รถยนต์ที่จะนำมาใช้ในการขับขี่ต้องมีความสมบูรณ์ และมีความพร้อมในการใช้งาน เป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย ดังนี้
1.1.1 มีสภาพมั่นคง แข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้และผู้อื่น
1.1.2 มีการติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถอย่างถูกต้อง
1.1.3 ล้อของรถที่สัมผัสกับผิวทางต้องเป็นยาง
1.1.4 ไม่มีเสียงดังรบกวนผู้อื่น
1.1.5 เครื่องยนต์ไม่ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือมีเสียงดังเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดดังนี้ เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล ควันดำไม่เกินร้อยละ 50 เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดระบบกระดาษกรอง และระดับเสียงรถยนต์มีค่าไม่เกิน 85 เดซิเบล เอ เมื่อการตรวจวัดในระยะห่างจากรถยนต์ 0.5 เมตร
ผู้ขับขี่ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ผู้ใช้รถเข้าใจตรงกัน เป็นการป้องกันกันเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียจากการใช้รถ กล่าวโดยสังเขป ดังนี้
1.2.1 ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางต้องเปิดไฟ หรือใช้แสงสว่าง กรณีที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดเจนภายในระยะ 150 เมตร
1.2.2 ให้ผู้ขับขี่ใช้เสียงสัญญาณเสียงแตร สำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ให้ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร
1.2.3 ห้ามใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีดเสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร การใช้เสียงสัญญาณจะใช้ได้เฉพาะเมื่อจำเป็น หรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น และจะใช้เสียงยาวหรือซ้ำเกินควรไม่ได้
1.2.4 รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ขณะที่อยู่ในทางเดินรถ และในเวลาที่ต้องเปิดไฟ ผู้ขับขี่ต้องติดไฟสัญญาณแสงแดง หรือในเวลากลางวันต้องติดธงสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งของทีบรรทุกนั้นให้มองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ซึ่งชนิด ลักษณะ จำนวนของธง หรือไฟสัญญาสำหรับรถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ มีดังนี้
1. ธง เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 45 เซนติเมตร ทำด้วยผ้าหรือวัสดุสังเคราะห์แสงสีแดงเรืองแสง ไม่ขาดชำรุด หรือเปรอะเปื้อนจนเสื่อมสภาพของการเรืองแสง
2. ไฟสัญญาณแสงแดงส่องออกท้ายรถ เห็นแสงไฟได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตรถ้าสิ่งของที่บรรทุกกว้างเกินกว่า 1 เมตร ให้ติดธงทั้งซ้าย ขวา เพื่อแสดงส่วนกว้างของสิ่งของนั้น และในเวลาต้องเปิดไฟให้ใช้โคมไฟสัญญาณติดไว้ตรงจุดที่ติดธงนั้น
การใช้สัญญาณเมื่อบรรทุกสิ่งของยื่นออกมาเกินความยาวรถ
สัญญาณจราจร หมายถึง สัญญาณจราจรที่ใช้ควบคุมการจราจรโดยโคมสัญญาณไฟจราจรประกอบด้วยดวงโคมสีแดง สีเหลืองอำพัน และสีเขียว บางกรณีก็มีรูปลูกศรหรือกากบาท หรือข้อความต่าง ๆ ไว้ด้วย ผู้ขับขี่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจก่อนการขับขี่รถยนต์ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรสัญญาณจราจรที่ควรทราบมีดังนี้
1.3.1 สัญญาณไฟจราจร ประกอบด้วยไฟสัญญาณสีต่าง ๆ ดังนี้
1. สัญญาณไฟจราจรสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถ หลังเส้นให้รถหยุด เว้นแต่จะได้ขับเลยเส้นให้รถหยุดไปแล้ว ก็ให้ขับเลยไปได้
2. สัญญาณไฟจราจรสีแดง หรือเครื่องหมายจราจรที่มีคำว่า “หยุด” ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด
3. สัญญาณไฟจราจรสีเขียว หรือเครื่องหมายจราจรที่มีคำว่า “ไป” ให้ผู้ขับขี่ขับรถต่อไปได้
4. สัญญาณไฟจราจรลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป ให้ผู้ขับขี่เลี้ยวรถหรือขับรถตรงไปได้ ตามทิศทางที่ลูกศรขี้ และต้องขับรถด้วยความระมัดระวังให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้ามหรือรถที่มีทางขวาก่อน
5. สัญญาณไฟจราจรกระพริบสีแดง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
6. สัญญาณไฟจราจรกระพริบสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดิน
รถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง การจะขับรถตรงไปหรือเลี้ยวรถ จะต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถให้ถูกต้อง
7. สัญญาณไฟจราจรสีแดง ที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถใด ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถนั้น
8. สัญญาณไฟจราจรสีเขียว ที่ทำเป็นลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใด ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในช่องเดินรถนั้นขับรถผ่านไปได้
ตัวอย่างโคมสัญญาณไฟจราจร
1.3.2 สัญญาณจราจรจากพนักงานเจ้าหน้าที่แสดง
1. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหลังต้องหยุดรถ หากลดแขนข้างเหยียดลง และโบกมือไปข้างหน้าจึงจะขับรถไปได้
2. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนข้างหนึ่งข้างใดออกไปเสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนข้างนั้นต้องหยุดรถ และถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น แล้วโบกผ่านศีรษะไปทางด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่นั้น ขับรถผ่านไปได้
3. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนทั้ง 2 ข้าง ออกไปเสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านเหยียดแขนทั้ง 2 ข้าง จะต้องหยุดรถ
4. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบน และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น โบกไปด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ขับรถผ่านไปได้
5. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืนและยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้นส่วนแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถด้านหน้าและด้านหลัง ต้องหยุดรถ
1.3.3 สัญญาณนกหวีดและสัญญาณอื่น ๆ เป็นสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัย หรือความสะดวงในการจราจร ในกรณีเช่นนั้น ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติการเดินรถตามสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดให้ เช่น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาว 1 ครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที แต่ถ้าใช้เสียงสั้น 2 ครั้งติดต่อกัน ให้ผู้ขับขี่รถผ่านไปได้
เครื่องหมายจราจรชนิดป้ายและชนิดบนผิวทาง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทบังคับและประเภทเตือน ผู้ขับขี่จำเป็นต้องทราบเครื่องหมายจราจรทั้งสองประเภท เพื่อให้สามารถขับขี่รถได้อย่างปลอดภัย รูปร่างของป้ายจราจรแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ เครื่องหมายวงกลมเป็นเครื่องหมายคำสั่งเครื่องหมายสามเหลี่ยมเป็นเครื่องหมายเตือน เครื่องหมายสี่เหลี่ยมเป็นสิ่งที่แจ้งบอกและทิศทาง สำหรับเครื่องหมายบนถนน สามารถเป็นได้ทั้งป้ายคำสั่ง ป้ายเตือน และป้ายบอกทิศทาง
1.4.1 ป้ายจราจรประเภทบังคับ ซึ่งเป็นเครื่องหมายกำหนด บังคับ ห้าม หรือจำกัดบางประการเพื่อบังคับการจราจรในทาง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1.4.2 ป้ายจราจรประเภทเตือน ได้แก่ ป้ายจราจรที่มีหมายถึงเป็นการเตือนผู้ใช้ทางให้ทราบล่วงหน้าถึงสภาพทาง หรือข้อมูลบางอย่างที่เกิดขึ้นในทางข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ใช้ทางระมัดระวังในการใช้ทาง ดังตัวอย่างป้ายเตือนต่าง ๆ
1.4.3 เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง เป็นเครื่องหมายจราจรที่ปรากฎบนพื้นทางเพื่อบอกให้ผู้ขับขี่รถยนต์ได้ทราบถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อขับรถผ่าน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทบังคับ และ ประเภทเตือน
1. ประเภทบังคับ เป็นเครื่องหมายจราจรที่ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และเดินรถด้วยความระมัดระวัง
2. เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางประเภทเตือน เป็นเครื่องหมายจราจรที่เตือนให้ผู้ขับขี่รถยนต์ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่
3. ป้ายแนะนำ เป็นป้ายจราจรที่ใช้สำหรับแนะนำให้ผู้ใช้รถทราบ
