~  ~

ระเบียบวาระการประชุม

คณะทำงานระดับจังหวัดแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีข้อบกพร่อง (จกบ.)

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

ครั้งที่ 3/๒๕๖7 วันที่ 21 พฤษภาคม 2567

ณ ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

****************************

หน้า

ระเบียบวาระที่ ๑

เรื่อง

ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

3

ระเบียบวาระที่ ๒

เรื่อง

รับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว (ครั้งที่ 2/2567 วันที่ 20 มีนาคม 2567)

4

ระเบียบวาระที่ ๓

เรื่อง

ติดตามการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่แล้ว

4

(1)

ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด

4

(2)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด

27

(3)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด

29

(4)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรธวัชบุรี จำกัด        

29

(5)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรโพนทอง จำกัด

31

(6)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำ         ด้วยไฟฟ้าบ้านขว้าง จำกัด

33

(7)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด

34

(8)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำ         ด้วยไฟฟ้าผักกาดหญ้า จำกัด

38

(9)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรเมยวดี จำกัด

42

(10)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ

43

(11)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด

47

(12)

ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด

50

ระเบียบวาระที่ ๔

เรื่อง

เสนอให้ที่ประชุมทราบ

56

๔.1

ผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์บริการครูร้อยเอ็ด จำกัด

56

4.2

รายงานข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

57

ระเบียบวาระที่ ๕

เรื่อง

เพื่อพิจารณา

57

ระเบียบวาระที่ ๖

เรื่อง

ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

58

1.

อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด

58

2.

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด

58

3.

เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

58

4.

ผู้อำนวยการ ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด

58

5.

ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด

58

6.

สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

58

ระเบียบวาระที่ ๗

เรื่อง

อื่นๆ (ถ้ามี)

59

เอกสารการประชุม

คณะทำงานระดับจังหวัดแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีข้อบกพร่อง (จกบ.)

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

ครั้งที่ 3/๒๕๖7 วันที่ 21 พฤษภาคม 2567

ณ ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

คณะทำงานและที่ปรึกษาที่เข้าประชุม 18 คน จากทั้งหมด 19 คน ตามรายชื่อ ดังนี้

๑. นายอภิรักษ์ พานนูน        สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด        ประธานคณะทำงาน

๒. นางสาวบุษบา ปุรณะ        ผู้อำนวยการสำนักงานสหกรณ์ตรวจบัญชี        รองประธานคณะทำงาน

        สหกรณ์ร้อยเอ็ด

๓. นายสมชาย หลงเศษ          แทนอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด        ที่ปรึกษา

4. นางสาวนาตยา นาสมใจ        แทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด        ที่ปรึกษา

5. พ.ต.ท.อวยชัย ภูมิเศษ        แทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด        ที่ปรึกษา

6. นายประพัตร กลิ่นศรีสุข        ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์        คณะทำงาน
7. นายณรงค์ชัย ปุริโส        ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา        คณะทำงาน

ธุรกิจสหกรณ์

8. นายประดิษฐ์ บุสพันธ์        แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา        คณะทำงาน

        การบริหารการจัดการสหกรณ์

9. นางสาวฉวี พานตะสี        แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๑        คณะทำงาน

10. นางสาววนิดา วิลา        แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2        คณะทำงาน

11. นางศศิธร เขวาลำธาร        ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๓        คณะทำงาน

12. นายรณชัย เวียงกมล        ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 4        คณะทำงาน

13. นางสาวรัชนีวรรณ มรกต        ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๕        คณะทำงาน

14. นางสาวณิชยพาพันธุ์ พันธุ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๖        คณะทำงาน

15. นายสุริยนต์ ฉายชัยภูมิ        ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๗        คณะทำงาน

16. นางสาวมนธิฌา สังขเนตร           ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจการสหกรณ์        คณะทำงาน

        และเลขานุการ

17. นางสาวเพลงธารา แก้วขอนแก่น        นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ        คณะทำงานและ

                        ผู้ช่วยเลขานุการ

18. นายสรรเพชญ ราชแก้ว        นิติกรปฏิบัติการ        คณะทำงานและ

                ผู้ช่วยเลขานุการ

คณะทำงานและที่ปรึกษาที่ไม่ได้เข้าประชุม 1 คน

  1. ผู้อำนวยการ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด        คณะทำงาน        ติดภารกิจ            

ผู้เข้าร่วมประชุม 11 คน

1. นางสาวศศิธร สิทธิศักดิ์         ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโพนทอง จำกัด

2. นายบัญญัติ กะการดี        ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด

3. นางสาววิไลพร ต้นประเสริฐ        เจ้าหน้าที่สินเชื่อสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด

4. นางอนงค์ ชมจูมจัง        ประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด

5. นางบุญมี คำจุมจัง        รองประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด

6. นางสาวจุฑามาศ คำจูมจัง        เลานุการกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด

7. นายสมาน อินธิพรม        เหรัญญิกสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด

8. นายพิสิษฐ์ จันทร์สระคู        เจ้าหน้าที่การตลาดสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด

9. นางสาวสมหมาย ปาระศรี        นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ

10. นางสาวมนัสญา ตรีจันทร์        นิติกร

11. นางสาววารุลี แสนสนอง        นักวิชาการสหกรณ์

เริ่มประชุมเวลา 09.00 น.

เมื่อคณะทำงานฯ มาครบองค์ประชุมแล้ว นายอภิรักษ์ พานนูน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด                  ประธานในที่ประชุมได้กล่าวเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระดังต่อไปนี้

ระเบียบวาระที่ 1 เรื่อง ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

        นายอภิรักษ์ พานนูน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ        ดังนี้

        การประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีข้อบกพร่อง (จกบ.) ในปีงบประมาณหนึ่ง จะต้องจัดการประชุมฯ จำนวน 4 ครั้ง ไตรมาศละ 1 ครั้ง          ซึ่งในวันนี้เป็นการประชุมฯ ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 และจะมีการประชุมฯ ครั้งที่ 4         ในเดือนกรกฎาคม 2567 จึงขอเสนอรายละเอียดในวาระติดตามการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่แล้ว และวาระเสนอให้ที่ประชุมทราบต่อไป และขอขอบคุณคณะทำงานทุกท่านที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ ในการประเมินความเข้มแข็งของสหกรณ์ในมิติที่ 4 ประสิทธิภาพของการบริหารงาน         (4 ตัวชี้วัด) ในตัวชี้วัดที่ 4.1 ผลการดำเนินงานของสหกรณ์ต้องไม่มีการฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ข้อกฎหมาย จนก่อให้เกิดข้อบกพร่องในการดำเนินงาน หรือเกิดการทุจริตในสหกรณ์ หรือได้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จสมบูรณ์ ระดับประเมินแบ่งได้ดังนี้

ระดับขั้นเตรียม ยังไม่เริ่มดำเนินการแก้ไข/ตรวจพบ คือ สหกรณ์ที่มีสถานะตามระบบที่ยังไม่เริ่มดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์กำหนด

ระดับขั้นต้น         อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข  คือ สหกรณ์ที่มีสถานะเริ่มกระบวนการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกดรณ์แล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ หรือสหกรณ์จัดให้ผู้รับผิดชอบจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้แต่ไม่มีการผ่อนชำระตามเงื่อนไข

ระดับขั้นกลาง เสร็จต้องติดตาม คือ

(1) สหกรณ์ดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมแล้ว            

(2) สหกรณ์จัดให้ผู้รับผิดชอบจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ และมีการผ่อนชำระตามเงื่อนไข/      ตามข้อตกลงเป็นปกติ

อนึ่ง การแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์แม้จะมีสถานะดำเนินการแล้วเสร็จ หากสหกรณ์ได้รับคืนค่าเสียหายยังไม่ครบถ้วน สหกรณ์ยังคงต้องมีหน้าที่ติดตามผลการดำเนินคดี การบังคับคดีหรือการปฏิบัติตามหนังสือรับสภาพหนี้ต่อไปจนกว่าสหกรณ์จะได้รับค่าเสียหายคืนจนครบหรือจนสิ้นสุดกระบวนการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์กำหนด หากการผ่อนชำระไม่เป็นไปตามเงื่อนไข/ข้อตกลง จะถือว่าสหกรณ์มีสถานะอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข        

ระดับขั้นสูง เสร็จสมบูรณ์/ไม่มีข้อบกพร่อง คือ สหกรณ์ที่ไม่มีข้อบกพร่อง หรือสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง แต่ได้ดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอน/กระบวนการการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่กรณีจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ดังนี้

  1. สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องจนได้รับคืนค่าเสียหายครบถ้วนแล้ว
  2.  เมื่อสืบทรัพย์ผู้ที่ต้องรับผิดแล้ว ไม่พบทรัพย์สินใดๆ โดยต้องมีหนังสือรายงานการยึดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ยืนนันว่าไม่มีทรัพย์สินใดๆ
  3.  ตัดหนี้สูญแล้ว โดยต้องดำเนินการตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการตัดจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรและประชุมใหญ่ของสหกรณ์มีมติอนุมัติ
  4.  การหยุดพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายสิ้นเชิงแล้ว
  5.  ยุติการดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์แล้ว

ดังนั้น จึงอาจมีการปรับระดับความสำเร็จของการแก้ไขข้อบกพร่องที่นำเสนอให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว        

มติที่ประชุม รับทราบ

ระเบียบวาระที่ 2 เรื่อง รับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว

        ฝ่ายเลขานุการ ขอรับรองรายงานการประชุม จกบ. ครั้งที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่      20 มีนาคม 2567 มีทั้งหมด 60 หน้า ซึ่งได้ส่งรายงานการประชุมในช่องทางดังนี้ 1. ไลน์กลุ่มคณะทำงาน จกบ.101 เมื่อบันทึกเสร็จ 2. QR code ทางหนังสือ เมื่อบันทึกรายงานการประชุมแล้วเสร็จ 3. ไลน์กลุ่มคณะทำงาน จกบ.101 พร้อมหนังสือเชิญประชุมครั้งนี้ และ 4. QR code ทางหนังสือเชิญประชุมในครั้งนี้       หากท่านใดประสงค์จะขอแก้ไข ขอเชิญแจ้งที่ประชุมเพื่อดำเนินการแก้ไข

มติที่ประชุม รับรอง

ระเบียบวาระที่ 3 เรื่อง ติดตามผลการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่แล้ว

        (๑) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด 

(๑.๑) คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง

เรื่องเดิม ได้รับรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด     สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และ 2560 จากผู้สอบบัญชี ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ประกอบกับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ฯ ซึ่งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้า    ทำการตรวจสอบ ในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ และระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ พบว่า สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับกิจการและฐานะการเงิน ดังนี้ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด              มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างปีตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ - ๒๕๖๑ รวมเป็นเงิน ๒๒,๑๓9,๕9๖.๐๘ บาท สหกรณ์ได้นำส่งเอกสารหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีให้ผู้สอบบัญชีเป็นจำนวนเงิน ๔,๘๖1,๗๖๗.๖๕ บาท ไม่มีเอกสารประกอบรายการบัญชีจำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการรับ-จ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ. ๒๕๕๗ ข้อ ๒๑. การจ่ายเงินทุกครั้ง ต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้องสมบูรณ์เก็บไว้ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบสหกรณ์ฯ มีมติให้ปรับปรุงบัญชีลดยอดรายการเงินทดรองจ่ายดำเนินคดี       และเงินรอจ่ายคืนเกี่ยวกับการดำเนินคดี ตั้งเป็นบัญชีเงินรอเรียกคืน จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท ตามมติ        ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ชุดที่ ๒๖ ครั้งที่ 4 วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ในระหว่างปีบัญชี สิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ และ ๒๕๖๑ และสหกรณ์ฯ ได้ทำหนังสือบันทึกความรับผิดชอบเงินรอเรียกคืนดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ โดยมีนายสมยศ ต้นประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบ เงินรอเรียกคืน จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท แต่การจัดทำหนังสือบันทึกความรับผิดชอบ ไม่ได้ระบุระยะเวลาในการรับผิดชอบ และจัดให้มีหลักประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันแต่อย่างใด หากสหกรณ์ไม่ได้รับชำระเงินรอเรียกคืนดังกล่าว อาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกได้ จากเหตุดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการกระทำที่อาจทำให้เสื่อมประโยชน์ของสหกรณ์และสมาชิก สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด รองนายทะเบียนสหกรณ์ ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์                                                  จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๑/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๒/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนดตาม ดังนี้

        ๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการ เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ภายใน ๗ วัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า เงินรอเรียกคืน                                  จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท เกิดจากการกระทำของบุคคลใดบ้าง อย่างไร และแต่ละคนมีส่วน                         ความรับผิดชอบจำนวนเท่าใด แล้วให้คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง รายงานผลการสอบข้อเท็จจริง                     ให้คณะกรรมการดำเนินการทราบ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง

๒. เมื่อคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ได้รับรายงานข้อเท็จจริงแล้ว ดำเนินการจัดให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ความเสียหายทั้งจำนวน หรือทำหนังสือรับสภาพความผิด โดยกำหนดจำนวนเงินที่รับผิดชอบอัตราดอกเบี้ย วิธีการในการชำระเงิน ระยะเวลาในการชำระเงิน และหลักประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน                 ให้คุ้มกับมูลค่าความเสียหาย ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

๓. หากผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตามข้อ ๒. ให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบภายในกำหนดระยะเวลาอายุความและให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ เมื่อครบระยะเวลาตามข้อ ๑, ๒, และ ๓

ทั้งนี้ การที่คณะกรรมการดำเนินการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ และกฎหมาย                   ที่เกี่ยวข้องจนทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่อง คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบตามข้อบังคับสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕4            ข้อ ๗๗ ที่กำหนดว่า ในกรณีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการหรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้เสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกอันเป็นเหตุให้สหกรณ์มีข้อบกพร่อง

เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชีหรือรายงานการตรวจสอบ เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์  

สหกรณ์ฯ ได้รายงานการแก้ไขข้อบกพร่องผ่าน กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 แจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ โดยการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 26 ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์แล้ว                                         โดยให้คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการดำเนินการทราบ ภายใน 30 วันนับแต่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ และผลเป็นประการใดจะได้รายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป

กลุ่มตรวจการสหกรณ์ และกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ได้เข้าติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง                        กรณีดังกล่าว ณ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 พบว่า นายสมยศ ต้นประเสริฐ  มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 ต่อคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยขอยืนยันตามข้อเท็จจริงเดิมตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2562 และมีเจตนาที่จะรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าว ในนามส่วนตัวและจะติดตามคืนตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเงินต่อสู้คดีของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร     ตามหนังสือรับสภาพหนี้ หนังสือแสดงเจตนาการชำระหนี้และอื่นๆที่เกี่ยวข้องซึ่งตนได้ดำเนินการติดตาม  ทวงถามตลอดเรื่อยมาโดยมิได้นิ่งเฉย แต่ทุกอย่างมีระยะเวลา และขั้นตอนทางกฎหมาย ต่อมาคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้พิจารณาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 และมีหนังสือรายงานคณะกรรมการดำเนินการ         เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 เห็นว่าการบันทึกข้อตกลงตามเอกสารในการปิดบัญชีประจำปีกับทางสำนักงาน     ตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ดไว้แล้ว ซึ่งต้องรอและให้เวลากับนายสมยศ ต้นประเสริฐ ได้แก้ไขปัญหาและ         ให้โอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอีกต่อไป เพื่อที่จะเสนอคณะกรรมการดำเนินการในการประชุมคณะกรรมการฯ อีกครั้ง   เพื่อพิจารณา ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 27 ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ระเบียบวาระที่ 5.6 พิจารณานำเสนอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่ง นายทะเบียนสหกรณ์ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 มีมติเป็นเอกฉันท์ จำนวน 15 เสียง แต่งตั้งนางสวาสดิ์ สีวังใส เป็นอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทนตำแหน่งเดิมที่ว่างลง ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 นายสมยศ ต้นประเสริฐ      ได้ติดตามและดำเนินการให้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ลงนามในหนังสือรับสภาพความผิดกับสหกรณ์ ว่าตนเป็นลูกหนี้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 17,338,162.43 บาท และจะได้นำเสนอคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงต่อไปต่อมาสหกรณ์ฯ ได้มีคำสั่ง ที่ 2/2563 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยให้คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีเงินรอเรียกคืน จำนวน 17,338,162.42 บาท เกิดจากการกระทำของบุคคลใดบ้าง เพื่อสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการดำเนินการทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ         (ครบกำหนด 17 มกราคม 2564) ผลเป็นประการใดจะได้รายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป

กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ได้ติดตามและรายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่
30 มีนาคม 2564 แจ้งว่า สหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง/ข้อสังเกต ผ่านกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2      เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 โดยแจ้งว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 ได้พิจารณาร่วมกัน และมีมติเห็นชอบร่วมกันว่าหนังสือรับสภาพหนี้ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ฉบับลงวันที่                   16 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 17,338,162.43 บาท เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสหกรณ์และสมาชิก                   และสหกรณ์ฯ ได้มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 27 ครั้งที่ 3 วันที่ 25 มกราคม 2564                 ในระเบียบวาระที่ 5.2 พิจารณาสอบข้อเท็จจริง ตามคำชี้แจงข้อเท็จจริง ของนายสมยศ ต้นประเสริฐ                            ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง                           ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้นำเสนอผลการสอบข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการดำเนินการทราบ                      และได้ร่วมกันพิจารณา และมีมติที่ประชุม ดังนี้

1. ให้ดำเนินการปรับบัญชีจากเงินรอเรียกคืน เป็นบัญชีลูกหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้                               เป็นจำนวนเงิน 17,338,162.43 บาท โดยมีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นลูกหนี้

2. ให้นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์ฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ติดตาม และดำเนินการ                    ตามรายละเอียดหนังสือฉบับดังกล่าว พร้อมกับให้รายงานผลการติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดต่างๆ                   ต่อคณะกรรมการดำเนินการในทุกๆครั้ง

3. ให้สหกรณ์ฯ รายงานผลการแก้ไขตามข้อสังเกต ตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ รอ 0010/3548 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 เรื่อง ติดตามผลการแนะนำให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไข                     ตามข้อสังเกตที่ตรวจพบ เป็นลำดับต่อไป  

มติที่ประชุม จกบ. ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๔ ให้ผู้ตรวจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว ว่าเหตุใดนายศุภชัยฯ จึงได้มารับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวให้กับสหกรณ์ฯ มีความเกี่ยวข้องในการต้องรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวอย่างไร
แล้วนำมาแจ้งให้ที่ประชุมฯ ทราบในคราวต่อไป

 ผู้ตรวจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด (นายอดุลย์ ภูกาบิน) ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 และรายงานผลการตรวจสอบให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 จากการตรวจสอบพบว่า เนื่องจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ได้ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งขณะนั้นนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และเกิดการทุจริตขึ้นในสหกรณ์และได้มีการฟ้องร้องนายศุภชัยฯ
เป็นจำเลย และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.4210/2559 หมายเลขแดงที่ ผบ.14057/2559 ระหว่าง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด โจทก์ กับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร จำเลย ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2559 และนายศุภชัย ศรี ศุภอักษร ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาการชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ความว่า ตนประสงค์ขอนำทรัพย์สินตามรายการที่ปรากฏท้ายหนังสือนี้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งดังกล่าว หรือขอให้ยอดหนี้ที่ชำระไม่น้อยกว่ามูลค่าราคาซื้อขายปัจจุบันมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณยอดเงินชำระหนี้ต่อสหกรณ์ โดยค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้แก่สหกรณ์ รวมทั้งค่าภาษี/อากร ตนยินดีเป็นผู้ออกชำระแต่ผู้เดียว และหากจำนวนหนี้ภายหลังจากตีราคาเพื่อชำระหนี้แล้วคงเหลือเพียงใด ตนยินดีจะนำเงินและหรือทรัพย์สินอื่นมาชำระต่อสหกรณ์เพิ่มเติมอีกต่อไป  

        นายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010.1/89 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2564                                  เรื่อง ให้สหกรณ์ปฏิบัติตามนัยคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๒๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และให้ทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ดังนี้

        นายทะเบียนสหกรณ์ ได้พิจารณารายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ประกอบกับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ฯ ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์                         ได้เข้าตรวจสอบประเด็นการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่                          8 กรกฎาคม 2563 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 แล้ว เห็นว่า การที่สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ โดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง                            เงินรอเรียกคืน จำนวน 17,338,162.43 บาท แต่พบว่า คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงรับฟังและพิจารณาเพียงหนังสือชี้แจงจากนายสมยศ ต้นประเสริฐ (ผู้จัดการสหกรณ์) โดยมิได้สอบสวนและพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่                  ของคณะกรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง                    แต่กลับกระทำการหรืองดเว้นกระทำการหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจนทำให้เสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก จนเป็นเหตุให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงินการบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการตรวจสอบ เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย โดยการปล่อยให้มีการจ่ายเงินออกจากสหกรณ์โดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบรายการบัญชีเป็นเงินจำนวน 17,338,162.43 บาท                    ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ว่าด้วยการรับ-จ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ. 2557

จนเป็นเหตุให้สหกรณ์เกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าว ประกอบกับข้อบังคับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด พ.ศ. 2554 ข้อ 77 “ในกรณีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้เสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก     จนเป็นเหตุให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงินการบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการตรวจสอบ เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์” ดังนั้น คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง ควรสอบสวน โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ ว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไร และได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ อย่างไร มีเจตนาทุจริต หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่จนเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และต้องรับผิดชอบตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร และที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 27 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 วาระ 5.2 พิจารณาสอบข้อเท็จจริง ตามคำชี้แจงข้อเท็จจริง ของนายสมยศ ต้นประเสริฐ ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง ก็พิจารณาเพียงตามคำชี้แจงของ   นายสมยศ ต้นประเสริฐ (ผู้จัดการ) เท่านั้น มิได้พิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่    ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไร และได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ อย่างไร มีเจตนาทุจริต หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่จนเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และต้องรับผิดชอบตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร

        ดังนั้น การที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ มีมติให้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร                                       ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ต้องโทษจำคุกในเรือนจำ และเป็นผู้ที่มิได้มีหน้าที่หรือมีอำนาจในการอนุมัติจ่ายเงิน                    ออกจากสหกรณ์ฯ มาเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว โดยเป็นลูกหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวนั้น                                    จึงมิใช่หลักการรับผิดชอบกรณีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์หรือสมาชิก ตามข้อบังคับของสหกรณ์ฯ ข้อ 77 ผู้รับผิดชอบความเสียหายจึงต้องเป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์ฯ และกฎหมาย             ที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นการลงมติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์  

