บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสาร : 02 622 1311-8 webmaster@aksorn.com / www.aksorn.com
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
สุขศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
๑_หลักสูตรวิชาสุขศึกษา
๒_แผนการจัดการเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ข้อสอบประจำหน่วย_เฉลย
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๗
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๘
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๙
๗_การวัดและประเมินผล
๘_รูปภาพ
๙_เสริมสาระ
๑๐_สื่อเสริมการเรียนรู้
การปฐมพยาบาล�และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย
จุดประสงค์การเรียนรู้
หน่วยการเรียนรู้ที่
๗
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาล
การให้ความช่วยเหลือต่อผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุให้พ้นจากอันตรายหรือลดอันตรายให้น้อยลง โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่ จะสามารถหาได้ในขณะนั้น ก่อนที่จะนำผู้ป่วยส่งต่อไปยังสถานพยาบาลต่อไป
วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล
หลักสำคัญในการปฐมพยาบาล
ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ ผู้ปฐมพยาบาลจะต้องคำนึงถึงอันดับแรกก่อนเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้อื่น
เมื่อมีผู้ได้รับอุบัติเหตุ ควรให้ผู้ป่วยนอนพักนิ่งๆ ในท่าที่สบายที่สุด หรือในท่าที่ถูกต้องต่อการปฐมพยาบาล
ทำให้บริเวณนั้นมีอากาศถ่ายเท ปลอดโปร่ง ไม่มีคนมุงดู มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำการปฐมพยาบาลได้สะดวก
สำรวจระบบที่สำคัญของร่างกายอย่างรวดเร็ว และวางแผนการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม คอยสังเกตอาการชีพจร และการหายใจของผู้ป่วยตลอดเวลา
ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทันทีโดยที่ยังไม่ได้เตรียมการ เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการบาดเจ็บมากขึ้น
๑
๒
๓
๔
๕
หลักสำคัญในการปฐมพยาบาล (ต่อ)
๖
๗
๘
ถ้าสถานที่นั้นไม่ปลอดภัย เช่น อยู่ในน้ำ กลางถนน ไฟไหม้ หรือสถานที่นั้นไม่สะดวก ให้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก่อนให้การปฐมพยาบาล
การนำส่งหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำส่งในลักษณะใดและนำส่งในท่าอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยและผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยมากที่สุด
ในการนำส่งสถานพยาบาล ควรมีการรายงานเรื่องราวของผู้ป่วยเกี่ยวกับเหตุการณ์อาการต่างๆ เพื่อแพทย์จะได้วินิจฉัยทำการรักษาได้อย่างถูกต้องต่อไป
๙
ผู้ปฐมพยาบาลควรให้การช่วยเหลือผู้ป่วยตามลำดับความรุนแรงของอาการหรือความรุนแรงที่ผู้ป่วยได้รับ โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ
วิธีการปฐมพยาบาลอย่างปลอดภัย
การปฐมพยาบาลบาดแผล
บาดแผล
การช้ำ ฉีกขาดของผิวหนัง และ/หรือเนื้อเยื่อของร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ แทรกซ้อนขึ้นได้
บาดแผลตัด
แผลฉีกขาดที่มีขอบแผลเรียบ เช่น มีดบาด กระจกบาด ฝากระป๋องบาด เป็นต้น อาจเป็นบาดแผลตื้นๆ หรือบาดแผลตัดลึกก็ได้ มักจะ มีเลือดออกมากเนื่องจากเส้นเลือดถูกตัดขาดบริเวณขอบแผล
วิธีการปฐมพยาบาล
บาดแผลช้ำ
เป็นอาการบวม แดง คล้ำ หรือเขียว ไม่มีบาดแผล ซึ่งอาจเกิดจากการกระแทกจากของแข็งที่ไม่มีคม แต่อาจมีอาการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ และเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง
วิธีการปฐมพยาบาล