ในการขับรถยนต์ให้ปลอดภัย ผู้ขับขี่ต้องรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการขับรถด้วยความไม่รู้ คำจัดความต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ที่ผู้ขับขี่ควรรู้มีดังนี้
“การจราจร” หมายถึง การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือ ไล่ต้อนสัตว์
“ทาง” หมายถึง ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจำทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วมทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร หรือที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย แต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ
“ทางเดินรถ” หมายถึง พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับการเดินรถ ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ได้หรือเหนือพื้นดิน
“ช่องเดินรถ” หมายถึง ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้
ช่องเดินรถประจำทาง” หมายถึง ช่องเดินรถที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถสำหรับรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกำหนด
“ทางเดินรถทางเดียว” หมายถึง ทางเดินรถใดที่กำหนดให้ผู้ขับรถขับไปในทิศทางเดียวกันตามเวลาที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
“ขอบทาง” หมายถึง แนวริมของทางเดินรถ
“ไหล่ทาง” หมายถึง พื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้าง ซึ่งยังมิได้จัดทำเป็นทางเท้า
“ทางร่วมทางแยก” หมายถึง พื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่านกัน รวมบรรจบกัน หรือติดกัน
“วงเวียน” หมายถึง ทางเดินรถที่กำหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมายจราจร หรือสิ่งที่สร้างขึ้นบนทางร่วมทางแยก
“ทางเท้า” หมายถึง พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของทางหรือ ทั้งสองข้างของทางหรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน
“ทางข้าม” หมายถึง พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทาง โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดินเท้าข้าม ไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดินด้วย
“เขตปลอดภัย” หมายถึง พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลาสำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรถก่อนจะข้ามทางต่อไป
“ที่คับขัน” หมายถึง ทางที่มีการจราจรพลุกพล่าน หรือมีสิ่งกีดขวาง หรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย
“รถ” หมายถึง ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟ และรถราง
1.5.1 กฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยสังเขป
1. การประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นการประกันภัยภาคบังคับที่รถทุกคันต้องทำ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บ บริษัทผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้บาดเจ็บตามที่รักษาจริง ไม่เกิน 50,000 บาท ถ้าเป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บ จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่รักษาจริงไม่เกิน 15,000 บาท
2. ค่าเสียหายเบื้องต้นประกอบด้วย ค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บ หรือเป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิตหลังการเข้ารักษาพยาบาล
3. ผู้ที่มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. คือเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ หากฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ต้องถูกปรับไม่เกิน 10,000 บาท และการนำรถที่ไม่มีประกันภัยตาม พ.ร.บ. มาใช้ ก็มีโทษปรับอีก 10,000 บาท
1.5.2 กฎหมายควบคุมผู้ขับขี่ โดยสังเขป
เมื่อผู้ขับขี่ทำผิดกฎจราจร เจ้าพนักงานจราจรมีสิทธิว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขีไปยังสถานีตำรวจที่ที่กระทำผิด เมื่อได้รับใบสั่งแล้วจะต้องไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานภายใน 7 วัน ถ้าไม่ไปจะมีความผิดเพิ่มฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานปรับไม่เกิน 1,000 บาท
1.5.3 โทษปรับไม่เกิน 500 บาท