        ส่วนการที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ยอมรับว่าตนเป็นลูกหนี้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ตามหนังสือสหกรณ์ฯ ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 เป็นเงินจำนวน 17,338,162.43 บาท                                 เป็นการจัดทำขึ้นภายหลังปีบัญชีของสหกรณ์สิ้นสุดบัญชีปี 2561 และ 2560 ที่มีการจ่ายเงินออกจากระบบสหกรณ์ฯ โดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเป็นเงินจำนวน 17,338,162.43 บาท จึงเป็นเรื่องที่ต่างกรรมต่างวาระ และการที่นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์ ได้ชี้แจงว่าเป็นเงินต่อสู้คดีของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร                                  ก็ไม่เป็นเหตุที่จะสามารถดำเนินการนำเงินออกจากสหกรณ์ โดยฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์ฯ ว่าด้วยการรับ-จ่าย                        และเก็บรักษาเงิน พ.ศ. 2557 และข้อบังคับสหกรณ์ฯ ได้ แต่การที่ได้มาซึ่งหนังสือรับสภาพหนี้ของนายศุภชัยฯ                       ผู้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกฉบับดังกล่าว ด้วยมูลหนี้อันใด นั้น ก็เป็นการแสดงเจตนาที่จะชำระหนี้ต่อกัน                         อันมีผลผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามหนังสือนั้น คณะกรรมการ ผู้จัดการ ก็ต้องติดตามเพื่อให้ได้รับชำระหนี้คืนแก่สหกรณ์ แต่จะเป็นมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใดนั้น               ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯ ผู้จัดการ ต้องยอมรับผลแห่งการนั้นเอง และจะนำหนังสือรับสภาพหนี้                              ของนายศุภชัยฯ ฉบับดังกล่าว มาปรับบัญชีจากเงินรอเรียกคืน จำนวน 17,338,162.43 บาท                                    อันเกิดจากคณะกรรมการ ผู้จัดการ หรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์ฯ เป็นบัญชีลูกหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยมีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร                    ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ต้องโทษจำคุกในเรือนจำ ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้โดยชัดแจ้ง                                     ให้เป็นผู้รับผิดชอบโดยเป็นลูกหนี้ จำนวน 17,338,162.43 บาท นั้น หาทำได้ไม่      

        สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด รองนายทะเบียนสหกรณ์ ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ พิจารณาผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่                     8 กรกฎาคม 2563 ประกอบระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์แล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ดำเนินการ ดังนี้

        1.) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ปฏิบัติให้เป็นไปตามนัยคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์                       ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องกล่าวคือ ให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่                            ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไร                  และได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ อย่างไร มีเจตนาทุจริต หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่จนเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และต้องรับผิดชอบตามระเบียบสหกรณ์ฯ ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อบังคับสหกรณ์ฯ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร เพียงใด หากผลการสอบข้อเท็จพบว่า การที่สหกรณ์ฯ ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 17,338,162.43 บาท นั้น   อันเนื่องมาจากกรรมการ ผู้จัดการ พนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์กระทำการทุจริต ในส่วนความผิดทางอาญา สหกรณ์ต้องมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทนของสหกรณ์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ                         ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นตามจำนวนดังกล่าว มิใช่การทุจริต สหกรณ์ต้องดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบ                      ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ไว้เป็นหลักฐานทันที พร้อมทั้งจัดหาหลักประกันให้คุ้มกับหนี้ (ความเสียหาย                   ที่เกิดขึ้นตามจำนวน) และกำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระเงิน ระยะเวลาในการชำระเงิน ถ้าผู้รับผิดชอบ                            ไม่ยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้เป็นหลักฐาน สหกรณ์จะต้องดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้นั้น                                    เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ หรือหากผลการสอบข้อเท็จจริง พบว่า เงินรอเรียกคืนจำนวนดังกล่าว                         อยู่ในความรับผิดชอบของนายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์ ตามหนังสือบันทึกรายละเอียดเงินรอเรียกคืน ฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2562 จริง ก็ให้สหกรณ์ฯ ดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้                   ตามบันทึกฉบับดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งจัดหาหลักประกันให้คุ้มกับหนี้ (ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามจำนวน)                  และกำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระเงิน ระยะเวลาในการชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แล้วเสร็จ

        2.) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ พิจารณาทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์   ชุดที่ 27 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 5.2 พิจารณาสอบข้อเท็จจริง ตามคำชี้แจงข้อเท็จจริง                             ของนายสมยศ ต้นประเสริฐ ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง ตามมติที่ประชุม ข้อ 1. ที่ให้ดำเนินการปรับบัญชีจากเงินรอเรียกคืน เป็นบัญชีลูกหนี้                        ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นจำนวนเงิน 17,338,162.43 บาท (สิบเจ็ดล้านสามแสนสามหมื่นแปดพันหนึ่งร้อย                หกสิบสองบาทสี่สิบสามสตางค์) “โดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน 3100600671589                   เป็นลูกหนี้ กับ 1.นางกรองแก้ว ถนัดค้า 2. นางสวาสดิ์ สีวังใส และ 3. นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้แทน                    สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ หนังสือลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563”                                 ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ดำเนินการตาม ข้อ 1. และ 2. ให้แล้วเสร็จ และรายงานผล                         การดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือนี้                   และนายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010.1/89 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2564                                  เรื่อง ให้สหกรณ์ปฏิบัติตามนัยคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 27/2563 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 และพิจารณาทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แจ้งให้สหกรณ์ฯ ทราบและดำเนินการแล้ว

(๑.๒) คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง 

เรื่องเดิม ด้วยตามรายงานการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖3 และ ๒๕๖2 ของผู้สอบบัญชี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ๒๕๖4 ประกอบกับ ได้รับรายงานผลตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด                                  ซึ่งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าทำการตรวจสอบ ในวันที่ ๒1 มิถุนายน ๒๕๖4 พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด มีการจ่ายเงินทดรองจ่ายดำเนินคดีจำนวนทั้งสิ้น 11,908,109.00 บาท โดยเป็นการจ่ายในปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำนวน 29 ครั้ง จำนวนเงิน 917,012.00 บาท จ่ายในปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวน 37 ครั้ง จำนวนเงิน 10,991,097.00 บาท                         เป็นการจ่ายเงินสดเพื่อทดรองจ่ายดำเนินคดี ไม่มีเอกสารหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้รับเงิน ไม่มีเอกสารหลักฐาน                เป็นใบเสร็จรับเงินประกอบการจ่ายเงินสดจากผู้รับเงิน หรือไม่มีใบสำคัญจ่ายเงินของสหกรณ์ว่าจ่ายเงิน                     ให้ใครเป็นผู้รับเงินในกรณีผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้สหกรณ์ได้ และไม่มีเอกสารที่เกี่ยวข้อง                  กับการดำเนินคดีใด มีเพียงเอกสารใบสำคัญจ่ายประกอบการบันทึกการจ่ายเงินเท่านั้น อีกทั้ง การจ่ายเงินดังกล่าว                ไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ และไม่มีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการจะดำเนินคดีกับบุคคลใด                         ทำให้สหกรณ์เสื่อมเสียประโยชน์ เนื่องจากมีการจ่ายเงินจากสหกรณ์โดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ว่าด้วยการรับ – จ่าย และเก็บรักษาเงินสด พ.ศ. 2557 ข้อ 23 และระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 หมวดที่ 1 บททั่วไป ข้อ 7 วรรค 2 กำหนดไว้ว่า การบันทึกบัญชีในสมุดบัญชีของสหกรณ์ ต้องมีเอกสารประกอบ                   การลงบัญชีที่ถูกต้อง สมบูรณ์และครบถ้วน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๑/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒                  เรื่อง แต่งตั้งรองนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๒/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์                                                        จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

ให้คณะกรรมการดำเนินการ เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ภายใน ๗ วัน                นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอน                         หรือกระบวนการที่กำหนดไว้ในระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ฯ ว่า เงินทดรองจ่ายดำเนินคดีจำนวนทั้งสิ้น                    ๑1,908,109.00 บาท เกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่สหกรณ์คนใด อย่างไร และแต่ละคนมีส่วนความรับผิดชอบจำนวนเท่าใด                                โดยให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่                            ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไร                  และได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ อย่างไร มีเจตนาทุจริต หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่จนเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และต้องรับผิดชอบตามระเบียบสหกรณ์ฯ   ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อบังคับสหกรณ์ฯ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร เพียงใด หากผลการสอบข้อเท็จพบว่า การที่สหกรณ์ฯ ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 11,908,109.00 บาท นั้น   อันเนื่องมาจากกรรมการ ผู้จัดการ พนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์กระทำการทุจริต ในส่วนความผิดทางอาญา สหกรณ์ต้องมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทนของสหกรณ์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ                         ภายในอายุความเรื่องนั้นๆ ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นตามจำนวนดังกล่าว มิใช่การทุจริต สหกรณ์ต้องดำเนินการ                  ให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้ ไว้เป็นหลักฐานทันที พร้อมทั้งจัดหาหลักประกันให้คุ้มกับหนี้                     (ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามจำนวน) และกำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระเงิน ระยะเวลาในการชำระเงิน              ถ้าผู้รับผิดชอบไม่ยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้เป็นหลักฐาน สหกรณ์จะต้องดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้นั้น                                    เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ ภายในอายุความ และให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด                     รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ภายใน 30 วันนับจากที่ได้รับหนังสือนี้

อนึ่ง การที่คณะกรรมการดำเนินการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่อง คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบตามข้อบังคับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๗๗ ที่กำหนดว่า ในกรณีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการ                หรืองดเว้นการกระทำการหรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้                          เสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกอันเป็นเหตุให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี                    หรือกิจการ หรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการตรวจสอบ เป็นเหตุให้สหกรณ์                  ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์

        หากท่านประสงค์จะอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งต่อ                         นายทะเบียนสหกรณ์ผู้ออกคำสั่ง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

        สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ ๒๗ ครั้งที่ ๕ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ วาระที่ ๕.๒ ได้ร่วมกันพิจารณามีมติให้ ดังนี้

                ๑. ให้นายสมยศ ต้นประเสริฐ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ทั้ง ๒ รายการ พร้อมทั้งให้ดำเนินการชำระคืนภายใน ๑๐ ปี และหาหลักทรัพย์หรือบุคคลมาค้ำประกัน ภายใน ๓๖๕ วัน

                ๒. ให้ดำเนินการติดต่อ/ติดตามกับบุคคลภายนอกที่ได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้   เป็นระยะ และแจ้งให้คณะกรรมการทราบในการประชุมครั้งต่อไป

        นายสมยศ ต้นประเสริฐ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔  ให้ไว้แก่
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด กรณีเงินรอเรียกคืน จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท และจำนวน ๑๑,๙๐๘,๑๐๙.๐๐ บาท โดยสัญญาว่าจะชำระหนี้จำนวนดังกล่าว พร้อมขอให้สัญญา ดังนี้

                ๑. จะขอรับผิดชอบชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมทั้งให้ดำเนินการชำระคืนภายในระยะเวลา  ๑๐ ปี และหาหลักทรัพย์/บุคคลค้ำประกัน ภายใน ๓๖๕ วัน

                ๒. ดำเนินการติดต่อ/ติดตามกับบุคคลภายนอกที่ได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้      เป็นระยะ แจ้งให้คณะกรรมการทราบในการประชุมครั้งต่อไป

        นายทะเบียนสหกรณ์มีหนังสือ ที่ รอ ๐๐๑๐.๑/๑๐๓ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ไม่พบว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ได้มีการพิจารณาทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์  ชุดที่ ๒๗ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๔ วาระที่ ๕.๒ ข้อ ๑. ที่ให้ดำเนินการปรับบัญชีจากเงินรอเรียกคืน เป็นบัญชีลูกหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท “โดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร       เป็นลูกหนี้ กับ ๑. นางกรองแก้ว ถนัดค้า ๒. นางสวาสดิ์ สีวังใส และ ๓. นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้แทนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ หนังสือลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓” อีกทั้ง การทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท โดยนายสมยศ ต้นประเสริฐ เป็นผู้รับสภาพหนี้ ฉบับลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระ และยังมิได้จัดหาหลักทรัพย์ค้ำประกันให้คุ้มหนี้ไว้โดยทันที ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ดังนั้น ให้คณะกรรมการดำเนินการฯ ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๒๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และหนังสือนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ รอ ๐๐๑๐.๑/๘๙ ลงลวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ และให้พิจารณาทบทวนมติในการจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ ของนายสมยศ ต้นประเสริฐ ฉบับลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ให้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระ และจัดหาหลักประกันให้คุ้มหนี้ไว้ทันที

        หนังสือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ที่ ส.ค.ส.๐๐๗๗/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔  ส่งเอกสารเพิ่มเติมการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยสหกรณ์ได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ ๒๗ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ได้พิจารณาแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๒๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๓๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ มีมติ  ที่ประชุม ดังนี้ (สหกรณ์รายงานรวมกันทั้งสองคำสั่ง) 

        ๑. ให้นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้รับหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และให้ดำเนินการจัดหาบุคคล/หลักทรัพย์มาค้ำประกัน พร้อมกับทำสัญญาเกี่ยวกับรายละเอียดการชำระเงินคืนแก่สหกรณ์ โดยกรณีเงินรอเรียกคืน จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท มีการกำหนดชำระคืนภายใน ๑๐ ปี   และกรณีเงินสดขาดบัญชี จำนวน ๑๑,๙๐๘,๑๐๙.๐๐ บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน ๒ ปี

        ๒. ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตามหนังสือรับสภาพหนี้      ที่ได้ให้ไว้

        ๓. ถ้าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการได้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ให้ชี้แจงเหตุผลเสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการ ถ้าคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง            ไม่สามารถชี้แจงและดำเนินการได้ ให้สหกรณ์ดำเนินการฟ้องร้องคดีตามกฎหมายต่อไป

        ๔. ให้นายบัญญัติ กะการดี ผู้ช่วยผู้จัดการ เป็นผู้รายงานความคืบหน้าของบัญชีให้คณะกรรมการดำเนินการได้รับทราบในการประชุม หรือทำเป็นหนังสือลายาลักษณ์อักษรแจ้งต่อ คณะกรรมการดำเนินการได้รับทราบ

        ๕. ให้สหกรณ์รายงานต่อนายทะเบียนสหกรณ์ได้รับทราบความเคลื่อนไหวในครั้งนี้และความคืบหน้าในทุกๆ ครั้ง

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด มีหนังสือ ที่ ส.ค.ส. ๐๐๑๗/๒๕๖๕ ลงวันที่           ๑๐ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง ขอขยายระยะเวลาจัดหาหลักทรัพย์ และบุคคลค้ำประกัน ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ ๒๘ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๕ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ขยายระยะเวลาลูกหนี้ตามหนังสือ      รับสภาพหนี้ (นายสมยศ ต้นประเสริฐ) ในการจัดหาหลักทรัพย์และผู้ค้ำประกันออกไปอีก ๓๖๕ วัน นับจากวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาแล้ว จึงมีหนังสือที่ รอ ๐๐๑๐/(นทส)๑๘ ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ขยายระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ในการจัดหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน กรณีเงินรอเรียกคืน จำนวน ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท และกรณีเงินสดขาดบัญชี จำนวน ๑๑,๙๐๘,๑๐๙.๐๐ บาท ออกไปอีก ๓๖๕ วัน นับจากวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์                เร่งดำเนินการจัดหาหลักทรัพย์ค้ำประกันให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

การแก้ไขข้อบกพร่อง วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕ นายทะเบียนสหกรณ์มีหนังสือ
ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เร่งรัดติดตามการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ของ นายสมยศฯ
ซึ่งครบกำหนดชำระงวดแรก วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ แต่ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์แต่อย่างใด         และให้สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องให้นายทะเบียนทรายภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ (ครบกำหนดวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕)

        วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๕ นายทะเบียนสหกรณ์มีหนังสือแจ้งเตือน ให้สหกรณ์ติดตามเร่งรัดให้นายสมยศฯ ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ หากคณะกรรมการดำเนินการยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ นายทะเบียนสหกรณ์อาจพิจารณาใช้อำนาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

        เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕ นายอภิรักษ์ พานนูน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด            นางสาวมนธิฌา สังขเนตร ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจการสหกรณ์ นายอดุลย์ ภูกาบิน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๒ พร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕ โดยได้แนะนำให้คณะกรรมการดำเนินการติดตามเร่งรัดการแก้ไขข้อบกพร่องกรณีลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี ๑๑,๙๐๘,๑๐๙ บาท และกรณีลูกหนี้รับสภาพหนี้ ๑๗,๓๓๘,๑๖๒.๔๓ บาท

ต่อมาสหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ในเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2565      แต่เป็นเพียงการรายงานการพยายามหาหลักประกัน ไม่มีความคืบหน้าของการได้มาซึ่งหลักประกันและผลการชดใช้เป็นจำนวนเงิน

              ในคราวประชุมจกบ. ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 นายสมยศ           ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ชี้แจงว่า สหกรณ์มีเป้าหมายในการดำเนินการกับนายศุภชัยฯ เพื่อให้ได้ทรัพย์มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนงานนั้นได้ ที่ดิน        ที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ได้รับมาจากนายศุภชัยฯ นั้น ถูกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ฟ้องศาลสีคิ้ว เพิกถอนนิติกรรมโอนชำระหนี้ตามคำพิพากษามิชอบ ทั้งนี้ ได้ติดตามคดีหลักที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ฟ้องศาลอาญารัชดา กับนายศุภชัยฯ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง               ให้นายศุภชัยฯ ชนะคดี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จึงได้อุทธรณ์ 30 พฤศจิกายน 2565            ผลคดียังไม่ออก และทนายความได้ขอลาออกแล้ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด    ต้องยืมเงินเพื่อนำมาใช้บริหารจัดการภายในสหกรณ์ ไม่เหลือหลักประกัน และยังหาหลักประกันอื่นไม่ได้

สหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องในเดือนมกราคม 2566 - กุมภาพันธ์ 2566 แต่เป็นเพียงการรายงานการพยายามหาหลักประกัน ไม่มีความคืบหน้าของการได้มาซึ่งหลักประกันและผลการชดใช้เป็นจำนวนเงิน จากการตรวจสอบรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามหนังสือสหกรณ์           ที่ ส.ค.ส.0034/2566 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 พบว่า คณะกรรมการดำเนินการ ได้มีมติที่ประชุมฯ ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 มีมติเห็นชอบ เป็นเอกฉันท์ขยายระยะเวลาจัดหาหลักทรัพย์ บุคคล เพื่อเป็นหลักค้ำประกัน ภายในระยะเวลา 365 วัน และให้มีผลบังคับนับแต่วันที่ที่คณะกรรมการดำเนินการมีมติ ทั้ง 2 กรณี คณะกรรมการดำเนินการไม่มีมติและหนังสือขอขยายระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่องต่อนายทะเบียนสหกรณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ นายทะเบียนสหกรณ์ได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010/(นทส)6 ลงวันที่ 9 มกราคม 2566 แจ้งสหกรณ์ฯ สิ้นสุดการขยายระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่องฯ ให้คณะกรรมการดำเนินการฯ เร่งดำเนินการเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันหนังสือรับสภาพหนี้ให้คุ้มกับมูลหนี้ และมอบหมายให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ตรวจสอบและรายงานการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ ตามหนังสือ ที่ รอ 0010/(นทส)7 ลงวันที่ 9 มกราคม 2566 และ ที่ รอ 0010/(นทส)40 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2566

สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010/921 ลงวันที่ 3 เมษายน 2566     แจ้งให้สหกรณ์ติดตามเร่งรัดการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และหรือดำเนินการบังคับตามกฎหมายภายในอายุความ และเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 เจ้าหน้าที่ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ในระเบียบวาระที่ 5 เพื่อแนะนำและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว สหกรณ์อยู่ระหว่างจัดทำรานงานการประชุมฯ หนังสือรับสภาพหนี้ฉบับใหม่ และหนังสือขอขยายระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่อง

ต่อมาตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา สหกรณ์ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องเป็นหนังสือ มีความคืบหน้า ดังนี้

  • วันที่ 3 เมษายน 2566 สหกรณ์ได้ส่งหนังสือ ที่ ส.ค.ส.0048/2566 ถึงนายสมยศฯ ติดตามเร่งรัดการชำระหนี้และหลักทรัพย์ค้ำประกันการชำระหนี้ทั้ง 2 กรณี

กรณีเงินรอเรียกคืน 17,338,162.43 บาท สหกรณ์แนบหลักฐานการรับชำระดังนี้

  • เดือนเมษายน - ธันวาคม 2566 นายสมยศฯ ได้มีการชำระหนี้ จำนวน 150,000.00 บาท

กรณีเงินสดขาดบัญชี 11,908,109.00 บาท สหกรณ์แนบหลักฐานการรับชำระดังนี้

  • เดือนเมษายน - ธันวาคม 2566 นายสมยศฯ ได้มีการชำระหนี้ จำนวน 150,000.00 บาท

การจัดหาหลักประกัน นายทะเบียนสหกรณ์ ขยายระยะเวลาจัดหาหลักประกันตามหนังสือรับสภาพหนี้ (ครั้งที่ 3) ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2567 (เป็นครั้งสุดท้าย) วันที่ 18 มีนาคม 2567 นายสมยศ ฯ           ได้ทำสัญญาจำนองที่ดิน โดยนำโฉนดที่ 81 295 เลขที่ 455 หน้าสำรวจ 6 182 ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 1 งาน มาจำนองกับสหกรณ์ฯ โดยจำนองลำดับที่ 2 เพื่อเป็นหลักประกันตามหนังสือ รับสภาพหนี้ กรณีเงินรอเรียกคืน 17,338,162.43 บาท จำนองลำดับที่ 3 เพื่อเป็นหลักประกันตามหนังสือรับสภาพหนี้ กรณีเงินสดขาดบัญชี 11,908,109.00 บาท ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ไม่มีการระบุวงเงินจำนองตามราคาประเมินที่ดิน และการจำนองลำดับแรกกับสหกรณ์ฯ ในวันเดียวกันเป็นการจำนองในกรณีใด

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

กรณีเงินรอเรียกคืน 17,338,162.43 บาท สหกรณ์แนบหลักฐานการรับชำระดังนี้ งวดสำหรับเดือนมกราคม – มีนาคม 2567 ชำระ 30,000 บาท

กรณีเงินสดขาดบัญชี 11,908,109.00 บาท สหกรณ์แนบหลักฐานการรับชำระดังนี้งวดสำหรับเดือนมกราคม – มีนาคม 2567 ชำระ 30,000 บาท

การจัดหาหลักประกัน ยังไม่มีหลักประกันเพิ่มเติม

นายบัญญัติ กะการดี ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ชี้แจงต่อ       ที่ประชุมเพิ่มว่าอยู่ระหว่างหาหลักประกันเพิ่มเติม

นายสมชาย หลงเศษ อัยการจังหวัดผู้ช่วย ที่ปรึกษาคณะทำงาน ได้ให้คำแนะนำว่า หากใช้การดำเนินคดีอาญาช่วย อาจจะช่วยในเรื่องการเร่งรัดให้ได้รับชำระได้ดีขึ้น

ประธานคณะทำงาน กำชับให้สหกรณ์ดำเนินการติดตามการชำระหนี้ต่อไปตามหนังสือรับสภาพหนี้

นางสาวมนธิฌา สังขเนตร คณะทำงานและเลขานุการ กำชับให้สหกรณ์ดูรายละเอียดตามหนังสือรับสภาพหนี้ เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ หากผิดนัดชำระหนี้ ไม่ปฏิบัติตามหนังสือรับสภาพหนี้ ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ประธานคณะทำงาน ให้คำแนะนำสหกรณ์ ว่ามีสัญญาณเตือนว่าการทำธุรกิจขาดทุนทุกปี ให้พิจารณาว่าจะควรดำเนินการต่อไปได้หรือไม่

มติที่ประชุม (1.1) และ (1.2) รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

(1.3) คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 18/2565 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565           เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง

ด้วยได้รับรายงานข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีประจำปีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ประกอบกับได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ฯ ซึ่งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 3 - 5 สิงหาคม 2565 พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน                      อันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน                       การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้

สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากระหว่างปี จำนวนทั้งสิ้น ๔,๙๗๑,๘๔๔ บาท ณ วันสิ้นปีมีการบันทึกการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติม จำนวน ๑,๘๒๙,๙๗๗ บาท รวมจ่ายดอกเบี้ยจ่ายเงินรับฝากทั้งสิ้น จำนวน ๖,801,๘๒๑ บาท กล่าวคือ ในการจ่ายดอกเบี้ยรับฝากออมทรัพย์ สหกรณ์จะให้ดอกเบี้ยผู้ฝากเงินโดยคำนวณดอกเบี้ยให้เป็นรายวันตามจำนวนต้นเงินฝากคงเหลือ และนำดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเงินฝากทุกสิ้นปีบัญชีเว้นแต่มีสมาชิก                     ถอนปิดบัญชีเงินฝาก และจากการตรวจสอบการคำนวณดอกเบี้ยจ่ายเงินรับฝากในระหว่างปี พบว่า จำนวนเงินที่จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากค่อนข้างสูงและเมื่อทดสอบการคำนวณตามอัตราดอกเบี้ยที่สหกรณ์กำหนด                       ให้กับสมาชิกที่ฝากเงินสำหรับประเภทออมทรัพย์พิเศษอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔.๕ ประเภทออมทรัพย์                    อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ การจ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากระหว่างปีจะคำนวณได้เพียง จำนวน ๑,๘๒๙,๙๗๗ บาท เท่านั้น แต่สหกรณ์ฯ จ่ายดอกเบี้ยไป จำนวน ๖,801,๘๒๑ บาท แสดงให้เห็นว่าสหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากสูงไป                      จำนวน ๔,๙๗๑,๘๔๔ บาท ซึ่งจำนวนเงินที่จ่ายไม่ได้มีฐานคำนวณจากต้นเงินรับฝากออมทรัพย์คงเหลือ                    ที่มีอยู่ในสหกรณ์ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับฝากเงินไว้ ๓ ระเบียบ ดังนี้                                       

๑. ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสมาชิก ประเภทออมทรัพย์พิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๗                    ซึ่งข้อ 10. ของระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า “สหกรณ์จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษในอัตราไม่เกิน                ร้อยละเจ็ดต่อปี โดยจะประกาศอัตราดอกเบี้ยให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป และคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวัน                   ตามจำนวนต้นเงินฝากคงเหลือ”

๒. ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสมาชิก ประเภทออมทรัพย์และเงินฝากประจำ                    พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งข้อ ๔. ของระเบียบดังกล่าว“สหกรณ์รับเงินฝากจากสมาชิกได้กำหนดว่า ๒ ประเภท คือ                    (๑) เงินฝากออมทรัพย์ (๒) เงินฝากประจํา และข้อ ๑1. กําหนดว่า “สหกรณ์จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทตามข้อ ๔. ในอัตราไม่เกินร้อยละเจ็ดต่อปี โดยจะประกาศอัตราดอกเบี้ยให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป

๓. ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่น พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งข้อ ๕. ของระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า “สหกรณ์รับเงินฝากจากสหกรณ์อื่นได้ ๒ ประเภท คือ (๑) เงินฝากออมทรัพย์ (๒) เงินฝาก         ออมทรัพย์พิเศษ และข้อ ๑๒. กำหนดว่า “สหกรณ์จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทตามข้อ ๕. ในอัตราไม่เกินร้อยละเจ็ดต่อปี โดยจะได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป และมีประกาศของสหกรณ์ฯ         เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินออมทรัพย์และเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕ และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ๒๕๕๕ โดยอาศัยอำนาจตามมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ (ไม่ระบุชุดที่) ประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕ ประกาศให้สหกรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากออมทรัพย์ ร้อยละ ๒ ต่อปี และเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ อัตราร้อยละ ๔.๕๐ ต่อปี ดังนั้น การที่สหกรณ์ฯ      จ่ายดอกเบี้ยไป จำนวน ๖,801,๘๒๑ บาท ซึ่งเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากสูงเกินประกาศของสหกรณ์ฯ กำหนด เป็นเงินจำนวน ๔,๙๗๑,๘๔๔ บาท จึงเป็นการจ่ายดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามประกาศของสหกรณ์ฯ       เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินออมทรัพย์และเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ที่ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕ และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ๒๕๕๕ และต่อมาสหกรณ์ได้ปรับปรุงบัญชีดอกเบี้ยจ่ายเงินรับฝาก     เป็นเงินรอเรียกคืน จํานวน ๔,๙๗๑,๘๔๔ บาท และสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเงินรอเรียกคืนไว้เต็มจำนวน ซึ่งเป็นรายการค่าใช้จ่ายที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุนของสหกรณ์สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ เรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ ๒๙ ได้จัดประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ดังกล่าวในวาระที่ ๕.๔ เรื่อง พิจารณาหาผู้รับผิดชอบกรณีเงินรอเรียกคืน ที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. ให้นายบัญญัติ กะการดี ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ และนางสาววิไลพร ต้นประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าว กรณีการจ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากไม่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ จำนวน ๔,๙๗๑,๘๔๔ บาท (สี่ล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยสี่สิบสี่บาทถ้วน)

๒. ให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน

๓. การชำระเงินให้เป็นไปตามหนังสือรับสภาพหนี้

๔. ให้สหกรณ์จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้กรณี เงินรอเรียกคืน (จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากไม่เป็นไปตามประกาศของสหกรณ์) โดยเร่งด่วน และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการทราบในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมกับรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบต่อไป และจากการบันทึกถ้อยคำ นายบัญญัติ กะการดี ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ และนางสาววิไลพร ต้นประเสริฐ ตำแหน่งหัวหน้างานสินเชื่อและสวัสดิการ       ให้ถ้อยคำ ต่อคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ว่า ทั้ง ๒ คนยอมรับมิติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ ๒๙ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕65 และไม่ประสงค์ให้คณะกรรมการดำเนินการหรือ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแต่ประการใด เนื่องจากยอมรับความผิดแล้ว และยินดีปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุกประการ และไม่ประสงค์ขัดแย้งหรืออุทธรณ์มติ หรือคำสั่งใด ๆ ทุกประการ      แต่ปัจจุบัน ยังไม่พบว่าได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐานและยังไม่ได้ชดใช้เงินให้แก่สหกรณ์      แต่อย่างใด

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542                 และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562                         และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่                           นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ดังนี้

        1. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้

        2. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง                    โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไร และได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ อย่างไร

ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง  1. คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประชุมวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์  2. ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติเป็นเอกฉันท์ ระงับการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก และรายงานนายทะเบียนสหกรณ์ ภายในกำหนด 3. คณะกรรมการดำเนินการตั้งอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2565  4. คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว     และรายงานผลการสอบข้อเท็จจริง โดย นายบัญญัติ กะการดี ผู้ช่วยผู้จัดการ และนางสาววิไลพร ต้นประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบ และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แล้ว

สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องในเดือนมกราคม 2566 - ธันวาคม 2566 ปรากฏว่า ผู้รับผิดชอบทั้งสองยังไม่สามารถหาหลักประกันได้ สิ้นสุดระยะเวลาตามมติที่ประชุม จกบ. ครั้งที่ 1/2567 วันที่ 24 มกราคม 2567 แต่ได้มีการชำระตามหนังสือรับสภาพหนี้ ดังนี้

- นายบัญญัติ กะการดี ชำระแล้ว 11 ครั้ง รวม 315,000 บาท นางสาววิไลพร          ต้นประเสริฐ ชำระ 11 ครั้ง รวม 315,000 บาท รวมทั้งสิ้น 630,000 บาท คงเหลือ 4,344,844 บาท

มติที่ประชุมคราวที่แล้ว รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ดังนี้

  1. นายบัญญัติฯ ได้ชำระระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 1 เมษายน 2567 จำนวน 30,000 บาท รวมชำระจำนวน 345,000 บาท  
  2. นางสาววิไลพรฯ ได้ชำระระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 1 เมษายน 2567 จำนวน 30,000 บาท รวมชำระจำนวน 345,000 บาท

รวมได้รับชำระทั้งสิ้น 690,000 บาท คงเหลือ 4,284,844 บาท

  1. สหกรณ์ยังไม่ได้รับหลักประกันใดๆ

มติที่ประชุม รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ 

(1.4) คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 12/2566 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566      เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง

ด้วยได้รับรายงานข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีประจำปี                       ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ประกอบกับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ ซึ่งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ (ฉพาะกิจ) ชุดที่ 2 ได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 22 - 25 กันยายน 2566 ณ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด พบว่า สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 สหกรณ์มีลูกหนี้เงินให้กู้โครงการสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ที่ตรวจพบ               จากการตรวจสอบบัญชีประจำปี จำนวน 134 ราย เป็นเงินจำนวน 4,508,337.00 บาท และรายงาน       การตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ (พบเพิ่มเติม) จำนวน 64 ราย                เป็นเงินจำนวน 2,524,279.00 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 198 ราย เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 7,032,616.00 บาท ทั้งนี้ ในจำนวน 198 ราย ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 2 ราย เป็นเงินจำนวน 26,941.00 บาท         คงเหลือจำนวน 196 ราย เป็นเงินจำนวน 7,005,675.00 บาท โดยเป็นสัญญาที่เกินกำหนดชำระแล้ว จำนวน 184 สัญญา และยังไม่เกินกำหนดชำระ จำนวน 12 สัญญา จากการสุ่มตรวจสอบสถานะการเสียชีวิตของลูกหนี้ในเบื้องต้น จำนวน 196 ราย พบว่า

1) ลูกหนี้เสียชีวิตแล้ว จำนวน 39 ราย จำนวน 1,380,574.00 บาท แยกเป็น 2 กรณี ได้แก่  

1. สัญญาเงินกู้เกิดก่อนการเสียชีวิต จำนวน 8 ราย เป็นเงินจำนวน 185,384.00 บาท

2. สัญญาเงินกู้เกิดหลังการเสียชีวิต จำนวน 31 ราย เป็นเงินจำนวน 1,195,190.00 บาท (โดยเจ้าหน้าที่สหกรณ์เป็นผู้จัดทำสัญญาเงินกู้และให้ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาในนามสมาชิกที่เสียชีวิต)

2) ลูกหนี้จำนวน 157 ราย เป็นเงินจำนวน 5,625,101.00 บาท ยังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะของการเสียชีวิต จึงไม่ทราบข้อเท็จจริงว่ามีลูกหนี้เสียชีวิตเพิ่มเติมกี่ราย เป็นเงินจำนวนเท่าใด และการจัดทำสัญญาเงินกู้เข้าลักษณะ ตามข้อ 1. และข้อ 2. จำนวนกี่ราย จำนวนเงินเท่าใด

ประเด็นที่ 2 สหกรณ์มีเงินรอเรียกคืนค่าหุ้นที่สมาชิกขอลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น        ยกมาจากปีก่อนๆ จำนวน 17 ราย เป็นเงิน 330,980.00 บาท ซึ่งบันทึกบัญชีเงินรอเรียกคืนไว้             เนื่องจากสหกรณ์จ่ายคืนค่าหุ้นให้กับสมาชิกที่ขอลาออกในขณะที่มีผลดำเนินงานขาดทุนสะสม (หุ้นไม่มีมูลค่า)ปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินค่าหุ้นคืนจากสมาชิกทั้ง 17 ราย ดังนี้  

1. นางก้าน  เมืองสนาม                        จำนวน 51,000 บาท

2. นางจันทา  จันทร์คูเมือง                        จำนวน 69,320 บาท

3. นางทิพย์  พวงจันทร์ (หรือพลสนาม)        จำนวน 7,790 บาท

4. นายสมร  จันคูเมือง                        จำนวน 26,210 บาท

5. นางสาวกัญญารัตน์  เมืองสนาม                จำนวน 14,800 บาท

6. นางพัชรี  ใจหาญ                             จำนวน 7,930 บาท

7. นายชารี  บุญชะโด                        จำนวน 10,590 บาท                                                                                    

8. นายไพบูลย์  สีดาว                        จำนวน 5,790 บาท

9. นางสาวอัจฉราพร  มาดี                        จำนวน 14,000 บาท

10. นายปรีชากร  สำเร็จรัมย์                จำนวน 12,230 บาท                                                                                                                      

11. นางสุภาภรณ์  สำเร็จรัมย์                จำนวน 12,130 บาท      

12. นางสาวสุนิศา  ผลาผล                        จำนวน 1,400 บาท

13. นายบุญทัน  พลสนาม                        จำนวน 6,440 บาท

14. นางอนงค์  ศิริอินทร์                        จำนวน 59,850 บาท

15. ส.อ. อนุชา  มาสระคู                        จำนวน 9,500 บาท

16. นางสาวสุนันทา  กัญญาคำ                จำนวน 2,000 บาท

17. นางกรองรัตน์ (ไม่ทราบนามสกุล)        จำนวน 20,000 บาท

      (อดีตเจ้าหน้าที่สหกรณ์)  

จากข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ 1 เป็นการจ่ายเงินให้แก่สมาชิกสหกรณ์ที่มีความประสงค์    ขอลาออกจากสหกรณ์หรือขอถอนหุ้นแต่ไม่สามารถรับเงินค่าหุ้นคืนได้ เนื่องจากสหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 (หุ้นไม่มีมูลค่า) ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบัน              มียอดขาดทุนสะสม จำนวน 178,025,466.63 บาท มีส่วนขาดแห่งทุน จำนวน 115,882,815.47 บาท      และหุ้นไม่มีมูลค่า (-78.67) สหกรณ์จึงใช้วิธีการจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่ประสงค์จะลาออกในรูปแบบของการให้กู้เงินไม่เกินมูลค่าหุ้นของตนเองตามโครงการสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้กับสมาชิกไม่เป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ พ.ศ. 2554 ข้อ 42 และไม่เป็นไปตามคำแนะนำ           นายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง แนวปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้น กรณีสหกรณ์/ชุมนุมสหกรณ์ขาดทุนสะสม        พ.ศ. 2549 ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 278/2549 เรื่อง ให้สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์กำหนด              เรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นในกรณีที่ขาดทุนเกินทุนสำรองที่มีอยู่ไว้ในข้อบังคับ อีกทั้ง สหกรณ์ให้เงินกู้แก่สมาชิก ตามโครงการฯ ดังกล่าว โดยไม่ได้จัดทำเป็นโครงการเพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาอนุมัติก่อนดำเนินการ มีเพียงการเสนอรายละเอียดและสัญญาเงินกู้ของสมาชิกแต่ละรายต่อ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุมัติเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้แก่สมาชิกสหกรณ์ พ.ศ. 2557   ข้อ 4 กำหนดประเภทเงินกู้ไว้ 3 ประเภท ได้แก่ (1) เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉิน (2) เงินกู้สามัญ (3) เงินกู้พิเศษ    ซึ่งเป็นการให้เงินกู้ไม่เป็นไปตามที่ระเบียบกำหนด และตั้งแต่สหกรณ์อนุมัติเงินกู้ให้สมาชิก จำนวน 198 ราย มีสมาชิกชำระหนี้เพียง 2 ราย และสมาชิกที่เหลือ จำนวน 196 ราย ไม่มาชำระหนี้แต่ประการใด             ทั้งนี้ มีสัญญาเงินกู้ที่เกินกำหนดชำระแล้ว จำนวน 184 สัญญา จากสัญญาจำนวนทั้งสิ้น 196 สัญญา       โดยเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ไม่ติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้โครงการฯ ดังกล่าว     หรือฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์     มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นดังกล่าวได้           แต่กลับใช้วิธีการให้สมาชิกกู้เงินไม่เกินมูลค่าหุ้นตนเอง โดยที่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดให้สมาชิกทราบ                ทำให้สมาชิกเข้าใจว่าเป็นการรับคืนเงินค่าหุ้น จึงไม่มาชำระหนี้คืนสหกรณ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บกพร่องต่อหน้าที่ ขาดความระมัดระวัง ไม่คำนึงผลเสียที่จะตามมา           และไม่สอดส่องดูแลกิจการสหกรณ์ จึงส่งผลให้เงินทุนของสหกรณ์อยู่กับลูกหนี้โครงการเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย โดยไม่สามารถผันกลับมาเป็นเงินสดเข้าสู่ระบบสหกรณ์ได้ทั้งจำนวน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์    ข้อ 29 กรณีหนังสือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือสหกรณ์ได้บอกเลิกสัญญา และผู้กู้    ยังชำระคืนต้นเงินกู้ทั้งหมดไม่เสร็จสิ้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราอย่างลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ตามประกาศ         อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถือใช้อยู่ในปัจจุบัน และข้อ 31 “ในกรณีใดๆ ดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเงินกู้ไม่ว่าประเภทใดๆ เป็นอันถึงกำหนดส่งคืนโดยสิ้นเชิงพร้อมทั้งดอกเบี้ยในทันที โดยมิพักคำนึงถึงกำหนดเวลาที่ให้ไว้ และให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จัดการเรียกคืนโดยมิชักช้า (4) เมื่อผิดนัดชำระหนี้ (ไม่ว่าต้นเงินหรือดอกเบี้ย) ถึงหนึ่งปีหรือผิดนัดชำระหนี้เกินกว่าสามร้อยหกสิบห้าวัน ในกรณีที่กำหนดชำระคืนสำหรับเงินกู้    รายหนึ่งๆ ประกอบกับการที่สหกรณ์ให้สมาชิกผู้กู้เงินใช้หุ้นของตนเอง เป็นประกันการชำระหนี้นั้น ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า “ห้ามสมาชิกนำค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์และกำหนดห้ามเจ้าหนี้ของสมาชิก ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิก ผู้นั้น ดังนั้น หากสหกรณ์ยอมให้สมาชิกซึ่งเป็นลูกหนี้เอาหุ้นของสหกรณ์มาจำนำเป็นประกันหนี้ก็ไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้น ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2452 มาตรา 42 วรรคสองได้ และมีผลเสมือนเจ้าหนี้ยินยอมให้ลูกหนี้เอาทรัพย์ของเจ้าหนี้มาประกันหนี้ จึงไม่อาจรับจำนำหุ้นของตนเองได้” สำหรับกรณีที่สหกรณ์จัดทำสัญญาเงินกู้หลังการเสียชีวิตของสมาชิก โดยตรวจพบเบื้องต้น จำนวน 31 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,195,190.00 บาท จากสมาชิกที่เสียชีวิตจำนวน 39 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหกรณ์เป็นผู้จัดทำสัญญาเงินกู้ของสมาชิกที่เสียชีวิต และให้ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินในนาม            ของผู้เสียชีวิต โดยที่ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ของผู้เสียชีวิตเข้าใจว่าเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อรับคืนเงิน    ค่าหุ้นของผู้เสียชีวิต ซึ่งการดำเนินการลักษณะดังว่านี้ อาจเข้าข่ายเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย       เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงอาจตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 156 “การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด        ในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264     ฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

จากข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ 2 สหกรณ์มีเงินรอเรียกคืนค่าหุ้นที่สมาชิกขอลาออก         และขอถอนเงินค่าหุ้นยกมาจากปีก่อนๆ จำนวน 17 ราย เป็นเงิน 330,980.00 บาท ซึ่งบันทึกบัญชี         เงินรอเรียกคืนไว้ เนื่องจากจ่ายคืนค่าหุ้นให้กับสมาชิกที่ขอลาออกในขณะที่มีผลดำเนินงานขาดทุนสะสม     (หุ้นไม่มีมูลค่า) และปัจจุบันสหกรณ์ยังไม่ได้รับเงินค่าหุ้นคืนจากสมาชิกทั้ง 17 ราย เป็นการจ่ายคืนเงินค่าหุ้นไม่เป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ พ.ศ. 2554 ข้อ 42 และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น ซึ่งการกระทำทั้ง 2 ประเด็น เข้าลักษณะที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่    ผู้ที่เกี่ยวข้องทำให้สหกรณ์เสียหาย โดยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจ   ทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์ มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี   หรือกิจการหรือฐานะการเงิน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542           และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562       เรื่อง แต่งตั้งนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2 /2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติหน้าที่แทนนายทะเบียนสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์จึงมีคำสั่ง ที่ (รอ) 12/2566 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลา ที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ดังนี้

1. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เรียกประชุมภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้และมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยให้มีหน้าที่สอบสวน              ผู้เกี่ยวข้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุม ทั้ง 2 ประเด็น

2. ให้คณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตาม ข้อ 1. ตรวจสอบการมีชีวิตอยู่ของลูกหนี้      จำนวน 157 ราย หากพบว่าลูกหนี้รายใดเสียชีวิต ให้จำแนกประเภทของลูกหนี้ที่เสียชีวิตแล้ว                    ว่ามีการทำสัญญาเงินกู้ก่อนเสียชีวิต หรือจัดทำสัญญาหลังจากสมาชิกเสียชีวิตแล้ว จำนวนกี่ราย                เป็นเงินจำนวนเงินเท่าใด เพื่อทราบมูลค่าความเสียหายเฉพาะส่วนที่เป็นต้นเงินที่แท้จริงของลูกหนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และลูกหนี้ที่เสียชีวิตแล้ว ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากในสัญญาเงินกู้ระบุไว้ว่าเป็นการให้เงินกู้   ปลอดดอกเบี้ย ซึ่งในระหว่างที่สัญญามีผลนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาไปจนวันครบกำหนดชำระคืน           สหกรณ์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยกับสมาชิกได้ แต่สามารถเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากสมาชิก    ผิดนัดชำระหนี้ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระและผู้กู้ไม่ชำระเงินคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ทั้งนี้ ให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในการพิจารณาเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยจากสมาชิกกรณีผิดนัดชำระหนี้ พร้อมทั้งดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกับคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้ ผู้จัดการสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทราบถึงผู้ที่ทำให้สหกรณ์เสียหาย       โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง

3. เมื่อดำเนินการตามข้อ 2. เสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะอนุกรรมการเสนอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาดำเนินการหาแนวทางแก้ไข และมีมติให้ผู้รับผิดชอบจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมทั้งจัดหาหลักประกันให้เพียงพอกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าผู้รับผิดชอบไม่ยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้                         ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ มอบหมายกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนดำเนินคดีทางแพ่งกับผู้นั้น     เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาตาม ข้อ 2.                                      

4. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ จัดทำสัญญาเงินกู้หลังจากสมาชิกเสียชีวิตแล้ว ซึ่งมีความผิดฐานปลอมเอกสาร                       ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และข้อบังคับ    เกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2557 หมวด 13 วินัย และโทษทางวินัย โดยเคร่งครัด

5. สำหรับประเด็นที่ 2 ให้ดำเนินการเรียกคืนเงินค่าหุ้นที่จ่ายให้กับสมาชิกทั้ง 17 ราย ทั้งจำนวน ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน หากยังไม่สามารถเรียกคืนเงินค่าหุ้นได้ทั้งหมดหรือเรียกคืนได้เพียงบางส่วน และมีส่วนเหลืออยู่จำนวนเท่าใดให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตรวจสอบข้อเท็จจริง            หาผู้รับผิดชอบ ความเสียหายในส่วนที่เหลืออยู่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น

6. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ รายงานความก้าวหน้าผลการแก้ไขข้อบกพร่อง    ตามข้อ 1 - 4 พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ภายในวันที่                    27 พฤศจิกายน 2566 และจัดส่งรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องครั้งต่อไป ทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนกว่าจะแก้ไขเสร็จสิ้น

ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง

  • รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามหนังสือสหกรณ์ ที่ ส.ค.ส.0117/2566 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ส่งเอกสารสำเนารายงานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ตรวจพบ ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ นางวรรณกร ดารมย์ ประธานอนุกรรมการฯ ได้แจ้งคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าว ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา  5.1 พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 12/2566 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ประธานฯ แจ้งว่าสหกรณ์ได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ชุดที่ 30 ครั้งที่ 4/2566 วาระที่ 5.7 แต่งตั้งคณะอนุกรรมกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ฯ ทั้ง 2 ประเด็น จำนวน 3 คน ได้แก่

