุคคลผู้กระทำการซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดต้องกระทำโดยเจตนาจึงจะเกิดความผิดขึ้น ผู้กระทำมีเจตนาที่จะกระทำหรือไม่ให้ดูลักษณะการกระทำความผิดบางอย่างที่กฎหมายถือว่าผิด แม้เพียงแต่มีการกระทำในลักษณะที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้นก็จะต้องรับผิดโดยไม่คำนึงว่าจะกระทำโดยเจตนาหรือไม่ เช่น ความผิดที่มีโทษเบาหรือความผิดลหุโทษ เป็นต้น

29 of 41

ความรับผิดทางอาญา

ความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่โดยส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหาย อันมีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน  รัฐจึงต้องลงโทษผู้กระทำผิด โดยมีหลักสำคัญ คือ

  • การกระทำนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้ง
  • โทษที่ลงต้องเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
  • กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง

โทษอาญาที่ใช้ลงแก่ผู้กระทำผิดมี ๕ ประการ

กักขัง

จำคุก

ปรับ

ริบทรัพย์สิน

ประหารชีวิต

30 of 41

ความผิดทางอาญา

  • ความผิดต่อชีวิต คือ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หรือการทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคลแล้วถึงแก่ความตายโดยเจตนา
  • ความผิดต่อร่างกาย คือ การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ การทำร้ายอาจเป็นการทำให้ร่างกายเป็นอันตราย เช่น บาดเจ็บ แตกหัก บุบสลาย หรือทำให้จิตใจเป็นอันตราย
  • ผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษตามกฎหมายบัญญัติ
  • ความผิดฐานลักทรัพย์ คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
  • ความผิดอย่างอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความผิดฐานลักทรัพย์ คือ การลักทรัพย์โดยมีเงื่อนไขอย่างอื่นเพิ่มขึ้นได้แก่ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์
  • ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ คือ การเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิดเอง
  • ความผิดอื่นที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น ความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ความผิดฐานบุกรุก ความผิดฐานรับ ของโจร เป็นต้น

ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย

ความผิดต่อทรัพย์สิน

31 of 41

กฎหมายอื่นที่ควรรู้

กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๗ ได้กำหนดการรับราชการทหารไว้ ดังนี้

ชายสัญชาติไทยต้องไปขึ้นบัญชีทหารกองเกิน

เมื่ออายุ ๑๘ ปี

เมื่ออายุ ๒๑ ปี ต้องเข้ารับหมายเรียกและทำการ

ตรวจเลือกเป็นทหารประจำการ

หากได้เข้าเป็นทหารกองประจำการ

ต้องรับราชการ ๒ ปี

บุคคลที่สำเร็จวิชาทหารตามหลักสูตร�รับราชการทหารน้อยกว่า ๒ ปี

หากฝ่าฝืน ถูกจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน

ปรับไม่เกิน ๓๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุคคลที่ขึ้นทะเบียนกองประจำการ

แล้วปลดเป็นทหารกองหนุนประเภท ๑

หากรายงานตัวก่อนเจ้าหน้าที่ยกเรื่อง จะถูกลงโทษ ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

32 of 41

กฎหมายเกี่ยวกับภาษี

ภาษีเงินได้

  • เป็นภาษีที่ได้รับมอบหมายอำนาจรัฐเรียกเก็บจากบุคคล เพื่อใช้จ่ายในการบริหารประเทศหรือท้องถิ่น การเสียภาษีให้แก่รัฐจึงเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมือง
  • ภาษีเงินได้จัดเก็บทุกปีจากผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี โดยมีสถานะอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
  • มีเงินได้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.๙๐ หรือ ภ.ง.ด.๙๑ พร้อมทั้งชำระภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาธนาคารไทยพาณิชย์หรือธนาคารกรุงไทยแล้วแต่กรณี และที่ทำการไปรษณีย์

33 of 41

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • เป็นภาษีอากรประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • จัดเก็บทุกปี โดยคำนวณอัตราภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ ๓๐ และจากกำไรสุทธิเฉพาะกรณี ที่ได้จากประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ร้อยละ ๑๐
  • ผู้เสียภาษีต้องยื่นเสียภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ และธนาคารพาณิชย์ไทยสาขาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนจังหวัดอื่นยื่นได้ที่ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ตั้งอยู่