บาดแผลถูกแทง
เป็นแผลที่เกิดจากวัตถุปลายแหลมแทงเข้าไปทำให้เกิดบาดแผลที่มีความลึกมากกว่าความยาว ถ้าลึกลงไปถูกอวัยวะสำคัญจะมีเลือดออกได้มาก และเป็นสาเหตุทำให้เกิดการตกเลือดภายในซึ่งบาดแผลที่ถูกแทงนี้ หากมีสิ่งใดหักคาอยู่ไม่ควรดึงออก แต่ให้พันผ้ารอบสิ่งที่หักคาเพื่อให้อยู่นิ่ง แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาล
การห้ามเลือดบาดแผล
การห้ามเลือดบาดแผลทั่วไป มีวิธีปฐมพยาบาล ดังนี้
ใช้ผ้าสะอาดวางบนแผล แล้วใช้นิ้ว
กดลงบนผ้านั้น
ยกส่วนที่มีเลือดออกให้สูงกว่าระดับ
หัวใจ ยกเว้นส่วนที่มีกระดูกหัก ร่วมด้วย
ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณบาดแผล
เพื่อให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น
การห้ามเลือดตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย
ใช้ผ้าสะอาดทับกันหนาๆ แทนผ้าพันแผลหรือผ้าก๊อซ หรืออาจใช้สำลีหนาๆ วางบนตำแหน่งที่เลือดออกแล้วใช้ผ้าพันแผลพันทับอีกทีให้แน่น
ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบที่สองข้างของแผล
ใช้นิ้วมือกดบนหลอดโลหิต หรือใช้ผ้าหนาๆ หรือสำลีหนาๆ วางซ้อนกัน แล้วกดด้วยนิ้วมือ ซึ่งอาจใช้ผ้าพันแผลพันทับด้วยก็ได้
ใช้นิ้วมือกดบนหลอดโลหิต หรือใช้ผ้าหนาๆ หรือสำลีหนาๆ วางซ้อนกัน แล้วกดด้วยนิ้วมือ ซึ่งอาจใช้ผ้าพันแผลพันทับด้วยก็ได้
อาจใช้นิ้วมือหรือผ้าหนาๆกดตรงตำแหน่งที่เลือดออก
การห้ามเลือดตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย (ต่อ)
ให้ผู้ป่วยกำผ้าหรือสำลีที่สะอาดให้แน่น แล้วใช้ผ้าพันรอบมือทับไว้ เมื่อห้ามเลือดเรียบร้อยแล้ว ควรใช้ผ้าคล้องคอห้อยแขนผู้ป่วยไว้ด้วย
ใช้นิ้วกดหรือใช้สายยางรัดเหนือแผล แล้วยกขาให้สูงสำหรับในกรณีที่ไม่มีกระดูกหักร่วมด้วย
ใช้วิธีแพดและแบนเดจ (Pad and Bandage) โดยใช้ผ้าหนาๆ พันแผลไว้ให้แน่น แล้วยกเท้าให้สูงขึ้นในกรณี ที่ไม่มีกระดูกหักร่วมด้วย
ข้อควรคำนึงในการห้ามเลือด
การปฐมพยาบาลเมื่อถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย
ถูกแมลงต่อย
เช่น ผึ้ง แตน ต่อ เมื่อต่อยแล้วมีเหล็กในฝังอยู่ โดยพิษจากเหล็กในมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้เกิดอาการบวม แดง คัน และปวดได้ ถ้าถูกต่อยมากๆ บางรายอาจมีไข้สูง
การปฐมพยาบาล
ถูกงูกัด
งูมีพิษและงูไม่มีพิษ จะมีลักษณะบาดแผลที่แตกต่างกัน ซึ่งความรุนแรงของพิษที่เกิดขึ้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของงู
การปฐมพยาบาล
แผลงูมีพิษกัด
แผลงูไม่มีพิษกัด
ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด
ถูกสุนัขบ้ากัด
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว กระรอก วัว ม้า สุกร ค้างคาว เป็นต้น สามารถติดต่อมาถึงคนได้โดยน้ำลายของสัตว์เหล่านี้ผ่านเข้ามาทางบาดแผลเปิดหรือเยื่อเมือก ได้แก่ ตา ปาก และจมูก ซึ่งจะมีอาการคันบริเวณแผลที่ถูกกัด
การปฐมพยาบาล
ข้อสังเกตสำหรับสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
ตื่นเต้น
กระวนกระวาย
ไล่กัดคนและสัตว์อื่นๆ
ลิ้นห้อยออกมานอกปาก
น้ำลายไหลยืด
เดินเซ
กลืนน้ำกลืนอาหารไม่ได้
เป็นอัมพาตและตายในที่สุด
การปฐมพยาบาลเมื่อถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ผิวหนังที่ถูกทำลายด้วยความร้อนจนเกิดเป็นแผลไหม้ จะทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงเสียชีวิต โดยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ช็อกจากการเสียน้ำและของเหลวและติดเชื้อได้ง่าย ส่วนผิวหนังที่ถูก น้ำร้อนลวกจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนังส่วนบนและพุพองขึ้นมา
แผลที่ถูกไฟไหม้และน้ำร้อนลวก มีอยู่ ๒ ลักษณะ