1. นางวรรณากร ดารรมย์         ตำแหน่ง                ประธาน

2. นางสุภาพ จอมทอง                ตำแหน่ง                รองประธาน

3. นางสวาสดิ์ สีวังใส                ตำแหน่ง                เลขานุการ

ซึ่งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้พิจารณาร่วมกันโดยละเอียดแล้วมีมติที่ประชุม ดังนี้

  1. ประเด็นที่ 1 เกี่ยวกับลูกหนี้ จำนวน 198 ราย มีการตรวจสอบสถานภาพของลูกหนี้
  2. ประเด็นที่ 2 จากการสอบและให้ถ้อยคำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบว่าเป็นโครงการเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 198 ราย แบ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์มีความประสงค์ที่จะขอลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น สมาชิกสหกรณ์ที่เสียชีวิต ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ ยื่นความจำนงค์พร้อมเอกสารประจำตัวสมาชิกที่เสียชีวิต เสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้ เพื่อพิจารณาอนุมัติ และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ พิจารณาเสร็จตเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่สินเชื่อนัดทำสัญญา
  3. ประเด็นที่ 3 ในกรณีเจ้าหน้าที่สหกรณ์ผู้เกี่ยวข้อง การจัดทำสัญญาเงินกู้หลังการเสียชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ ผ่านคณะกรรมการเงินกู้อนุมัติเห็นชอบ จึงจัดทำสัญญาเงินกู้ โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2557
  4. ประเด็นที่ 4 เงินรอเรียกคืน 17 ราย จำนวน 330,980.00 บาท ยังไม่ได้รับเงินค่าหุ้น ให้เรียกเงินคืน เริ่มตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ
  5. ประเด็นที่ 5 นำเสนอมติที่ประชุมคณะอนุฯให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการพิจารณา

             จากการตรวจสอบสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 พบว่า ระเบียบวาระที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา 5.1 พิจารณาพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 12/2566 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ให้ความเห็นเช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง 

- สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด มีหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ รอ 0010/546 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เรื่อง ขอให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาทบทวนมติที่ประชุมและดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องให้เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ให้ถูกต้อง และครบถ้วน เนื่องด้วยนายทะเบียนสหกรณ์ ได้สั่งการให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด แก้ไขข้อบกพร่อง กรณีมีลูกหนี้เงินให้กู้โครงการสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย และกรณีจ่ายคืนเงินค่าหุ้นขณะขาดทุนฯ      ซึ่งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่                  27 พฤศจิกายน 2566 พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบการรายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องเสนอนายทะเบียนสหกรณ์เพื่อทราบ จำนวน 4 รายการ นั้น เอกสารประกอบการรายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่จัดส่งมานั้นยังไม่ถูกต้อง และไม่ครบถ้วน รวมถึงผลการพิจารณาบทลงโทษแก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์ ยังไม่มีความเหมาะสม และสหกรณ์ไม่ได้พิจารณาถึง การที่คณะ (อนุ) กรรมการพิจารณาเงินกู้ต้องร่วมรับผิดชอบในเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณากลั่นกรองหรือตรวจสอบความถูกต้องในการจัดทำสัญญาเงินกู้ก่อนอนุมัติให้แก่สมาชิก ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่อย่างระมัดระวังและไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน จึงถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่จนทำให้สหกรณ์เสียหาย               จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้จัดส่งเอกสารประกอบการรายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องเพิ่มเติม
  2. ตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกรายงานการประชุมคณะ (อนุ) กรรมการ             ครั้งที่ 1/2566 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 และบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนนำส่งนายทะเบียนสหกรณ์อีกครั้ง
  3. ดำเนินการทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ครั้งที่ 5/2566    ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ในระเบียบวาระที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาความผิดของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ผู้เกี่ยวข้อง
  4. สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากในสัญญาเงินกู้ระบุไว้ว่าเป็นการให้เงินกู้          ปลอดดอกเบี้ย ซึ่งในระหว่างที่สัญญามีผลนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาไปจนวันครบกำหนดชำระคืน             สหกรณ์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยกับสมาชิกได้ แต่สามารถเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด หากสมาชิก    ผิดนัดชำระหนี้ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระและผู้กู้ไม่ชำระเงินคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 บัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกนั้นท่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้” ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่ง            และพาณิชย์ พ.ศ. 2564  ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่ง     พระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็น         พระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยในอัตราตามมาตรา 7 จึงเป็นร้อยละ 5 ต่อปี (ร้อยละ 3 บวก ร้อยละ 2) ซึ่งมาตรา 7 บัญญัติว่า “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม            หรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลง     หรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์”

ทั้งนี้ ขอให้สหกรณ์ดำเนินการตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้องของเอกสารประกอบการรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องทุกฉบับก่อนเสนอนายทะเบียนสหกรณ์ และให้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามแบบรายงาน (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1. - 2.) พร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานประกอบให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบภายในวันที่ 4 มีนาคม 2567 (รายละเอียดตามหนังสือดังกล่าว)

 - วันที่ 14 มีนาคม 2567 ได้รับหนังสือจากสหกรณ์ ขอขยายระยะเวลาในการรายงาน     แต่ไม่ได้ระบุว่าจะรายงานเมื่อใด นายทะเบียนสหกรณ์จึงพิจารณาอนุญาตให้ขยายระยะเวลารายงาน          โดยให้รายงานภายในวันที่ 17 เมษายน 2567

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว  รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

- วันที่ 24 เมษายน 2567 ได้รับหนังสือสหกรณ์ ที่ ส.ค.ส.0070/2567 ลงวันที่        23 เมษายน 2567 จากการตรวจสอบพบว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เมื่อวันที่           ๑0 เมษายน ๒๕๖๗ ซึ่งได้จำแนกลูกหนี้โครงการปลอดดอกเบี้ยตามจำนวนต้นเงินจากน้อยไปหามาก พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาในการเรียกคืนเงินดังกล่าว ดังนี้

๑. กลุ่มที่ยังมีชีวิตอยู่ จำนวน 156 ราย เป็นเงิน ๕,๒๘๐,๗๕๘.๐0 บาท แยกเป็น          ๔ กลุ่มย่อย ดังนี้

๑) กลุ่มที่มีต้นเงินตั้งแต่ ๕0๐ - ๑0,๐๐๐ บาท จำนวน ๔๓ ราย เป็นเงินจำนวน๒๑๐,๖๕๖.๐๐ บาท กำหนดชำระคืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๙๐ วัน นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗

2) กลุ่มที่มีต้นเงินตั้งแต่ ๑0,00๑ - ๕0,000 บาท จำนวน ๘๕ ราย เป็นเงินจำนวน ๒,๐๑๓,๔๙๖.๐๐ บาท กำหนดชำระคืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑80 วัน นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗        ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗

๓) กลุ่มที่มีต้นเงินตั้งแต่ ๕๐,๐๐๑ - ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๒๐ ราย เป็นเงินจำนวน ๑,๕๗๖,9๐๖.๐๐ บาท กำหนดชำระคืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ปี นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่    ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘

๔) กลุ่มที่มีต้นเงินตั้งแต่ ๑00,๐0๑ - ๕00,00๐ บาท จำนวน ๘ ราย เป็นเงินจำนวน๑,๔๗๙,๖๙๖.๐๐ บาท กำหนดชำระคืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ปี ๖ เดือน นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗    ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘

๒. กลุ่มที่เสียชีวิตแล้ว จำนวน ๔๒ ราย เป็นเงินจำนวน ๑,๗๖๒,๕๙๔.๐๐ บาท แยกเป็น      ๒ กลุ่มย่อย ได้แก่ ๑) ทำสัญญาเงินกู้ก่อนแล้วเสียชีวิต จำนวน ๑0 ราย และ ๒) ทำสัญญาเงินกู้โดยให้ทายาททำในนามผู้เสียชีวิต จำนวน ๓2 ราย สหกรณ์อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อตัวหาผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะรายงานผลการตรวจสอบพร้อมทั้งรายชื่อผู้ต้องรับผิดชอบในเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ภายในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗

๓. สำหรับประเด็นข้อบกพร่อง กรณี จ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้กับสมาชิกที่ประสงค์จะลาออก    จากสหกรณ์ในขณะที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมและหุ้นไม่มีมูลค่า ซึ่งค้างนานยกมาจากปีก่อนๆ จำนวน ๑๗ ราย เป็นเงินจำนวน ๓๓0,๙๘๐.00 บาท จะดำเนินการเรียกคืนเงินค่าหุ้นให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๘๐ วัน    นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗

- นายทะเบียนสหกรณ์ได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010/(นทส.)55 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 แจ้งสหกรณ์ว่า ตามรายงานดังกล่าวนายทะเบียนสหกรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกหนี้กลุ่มที่ ๔ ซึ่งมีต้นเงินตั้งแต่ 100,๐0๑ - ๕00,000 บาท จำนวน ๘ ราย เป็นเงินจำนวน ๑,๔๗๙,๖๙๖.00 บาท กำหนดชำระคืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ปี 6 เดือน นับจากวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖8 นั้น           ควรกำหนดระยะเวลาการเรียกคืนเงินภายใน ๑ ปีเท่ากันกับลูกหนี้กลุ่มที่ ๓ ส่วนลูกหนี้กลุ่มที่เสียชีวิตแล้ว จำนวน ๔๒ ราย เป็นเงินจำนวน ๑,๗๖๒,๕๙๔.๐๐ บาท ในกรณีที่ทำสัญญาเงินกู้โดยให้ทายาททำในนามผู้เสียชีวิต จำนวน ๓๒ ราย สหกรณ์ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชอบ และรายงานผลการตรวจสอบพร้อมทั้งรายชื่อผู้ต้องรับผิดในเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าวตามสัดส่วนแห่งความผิด โดยจัดหาหลักประกันการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นทุกราย ให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบภายในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เท่านั้น และไม่อนุญาตให้ขยายเวลาการดำเนินการดังกล่าวออกไปอีก เนื่องจากได้อนุญาตให้ขยายเวลามาแล้ว ๑ ครั้ง ประกอบกับกรอบระยะเวลาของการให้แก้ไขข้อบกพร่อง กรณี ลูกหนี้โครงการสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วนับแต่วันที่สหกรณ์ได้รับคำสั่ง ทั้งนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้น หากไม่สามารถเรียกคืนเงินได้ตามกำหนด (ตามข้อ ๑. - ข้อ ๓.) และมีต้นเงินเหลืออยู่จำนวนเท่าใด คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาผู้รับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าวนั้นต่อไป อนึ่ง ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งการตามมาตรา 6๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามความในมาตรา ๑๓๒ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ประธานคณะทำงาน กำชับให้สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง หากไม่ระบุผู้รับผิดชอบ นายทะเบียนสหกรณ์จะระบุให้ว่าใครรับผิดชอบเท่าใด ตรวจสอบตั้งแต่เอกสารการกำหนดโครงการ เจ้าหน้าที่สินเชื่อได้ทำหน้าที่ติดตามทวงถามการชำระหนี้หรือไม่ คณะกรรมการผู้อนุมัติเงินกู้       ตามส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้อง

นางสาวเพลงธารา แก้วขอนแก่น นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ คณะทำงาน ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตามที่ตนได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ ได้แจ้งให้สหกรณ์จัดประเภทลูกหนี้ และให้รายงานเข้ามาให้ทราบต่อไป

มติที่ประชุม รับทราบ และ 1. มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผล         ความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ 2. มอบหมาย     กลุ่มตรวจการดำเนินการตามกฎหมาย

(1.5) คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2558 สั่ง ณ วันที่ 23 มีนาคม 2558             เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง

สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2555 – 2557 นายสมยศ ต้นประเสริฐ ผู้จัดการสหกรณ์ ได้ยืมเงินทดรองออกจากสหกรณ์ ต่อมาได้ดำเนินการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง      มีการจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อจ่ายเงินออกจากระบบของสหกรณ์ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ โดยหัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด ผู้รับมอบอำนาจ     ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 22(1) ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2558 สั่ง ณ วันที่ 23 มีนาคม 2558 ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องโดยให้สหกรณ์รีบดำเนินการให้ผู้กระทำให้เกิดความเสียหายชดใช้เงินคืนสหกรณ์ในทันที พร้อมกับให้สหกรณ์คณะกรรมการแต่งตั้งตัวแทนไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยเร็ว              หากไม่ดำเนินการนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้

        ต่อมา รองนายทะเบียนสหกรณ์ (หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่สหกรณ์และกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 24 คน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์  พ.ศ. 2542 มาตรา 21 ตามหนังสือสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด ที่ กษ 04 รอ /1191 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2558 (อัยการแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 เนื่องจากขาดอายุความในการฟ้องร้องดำเนินคดี) และได้มอบให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์และกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 24 คน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 ตามหนังสือสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด ที่ กษ 04 รอ /1192 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2558 ต่อมาได้มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 13/2558 สั่ง ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2558 ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์ จึงทำให้หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2559 เป็นต้นมา ซึ่งต่อมาในคดีแพ่ง            สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด รองนายทะเบียนสหกรณ์ เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด เป็นคดีแพ่งตามหมายเลขคดีดำ ที่ พ 769/2559 ให้คณะกรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่                      ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 24 คน ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 98,519,365.11 บาท    ต่อมาศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560        ซึ่งจำเลยตกลงชำระหนี้ให้กับโจทก์เป็นรายงวด ๆ ละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 277,777 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 งวด โดยเริ่มชำระงวดแรก ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 180 ให้ชำระภายในสิ้นเดือนของทุกเดือน แล้วชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2575 โดยชำระผ่านบัญชีธนาคารโจทก์

        ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีหมายเลขดำที่ พ 769/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 2865/2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 ระหว่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด โดยนายพีรพนธ์ กิจโกศล สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์ กับ นายอินทร์ นะราวัง ที่ 1 กับพวกรวม 24 คน จำเลย เรื่อง เป็นกรรมการ, ผู้จัดการสหกรณ์ (นิติบุคคล,ละเมิด,เรียกค่าเสียหาย) จำเลยทั้ง 24 คน              ตกลงยินยอมร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 98,519,364.11 บาท              พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,924,783 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป     จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และตกลงผ่อนชำระเป็นรายงวด ๆ ละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 277,777 บาท    ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 งวดที่ 2 – 180 ให้ชำระภายในสิ้นเดือนของทุกเดือนถัดไป แล้วจะชำระให้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2575 ซึ่งลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 24 คนได้ชำระแก่สหกรณ์ฯ เจ้าหนี้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่อยมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 9,999,187.11 บาท คงเหลือจำนวน 88,520,177 บาท และวันที่ 13 มีนาคม 2561 สหกรณ์ฯ ได้รับโอนที่ดิน จำนวน 55 แปลง มูลค่าที่ดินจำนวน 110,000,000 บาท (หนึ่งร้อยสิบล้านบาทถ้วน) แทนการชำระหนี้ในคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันกับที่ลูกหนี้ทั้ง 24 คน ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดต่อสหกรณ์ฯ และสหกรณ์ฯ ได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ชุดที่ 25 ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 วาระที่ 5.4 เรื่องพิจารณาหลักเกณฑ์การนำผล     การชำระหนี้ของลูกหนี้ผู้ก่อความเสียหายแก่สหกรณ์ฯ (นายศุภชัยฯ) มาเยียวยาความรับผิดทางละเมิด        ของลูกหนี้ทั้ง 24 คนในคดีนี้ จึงถือว่าลูกหนี้ทั้ง 24 คน ได้ชำระหนี้แก่สหกรณ์ฯ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2562 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลที่ดิน 55 แปลง ที่นายศุภชัยฯ โอนที่ดินให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด แทนการชำระหนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มี          คำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว และสหกรณ์ฯ ได้อุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกา และศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลล่าง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 และนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา     เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้รับทราบแล้ว

        ดังนั้น จึงถือว่า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จากลูกหนี้ทั้ง 24 คน และถือว่าลูกหนี้ทั้ง 24 คน ผิดนัดชำระหนี้ในส่วนที่ค้างทั้งหมด และให้เจ้าหนี้บังคับคดีได้ทันที ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีหมายเลขดำที่ พ 769/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 2865/2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 หากลูกหนี้ทั้ง 24 คน ผิดนัดชำระหนี้เพียงงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ในส่วนที่ค้างทั้งหมด ลูกหนี้ทั้ง 24 คนยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ซึ่งตามมาตรา 274 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วางหลักไว้ว่า “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตาม        คำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตาม               คำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง” วรรคสอง “ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือ กำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต              ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้”           ซึ่งคดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โดยกำหนด ให้ชำระเป็นรายงวด ๆ ละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 277,777 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 งวด             เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 งวดที่ 2 – 180 ให้ชำระภายในสิ้นเดือนของทุกเดือนถัดไป แล้วจะชำระให้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ภายในวันที่30 กันยายน 2575 ซึ่งลูกหนี้ทั้ง 24 คน ได้ชำระงวดล่าสุด     เดือนพฤศจิกายน 2560 และถือว่าไม่ได้มีการชำระและผิดนัดชำระตั้งแต่วันสิ้นเดือนธันวาคม 2560         เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาในการบังคับคดี 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่      1 มกราคม 2571                  

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด จึงได้มีหนังสือ ที่ รอ 0010/205 ลงวันที่ 25 มกราคม 2567 เรื่อง ขอให้สหกรณ์ติดตามและแจ้งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ      และดำเนินคดีการบังคับคดี ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยแนะนำให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดำเนินการแจ้งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 24 คน ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบทั้งจำนวนที่คงเหลือ และให้สหกรณฯ ดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีและดำเนินกระบวนการตามกฎหมายโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดตามทรัพย์ ยึดและอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 24 ราย เพื่อนำไปขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิ จำกัด จนครบถ้วน ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ ต้องดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาการบังคับคดี ตามที่กฎหมายกำหนดโดยเร็ว และรายงานผลการดำเนินการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดทราบ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ และทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนกว่าจะแล้วเสร็จ

การแก้ไขข้อบกพร่อง

- ในการประชุม จกบ. ครั้งที่ 2/2567 นายเพราพงษ์พันธ์ ชำนาญ ตำแหน่ง ธุรการสหกรณ์ฯ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้รับมอบอำนาจจากสหกรณ์ฯให้ไปดำเนินการยื่นขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ของนายศุภชัยฯ ที่ศาลล้มละลายกลางแต่ด้วยเป็นกรณีที่ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากสหกรณ์ฯได้รับชำระหนี้เป็นที่ดิน จำนวน 55 แปลงจากนายศุภชัยฯ แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2561 และนายศุภชัยฯ ศาลมีคำสั่งล้มละลาย เมื่อปี พ.ศ.2564 สหกรณ์ฯคิดว่าได้รับชำระหนี้แล้ว จึงไม่ได้ไปยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2562 มีการฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินชำระหนี้ให้สหกรณ์ฯ จำนวน 55 แปลงดังกล่าวและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว สหกรณ์ฯ      ได้อุทธรณ์จนถึงชั้นฎีกา และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลล่าง และนัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่         12 ตุลาคม 2566 จึงเป็นเหตุให้สหกรณ์ฯมอบหมายให้ตนไปดำเนินการเขียนคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้สหกรณ์ฯยื่นขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ของนายศุภชัยฯ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลยังไม่เพียงพอ จึงฟังไม่ขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเขียนคำอุทธรณ์คำสั่งศาลและระยะเวลาที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 มีนาคม 2567 แต่ด้วยตนผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องนี้ ขาดความรู้ความเข้าใจและไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว จึงอยากขอคำแนะนำจากท่านอัยการ ในการเขียนคำอุทธรณ์ ซึ่งนายพรมมาศ อุกะโชติ ตำแหน่ง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้คำแนะนำและอธิบายหลักกฎหมายเบื้องต้น ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดล้มละลาย การจัดการทรัพย์สินหนี้สินของบุคคลล้มละลายจะเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่หากไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือยื่นไม่ทันด้วยสุดวิสัยใดๆ เจ้าหนี้จะต้องมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล    ว่าเจ้าหนี้ประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้และแสดงถึงเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทัน                   ภายในกำหนดเวลา เมื่อศาลเห็นว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ศาลก็จะมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลา                  ที่ศาลกำหนด แต่กรณีเท่าที่ฟังผู้แทนสหกรณ์ฯชี้แจง คือ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายหลัง พ้นกำหนดเวลา ซึ่งสหกรณ์ฯต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งการเขียนอุทธรณ์      ต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย ควรให้ทนายเป็นผู้เขียนอุทธรณ์ให้ แต่การจ้างทนาย                       เขาก็จะคิดค่าดำเนินการตามทุนทรัพย์ ซึ่งคดีนี้ทุนทรัพย์สูง ความเสี่ยงสูง ค่าทนายความก็จะสูงตาม                 ส่วนสำนักงานอัยการ ก็มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำข้อกฎหมายให้กับประชาชนอยู่แล้ว ก็สามารถเข้าไปปรึกษาขอคำแนะนำได้ แต่อัยการจะไม่มีหน้าที่เขียนคำอุทธรณ์ให้

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

- ยังไม่ได้รับรายงานจากสหกรณ์

นายบัญญัติฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตามที่สหกรณ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลเพื่อขอรับชำระหนี้ของนายศุภชัยฯ ศาลล้มละลายฯ นัดให้ฟังผลในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ว่าจะมีส่วนร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ และสหกรณ์จะประชุมใหญ่ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2567

ประธานคณะทำงาน กำชับให้สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ต้องคิดต่อว่าหากศาลไม่อนุญาตตามที่สหกรณ์อุทธรณ์ สหกรณ์จะทำอย่างไรต่อ ฝากให้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 และสหกรณ์ ดำเนินการตามหน้าที่ด้วย

นายสมชายฯ แนะนำว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีหมายเลขดำที่ พ 769/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 2865/2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 ในกรณีนี้ระยะเวลาในการบังคับคดีเหลือเพียงแค่ 3 ปี จึงต้องเร่งดำเนินการ

เลขานุการคณะทำงาน ได้แจ้งว่าตามที่สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีหนังสือขอให้สหกรณ์ติดตามและแจ้งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและดำเนินคดีการบังคับคดี ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  ขอให้สหกรณ์เร่งดำเนินการและรายงานตามหนังสือดังกล่าว เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับคณะกรรมการชุดปัจจุบัน หากไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ที่จะมีผลในวันประชุมใหญ่นี้ และผลกระทบเรื่องการหักเงินเดือนผู้จัดการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้ในกรณีข้อบกพร่องต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วด้วย

มติที่ประชุม รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามผลความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบอย่างสม่ำเสมอ

(2) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด

        ๑. สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด จัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่าย            เพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างสำนักงานสหกรณ์แห่งใหม่ ในปี ๒๕๕๔ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ ๔๙ ได้จัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่ายเพื่อจะนำกำไรมาเป็นทุนจัดสร้างสำนักงานสหกรณ์แห่งใหม่ ซึ่งมีที่ดินที่สหกรณ์ซื้อเตรียมไว้รอแล้ว

        ๒. การซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด           กับ บริษัทเทวาสิทธิ์พิฆเนศ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญา ดำเนินเป็นปกติมาได้ ๙ งวด พองวดที่ ๑๐ เป็นต้นไป บริษัทผิดสัญญา สหกรณ์เกิดความเสียหาย