34 of 41

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • เป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยคำนวณเก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่าย หรือการให้บริการ
  • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการที่มีรายรับเกินกว่า ๑.๘ ล้านบาทต่อปี โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ
  • ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

35 of 41

ภาษีบำรุงท้องที่

  • เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดินตามราคาปานกลางที่ดินและตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่
  • ที่ดินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่ ที่ดินที่เป็นของบุคคลหรือคณะบุคคล ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือสิทธิครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี คือ ผู้รับประเมินหรือผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน
  • ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการ เพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

36 of 41

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

  • เป็นภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องไปกับโรงเรือนหรือ สิ่งปลูกสร้างนั้น
  • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ได้แก่ เจ้าของทรัพย์สิน เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการ เพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่

37 of 41

กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๑ มีการบัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไว้ ๕ ประการ ได้แก่

  • สิทธิในการเลือกหาสินค้าหรือบริการโดยความสมัครใจปราศจากการชักจูง
  • สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
  • สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
  • สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะแก่การใช้

38 of 41

กฎหมายระหว่างประเทศที่ควรรู้

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

  • กฎหมายที่มีความมุ่งหมายสำคัญ คือ การเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยพัฒนาการของกฎหมายนี้ มีผลทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนของนานาประเทศ ในการสอดส่องดูแลเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • กฎหมายของไทยที่สอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เช่น พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา ๔๘ เป็นต้น

กฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์

  • กฎหมายที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าสตรีและเด็ก ถือเป็นอาชญากรรมที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และมีการกระทำกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก
  • ไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ และพิธีสารเพื่อป้องกันการปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และได้ตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ขึ้น
  • ประเทศไทยยังได้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ขึ้น ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้ความร่วมมือและประสานงานกับต่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

39 of 41

กฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัย

  • กฎหมายที่มุ่งเน้นในการปกป้องสิทธิพื้นฐานของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะสิทธิที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในประเทศอื่น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะส่งกลับประเทศของผู้ลี้ภัย โดยมีการจัดตั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเป็นผู้ดูแลและประสานงาน
  • ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับผู้อพยพหนีภัยเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความคุ้มครองต่อผู้อพยพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ

กฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

  • กฎหมายที่แสดงความร่วมมือระหว่างรัฐในการจัดการกับผู้กระทำความผิดที่พยายามหลบหนี ให้เข้าสู่กระบวน การยุติธรรม โดยช่วยจัดหาและจัดส่งพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุระหว่างกัน ซึ่งกระทำในลักษณะของข้อตกลงภาคี
  • ตัวอย่างสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและนานาประเทศ เช่น สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้น

40 of 41

กฎหมายการให้ความคุ้มครองแก่คนชาติ

  • กฎหมายเพื่อใช้ควบคุมและคุ้มครองคนชาติหรือผู้ที่มีสัญชาติของรัฐ เมื่อต้องไปอยู่ในดินแดนของรัฐอื่น
  • กฎหมายเกี่ยวกับการให้คุ้มครองแก่คนชาติมีบทบาทในการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบพื้นฐานซึ่งมีระหว่างกันในระดับระหว่างประเทศว่าการก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนในชาติหนึ่ง หากไม่แก้ไข เมื่อถึงจุดหนึ่ง อาจเป็นผลให้เกิดความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อสัญชาติของเขาได้ รวมทั้งยังเชื่อมโยงถึงวิถีการเพื่อใช้สิทธิในการเรียกร้อง และระงับกรณีขัดแย้งระหว่างรัฐ

กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ

  • กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน ค่าจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ ในการทำงาน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระงับข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มีการร่วมกันจัดตั้ง องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ให้แรงงานทั่วโลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสภาพการทำงานที่เกื้อกูลต่อผู้ใช้แรงงาน
  • ประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบันอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศหลายฉบับ และได้พยายามดำเนินการ ให้เป็นไปตามอนุสัญญานั้น

41 of 41

กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

  • กฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครอง อนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ คือ สิ่งแวดล้อมถือเป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษย์ชาติ ที่ต้องร่วมกันปกป้องและรักษา รวมทั้งให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามกำลังความสามารถของแต่ละรัฐ
  • กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบัน เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้ สูญพันธุ์ระหว่างประเทศ พิธีสารเกียวโตเพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เป็นต้น