การขับขี่รถที่มีสภาพไม่สมบูรณ์หรืออาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่น ขับรถไม่เปิดไฟเวลากลางคืน ใช้สัญญาณโดยไม่จำเป็นหรือไม่ถูกต้อง, ไม่ให้สัญญาณเมื่อจะเลี้ยว แซง หยุดรถ วิ่งย้อนศร ไม่ขับชิดซ้ายหยุดรถหรือจอดรถในที่ห้าม ไม่ยอมให้รถในทางร่วมทางแยกหรือในวงเวียนผ่านไปก่อน ใช้เกียร์ว่างหรือเหยียบคลัตซ์ขณะลงทางลาดชัน กลับรถอันเป็นการกีดขวางการจราจร
1.5.4 โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
ขับรถไม่ติดป้ายทะเบียน ไม่ทำสัญญาณเมื่อบรรทุกของยาวเกินตัวรถ ไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายหรือสัญญาณจราจร ออกรถโดยไม่ให้สัญญาณ ฝ่าฝืนการขับรถเร็วในที่ห้าม กีดขวางการจราจรหรือทำพื้นถนนให้เป็นอันตราย แข่งรถบนถนน ขับขี่ในขณะที่หย่อนความสามารถ ขับขี่ขณะมึนเมา ขับรถประมาทหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น เลี้ยวรถหรือกลับรถในที่ห้าม
1.5.5 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่หยุดรถและไม่ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามควร
1.5.6 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท
เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่หยุดรถและไม่ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามควร เป็นเหตุให้บาดเจ็บสาหัสหรือตาย
1.5.7 กฎหมายควบคุมมลพิษจากรถยนต์ โดยสังเขป
1. รถยนต์ที่อายุเกิน 7 ปี ต้องตรวจสภาพประจำปีจากสถานตรวจสภาพรถยนต์ที่ได้การรับรองก่อนการต่อทะเบียนประจำปี
2. ค่าควันดำจากท่อไอเสียกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 50
3. ค่าคาร์บอนมอนอกไซด์กำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 6 โดยปริมาตรของไอเสีย
4. ค่าระดับเสียงจากท่อไอเสียกำหนดให้ไม่เกิน 100 เดซิเบล วัดที่ระยะห่างจากปลายท่อไอเสีย 0.5 เมตร
5. การห้ามติดเครื่องยนต์ขณะจอดอยู่ในที่จอดรถหรือจอดรอเป็นเวลานาน
1.5.8 กฎหมายควบคุมความเร็ว
รถยนต์นั่งในเขต กทม. เขตเมือง เขตเทศบาล ความเร็วไม่เกิน 80กม./ชม. นอกเขตไม่เกิน 90กม./ชม. รถกระบะน้ำหนักรถรวมบรรทุกเกิน 1,200 กก. ในเขต กทม. เขตเมือง เขตเทศบาล ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. นอกเขตไม่เกิน 80 กม./ชม. หากมีป้ายกำหนดความเร็วอยู่ข้างทางให้ปฏิบัติตามป้ายกำหนด
1.5.9 สิทธิการใช้เส้นทาง โดยสังเขป
1. รถช้ากว่าต้องขับชิดซ้ายมากที่สุดยกเว้นแซง แต่เมื่อแซงแล้วก็ต้องขับชิดซ้าย
2. ในทางที่ไม่อาจวิ่งสวนกันได้อย่างปลอดภัย ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าต้องจอดชิดขอบทางซ้าย เพื่อให้รถคันเล็กกว่าผ่านไปก่อน
3. ในการเดินรถหากมีสิ่งกีดขวางที่เราไม่สามารถผ่านไปได้ ต้องชะลอหรือจอดให้กับรถที่สวนมาผ่านไปได้
4. การขับขี่ต้องเผื่อระยะจากคันหน้า ในระยะที่จะหยุดรถได้อย่างปลอดภัย
5. ห้ามแซงซ้ายทุกกรณี ยกเว้นแซงรถที่จะเลี้ยวขวาหรือช่องทางวิ่งมีมากกว่า 2 เลนในทิศทางเดียวกัน แต่ต้องแซงในลักษณะที่ปลอดภัย
6. ห้ามแซงในกรณีต่อไปนี้ กำลังขึ้นทางชัน ข้ามสะพาน อยู่ในทางโค้ง ภายในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางร่วม ทางแยก วงเวียน เกาะกลาง ทางรถไฟ เมื่อมีหมอกควันฝุ่นบดบังทำให้ไม่สามารถเห็นทางข้างหน้า การแซงในที่คับขัน แซงในเขตห้ามแซง
7. ห้ามจอดบนทางเท้า บนสะพาน ทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 1 เมตร จากทางร่วมทางแยก รัศมี 3 เมตรจากทางข้าม ในเขตห้ามจอดหรือรัศมี 3 เมตร จากท่อน้ำดับเพลิงหรือตู้ไปรษณีย์ 10 เมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร 5 เมตรจากปากซอย 15 เมตรก่อนถึงป้ายรถเมล์ และ 3 เมตรเลยจากป้ายรถจอดลักษณะกีดขวางการจราจร
1.5.10 การเลี้ยวรถ
1. การเลี้ยวรถ ต้องขับชิดขอบทางด้านที่เลี้ยวและให้สัญญาณก่อนถึงจุดเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร
2. ห้ามเลี้ยวหรือกลับรถ ในจุดที่มีป้ายห้ามกำหนดไว้
3. ห้ามกลับรถบริเวณทางร่วมทางแยก เว้นแต่มีป้ายกำหนดให้กลับรถได้เท่านั้น และห้ามกลับรถในระยะ 100 เมตรจากปลายลาดเชิงสะพาน
1.5.11 การขับขี่ผ่านทางร่วมทางแยกหรือวงเวียนที่ไม่มีสัญญาณควบคุมการจราจร
ถ้ามีรถในทางร่วมทางแยกอยู่ก่อนต้องให้รถนั้นผ่านไปก่อน ถึงพร้อมกันรถทางเอกได้สิทธิไปก่อน ถ้าเป็นทางที่เท่ากันให้รถทางซ้ายมือไปก่อน ในวงเวียนต้องให้รถทางขวาไปก่อน