        ๓. นายเรืองยุทธ ฑีฆะสวัสดิ์ สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นโจทก์ ฟ้องคดีแทน
สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด โดยได้ยื่นฟ้องนายคมศักดิ์ อิโน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีแพ่งหมายเลขดำ ที่ ๒๘๙๔/๒๕๕๕ และคดีหมายเลขแดง ที่ ๓๘๓๐/๒๕๕๖ ข้อหาละเมิด,ตัวแทน สาเหตุที่รองนายทะเบียนสหกรณ์ เข้ามาเป็นโจทก์แทนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด เพราะว่าสหกรณ์ยังไม่ได้ฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบประมาณในการฟ้องคดีไว้

๔. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้ง ๑๖ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๔๓,๖๙๗,๒๓๒.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๘,๖๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง       (ฟ้องวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันใช้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้ จำเลยที่ ๑๑ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ต่อมาจำเลยทั้งสิบหกยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน       ให้จำเลยทั้งสิบหกใช้ค่าทนายความให้ชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสิบหกยื่นฎีกา   ศาลฎีกาพิพากษายืน (อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐) กับให้จำเลยทั้งสิบหก        ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์        

๕. ต่อมาจำเลยทั้ง ๑๖ ไม่ได้ชำระหนี้ตามพิพากษา สหกรณ์โจทก์จึงยื่นคำขอตั้ง             เจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ศาลอนุญาตตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบหกเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด ได้ว่าจ้าง สมาคมทนายความกาฬสินธุ์ ทำการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์จำเลยทั้งสิบหกแทนสหกรณ์

๖. สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด ได้ฟ้องบริษัทเทวาสิทธิ์พิฆเนศ จำกัด อีกคดี       เป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขดำที่ ล.๖๑๖๒/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ล.๑๔๖๗/๒๕๕๘ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้ บริษัทเทวาสิทธิ์พิฆเนศ จำกัด จำเลยที่ ๑ กับ นายศรีสุข รุ่งวิสัย จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง นำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด และเจ้าหนี้อื่นอีกรวมทั้งหมด ๒๘ ราย

สหกรณ์ได้รายงานความคืบหน้าของคดีทั้งสองดังกล่าว ให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดทราบเป็นระยะๆ ตามที่มีความเคลื่อนไหว ปัจจุบัน สหกรณ์อยู่ระหว่างการสืบทรัพย์ พร้อมกับได้ยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบหกเพื่อนำมาขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้สหกรณ์ ดังนี้

- สหกรณ์ว่าจ้างสมาคมทนายความกาฬสินธุ์ให้ดำเนินการ สืบทรัพย์บังคับคดีแก่จำเลยทั้ง ๑๖ ราย ทนายความได้สืบทรัพย์และยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑๖ (นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์) เป็นที่ดิน จำนวน ๘ แปลง และได้ตกลงประนีประนอมกับจำเลยที่ ๑๖ โดยจำเลยที่ ๑๖ จะชำระเงินให้แก่สหกรณ์จำนวน ๕,๓๐๐,๐๐๐ บาท และสหกรณ์ตกลงถอนการยึดที่ดินทั้ง ๘ แปลง

- รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ผลเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 ในรูปแบบของสำเนารายงานการประชุม สรุปข้อมูลการรับชำระคดีแพ่งและคดีอาญา รวม 7 คดี เป็นจำนวนเงิน 2,100,000 บาท

- รายงานเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 สรุปรายงานความเคลื่อนไหวการดำเนินการกรณีสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้ มีการยึดทรัพย์และขายแล้ว จำนวน 11 รายการ รวมมูลค่า 13,128,750 บาท     มีการยึดทรัพย์และอยู่ระหว่างรอประกาศขายทอดตลาด 9 รายการ ราคาประเมิน 7,190,135 บาท มีการดำเนินคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยในคดีฉลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่มเติมจำนวน 40 คดี โดยมีรายการคดีที่เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 7 คดี และมีรายการคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จจำนวน 33 คดี

- รายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 31 พฤษภาคม และ 4 กรกฎาคม 2566 สรุปรายงานความเคลื่อนไหวการดำเนินการกรณีสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้ มีการยึดทรัพย์และขายแล้ว จำนวน 11 รายการ รวมมูลค่า 13,128,750 บาท มีการยึดทรัพย์และอยู่ระหว่างรอประกาศขายทอดตลาด 11 รายการ ราคาประเมินรวม 9,601,310 บาท มีการดำเนินคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยในคดีฉลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่มเติมจำนวน 40 คดี โดยมีรายการคดีที่เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 7 คดี และมีรายการคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จจำนวน       33 คดี

- รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 4 กันยายน 30 ตุลาคม และ 8 ธันวาคม 2566 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวทางตัวเงินเพิ่มเติม ด้านคดีความมีการยึดทรัพย์และขายแล้ว จำนวน 11 รายการ รวมมูลค่า 13,128,750 บาท มีการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด 7 รายการ รอเจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีจ่ายเงิน รวมมูลค่า 4,892,000 บาท  ทรัพย์ที่ยึดอยู่ระหว่างดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ 3 รายการ รายการอายัดบัญชีธนาคาร และบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด รอเจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีจ่ายเงิน การดำเนินคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยในคดีฉลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 40 คดี มีรายการคดีที่เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 7 คดี และมีรายการคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จจำนวน 33 คดี เตรียมฟ้องอีก 2 คดี

ทั้งนี้ การรายงานมูลค่าที่ได้รับชดใช้ ไม่ได้แยกการหักดอกเบี้ยหรือต้นเงินตามคำพิพากษา เนื่องจากผู้ที่จัดทำรายงานเป็นฝ่ายกฎหมายของสหกรณ์ กลุ่มตรวจการสหกรณ์ได้ประสานกับสหกรณ์แล้ว และจะออกแบบการรายงานให้สหกรณ์นำไปใช้ต่อไป

- รายงานเมื่อวันที่ 31 มกราคม และ 5 มีนาคม 2567  ด้านคดีความมีการยึดทรัพย์และขายแล้ว จำนวน 11 รายการ ได้รับเงินจากการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด 7 รายการ จำนวน 2,501,604 บาท ทรัพย์ที่ยึดอยู่ระหว่างดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ 4 รายการ รายการอายัดบัญชีธนาคารและบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด ได้รับจำนวน 175,673.89 บาท รวมมีความเคลื่อนไหวด้านตัวเงิน 2,677,277.89 บาท การดำเนินคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยในคดีฉลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 42 คดี มีรายการคดีที่เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 7 คดี และมีรายการคดีที่ยังไม่แล้วเสร็จจำนวน 35 คดี

        มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 1 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นประจำทุกเดือน

        ผลติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม

มติที่ประชุม รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 1 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นประจำทุกเดือน

(3) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด

ด้วยผู้ตรวจการสหกรณ์ ได้เข้าตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด เมื่อวันที่ 1๔ มีนาคม 2561 พบว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่องทางด้านการเงิน คือ มีลูกหนี้  เงินสดขาดบัญชี จำนวน ๗๐,๕๐๖.๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ

๑. นางบุญศรี ชำรำ จำนวน ๖๐,๕๐๖.๐๐ บาท และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แล้ว ต่อมานางบุญศรี ชำรำ ได้มีการชำระหนี้ จำนวน ๑๙,๒๐๐.๐๐ บาท คงเหลือหนี้ค้าง จำนวน ๔๑,๓๐๖.๐๐ บาท

๒. นางสาวปนัดดา โกษฐา จำนวน ๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แล้ว ต่อมาได้มีการชำระหนี้ จำนวน ๔,๖๐๐.๐๐ บาท คงเหลือหนี้ค้าง จำนวน ๕,๔๐๐.๐๐ บาท                

จากการเข้าตรวจการสหกรณ์ ปรากฏว่า บุคคลทั้ง ๒ ราย มิได้ชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ที่ทำไว้แต่อย่างใด

ฉะนั้น อาศัยความตามมาตรา 22(1) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ประกอบกับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 130/2555 สั่ง ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 131/2555 สั่ง ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด     โดยให้คณะกรรมการดำเนินการแจ้งนางบุญศรี ชำรำ และนางสาวปนัดดา โกษฐา นำเงินมาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งนี้ หากยังเพิกเฉยละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม           ให้คณะกรรมการดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ ข้อ ๘๓ (๑๗) โดยดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้เงินสดขาดบัญชีทั้ง ๒ ราย ชดใช้เงินคืนให้กับสหกรณ์ภายในกำหนดอายุความของหนังสือสัญญารับสภาพหนี้

สหกรณ์ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องว่าสหกรณ์ฯ ได้รับชำระหนี้จากนางปนัดดา โกษฐา ครบทั้งจำนวนแล้ว (ชำระเสร็จสิ้น 7 มีนาคม ๒๕62)

นางบุญศรี ชำรำ และ นางอัมพร สาระโภค ชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด เดือนละ 100 บาท เป็นประจำทุกเดือน ณ 29 กุมภาพันธ์ 2567 นางบุญศรี ชำรำ คงเหลือ 33,406 บาท นางอัมพร สาระโภค คงเหลือ 8,1๒๗ บาท รวมทั้งสิ้นคงเหลือ ๔1,5๓๓ บาท

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๑ ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นประจำทุกเดือน

ผลติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง  นางบุญศรี ชำรำ และ นางอัมพร สาระโภค ชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เคหะชุมชนมั่นคงพัฒนา จำกัด เป็นประจำทุกเดือน ในเดือนมีนาคม - เมษายน 2567           นางบุญศรี ชำรำ ชำระ 200 บาท คงเหลือ 33,206 บาท ส่วน นางอัมพร สาระโภค ชำระ 200 บาท คงเหลือ 7,9๒๗ บาท รวมทั้งสิ้นคงเหลือ ๔1,1๓๓ บาท

มติที่ประชุม รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๑ ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นประจำทุกเดือน

(4) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรธวัชบุรี จำกัด

        สหกรณ์จัดซื้อสินค้าเกินกว่าความต้องการของสมาชิก มูลค่าความเสียหาย 34,143,865 บาท อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 38-41 และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ รวม 19 ราย

                นายทะเบียนสหกรณ์อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำสั่ง ที่ (รอ) ๑๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ ให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องโดยให้หาผู้รับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหาย

                สหกรณ์ฯ ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 38 ถึง 41       และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (นายสุดใจ สรรพวุธ อดีตผู้จัดการ) คงเหลือที่ต้องติดตาม ดังนี้

           1. คดีแพ่ง (แรงงาน) 1/2560 26 ธันวาคม 2559 จำนวนทุนทรัพย์ 11,120,945 บาท

2. คดีแพ่ง 3978/2559 22 ธันวาคม 2559 จำนวนทุนทรัพย์ 11,120,945 บาท

                สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ดังนี้

                - สหกรณ์ดำเนินคดีกับอดีตคณะกรรมการดำเนินการและอดีตผู้จัดการ
นายสุดใจ สรรพวุธ โดยได้ดำเนินคดีแพ่งกับอดีตคณะกรรมการทั้ง ๑๕ ราย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด          ให้ร่วมกันชดใช้เงินให้สหกรณ์ จำนวน 11,120,945 บาท ส่วนนายสุดใจฯ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด                    ให้ชดใช้แก่สหกรณ์ จำนวน 10,314,185 บาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามการชำระหนี้ตามคำพิพากษา

                - อยู่ระหว่างการติดตามบังคับคดี ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้ง ๑๙ ราย ทั้งนี้ เฉพาะราย นายสมร ทิพย์โสด ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว ส่วน นางทองใส นนทะภา (เสียชีวิต) นายเรียง สุวรรณศรี (เสียชีวิต) นายเคน จันทะสูนย์ (เสียชีวิต) นายคำบรรย์ ราชายันต์ (เสียชีวิต) นายทองแท้ แสงแดง (เสียชีวิต)

- ในปี พ.ศ. 2565 มียอดรวมชำระ 212,155 บาท และสหกรณ์จัดทำข้อมูลเพื่อติดตามลูกหนี้ตามคำพิพากษากลุ่มนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

- ในเดือนพฤษภาคม 2566 นายประยูร วิเศษวุฒิ ชำระ 5,000 บาท

  • รายงาน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566
  1. การประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 48 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 สิงหาคม 2566 วาระเพื่อพิจารณาที่ 5.5 เรื่องพิจารณารายงานการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ สืบเนื่องจากผู้สอบบัญชีรายงานผลการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์การเกษตรธวัชบุรี จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน จากการดำเนินการฟ้องร้องบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเมื่อหลายปีก่อน ดังนี้
  • ลูกหนี้ตามคำพิพากษานายสุดใจ สรรพวุธ อดีตผู้จัดการสหกรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาให้ชำระค่าเสียหายแก่สหกรณ์ จำนวน 10,114,185.00 บาท สหกรณ์ดำเนินคดีสืบทรัพย์ พบหลักทรัพย์ที่เป็นที่ดิน จำนวน 2 แปลง จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่สหกรณ์ โดยที่ดินทั้ง 2 แปลง ราคาประเมินจากส่วนราชการ จำนวน 800,000 บาท โดยจำเลยตกลงชำระหนี้ 4 ปี ชำระงวดแรกเดือนมิถุนายน 2563 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 คงเหลือ 9,914,185.00 บาท
  • ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการสหกรณ์ จำนวน 18 ราย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ จำนวน 8,680,535.00 บาท ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาไว้แล้ว แต่จากการตรวจสอบการชำระหนี้ของจำเลยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด    ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 คงเหลือ 8,252,417.00 บาท
  1. สหกรณ์อยู่ระหว่างการติดตามบังคับคดี ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้ง 19 ราย ทั้งนี้ เฉพาะราย นายสมร ทิพย์โสด ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว และมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียชีวิต 5 ราย ตามรายชื่อดังนี้
  • นางทองใส นนทะกา
  • นายเรียง สุวรรณศรี
  • นายเคน จันทะสูนย์
  • นางไสว แสนบัว
  • นายทองแท้ แสงแดง
  1. มติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 48 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 สิงหาคม 2566 อนุมัติให้ยุติการติดตามลูกหนี้ตามคำพิพากษา เนื่องจากเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปรากฏในงบการเงินเนื่องจากมีลูกหนี้ชำระหนี้ในส่วนของตนเองเสร็จสิ้น และมีลูกหนี้ที่เสียชีวิตแล้ว อีกทั้งสหกรณ์ได้มีการสืบทรัพย์ของจำเลยแล้วแต่ไม่พบทรัพย์สิน จึงมีมติให้ยุติการติดตามลูกหนี้ที่เสียชีวิตและสืบทรัพย์แล้วไม่มีทรัพย์       ส่วนลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินจะดำเนินติดตามให้ลูกหนี้มาชำระเพื่อให้กลับมาเป็นรายได้ให้สหกรณ์ โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการอีกครั้งในวันที่ 8 กันยายน 2566
  • รายงาน ณ วันที่ 15 กันยายน 2566
  1. มติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 49 ครั้งที่ 2 วันที่ 8 กันยายน 2566 อนุมัติให้ยุติการติดตามลูกหนี้ ตามคำพิพากษาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 48 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 สิงหาคม 2566 โดยให้ยุติการติดตามลูกหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 18 ราย และนายสุดใจ สรรพวุธ เนื่องจากสืบทรัพย์แล้วไม่มีทรัพย์ ส่วนลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินจะดำเนินติดตามให้ลูกหนี้มาชำระเพื่อให้กลับมาเป็นรายได้ให้สหกรณ์
  • รายงาน ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2566
  1. เดือนตุลาคม 2566 สหกรณ์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามคำพากษา จำนวน      3 ราย รวมทั้งสิ้น 183,000.00 บาท
  2. เดือนพฤศจิกายน 2566 ไม่มีความเคลื่อนไหว
  • รายงาน ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2566
  1. เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2566 ไม่มีความเคลื่อนไหว

ฝ่ายเลขาฯ เสนอแนวทางการบันทึกข้อมูลในระบบการจัดการข้อบกพร่องของสหกรณ์ ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/12955 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2562 เรื่องซักซ้อมแนวทางการบันทึกข้อมูลในระบบการจัดการข้อบกพร่องของสหกรณ์ เพื่อประกอบการพิจารณา

นางสาวรัชนีวรรณ มรกต ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ชี้แจงเพิ่มเติมในที่ประชุมครั้งที่ 1/2567 ว่า ตามมติที่ประชุมคราวที่แล้ว ได้ตกลงกันไว้ว่าต้องมีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการให้ชัดเจนและเหตุผลในกรณียุติการติดตาม หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ กษ 1115/12955     ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2562 เรื่องซักซ้อมแนวทางการบันทึกข้อมูลในระบบการจัดการข้อบกพร่องของสหกรณ์มีขึ้นภายหลัง ซึ่งจะดำเนินการติดตามเรื่องหนังสือรายงานการยึดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดียืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินใดๆ เพื่อส่งเป็นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม

  • รายงาน ณ วันที่ 17 มกราคม 2567 เดือนธันวาคม 2566 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวการรับชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์

-  รายงาน ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 เดือนมกราคม 2567 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวการรับชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์

                มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

        ผลติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม

มติที่ประชุม รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

(5) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรโพนทอง จำกัด

                สถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มนอก) ของสหกรณ์มีน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือสิ้นปีตามที่ปรากฏในบัญชีของสหกรณ์ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๒๒,๗๐๙ ลิตร ตามราคาทุนเป็นเงิน ๗๒๙,๑๒๐.๙๘ บาท และจากการตรวจนับน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ปรากฏว่าสหกรณ์มีน้ำมันเชื้อเพลิงให้ตรวจวัดได้เพียง ๑๐,๗๕๐ ลิตร ราคาทุนเป็นเงิน ๓๔๕,๙๑๘.๕๐ บาท ราคาขายเป็นเงิน ๓๕๕,๒๒๕.๐๐ บาท ขาดบัญชีจำนวน ๑๑,๙๕๙ ลิตร ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาลดหย่อนน้ำมันสูญระเหย จำนวน ๔,๕๘๕.๙๖ ลิตร เป็นเงิน ๑๓๙,๖๐๔.๓๓ บาท เป็นค่าใช้จ่ายของสหกรณ์แล้ว ดังนั้นจึงมีน้ำมันเชื้อเพลิงขาดบัญชีทั้งสิ้น ๗,๓๗๓.๐๔ ลิตร ราคาทุนเป็นเงิน ๒๔๓,๓๘๕.๓๒ บาท ราคาขายเป็นเงิน ๒๕๐,๖๙๑.๖๗ บาท ตามรายการดังนี้

                - ดีเซล จำนวน ๔,๓๑๓.๓๖ ลิตร ราคาขาย ๑๓๑,๘๕๘.๕๘ บาท

                - แก๊สโซฮอล์ ๙๑ จำนวน ๒,๖๖๔.๒๔ ลิตร ราคาขาย ๑๐๔,๓๓๖.๙๗ บาท

                - E ๒๐ จำนวน ๓๙๕.๔๔ ลิตร ราคาขาย ๑๔,๔๙๖.๑๒ บาท

ซึ่งนางสมควร สารพัด ตำแหน่งพนักงานขาย ได้ทำหนังสือรับรองจำนวนสินค้าขาดบัญชีไว้ต่อสหกรณ์แล้ว

                คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2557 สั่ง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2557
นายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องภายใน ๓๐ วัน

        สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง มิถุนายน 2563  สหกรณ์ได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา ต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด หมายเลขคดีดำ ที่ 3371/2557 หมายเลขคดีแดง ที่ 3288/2559 ลว. 7 ก.พ. 60 โดยฟ้องร้องดำเนินคดีพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์ จำนวน 5 คน ดังนี้ 1. นางสาวสมควร สารพัด สินค้าขาดบัญชี 2. นางสาวศศิมาภรณ์ พันธัง 3. นายวิมุต ขันอาษา 4. นายเวช ชมพูพฤก 5. นายมานิตย์ เปลรินทร์ ได้ไกล่เกลี่ยการชำระหนี้ จำเลยยินยอมชำระหนี้ รวม 1,119,395 บาท

สหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ดังนี้  

        กรณีเงินสดขาดบัญชี

- นายเวช ชมพูพฤกษ์ สืบทรัพย์แล้วไม่เจอทรัพย์ เดือนพฤศจิกายน 2566 รายงานว่า ทำสัญญารับสภาพหนี้ใหม่ ให้ชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 500 บาท (ยังไม่ส่งสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ใหม่) ยังไม่มียอดชำระ คงเหลือ 135,800.00 บาท เท่าเดิม

- นายมานิตย์ เปลรินทร์ (เสียชีวิต) ภรรยาและทายาท เป็นผู้ชดใช้หนี้แทน               ถูกดำเนินการบังคับคดี ตามคำพิพากษา ธันวาคม 2566 - มกราคม 2567 ไม่มียอดชำระ คงเหลือ 300,395.00 บาท เท่าเดิม

- นางสมควร สารพัด ในเดือนธันวาคม 2566 - มกราคม 2567 ชำระ 2,000.00 บาท คงเหลือ 72,808.00 บาท

        กรณีสินค้าขาดบัญชี

        - นางสมควร สารพัด ในเดือนธันวาคม 2566 - มกราคม 2567 ไม่มียอดชำระ คงเหลือ 100,191.00 บาท

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว  1. ให้สหกรณ์ติดตาม ประสานกับทนายความ สืบทรัพย์ทั้ง 3 ราย ที่ผิดนัด มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์หรือไม่ ดำเนินการภายในอายุความ 2. มอบให้ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 และนิติกร ดูเรื่องอายุความด้วย

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ดังนี้

        กรณีเงินสดขาดบัญชี

- นายเวช ชมพูพฤกษ์ ไม่มีการชำระเพิ่มเติม

- ภรรยาและทายาทของนายมานิตย์ เปลรินทร์ ไม่มีการชำระเพิ่มเติม

- นางสมควร สารพัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ไม่มีการชำระ เดือนมีนาคม - เมษายน 2567 ชำระ 2,000.00 บาท  คงเหลือ 70,808.00 บาท

        กรณีสินค้าขาดบัญชี

        - นางสมควร สารพัด ในเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2567 ไม่มีการชำระ คงเหลือ 100,191.00 บาท

นางสาวศศิธร สิทธิศักดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโพนทอง จำกัด ชี้แจงเพิ่มเติมว่า     นายเวช ชมพูพฤกษ์ ได้สืบทรัพย์ทั้งของนายเวชฯ และคู่สมรส ไม่พบทรัพย์ ไม่พบชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน บ้าน รถ สหกรณ์ยังไม่ได้จัดทำหนังสือติดตามทวงถามหนี้ สหกรณ์ถอนฟ้องนายเวชฯ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559  นายมานิตย์ฯ และนางสมควรฯ ก็มีหลายคดี จึงมีการชำระไม่เป็นปกติ

นายสุริยนต์ ฉายชัยภูมิ เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส คณะทำงาน ได้แจ้งว่า นายเวชฯ ชำระหนี้ให้สหกรณ์ เฉพาะเรื่องกองทุนสงเคราะห์พนักงานและเจ้าหน้าที่ ไม่ชำระเงินกรณีที่เป็นข้อบกพร่อง แนะนำให้สหกรณ์สืบทรัพย์ให้ดี เพราะยังเห็นว่ามีบ้านอาศัยบนที่ดิน มีรถใช้

นายสมชายฯ ให้คำแนะนำว่า สหกรณ์สามารถนำตำแหน่งที่ดินไปเช็คระหว่างโฉนดข้างเคียงได้ว่า ที่ดินตำแหน่งดังกล่าวผู้ครอบครองเป็นใคร ส่วนรถให้ใช้เลขทะเบียนสืบกับขนส่ง