การบาดเจ็บเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนังชั้นนอก โดยผิวหนังจะมีสีเข้ม เกรียม ดำหรือพอง และเจ็บตรงบริเวณแผล
ผิวหนังทุกชั้นจะถูกทำลาย มีสีแดงเข้มไหม้เกรียมหรือพุพองขึ้นมา แต่ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บบริเวณแผลเพราะปลายประสาทถูกทำลาย
การปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล
พบได้บ่อยในวัยเด็กและวัยกลางคน ส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจากการเป็นหวัด สั่งน้ำมูกหรือจามแรงมากเกินไป แคะจมูก หรือศีรษะได้รับการบาดเจ็บ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โพรงจมูกอักเสบ หรืออาจพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยจะมีอาการเลือดออกทางจมูกข้างเดียวหรือสองข้าง แต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
การปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาลคนเป็นลม
การเป็นลม
เกิดขึ้นเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราวทำให้ผู้ป่วยหมดสติไปชั่วครู่(มักไม่เกิน ๕ นาที) แล้วกลับฟื้นคืนสติได้เหมือนเดิม
๑. ลมแดด
การปฐมพยาบาลเมื่อเป็นลมแดด
๒. ถอดเสื้อของผู้ป่วยออก คลุมตัวของผู้ป่วยด้วยผ้าเย็นและเปียก พรมน้ำให้เปียกตลอดเวลาหรือใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวให้ทั่วเพื่อให้อุณหภูมิของร่างกายผู้ป่วยลดลงสู่ระดับปกติ
๑. นำผู้ป่วยเข้าไปในที่เย็นให้เร็วที่สุด โดยจัดให้นอนราบ
๓. เมื่ออุณหภูมิของร่างกายผู้ป่วยลดลงสู่ระดับปกติแล้วให้เปลี่ยนผ้าคลุม ที่เปียกออกเป็นผ้าแห้ง แล้วสังเกตอาการผู้ป่วยต่อไปอย่างใกล้ชิดถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งสถานพยาบาล
๒. การเป็นลมเนื่องจากการสูญเสียเหงื่อมากเกินไป
พบได้บ่อยในผู้ที่มีอาการ เช่น ท้องเสียและอาเจียน หรือออกกำลังกายในที่ร้อนชื้น โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ เหงื่อออก เป็นตะคริวบริเวณแขน ขา หรือหน้าท้อง ชีพจรและการหายใจเบาและเร็ว
การปฐมพยาบาล
ข้อสังเกตลักษณะผู้ป่วย
การปฐมพยาบาลเมื่อกระดูกหัก
กระดูกหัก
หมายถึง กระดูกร้าว แตก หรือหัก ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการถูกแรงกระทบโดยตรงหรือทางอ้อมสามารถพบได้ ๒ ลักษณะ คือ กระดูกหักแผลปิด กระดูกหักแผลเปิด
สามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้
ลักษณะของกระดูก
ลักษณะกระดูกปกติ
ลักษณะกระดูกที่เกิดอุบัติเหตุ
ตัวอย่างการปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักที่ขา
๑. ขยับเขยื้อนบริเวณที่บาดเจ็บน้อยที่สุด จัดให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในท่าที่สบาย ถ้ามีบาดแผล
เลือดออก ควรใช้ผ้ากดแล้วห้ามเลือดก่อน เพื่อให้เลือดหยุดไหลและสะดวกต่อการ
ปฐมพยาบาลในขั้นตอนต่อไป
๒. ให้จับขาข้างที่หักนิ่งไว้ แล้วจับขาข้างที่ดีมาวางชิดขาข้างที่หัก ผูกยึดชั่วคราว
เพื่อความสะดวกในการพลิกตัวเพื่อวางเฝือก โดยผูกเปลาะที่ ๑ ตรงตำแหน่ง
ข้อเท้าเปลาะที่ ๒ ที่หัวเข่า และเปลาะที่ ๓ ที่สะโพก
๓. เตรียมเฝือกที่มีความกว้างยาวเหมาะสมกับขา ถ้าเฝือกเป็นไม้ควรใช้ผ้ารองที่เฝือก
ก่อน แล้วพลิกตะแคงขาข้างที่บาดเจ็บขึ้น เพื่อสอดเฝือกให้รองรับขาตั้งแต่ส้นเท้า
จนถึงสะโพก
๔. แกะผ้าที่ผูกยึดขาทั้ง ๒ ข้างออกยกขาข้างที่หักพร้อมเฝือกขึ้นวางบนเข่าผูกยึดเฝือก
ติดกับขา ให้ปมผูกอยู่นอกลำตัวโดยผูกที่ข้อเท้า ชิดเข่า และข้อสะโพก
๕. วางขาที่มัดติดกับเฝือกลงกับพื้น สอดผ้าระหว่างขาทั้งสองข้างและรวบขาทั้งสองข้าง
เข้าด้วยกัน พร้อมกับยกขึ้นตั้งบนเข่า แล้วผูกยึดขาทั้ง ๒ ข้างให้ติดกันที่ข้อเท้าเหนือเข่า