ประธานคณะทำงาน กำชับว่าให้ติดตามการชำระหนี้เป็นหนังสือ ทนายสืบทรัพย์แล้วต้องรายงานให้ชัดเจน การสืบทรัพย์นายเวชและสำหรับรายอื่นๆ ก็ให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

พ.ต.ท.อวยชัย ภูมิเศษ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) ที่ปรึกษาคณะทำงาน ให้คำแนะนำว่า  ถ้ามีการถอนฟ้อง ความผิดส่วนตัวจะจบไป ให้ตรวจดูในคำสั่งศาล สัญญาประณีประนอมยอมความอีกครั้ง

นายสมชายฯ ให้คำแนะนำว่า คดีที่ถอนฟ้อง หมายเลขคดีแดง ที่ 3288/2559 ให้ทนายไปขอคัดสำเนาการประณีประนอมยอมความมาดูได้

ประธานคณะทำงาน กำชับให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์นำตัวอย่างหนังสือทวงถามหนี้ไปใช้แนะนำสหกรณ์ ทนายสหกรณ์ต้องสืบทรัพย์สหกรณ์ทุกทรัพย์สิน ติดตามให้ผู้รับผิดชอบให้ชำระหนี้ให้สหกรณ์การเกษตรโพนทองด้วย ไม่ใช่ชำระแต่คดีอื่น ให้สหกรณ์นำเรื่องการติดตามข้อบกพร่องเข้าเป็นวาระการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ติดตามทุกครั้ง มอบหมายผู้ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องเป็นทนายเท่านั้น มอบหมายคณะกรรมการก็ได้ ให้ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 เข้าปติดตามเพิ่มเติมด้วยตัวเอง เนื่องจากจะมีการปรับเปลี่ยนบุคลากร และดูเรื่องอายุความด้วย ให้ระบุไว้หน้าแฟ้ม เพื่อป้องกันการพลาดเรื่องอายุความ                                                                                                                                                                                                                                        

มติที่ประชุม รับทราบ และ 1. ให้นำคำถอนฟ้องมาพิจารณาข้อมูลใหม่อีกครั้ง 2. ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

(6) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านขว้าง จำกัด

        รายงานผลการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ฯ สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 มีข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการตรวจนับเงินสดในมือ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 ปรากฏว่า มีเงินสดขาดบัญชี จำนวน 134,237.63 บาท อยู่ในความรับผิดชอบของนางรัชดา กออำไพ ตำแหน่ง เหรัญญิก

        สหกรณ์ฯได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2560 ให้นางรัชดา กออำไพ      อดีตเหรัญญิก ชำระหนี้คืนต่อสหกรณ์ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี และจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยจะผ่อนชำระเป็น 3 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค 59 ถึง 30 พ.ย 60 รวมเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 45,835 บาท งวดที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค 60 ถึง 30 พ.ย 61 รวมเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 45,835 บาท งวดที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค 61 ถึง 30 พ.ย 62 รวมเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 47,192.12 บาท หากมีการผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีบุคคลค้ำประกัน 2 คน คือ นายสมหมาย เกตุคำ ตำแหน่ง ประธานกรรมการชุดที่ 26 และนายพรชัย แซ่เตียว ภายหลังได้ติดตามความคืบหน้า พบว่า ได้รับชำระเดือนละ 1,000 บาท เท่านั้น ยอดคงเหลือ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 89,737.63 บาท

                มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

        ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง  สหกรณ์ได้รับชำระหนี้จากนางรัชดา กออำไพ เดือนเมษายน - พฤษภาคม 2567 จำนวน 2,๐๐๐ บาท คงเหลือ 87,737.63 บาท

มติที่ประชุม รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

(7) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด

        ตามรายงานข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์การเกษตรอำเภอ   จังหาร จำกัด สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2564 ประกอบกับรายงานการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ฯ ซึ่งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 และวันที่ 9, 15 กรกฎาคม 2564 พบว่า สหกรณ์ฯ มีลูกหนี้เงินให้กู้ระยะสั้นคงเหลือ จำนวน 52 ราย เป็นเงินจำนวน 626,279 บาท และมีลูกหนี้การค้า จำนวน 18 ราย เป็นเงินจำนวน 83,123 บาท และจากการตรวจสอบและสอบทานหนี้โดยตรงกับสมาชิก ผลปรากฏว่า มีลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้ จำนวน 31 ราย เป็นเงินจำนวน 459,122 บาท ลูกหนี้ที่เสียชีวิตแล้ว จำนวน 8 ราย เป็นเงินจำนวน 70,667 บาท และลูกหนี้ที่ไม่สามารถติดต่อและยืนยันตัวตนได้ จำนวน 13 ราย เป็นเงินจำนวน 96,490 บาท และจากการตรวจสอบและยืนยันยอดกับลูกหนี้การค้าโดยตรง จำนวน 8 ราย ปรากฏว่า ยอมรับว่าเป็นหนี้จริง จำนวน 1 ราย เป็นเงินจำนวน 7,526 บาท ปฏิเสธการเป็นหนี้ จำนวน 7 ราย เป็นเงินจำนวน 46,733 บาท เสียชีวิตแล้ว จำนวน 3 ราย เป็นเงินจำนวน 13,299 บาท และลูกหนี้การค้า ที่ไม่สามารถติดต่อได้ จำนวน 7 ราย เป็นเงินจำนวน 15,565 บาท เนื่องจากสหกรณ์มอบหมายให้นายโกศล สำแดงเดช อดีตประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเงิน และการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เพียงคนเดียว กรรมการอื่นไม่มีการควบคุม ดูแล ติดตามและตรวจสอบ การปฏิบัติงานของอดีตประธานกรรมการ การให้เงินกู้แก่สมาชิกไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ เมื่อสอบทานหนี้โดยตรง กับสมาชิกลูกหนี้ที่ปฏิเสธหนี้ยืนยันว่าไม่เคยกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากสหกรณ์ และไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นหนี้กับสหกรณ์ ประกอบกับสัญญาเงินกู้และเอกสารต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ที่สหกรณ์สูญหายไปทั้งหมดจึงไม่สามารถยืนยันลายมือชื่อในเอกสารหลักฐานต่างๆ ได้ และจากการตรวจสอบรายละเอียดลูกหนี้สหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด ที่ได้จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มกราคม 2560 – 31 มกราคม 2564 รวม 5 ปี ประกอบกับสำเนารายงาน การประชุมใหญ่ของสหกรณ์ฯ ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้

        1. กลุ่มลูกหนี้ระยะสั้นเก่าค้างนาน จำนวน 13 ราย รวมมูลค่าต้นเงิน 45,387 บาท   ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนในรอบปีบัญชี 31 มกราคม 2559

        2. กลุ่มลูกหนี้ระยะสั้น เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2555 จำนวน 2 ราย ทักท้วง           และปฏิเสธการเป็นหนี้ แต่จากการตรวจสอบรายละเอียดลูกหนี้พบว่ามีการชำระต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนในปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2560 รวมมูลค่าต้นเงินคงเหลือ 9,556 บาท

        3. กลุ่มลูกหนี้ระยะสั้น เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 1 ราย รวมมูลค่า        ต้นเงิน 1,770 บาท

        4. กลุ่มลูกหนี้ระยะสั้น เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 39 ราย ในจำนวนนี้        มีการทักท้วงและปฏิเสธการเป็นหนี้ จำนวน 31 ราย เสียชีวิต จำนวน 4 ราย ไม่สามารถติดต่อได้                   4 ราย รวมมูลค่าต้นเงิน 596,566.00 บาท ช่วงเวลาของการเกิดหนี้อยู่ในคราวคณะกรรมการดำเนินการ     ที่ได้รับเลือกตั้งในการประชุมใหญ่สามัญ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558

        5. กลุ่มลูกหนี้การค้า พบข้อมูลในรายงานการประชุมใหญ่สามัญ วันที่ 26 มิถุนายน 2557 ระบุว่าเมื่อต้นปีบัญชีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ไม่มีลูกหนี้การค้ายกมา ในระหว่างปีมีลูกหนี้การค้า เป็นเงิน 83,123 บาท ไม่มีการชำระเงิน ณ วันสิ้นปีทางบัญชี วันที่ 31 มกราคม 2557 มีลูกหนี้การค้าคงเหลือ      เป็นเงิน 83,123 บาท จากช่วงเวลาของการเกิดหนี้อยู่ในคราวคณะกรรมการดำเนินการ ที่ได้รับเลือกตั้ง      ในการประชุมใหญ่สามัญ เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 และเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2556

                ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า สหกรณ์สามารถจัดทำงบการเงินและส่งงบการเงินพร้อมด้วยเอกสารการเงินการบัญชี และเอกสารในการดำเนินงานให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและรับรองงบการเงินได้เรื่อยมา จึงแสดงให้เห็นว่า สหกรณ์ฯ เคยมีเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีและเอกสารหลักฐานอื่นๆ     ที่เกี่ยวข้องถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ มิได้จัดให้มีการ เก็บรักษา ดูแลให้เรียบร้อยซึ่งบรรดาทะเบียน สมุดบัญชีเอกสารต่างๆ ทำให้เอกสารหลักฐานต่างๆ สูญหายไปทั้งหมด เป็นเหตุให้สหกรณ์ฯ ไม่สามารถยืนยันการกู้ยืมเงินของสมาชิกได้ อีกทั้ง คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ มิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์ที่กำหนดไว้      ส่งผลให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย ซึ่งตามข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด พ.ศ. 2561      ข้อ 74. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการ กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการทั้งปวงของสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับระเบียบ มติ และคำสั่งของสหกรณ์ กับทั้งในทางอันจะทำให้เกิดความจำเริญแก่สหกรณ์ (17) จัดให้มีการดูแลให้เรียบร้อยซึ่งบรรดาทะเบียน สมุดบัญชีเอกสารต่างๆ และบรรดาอุปกรณ์ดำเนินงานของสหกรณ์ และ (28) พิจารณามอบหมายอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานให้แก่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ เหรัญญิก ผู้จัดการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตามความเหมาะสม ข้อ 75. ความรับผิดชอบ ของคณะกรรมการดำเนินการ กำหนดว่า ในกรณีคณะกรรมการดำเนินการกระทำการหรืองดเว้นการกระทำการหรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจนทำให้เสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก อันเป็นเหตุให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการตรวจสอบ เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์

        ดังนั้น จึงถือเป็นกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน

        นายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่ง ที่ (รอ) ๔๑/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔        อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ดังนี้

        ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ดังนี้

        1. ให้คณะกรรมการดำเนินการ เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้

        2. ให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้รับผิดชอบความเสียหายต่อสหกรณ์ฯ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการ เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับของสหกรณ์ฯ กำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ชุดใด กรรมการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ หรือสมาชิกสหกรณ์ผู้ใด กระทำหรืองดเว้นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือตามที่ได้รับมอบหมาย มีเจตนาทุจริต หรือจงใจฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่ จนเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากบรรดาทะเบียน สมุดบัญชีเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสหกรณ์ สูญหาย ทำให้สหกรณ์ฯ ไม่สามารถยืนยันการกู้ยืมเงินของสมาชิก และไม่สามารถดำเนินการติดตามให้ลูกหนี้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวได้ และแต่ละคนมีส่วนความรับผิดชอบจำนวนเท่าใด หากผลการสอบข้อเท็จพบว่า สหกรณ์ฯ ได้รับความเสียหาย อันเนื่องมาจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ หรือสมาชิกของสหกรณ์กระทำการทุจริต ในส่วนความผิดทางอาญา สหกรณ์ต้องมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทนของสหกรณ์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ทุจริตทันที ถ้าเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ซึ่งมิใช่การทุจริต สหกรณ์ต้องดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือรับสภาพความผิด (แล้วแต่กรณี) ไว้เป็นหลักฐานทันที พร้อมทั้งจัดหาหลักประกันให้คุ้มกับหนี้ด้วย และกำหนดอัตราดอกเบี้ย วิธีการชำระเงิน ระยะเวลาในการชำระเงิน หากผู้กระทำผิดและหรือผู้รับผิดชอบ   ไม่ยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้เป็นหลักฐาน สหกรณ์จะต้องดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้นั้น เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ ภายในอายุความ

                3. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว        ให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ภายใน 15 วัน นับจากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จตามข้อ 2.

                หากท่านประสงค์จะอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่ง               ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ผู้ออกคำสั่ง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

                สหกรณ์ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ดังนี้

                1. คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เรียกประชุม 29 พฤศจิกายน 2564

                2. คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้แต่งตั้งกรรมการดำเนินการ จำนวน 3 คน  แจ้งความเอกสารสูญหาย แจ้งเมื่อ 1 ธันวาคม 2564  

                3. คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 3 คน สืบหาข้อเท็จจริง ภายใน 7 วัน เพื่อหาผู้รับผิดชอบ /ดำเนินคดีภายในอายุความ

                มีลูกหนี้ที่ปฏิเสธหนี้มาทำหนังสือรับสภาพหนี้กับสหกรณ์ไว้แล้ว จำนวน 5 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการต่อไป สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕     มียอดชำระ ดังนี้ ๑. นายตระการ ผ่านสำแดง ชำระ ๕๐๐ บาท คงเหลือ ๑,๕๓๐ บาท ๒.นายโกศล สำแดงเดช ชำระ ๕๐๐ บาท คงเหลือ ๑๘,๔๒๐ บาท ๓.นายเรืองชัย คุ้มโนนชัย ชำระ ๕๐๐ บาท คงเหลือ ๓,๒๘๓ บาท  

        ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กลุ่มตรวจการสหกรณ์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอตัดจำหน่ายลูกหนี้เงินกู้และลูกหนี้การค้าปฏิเสธหนี้ เป็นหนี้สูญของสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด มีความเห็นว่า

1. เป็นหนี้ที่เกิดจากความบกพร่องในการดำเนินการของคณะกรรมการ หรืออดีตกรรมการดำเนินการ หรือเจ้าหน้าที่สหกรณ์ หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีการติดดามทวงถาม     ตามสมควรแก่กรณีจนถึงที่สุดแล้ว (แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการติดตามทวงถาม จนผู้สอบบัญชีตรวจพบว่า        มีข้อสังเกตลูกหนี้ปฏิเสธหนี้)

2. วิธีการแจ้งสมาชิกหรือผู้แทนสมาชิกมาประชุมใหญ่หรือดำเนินการอย่างไรซึ่งไม่ทราบรายละเอียดหากแจ้งเป็นหนังสือเชิญสมาชิกหรือผู้แทนสมาชิกประชุมใหญ่ ในหนังสือดังกล่าวต้องแจ้งระเบียบวาระการขอตัดจำหน่ายหนี้สูญสรุปเรื่องโดยย่อ ให้สมาชิกหรือผู้แทนสมาชิกทราบก่อนการประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยมีรายละเอียดทั้ง 4 รายการแนบด้วย ดังนี้

2.1 จำนวนหนี้ที่ขออนุมัติตัดจำหน่ายจากบัญชี

2.2 คำชี้แจงสภาพหลักฐานและการดำเนินการติดตามทวงถามหนี้

2.3 เหตุผลในการขอตัดจำหน่ายหนี้สูญ

2.4 ความเห็น/มติที่ประชุมของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์   

3. มติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในการขอตัดจำหน่ายหนี้สูญและมติที่ประชุมใหญ่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ในรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เมื่อวันที่                   12 พฤษภาคม 2565 มีมติให้นำยอดลูกหนี้การค้า จำนวน 50,294.00 บาท และยอดลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้น จำนวน 626,279.00 บาท ขอตัดหนี้สูญต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี แต่ในระเบียบวาระที่ 5.8                เรื่อง พิจารณาขอตัดจำหน่ายหนี้สูญฯ ได้อ้างอิงถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เมื่อวันที่      10 มิถุนายน 2565 ว่ามีมติให้นำเรื่องดังกล่าวขอตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี          แต่จากการตรวจสอบไม่พบสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการครั้งดังกล่าวแนบมาประกอบ พบเพียงสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ซึ่งมีมติ           ให้นำลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้นและลูกหนี้การค้าขอตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ และในรายละเอียดตามระเบียบวาระที่ 5.8 เรื่อง พิจารณาขอตัดจำหน่ายหนี้สูญฯได้เสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญขอตัดจำหน่ายลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้น      เป็นหนี้สูญ จำนวน 52 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 626,279.00 บาท แยกเป็น

1. ลูกหนี้ทักท้วงและปฏิเสธหนี้ จำนวน 31 ราย เป็นเงิน จำนวน 459,122.00 บาท

2. ลูกหนี้เสียชีวิต จำนวน 8 ราย เป็นเงิน 70,667.00 บาท

3. ลูกหนี้ที่ไม่สามารถติดต่อได้ จำนวน 13 ราย เป็นเงิน จำนวน 96,490.00 บาท

โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดถึงการขอตัดจำหน่ายลูกหนี้การค้า เป็นเงิน จำนวน 50,294.00 บาท จำนวนกี่รายแต่ประการใด (ซึ่งลูกหนี้การค้ามีทั้งสิ้น จำนวน 18 ราย เป็นเงินจำนวน 83,123 บาท) ประกอบกับไม่ได้ระบุถึงจำนวนดอกเบี้ยค้างรับ และค่าปรับค้างรับ ที่ต้องขอตัดไปพร้อมกับจำนวนลูกหนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง วิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ พ.ศ. 2547             ที่กำหนดว่า “สำหรับดอกเบี้ยค้างรับ และค่าปรับค้างรับของลูกหนี้รายที่จะตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ               ให้ดำเนินการขอตัดจำหน่ายไปในคราวเดียวกับการขอตัดจำหน่ายลูกหนี้เป็นหนี้สูญ โดยดอกเบี้ยค้างรับ           และค่าปรับค้างรับที่จะขอตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญได้ ต้องมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้เต็มจำนวน            ในคราวปิดบัญชีประจำปีก่อนการขออนุมัติตัดจำหน่ายหนี้สูญ ทั้งนี้ มติที่ประชุมใหญ่ระบุมติไว้เพียงว่า         “มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตัดหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนตามงบการเงินทั้งจำนวน”

รองนายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีคำสั่งที่ (รอ) 1/2566 ลงวันที่ 25 มกราคม 2566      เรื่อง เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด ได้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี (นัดครั้งที่ 2) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 เฉพาะระเบียบวาระที่ 5.8 เรื่อง ตัดหนี้สูญลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้น ดอกเบี้ยค้างรับ และค่าปรับค้างรับของสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ว่าคณะกรรมการดำเนินการ มีการนำรายงานผลการเข้าตรวจสอบความเป็นจริงมาพิจารณาในที่ประชุมฯ มีมติให้นำยอดหนี้การค้า จำนวน 50,294 บาท ลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้น จำนวน 626,279 บาท ตัดหนี้สูญในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีต่อไป

  • สหกรณ์ได้มีมติตัดหนี้สูญในที่ประชุมใหญ่แล้วเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566          และได้จัดทำเอกสารประกอบการขอตัดหนี้สูญถูกต้องครบถ้วนแล้ว ประกอบด้วย ลูกหนี้เงินกู้ จำนวน 626,279.00 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำนวน 303,850.00 บาท ค่าปรับ จำนวน 27,707.54 บาท

- สมาชิกที่รับสภาพหนี้ จำนวน 5 ราย มีผลการชำระหนี้ ดังนี้

  1. นายประยุทธ นามศักดิ์ ยอดเงิน 600 บาท ในวันที่ 28 มกราคม 2565 ชำระครบทั้งจำนวนแล้ว
  2. นายอำนวย หัดรัดชัย ยอดเงิน 7,526 บาท ชำระแล้ว 1,000 บาท คงเหลือ 6,526 บาท
  3. นายเรืองชัย คุ้มโนนชัย ยอดเงิน 4,783 บาท ชำระแล้ว 2,000 บาท คงเหลือ 2,783 บาท
  4. นายโกศล สำแดงเดช ยอดเงิน 19,920 บาท ชำระแล้ว 2,300 บาท คงเหลือ 17,620 บาท
  5. นายตระการ ผ่านสำแดง ยอดเงิน 4,030 บาท ชำระแล้ว 4,030 บาท ชำระครบทั้งจำนวนแล้ว

มติที่ประชุมคราวที่แล้ว รับทราบ และให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 6 ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง และรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

นางสาวณิชยพาพันธุ์ พันธุ์พาณิชย์ นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ แจ้งว่ากรณีลูกหนี้การค้าที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ สหกรณ์ได้ตัดหนี้สูญไปแล้วตั้งแต่คราวประชุมใหญ่สามัญ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ได้รายงานกลุ่มตรวจการสหกรณ์แล้ว แต่กลุ่มตรวจการสหกรณ์ไม่ได้ตัดข้อบกพร่องให้ และได้ส่งรายงานในวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ให้เลขานุการกลับไปดูรายละเอียดให้ดี งบที่ผู้สอบบัญชีรับรองปีนี้ได้ระบุรายละเอียดการตัดหนี้สูญแล้ว  

มติที่ประชุม ให้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ไปตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งว่าการตัดหนี้สูญเป็นไปตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์กำหนดหรือไม่

        (8) ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าผักกาดหญ้า จำกัด

ด้วยได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำ
ด้วยไฟฟ้าบ้านผักกาดหญ้า จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๔
ณ สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านผักกาดหญ้า จำกัด ประกอบกับรายงานข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี สำหรับปีบัญชีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการ
ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกและสหกรณ์
มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี ดังนี้

กรณีสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านผักกาดหญ้า จำกัด มีเงินสดขาดบัญชีรวมคงเหลือจำนวน ๙๘๖,๓๕๐.๙๐ บาท เหตุเนื่องมาจากระหว่างปีสหกรณ์นำบิลเงินสดรายการซื้อปุ๋ยที่นำมาประกอบการบันทึกบัญชี บิลเงินสดดังกล่าวไม่เรียบร้อย ไม่ครบถ้วน และไม่น่าเชื่อถือ มาบันทึกรายการซื้อปุ๋ย ต่อมาผู้สอบบัญชีได้แจ้งข้อสังเกตให้สหกรณ์ปรับปรุงแก้ไขบิลเงินสดรายการซื้อปุ๋ยที่นำมาประกอบบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน และเชื่อถือได้ สหกรณ์ได้ดำเนินการแก้ไขโดยจัดหาเอกสารใบเสร็จรับเงินรายการซื้อขายปุ๋ย ซึ่งเป็นการซื้อขายปุ๋ยจากผู้ประกอบการคนละร้านค้ามาใช้เพื่อประกอบการบันทึกบัญชี แสดงให้เห็นว่า รายการซื้อปุ๋ยไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีการจัดซื้อปุ๋ยเพื่อมาจำหน่ายให้สมาชิกจริง แต่เป็นการถอนเงินสดไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ประกอบกับประธานกรรมการดำเนินการ ได้ให้ถ้อยคำยอมรับต่อ ผู้ตรวจการสหกรณ์     ว่าเงินสดขาดบัญชีจำนวนดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของตน และจากการตรวจสอบการบริหารงานของสหกรณ์ พบว่า ประธานกรรมการดำเนินการเป็นผู้เก็บรักษาเอกสาร จัดทำบัญชี และเก็บรักษาเงินสดของสหกรณ์แต่เพียงผู้เดียว การบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน เอกสารหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือ และมีการบ่ายเบี่ยงที่จะนำเอกสารทั้งหมดให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ตรวจสอบ จากกรณีดังกล่าว ถือว่าคณะกรรมการดำเนินการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๑/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒
และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๒/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 5/2565 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านผักกาดหญ้า จำกัด แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์สอบสวน และตรวจสอบข้อเท็จจริงรวมทั้งเอกสารพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมุดบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคาร รวมถึงใบเสร็จรับ/จ่ายเงินของสหกรณ์ เป็นต้น เพื่อหาผู้รับผิดชอบ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้