เหนือเปลาะเดิม สะโพกเหนือเปลาะเดิม และปลายเฝือกบริเวณเชิงกราน
๖. กรณีกระดูกหักที่แขน เมื่อปฐมพยาบาลแล้วอาจจะใช้ผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขน
เพื่อปกป้องแผลอีกชั้นหนึ่งและช่วยพยุงไม่ให้ส่วนที่มีบาดแผลเคลื่อนไหว
การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
การเคลื่อนย้ายโดยผู้ช่วยเหลือคนเดียว
ใช้ในกรณีที่เราพบผู้ป่วยคนเดียว และไม่สามารถที่จะหาผู้อื่นมาช่วยได้ เหมาะสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังสถานที่ที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี
๑. วิธีพยุงเดิน ใช้กับผู้ป่วยที่รู้สึกตัวมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้
๒. วิธีอุ้มกอดด้านหน้า เหมาะสำหรับในกรณีที่ผู้ป่วยมีรูปร่างเล็กกว่า มีวิธีปฏิบัติ ดังนี้
๓. วิธีอุ้มทาบและกอดหลัง ใช้ในกรณีที่คนเจ็บ เดินไม่ได้ ข้อเท้าแพลงหรือข้อเท้าเคล็ด
๔. วิธีอุ้มแบก ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวก็ได้ แต่ไม่ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่กระดูกสันหลังหัก
ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้
๔. วิธีอุ้มแบก (ต่อ)
การเคลื่อนย้ายโดยใช้ผู้ช่วยเหลือ ๒ คน
๑. วิธีอุ้มเคียง ผู้ช่วยเหลือต้องยืนด้านเดียวกัน โดยให้คนใดคนหนึ่งอุ้มบริเวณศีรษะและไหล่ ส่วนอีกคนอุ้มสะโพกและขา แล้วออกเดินพร้อมๆ กัน
๒. วิธีพยุง วิธีนี้จะต้องให้แขนทั้ง ๒ ข้างของผู้ป่วย พาดที่ไหล่ของผู้ช่วยเหลือทั้งสอง แล้วจับมือผู้ป่วยไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งให้พยุงผู้ป่วยไว้
๓. วิธีอุ้มแบบนั่งสองมือ ผู้ช่วยเหลือทั้งสองคุกเข่าหันหน้าเข้าหากัน โดยให้ผู้ป่วย
อยู่ตรงกลาง ผู้ช่วยเหลือใช้มือประสานกันแล้วยกผู้ป่วยยืนขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วจึง
พาเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมาย
๔. วิธีอุ้มแบบใช้ ๒ คนหาม ซึ่งวิธีนี้จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บไม่รุนแรงและผู้ป่วยสามารถช่วยตัวเองได้ โดยให้ผู้ช่วยเหลือทั้งสองลุกขึ้นและเดินพร้อมๆ กัน วิธีนี้ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่สงสัยว่ากระดูกสันหลังหัก
๕. วิธีอุ้มแบบประสานแคร่ จะใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ยังมีสติ ให้ผู้ช่วยเหลือ ๒ คน
ปฏิบัติดังนี้
การเคลื่อนย้ายโดยใช้ผู้ช่วยเหลือ ๓ คน
ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในท่านอน และผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว โดยระยะทางที่เคลื่อนย้ายจะต้องไม่ไกลมาก ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้
การเคลื่อนย้ายโดยใช้เปลหาม
ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการช็อก หมดสติ บาดเจ็บรุนแรง กระดูกขาหัก หรืออื่นๆ โดยจะต้องใช้ผู้ช่วยเหลือ ๔ คน หรือแค่ ๒ คนก็ได้ ในการเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจทำได้ง่ายโดยดัดแปลงวัสดุ แต่จะยุ่งยากบ้างในขณะที่อุ้มผู้ป่วยวางบนเปลหรืออุ้มออกจากเปล
กางผ้าห่มออก วางไม้ยาวที่แข็งแรง
บนผ้า ประมาณสองในสามของผ้าแล้วพับชายผ้าตลบขึ้นไป
วางไม้ยาวบนเก้าอี้อีกด้านหนึ่ง ใต้ผ้าที่ ตลบขึ้นไป
ตลบผ้าด้านซ้ายให้เลยทับไม้ด้านขวามือ
การเคลื่อนย้ายโดยใช้เก้าอี้
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ทรวงอกและท้อง แขน หรือตา แต่ต้องไม่มีการบาดเจ็บ ที่กระดูกสันหลัง หรือต้องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นลงบันได ผ่านมุม หรือช่องทางแคบๆ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๒ วิธี