๒. เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ให้เรียกผู้รับผิดชอบส่งเงินคืนแก่สหกรณ์โดยเร็ว หากไม่สามารถส่งคืนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้เงินสดขาดบัญชีไว้กับสหกรณ์ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้สอบสวน
และตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยกำหนดวิธีการชำระหนี้คืนว่าจะชำระครั้งเดียว หรือชำระเป็นรายงวด
จัดหาหลักประกันให้คุ้มหนี้โดยจัดหาที่ดินมาจำนอง หรือให้มีบุคคลค้ำประกัน เป็นต้น  

ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วเสร็จให้แจ้งผลการดำเนินการให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบด้วย

ผู้แทนของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าผักกาดหญ้า จำกัด ได้ชี้แจงในที่ประชุม    ว่าอดีตประธานได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2565 แต่ยังไม่มีหลักประกันการรับสภาพหนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการให้จัดหาหลักประกัน  

วันที่ 2 พฤษภาคม 2565 กลุ่มตรวจการสหกรณ์ร่วมกับกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๕         เข้าติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง สกก.ได้จัดให้นางจรัญญาฯ ลงนามในหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันและบุคคลค้ำประกัน กำหนดชำระงวดแรก เดือนเมษายน 2565 แต่ไม่มีการชำระแต่อย่างใด ในวันที่ 2 พฤษภาคม ๒๕65 คณะกรรมการมีมติมอบหมายประธานฯ (นายรังษี พรหมชัยนันท์) เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี สหกรณ์อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับนางจรัญญาฯ อดีตประธานกรรมกร

นายรังษี พรหมชัยนันท์ ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน 8 กรกฎาคม 2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างสอบสวนประกอบสำนวน

ในการประชุมจกบ. ครั้งที่ 1/ 66 นางสาวรัชนีวรรณฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เจ้าพนักงานสอบสวน ต้องการสอบสวนผู้สอบบัญชี และเจ้าของร้านขายปุ๋ยเพิ่ม แต่ปัจจุบันร้านดังกล่าวได้ปิดตัวเนื่องจากหมดสัญญาเช่าร้านเดิม ปัจจุบันย้ายไปอยู่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งยังไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งพนักงานสอบสวนที่รับเรื่องได้ย้ายเช่นกัน ทำให้พนักงานสอบสวนคนใหม่ต้องขอเวลาในการศึกษาข้อมูลก่อน ทั้งนี้นางจรัญญาฯ   ได้โอนเงินจ่ายชำระหนี้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประมาณ 30,000 กว่าบาท ซึ่งน่าจะจ่ายได้เพียงแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น

ตามรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ แจ้งว่านายรังสี พรหมชัยนันท นำหนังสือรับสภาพหนี้เขาแจงความรองทุกขกลาวโทษ พรอมบรรยายการกระทำผิดของอดีต ประธานกรรมการตอ      เจาพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดรอยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๕     ปจจุบันเจาพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการเรียกใหคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ (ผูกลาวหา)                และนางจรัญญา มุขรักษ อดีตประธาน (ผูถูกกลาวหา) เขาใหขอเท็จจริงประกอบสำนวนแลว และอยูระหวาง  เจาพนักงานสอบสวนกำลัง ดำเนินการเรียกนายประสิทธิ์ กาวินตุย เจาของรานขายปุย และผูสอบบัญชีของ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณรอยเอ็ดเขาใหขอมูลเพิ่มเติมกอนจะดำเนินการสรุปสำนวนกอนเสนออัยการประกอบการ พิจารณาสั่งฟองตอไป        

ต่อมาเจาพนักงานสอบสวนเขาไปสอบขอเท็จจริงประกอบสำนวนจากผูสอบบัญชี       ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณรอยเอ็ด ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๖ และเจาพนักงานสอบสวนดำเนินการ ประสานเรียกอดีตประธานกรรมการผูนำเงินไปเขามาพบ โดยนัดสรุปความคืบหนา ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ และจะแจงใหทราบความคืบหนากอนจะดำเนินการสรุปสำนวนกอนเสนออัยการประกอบการพิจารณา         สั่งฟ้องตอไป

ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ นางจรัญญาฯ ไม่มาตามนัด เจาพนักงานสอบสวนจึงนัดอีกครั้งในวันที่ 22 มีนาคม 2566 และนัดกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ในวันที่ 23 มีนาคม 2566

พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล และผู้สอบบัญชีสำนักงาน     ตรวจบัญชีสหกณ์ร้อยเอ็ด ได้เข้าตรวจสอบบัญชีระหว่างปีเพื่อสอบทานหนี้ก่อนสิ้นปีบัญชี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 พบว่ามี สมาชิกปฏิเสธหนี้เพิ่มเติม 300,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ดังนี้
  1. เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปแนะนำส่งเสริมสหกรณ์เพื่อปิดบัญชี ณ วันสิ้นปีทางบัญชี สิ้นสุดวันที่ 31 มิถุนายน 2566 พบว่า สหกรณ์บันทึกบัญชีตามเอกสารของสหกรณ์ และผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินที่มี ยอดลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี จำนวน 714,140.90 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่ไม่ตรงกับหนังสือรับสภาพหนี้ที่สหกรณ์ทำไว้กับนางจรัญญา มุขรักษ์ อดีตประธาน ที่ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้นำเงินไปใช้ส่วนตัว และขอยอมรับว่าเงินสดขาดบัญชีรวม 986,350.90 บาท อยู่ในความรับผิดชอบของตนและขอชำระหนี้คืนให้สหกรณ์ ทั้งนี้สหกรณ์อยู่ระหว่างส่งงบการเงินสิ้นปีบัญชี 31 มิถุนายน 2566 ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ หากผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินแล้ว จะดำเนินการปรับปรุงรายการทางบัญชีให้ถูกต้องต่อไป ระหว่างปีได้รับชำระหนี้ จำนวน 115,000 บาท สหกรณ์ได้นำเงินดังกล่าวชำระหนี้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ทั้งจำนวน
  2. การประชุมคณะกรรมการดำเนินการครั้งที่ 3/2566 วันที่ 26 กันยายน 2566 วาระที่ 4 เรื่อง พิจารณาแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์ อนุมัติให้สหกรณ์ดำเนินการปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตามงบการเงินของผู้สอบบัญชีเพื่อให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง เป็นไปตามงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีได้ทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี ซึ่งผู้สอบบัญชีแจ้งว่า นางจรัญญาฯ ได้มีการชำระหนี้คืนให้สหกรณ์ก่อนทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำนวน 986,350.90 บาท ซึ่งยอดดังกล่าวเป็นยอดเงินสดขาดบัญชีตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2563 หลังจากนั้น นางจรัญญาฯ ได้มีการชำระเงินให้สหกรณ์บางส่วน ทำให้สหกรณ์มีลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี ยกมาต้นปี 743,842.90 บาท ณ วันสิ้นปีทางบัญชี 30 มิถุนายน 2566 มีลูกหนี้เงินสดขาดบัญชีคงเหลือจำนวน 719,185.72 บาท และหลังสิ้นปีบัญชี ได้รับชำระหนี้จากจรัญญาฯ จำนวน 3 ครั้ง รวม 70,500 บาท ทำให้ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ต้นเงินคงเหลือ 660,495.71 บาท
  3. สหกรณ์ไม่มีเงินเพื่อดำเนินการจัดจ้างทนายฟ้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จำเป็นต้องรอเจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสรุปสำนวนก่อนเสนออัยการประกอบการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป
  4. กรณีลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้เพิ่มเติม ตามข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี พบว่า สหกรณ์มีลูกหนี้คงเหลือ 11 ราย เป็นเงิน 380,000 บาท มีลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้ จำนวน 6 ราย เป็นเงิน 180,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 48,252 บาท และมีลูกหนี้เงินกู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย เป็นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 10,722 บาท รวมทั้งสิ้น 7 ราย เป็นเงิน 220,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 58,974 บาท ภายหลังวันสิ้นปี อดีตประธานกรรมการรับชดใช้ชำระหนี้ แทนลูกหนี้ดังกล่าวทั้งจำนวน และสหกรณ์ได้จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่     26 กันยายน 2566 อนุมัติให้ดำเนินการตั้งลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้นปฏิเสธหนี้รวมทั้งสิ้น 7 ราย เป็นเงิน 220,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 58,974 บาท เป็นลูกหนี้ระยะสั้นปฏิเสธหนี้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของนางจรัญญา มุขรักษ์ และสหกรณ์มีลูกหนี้การค้าคงเหลือ จำนวน 60 ราย เป็นเงิน 365,314 บาท             ผลการยืนยันยอดลูกหนี้การค้า พบว่า มีลูกหนี้การค้าปฏิเสธหนี้ จำนวน 9 ราย เป็นเงิน 60,280 บาท สหกรณ์ดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อมูลหาผู้รับผิดชอบชดใช้คืนสหกรณ์ และนำเสนอผลการสอบข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมคณะกรรมกรรมการในการประชุมครั้งต่อไป            ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ยังไม่มีการประชุม
  • ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

ในการประชุมฯ ครั้งที่ 1/2567 ฝ่ายเลขาฯ เสนอแนวทางปฏิบัติกรณีตรวจพบ          การกระทำโดยทุจริตต่อสหกรณ์ ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/5723 ลงวันที่ 29 กันยายน 2566 เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีตรวจพบการกระทำโดยทุจริตต่อสหกรณ์

นายพรมมาศ อุกะโชติ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมตามความในหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ฉบับดังกล่าว ว่า เจตนารมณ์ตามหนังสือนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งเน้นการคุ้มครองรักษาประโยชน์ของสหกรณ์ เมื่อสหกรณ์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไปแล้ว               ย่อมมีผลผูกพันกับสหกรณ์ กรมฯจึงได้วางแนวทางการทำหนังสือรับสภาพหนี้  ต้องจัดหาหลักประกันให้คุ้มหนี้ แต่กฎหมายมิได้ห้ามหากลูกหนี้จะทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อสหกรณ์

นางสาวรัชนีวรรณ มรกต ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ชี้แจงเพิ่มเติมว่า               เรื่องการทำหนังสือรับสภาพหนี้ เคยได้หารือกับนิติกร สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ว่าการทำหนังสือ           รับสภาพหนี้ หากมิได้ระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีอาญากับผู้รับสภาพหนี้ สหกรณ์ก็ยังสามารถดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดได้ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ถกกันอยู่

- รายงานวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ดังนี้

1. การลงติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่อง วันที่ 5 มกราคม 2567 เพื่อติดตามผลการดำเนินคดีพบว่า สหกรณ์ไม่มีเงินเพื่อดำเนินการจัดจ้างทนายฟ้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จำเป็นต้องรอเจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสรุปสำนวนก่อนเสนออัยการประกอบการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป

2. กรณีลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้เพิ่มเติม ตามข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี พบว่า สหกรณ์มีลูกหนี้คงเหลือ 11 ราย เป็นเงิน 380,000 บาท มีลูกหนี้เงินกู้ปฏิเสธหนี้ จำนวน 6 ราย เป็นเงิน 180,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 48,252 บาท และมีลูกหนี้เงินกู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย เป็นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 10,722 บาท รวมทั้งสิ้น 7 ราย เป็นเงิน 220,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 58,974 บาท ภายหลังวันสิ้นปี อดีตประธานกรรมการรับชดใช้ชำระหนี้ แทนลูกหนี้ดังกล่าวทั้งจำนวน และสหกรณ์ได้จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่     26 กันยายน 2566 อนุมัติให้ดำเนินการตั้งลูกหนี้เงินกู้ระยะสั้นปฏิเสธหนี้รวมทั้งสิ้น 7 ราย เป็นเงิน 220,000 บาท ดอกเบี้ยค้างรับ 58,974 บาท เป็นลูกหนี้ระยะสั้นปฏิเสธหนี้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของนางจรัญญา มุขรักษ์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ได้รับชำระหนี้จากนางจรัญญา มุขรักษ์ จำนวน 15,000 บาท นำไปตัดดอกเบี้ยค้างทั้งจำนวน อยู่ระหว่างสหกรณ์ปรับปรุงข้อมูลทางการเงินเพื่อประกอบการปิดบัญชี สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ต่อไป

  3. กรณีสหกรณ์มีลูกหนี้การค้าคงเหลือ จำนวน 60 ราย เป็นเงิน 365,314 บาท             ผลการยืนยันยอดลูกหนี้การค้า พบว่า มีลูกหนี้การค้าปฏิเสธหนี้ จำนวน 9 ราย เป็นเงิน 60,280 บาท สหกรณ์ดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อมูลหาผู้รับผิดชอบชดใช้คืนสหกรณ์ และนำเสนอผลการสอบข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมคณะกรรมกรรมการในการประชุมครั้งต่อไป            ในเดือนพฤศจิกายน 2566 – มกราคม 2567 ยังไม่มีการประชุม

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๕ ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องและรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

นางสาวรัชนีวรรณ มรกต นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ คณะทำงาน ชี้แจงว่า กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 ได้ดำเนินการติดตามความคืบหน้า ทราบมาว่าได้รับชำระหนี้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 15,000 บาท เดือนพฤษภาคม 2567 จำนวน 25,000 บาท การฟ้องคดีคณะกรรมการจะดำเนินการฟ้องคดีเอง อยู่ระหว่างติดต่อทนาย ในวันศุกร์นี้ (24 พฤษภาคม 2567) จะเข้าไปติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง และได้ติดตามกับทางตำรวจแล้ว ส่วนข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีอยู่ระหว่างดำเนินการ

มติที่ประชุม รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๕ ติดตามแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องและรายงานความคืบหน้าในการติดตามพร้อมเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

(9) ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรเมยวดี จำกัด

ด้วยได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์การเกษตรเมยวดี จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าทำการตรวจสอบ เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕ พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้

ระหว่าง วันที่ ๑ เมษายน - ๑๕ เมษายน ๒๕๖๕ มีสมาชิกลาออก ๑๐ ราย สหกรณ์     จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สหกรณ์ จำนวน ๑๕๕,๖๘๐ บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการได้พิจารณาอนุมัติ
ให้ลาออก จำนวน ๗ ราย ได้แก่

๑. นายอุดร พากเพียร จำนวน ๒๓,๔๔๐ บาท ลาออกวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๕

๒. นายสากล ชื่นชม จำนวน ๗,๕๗๐ บาท ลาออกวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕

๓. นายสุพันธ์ สารโท จำนวน ๑๘,๘๗๐ บาท ลาออกวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

๔. นางพะยอม บุตรสาร จำนวน ๕,๓๓๐ บาท ลาออกวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๕

๕. นางหนูปอน ปวงสุข จำนวน ๗,๔๗๐ บาท ลาออกวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕

๖. นางสายใจ พรมวิภักดิ์ จำนวน ๑๕,๙๓๐ บาท ลาออกวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๕

๗. นางสาวบังอร ธงศรี จำนวน ๑๑,๘๖๐ บาท ลาออกวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๕

ส่วนอีก ๓ ราย ไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่ออนุมัติ ได้แก่

๑. นางเพชร สังขะรมย์ จำนวน ๕๑,๓๖๐ บาท ลาออกวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕

๒. นางสาวกันหา คำสาลี จำนวน ๑๒,๘๕๐ บาท ลาออกวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕

๓. นางสาวสมพาน เอื้อกิจ จำนวน ๑,๐๐๐ บาท ลาออกวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕

สหกรณ์ได้จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่ผู้ลาออกจากสมาชิกครบถ้วนแล้ว แต่สหกรณ์มี                ผลดำเนินงานขาดทุนสะสม ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๙๗๑,๖๑๕.๙๙ บาท จากการคำนวณ      มูลค่าหุ้น ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ สหกรณ์มีมูลค่าหุ้นติดลบถึง ๔๕.๘๓ บาท ซึ่งตามข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรเมยวดี จำกัด พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๔๐ วรรคสี่ กำหนดว่า “ในกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมหรือมีแนวโน้มจะขาดทุนสะสมให้ชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกที่พ้นจากสมาชิกภาพในระหว่างปีจนกว่าจะปิดบัญชีประจำปี และให้คำนวณเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นที่จะจ่ายคืนแก่สมาชิกโดยนำทุนเรือนหุ้นทั้งหมดหักด้วยขาดทุนสะสมคงเหลือและหนี้สินทั้งสิ้นแล้วนำมาเฉลี่ยโดยใช้จำนวนหุ้นทั้งสิ้นเป็นฐานคำนวณ” การที่สหกรณ์อนุมัติให้สมาชิกลาออก โดยจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกเท่ากับจำนวนหุ้นที่สมาชิกถืออยู่ ทั้งที่ สหกรณ์มียอดขาดทุนสะสมคงเหลือ จึงเป็นการจ่ายคืนค่าหุ้นไม่เป็นไปตามข้อบังคับฯ ข้อ ๔๐ วรรคสี่

        ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542                 และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562                         และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 จึงออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 24/2565 ลงวันที่ 26 กันยายน 2565 ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรเมยวดี จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

        ๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการเรียกเงินค่าหุ้นคืนจากผู้ที่ลาออก ๑๐ ราย ดังกล่าว
หากไม่สามารถเรียกคืนได้ ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบชดใช้ความเสียหาย        คืนแก่สหกรณ์

        ๒. ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เหตุใดจึงมีการจ่ายคืนค้าหุ้นให้แก่สมาชิก      ๓ ราย ที่ลาออกโดยที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ และให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาลงโทษตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้ และให้รายงานผลการปฏิบัติตามคำสั่งให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบด้วย

สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ประจำเดือนพฤศจิกายน 2565 ว่า 1) รายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 43 ครั้งที่ 12/2564 วันที่ 9 มิถุนายน 2565 บันทึกไม่ครบถ้วน มีการอนุมัติให้สมาชิก 3 ราย ลาออกได้ ได้แก้ไขและลงลายมือชื่อกำกับแล้ว 2) สหกรณ์จะดำเนินการแจ้งสมาชิกให้นำเงินค่าหุ้นส่งคืนสหกรณ์ 10 ราย

  • เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 ปรากฏว่า มีสมาชิกส่งคืนค่าหุ้นบางส่วน ดังนี้
  1. นางสาวบังอร ธงศรี ส่งคืน 1,860 บาท
  2. นางเพชร สังขรมย์ ส่งคืน 1,360 บาท
  3. นางสาวสมพาน เอื้อกิจ ส่งคืน 1,000 บาท
  • วันที่ 30 มิถุนายน 2566 นางพะยอม บุตรสาร ส่งคืนครบทั้งจำนวน 5,330 บาท คงเหลือ จำนวน 8 รายยอดเงินคงเหลือ 146,130 บาท

รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 รวมมีสมาชิกจ่ายคืนค่าหุ้นครบทั้งจำนวนแล้ว 8 ราย จ่ายคืนบางส่วนและยังไม่จ่าย รวมจำนวน 2 คน มูลค่าคงเหลือ 65,930 บาท ที่ยังต้องติดตาม ดังนี้

  1. นางสายใจ พรมวิภักดิ์         คงเหลือ 15,930 บาท
  2. นางเพชร สังขรมย์         คงเหลือ 50,000 บาท

ฝ่ายเลขาฯ ขอนำเสนอหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/930 ลงวันที่             5 กุมภาพันธ์ 2561 เรื่อง ขอหารือแนวทางปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสม เพื่อใช้เป็นแนวทางการแก้ไขข้อบกพร่อง

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว  รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 แนะนำและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และให้สหกรณ์รายงานความคืบหน้าให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามรายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ประจำเดือนมีนาคม - เมษายน 2567 นางเพชร สังขรมย์ ชำระในเดือนมีนาคม 2567 ชำระ 5,000 บาท

มติที่ประชุม รับทราบ ให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 แนะนำและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และให้สหกรณ์รายงานความคืบหน้าให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป 

(10) ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด

ด้วยได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์การเกษตร     อาจสามารถ จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าทำการตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๖ พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้

สหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด มีผลดำเนินงานมียอลดขาดทุน สะสมตั้งแต่วันสิ้นปีทางบัญชี ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๕,๔๙๓,๒๙๒.๗๒ บาท ระหว่างปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ (วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕) สหกรณ์ได้จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกในขณะที่ขาดทุนสะสม จำนวน ๒๘ ราย เป็นเงิน 994,200.00 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เดือน เมษายน ๒๕๖๔ จำนวน ๔ ราย 97,680.00 บาท

เดือน พฤษภาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๒ ราย 24,300.00 บาท

เดือน มิถุนายน ๒๕๖๔ จำนวน ๒ ราย 55,250.00 บาท

เดือน กรกฎาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๑ ราย 18,450.00 บาท

เดือน สิงหาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๑ ราย 20,150.00 บาท

เดือน กันยายน ๒๕๖๔ จำนวน ๒ ราย 89,420.00 บาท

เดือน ตุลาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๒ ราย 53,900.00 บาท

เดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๔ จำนวน - ราย - บาท

เดือน ธันวาคม ๒๕๖๔ จำนวน ๓ ราย 130,250.00 บาท

เดือน มกราคม ๒๕๖๕ จำนวน ๒ ราย 85,300.00 บาท

เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ จำนวน ๔ ราย 154,250.00 บาท

เดือน มีนาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๕ ราย 265,250.00 บาท

และในวันสิ้นปีทางบัญชี ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ สหกรณ์มีผลการดำเนินงานมียอดขาดทุนสะสม จำนวน ๑๒,๘๑๗,๒๓๙.๗๑ บาท ระหว่างปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ (วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๕ ถึงวันที่    ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖) สหกรณ์ได้จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกในขณะที่ขาดทุนสะสม จำนวน ๔๗ ราย เป็นเงิน ๑,๕๒๗,๓๑๐ บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เดือน เมษายน ๒๕๖๕ จำนวน ๔ ราย 205,100.00 บาท

เดือน พฤษภาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๓ ราย 58,750.00 บาท

เดือน มิถุนายน ๒๕๖๕ จำนวน ๘ ราย 235,400.00 บาท

เดือน กรกฎาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๑ ราย 47,750.00 บาท

เดือน สิงหาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๒ ราย 189,200.00 บาท

เดือน กันยายน ๒๕๖๕ จำนวน ๑ ราย 27,650.00 บาท

เดือน ตุลาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๑ ราย 34,250.00 บาท

เดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๕ จำนวน ๑ ราย 46,650.00 บาท

เดือน ธันวาคม ๒๕๖๕ จำนวน ๒ ราย 30,800.00  บาท

เดือน มกราคม ๒๕๖๖ จำนวน ๒ ราย 119,200.00 บาท

เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ จำนวน ๑๔ ราย 234,970.00 บาท

เดือน มีนาคม ๒๕๖๖ จำนวน ๘ ราย 297,590.00 บาท

และภายหลังวันสิ้นปีทางบัญชี ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๖ ถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๖ สหกรณ์ยังจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกในขณะขาดทุนสะสมอีก จำนวน ๓ ราย เป็นเงิน ๑๐๕,๙๕๐.๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ตั้งแต่วันสิ้นปีบัญชี ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๖ สหกรณ์จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกในขณะขาดทุนสะสมไปแล้ว จำนวน 2,627,460.00 บาท ณ วันสิ้นปีทางบัญชี ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ สหกรณ์มีมูลค่าต่อหุ้นอยู่ที่ - 76.35 บาท

สหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจ่ายคืนค่าหุ้นในขณะขาดทุนสะสมต่อผู้ตรวจการสหกรณ์ ดังนี้

๑. สหกรณ์มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกที่ลาออกเนื่องจากต้องการรักษาศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์

๒. หากสหกรณ์ชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทุกธุรกิจอย่างรุนแรงมากซึ่งอาจจะส่งผลการดำเนินธุรกิจขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเนื่องจากสมาชิกจะขาดความเชื่อมั่น         ความศรัทธาและจะเกิดกระแสภาพลบต่อสหกรณ์ ในเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นผู้สอบบัญชียังไม่ได้ลงความเห็นเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นของสหกรณ์ในรายงานงบแสดงฐานะการเงินของสหกรณ์

๓. จากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในปี ๒๕๖๕ ปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ ที่สหกรณ์ได้ส่งงบให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีผลการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีกำไร ๔,๘๕๐,๙๗๔.๕๖ บาท ซึ่งนำมาลดการขาดทุนสะสมให้กับสหกรณ์ได้

ตามข้อบังคับของสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๔๐ การจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกที่ขาดสมาชิกภาพ วรรคสี่ กำหนดว่า ในกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมหรือมีแนวโน้มจะขาดทุนสะสมให้ชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่พ้นจากสมาชิกภาพในระหว่างปีจนกว่าจะปิดบัญชี ประจำปี และให้คำนวณเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นที่จ่ายคืนแก่สมาชิกโดยนำทุนเรือนหุ้นทั้งหมดหักด้วยขาดทุน สะสมคงเหลือและหนี้สินทั้งสิ้นแล้วนำมาเฉลี่ยโดยใช้จำนวนหุ้นทั้งสิ้นเป็นฐานในการคำนวณ และวรรคท้าย กำหนดว่า เมื่อสหกรณ์มีการคำนวณมูลค่าเงินค่าหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นแล้วในปีต่อๆไปสหกรณ์ต้องคำนวณมูลค่าเงินหุ้นจ่ายคืนต่อหุ้นให้เป็นปัจจุบันทุกปีและมูลค่าหุ้นดังกล่าวต้องไม่สูงกว่ามูลค่าต่อหุ้นที่กำหนดไว้ในข้อ ๕ จนกว่าสหกรณ์ไม่มียอดขาดทุนสะสม ประกอบกับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ ๒๗๘/๒๕๔๙ ลงวันที่           ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙ เรื่อง ให้สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์กำหนดเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นในกรณีที่ขาดทุนเกิน    ทุนสำรองที่มีอยู่ไว้ในข้อบังคับ กำหนดให้สหกรณ์มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นไปตามหลักการลงทุน      ซึ่งเจ้าของทุนต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนด้วย ดังนั้น การที่สหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด จ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกเต็มจำนวน ในขณะที่มีผลการดำเนินกิจการขาดทุนสะสม จำนวน 2,627,460.00 บาท

จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของสหกรณ์ประกอบกับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ดังกล่าว และเป็นกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก ส่วนเหตุผลความจำเป็นตามคำชี้แจงของสหกรณ์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้สหกรณ์สามารถดำเนินการฝ่าฝืนข้อบังคับของสหกรณ์ได้ และแสดงให้เห็นว่าสหกรณ์ยังคงดำเนินการจ่ายคืนค่าหุ้นในขณะที่สหกรณ์มีผลดำเนินงานขาดทุนสะสมต่อไป อันเป็นการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒(๒) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562
เรื่อง แต่งตั้งรองนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด
ระงับการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก ดังนี้

๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ระงับการจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่พ้นจาก
สมาชิกภาพในขณะที่สหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม จนกว่าสหกรณ์ไม่มียอดขาดทุนสะสม

๒. เมื่อสหกรณ์ได้ระงับการจ่ายคืนค่าหุ้นตามข้อ ๑ แล้ว ให้สหกรณ์รายงานผลการดำเนินการเป็นหนังสือโดยแนบเอกสารงบทดรองประจำเดือน ต่อนายทะเบียนสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือนจนกว่าสหกรณ์จะไม่มียอดขาดทุนสะสม

และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562
เรื่อง แต่งตั้งรองนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ จึงให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด
ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลา
ที่กำหนด
ดังนี้

๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ดำเนินการเรียกคืนค่าหุ้นที่จ่ายคืนแก่สมาชิกตั้งแต่
วันสิ้นปีทางบัญชี ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๖ จำนวน 2,627,460.00 บาท
คืนให้แก่สหกรณ์ทั้งจำนวน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งนี้

๒. เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑ แล้ว หากสหกรณ์ยังไม่สามารถดำเนินการ
เรียกคืนค่าหุ้นจากสมาชิกได้ทั้งหมดหรือสามารถเรียกคืนได้แต่เพียงบางส่วน มีส่วนที่เหลือจำนวนเท่าใด
ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อสหกรณ์ในความเสียหายดังกล่าว โดยให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชอบให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาตามข้อ ๑

๓. ให้สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องต่อนายทะเบียนสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือนนับแต่วันได้รับคำสั่งนี้จนกว่าจะแก้ไขข้อบกพร่องแล้วเสร็จ

ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 50 มีมติที่ประชุม      ครั้งที่ 13/2565 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ให้สหกรณ์ดำเนินการ ดังนี้

1. ระงับการจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกที่พ้นสภาพการเป็นสมาชิก

2. ให้สหกรณ์ดำเนินการเรียกคืนเงินค่าหุ้นที่จ่ายให้กับสมาชิก จำนวน 78 ราย เป็นเงิน2,627,460.00 บาท

3. ให้สหกรณ์อุทธรณ์กรอบเวลาการเรียกคืนเงินค่าหุ้นจาก 180 วัน เป็น 5 ปี (ปีบัญชี 2566 ถึง ปี 2571) พร้อมทั้งเสนอแผนเรียกคืนค่าหุ้นจากสมาชิกประกอบการเสนอนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณา

สหกรณ์ได้มีหนังสือที่ สกก.107/2566 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 รายงานว่าเดือนมิถุนายน 2566 ได้รับคืนค่าหุ้นแล้วจำนวน 3 ราย เป็นเงิน 105,950 บาท และขออุทธรณ์กรอบเวลา         การเรียกคืนค่าหุ้นจาก 180 วัน เป็น 5 ปี (ปีบัญชี 2566 ถึง ปี 2571)  

นายทะเบียนสหกรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออุทธรณ์คำสั่งให้ทำเป็นหนังสือถึง     นายทะเบียนสหกรณ์ผู้ออกคำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อชี้แจงแสดงเหตุผลและ       ความจำเป็นประกอบการพิจารณา และจากการตรวจสอบแผนการเรียกคืนเงินค่าหุ้นจากสมาชิกที่สหกรณ์เสนอมาประกอบการขออุทธรณ์กรอบระยะเวลาของการแก้ไขข้อบกพร่อง ควรระบุรายละเอียดของสมาชิกที่จะดำเนินการเรียกคืนเงินค่าหุ้นทั้ง 75 ราย ตลอดจนกำหนดวิธีการ ขั้นตอน เป้าหมายการดำเนินการเรียกคืนเงินค่าหุ้นที่ชัดเจน ดังนั้น จึงมีหนังสือที่ รอ 0010/(นทส.)118 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 แจ้งสหกรณ์ให้จัดทำหนังสือชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและจัดทำแผนเรียกคืนเงินค่าหุ้นจากสมาชิก เพื่อเสนอนายทะเบียนสหกรณ์ประกอบการพิจารณาอีกครั้ง

สหกรณ์ส่งเอกสารประกอบการขออุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ตามหนังสือ ที่  119/2566 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 เรื่อง ขออุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ในกรณีเรียกเงินคืนค่าหุ้นในขณะที่สหกรณ์ขาดทุนสะสม

นายทะเบียนสหกรณ์ พิจารณาแล้ว ไม่อนุญาตให้สหกรณ์งดการเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากสมาชิกสหกรณ์ แต่พิจารณาอนุญาตให้ขยายกรอบเวลาการแก้ไขข้อบกพร่องออกไปเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง (ครบกำหนดวันที่ 27 มิถุนายน 2567) เมื่อพ้นกำหนดหากยังไม่สามารถดำเนินการเรียกคืน     ค่าหุ้นได้ทั้งหมด หากมีส่วนเหลือจำนวนเท่าใด ให้คณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชอบ และดำเนินการหาผู้รับผิดชอบให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน ตามหนังสือที่ รอ 0010/(นทส.)122 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2566 เรื่อง พิจารณาผลการอุทธรณ์กรอบเวลาการแก้ไขข้อบกพร่อง จากจำนวน 180 วัน เป็นระยะเวลา 5 ปี

สหกรณ์ได้รายงานการแก้ไขข้อบกพร่อง ดังนี้

  • ตามหนังสือ ที่ สกก.136/2566 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ได้รับชำระรวม 146,650.00 บาท คงเหลือ 2,480,810.00 บาท
  • ตามหนังสือ ที่ สกก.151/2566 ลงวันที่ 15 กันยายน 2566 ได้รับชำระรวม 207,390.00 บาท คงเหลือ 2,420,070.00 บาท
  • ตามหนังสือ ที่ สกก.161/2566 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ได้รับชำระรวม 267,640.00 บาท คงเหลือ 2,359,820.00 บาท
  • ตามหนังสือ ที่ สกก.176/2566 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

- ตามหนังสือ ที่ สกก.195/2566 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

  • ตามหนังสือ ที่ สกก.9/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
  • ตามหนังสือ ที่ สกก.30/2567 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

ฝ่ายเลขาฯ ขอนำเสนอหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/930 ลงวันที่             5 กุมภาพันธ์ 2561 เรื่อง ขอหารือแนวทางปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสม เพื่อใช้เป็นแนวทางการแก้ไขข้อบกพร่อง

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 4 แนะนำและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และให้สหกรณ์รายงานความคืบหน้าให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง สหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องในเดือนมีนาคม - เมษายน 2567 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

มติที่ประชุม มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 4 แนะนำและติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และให้สหกรณ์รายงานความคืบหน้าให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบต่อไป

  1. ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด

ด้วยได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด มีลูกหนี้ปฏิเสธหนี้จำนวน ๖ ราย   เป็นเงินจำนวน ๑๖๔,๐๐๐ บาท ปัจจุบัน ต้นเงินคงเหลือ ๑๑๕,๒๙๒ บาท ได้แก่

 (๑) นายสมพร โฮมแพน ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

        จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๒๓,๖๙๕ บาท

 (๒) นายกล้า แดนประเทือง ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒

        จำนวน ๒๔,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๑๓,๕๐๐ บาท

 (๓) นางหนูเทียน กระภูชัย ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๒

        จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๑๙,๕๐๐ บาท

 (๔) นายเหลือ โททรัพย์ ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑

        จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๑๕,๕๙๗ บาท

 (๕) นายสุข พลเยี่ยม ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

        จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๒๕,๕๐๐ บาท

 (๖) นางเสาวณีย์ เกษแก้ว ตามสัญญาเงินกู้ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

        จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ต้นเงินคงเหลือ ๑๗,๕๐๐ บาท

ซึ่งตามรายงานข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
เครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ลูกหนี้ทั้ง ๖ ราย อ้างว่าไม่ได้
เป็นคนกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากสหกรณ์ จึงปฏิเสธการเป็นหนี้กับสหกรณ์ โดยกระบวนการให้สินเชื่อที่ผ่านมา นางจุรีพร กระภูชัย อดีตประธานกรรมการ เป็นผู้ดำเนินการทุกขั้นตอนและนำเงินไปใช้ส่วนตัว ประกอบกับ นางจุรีพร กระภูชัย ได้ให้ถ้อยคำต่อ ผู้สอบบัญชียอมรับว่าเป็นผู้รับเงินกู้ของลูกหนี้ดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวจริง พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า นางจุรีพร กระภูชัย อดีตประธานกรรมการ ได้อาศัยอำนาจในขณะที่ตนเป็นประธานกรรมการเงินกู้ซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติให้เงินกู้แก่สมาชิก ได้จัดทำเอกสารของสมาชิกขึ้น ได้แก่ หนังสือคำขอกู้ สัญญาเงินกู้ สัญญาค้ำประกัน ฯลฯ อันเป็นเอกสารสิทธิ และลงลายมือชื่อของสมาชิกโดยที่ไม่มีอำนาจ
และใช้เอกสารดังกล่าวเบิกถอนเงินออกจากสหกรณ์และนำเงินไปใช้ส่วนตัวทำให้สหกรณ์และสมาชิกได้รับความเสียหาย อันเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกหรือสหกรณ์
มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือ ฐานะการเงิน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562
เรื่อง แต่งตั้งรองนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ จึงมีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) ๑๐/๒๕๖๖ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง     สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตรวจสอบข้อเท็จริง บันทึกถ้อยคำสมาชิก
และรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระความผิดดังกล่าวข้างต้นของ นางจุรีพร กระภูชัย
อดีตประธานกรรมการ

๒. เมื่อคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมเอกสารหลักฐานตามข้อ ๑ ครบถ้วนแล้ว ให้มอบหมายกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน ดำเนินการแจ้งความ
ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เพื่อดำเนินคดีกับนางจุรีพร กระภูชัย ต่อไป

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้
และให้รายงานผลการดำเนินคดีต่อนายทะเบียนสหกรณ์ทราบทุกๆ วันที่ ๒๐ ของเดือน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง

                    ๑. สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ได้รับคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์แล้ว
เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ แต่ไม่ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องต่อนายทะเบียนสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ กลุ่มตรวจการสหกรณ์ จึงลงพื้นที่ตรวจติดตาม ณ ที่ตั้งของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด พบว่า คณะกรรมการดำเนินการขาดความรู้ความสามารถในการปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์
จึงเป็นเหตุให้สหกรณ์ไม่ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องต่อนายทะเบียนสหกรณ์

                    ๒. หนังสือกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ๗ ที่ รอ ๐๐๑๐(๗)/๓๙๖ ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ขอความอนุเคราะห์นายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ เนื่องจากคณะกรรมการดำเนินการส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขาดความรู้ความสามารถและไม่มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้

3. จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นางจุรีพร กระภูชัย อดีตประธานกรรมการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  เครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายและสหกรณ์ไม่ได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ซึ่งตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนได้ รองนายทะเบียนสหกรณ์ จึงมอบอำนาจให้              นายสรรเพชญ ราชแก้ว ตำแหน่ง นิติกรปฏิบัติการ ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแทนสหกรณ์                เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานพร้อมสรุปสำนวนข้อเท็จจริงประกอบคำร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินการ ร้องทุกข์กล่าวโทษแทนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด โดยร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพนทอง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566

4. ขณะนี้อยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 กลุ่มตรวจการสหกรณ์ได้นำประธานคณะกรรมการและเลขานุการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด นำส่งหลักฐานและให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพนทอง ซึ่งเจ้าพนักงานสอบสวนจะมีหมายเรียกให้ผู้เสียหายมาให้ปากคำ            แก่เจ้าพนักงานในคราวต่อไป

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว  รับทราบ มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 เข้าช่วยเหลือตรวจสอบเพิ่มเติม และติดตามและแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง แล้วรายงานพร้อมแนบเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

นางสาวจุฑามาศ คำจูมจัง เลขานุการกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเครือข่ายร้อยเอ็ดเหนือ จำกัด ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้ไปสอบถามความคืบหน้ากับตำรวจ ได้รับแจ้งว่าได้ทำการสอบสวนผู้เสียหาย 5 ราย อีก 1 รายอยู่กรุงเทพไม่ได้สอบสวน ทั้ง 5 รายปฏิเสธการเป็นหนี้ ไม่เอาเรื่อง แต่ขอให้ชดใช้หนี้ ส่วนนางจุรีพรฯ แจ้งว่าจะขายอ้อยแล้วมาชำระหนี้ แต่ไม่ได้กำหนดวัน ทางตำรวจได้ขอเบอร์โทรของตน กับประธานสหกรณ์ฯ เอาไว้

พ.ต.ท.อวยชัยฯ ได้สอบถามชื่อของเจ้าพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ทราบว่าคือ                   พ.ต.ท.อดิศร อินธิจักร สังกัด สถานีตำรวจโพนทอง และได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ความผิดทางอาญามี                   2 ลักษณะ คือ คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น ยักยอก หากตกลงกันได้ผู้เสียหายไม่ติดใจ                             ก็สามารถยอมความได้ และคดีที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เช่น ปลอมแปลงเอกสาร ใช้เอกสารสิทธิปลอม                   เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ถึงแม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจ แต่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการต่อจนถึงที่สุด                ทั้งนี้ มีระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน ในการแจ้งความคืบหน้าคดีให้ผู้ร้องทุกข์ทราบ           ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบฯ แต่หากไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้า ผู้ร้องทุกข์ก็สามารถทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าได้ และจะได้มีหลักฐานในการติดตามความคืบหน้าคดี

นายสมชายฯ ได้ให้คำแนะนำว่า กรณีนี้ตามข้อมูลลักษณะเป็นความผิดหลายบท                  และความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายจะไม่เอาเรื่อง แต่ก็ยอมความไม่ได้ ต้องดำเนินการ                   ตามกระบวนการให้ถึงที่สุด แต่ในชั้นการพิจารณาของศาล หากผู้เสียหายไม่ติดใจ อาจจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษได้

ประธานคณะทำงาน ได้สอบถามผู้แทนสหกรณ์ว่า นางจุรีพรฯ ได้มาชดใช้ค่าเสียหรือไม่

นางสาวจุฑามาศฯ แจ้งว่า ยังไม่ได้มีการชำระเงินจากจุรีพรฯ มีแต่มาพูด มาคุยที่สหกรณ์ จะเอาเงินมาใช้หนี้ แต่ไม่มีความชัดเจน

นางสาวเพลงธาราฯ แจ้งว่า การกระทำของจุรีพรฯ คือให้สมาชิกรับรองสำเนาเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ไว้หลายชุด โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ทำฌาปนกิจ ไปทำประกันชีวิตให้ ส่วนในสัญญาเงินกู้นางจุรีพรฯจะดำเนินการเอง

นายสมชายฯ ได้สอบถามเพิ่มเติมว่า ความผิดที่ทำไว้หลายชุด ได้มีการร้องทุกข์อย่างไรบ้าง ใครเป็นคนร้องและได้ให้ถ้อยคำไว้อย่างไร

เลขานุการคณะทำงาน จึงได้ชี้แจงว่า เมื่อคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้คณะกรรมการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ แต่ด้วยศักยภาพของคณะกรรมการดำเนินการที่ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน และชรา จึงไม่สามารถดำเนินการได้ และได้มีมติที่ประชุมฯขอให้นายทะเบียนสหกรณ์ดำเนินการแทน นายทะเบียนสหกรณ์ได้มอบอำนาจให้นายสรรเพชญ ราชแก้ว      นิติกรปฏิบัติการ ดำเนินการแทน จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานพร้อมสรุปสำนวนข้อเท็จจริงประกอบคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแทนสหกรณ์ ซึ่งนายสรรเพชรฯ ไม่ได้ถูกเรียกตัวไปให้ถ้อยคำแต่อย่างใด ทั้งนี้ ทางกลุ่มตรวจการสหกรณ์ได้มีการติดตามและรวบรวมหลักฐานในการบันทึกถ้อยคำสมาชิกผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อส่งให้เจ้าพนักงาน

มติที่ประชุม รับทราบ มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 7 เข้าช่วยเหลือ ติดตามและแนะนำการแก้ไขข้อบกพร่อง แล้วรายงานพร้อมแนบเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

  1. ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด

 ด้วยได้รับรายงานผลการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์การเกษตร         ปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด ซึ่งผู้ตรวจการสหกรณ์ได้เข้าตรวจสอบ ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๓ กันยายน ๒๕๖๖ พบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน           อันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน         การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน ดังนี้  

๑. นายสนธยา จันทร์หยวก ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ ได้ปลอมแปลงสัญญากู้เงิน     ของสมาชิกสหกรณ์ จำนวน ๒๑ ราย จำนวน ๒๗ สัญญา มูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,195,508.98 บาท แยกเป็น ต้นเงินจำนวน ๗,๙๐๐,๐๐๐.00 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 295,508.98 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 8,195,508.49 บาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

                    (๑) นายสมบูรณ์ ไตรโสม เลขทะเบียนสมาชิก ๒๐๔

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๕๒ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒) นายลิตร ชาวสวน เลขทะเบียนสมาชิก ๓๘๖

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๖๑ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๓) นางพูน อินทร์จิตร เลขทะเบียนสมาชิก ๔๐๘

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๘๘ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                          (๔) นายจำรัส วงคำมา เลขทะเบียนสมาชิก ๗๓๖

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๖๗ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๕) นางบุษบา เลิศพันธ์ เลขทะเบียนสมาชิก ๗๓๙

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๓๔ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๖) นางจำลอง ยะมะหาร เลขทะเบียนสมาชิก ๘๐๗

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๖๙ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๗) นางอารีพร ดุเหว่า เลขทะเบียนสมาชิก ๘๘๕

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๙๐ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๘) นางสมพร สุขสวรรณ์ เลขทะเบียนสมาชิก ๘๙๔

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๐๔ จำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๙) นางพยอม แกมแก้ว เลขทะเบียนสมาชิก ๘๙๘

                         เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๙๓ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๐) นางบุญโรม ประทุมชนกุล เลขทะเบียนสมาชิก ๗๐๔

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๓๘ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๑) นางสมพงษ์ จันทร์สระคู เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๒๑

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๙๙ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๒) นายสุทธิพงษ์ ปานทอง เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๑๘

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๒๙ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๓) นายศิรวัฒน์ ธรรมชอบ เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๑๐

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๘๕ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๔) นายศิรวัฒน์ ธรรมชอบ เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๑๐

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๒๖๑ จำนวนเงิน ๓๖๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๕) นางสาวสิรินันท์ จันทร์หยวก เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๐๙

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๑๑ จำนวนเงิน ๑๔๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๖) นางอภิญญา แพงภูงา เลขทะเบียนสมาชิก ๘๓๑

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๒๗ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๗) นายวิชล ชัยชิด เลขทะเบียนสมาชิก ๑๐๖๐

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๘๒ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๘) นางสาวจุฑามาศ แผ่นทอง เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๐๑

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๐๘๔ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๑๙) นางสาวจุฑามาศ แผ่นทอง เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๐๑

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๐๖๘ จำนวนเงิน ๓๒๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๐) นายพิจิตร มาสระคู เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๙๗

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๙๕ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๑) นายพิจิตร มาสระคู เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๙๗

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๒๗๑ จำนวนเงิน ๓๙๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๒) นายชนินธร โชตกิจธนสาร เลขทะเบียนสมาชิก ๑๐๗๒

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๗๔ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๓) นายชนินธร โชตกิจธนสาร เลขทะเบียนสมาชิก ๑๐๗๒

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๒๔๖ จำนวนเงิน ๓๙๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๔) นายสุธีร์ สดใน เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๙๖

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๑๔๑ จำนวนเงิน ๓๖๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๕) นายสุธีร์ สดใน เลขทะเบียนสมาชิก ๑๑๙๖

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๐๘ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๖) นางอุทัย จันทร์หยวก เลขทะเบียนสมาชิก ๑๐๒๙

                        เลขที่สัญญา ๑๑๐๖๖๐๐๒๓๕ จำนวนเงิน ๓๙๐,๐๐๐.00 บาท

                        (๒๗) นางอุทัย จันทร์หยวก เลขทะเบียนสมาชิก ๑๐๒๙

                        เลขที่สัญญา ๒๐๒๖๖๐๐๑๖๕ จำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

๒. นายสนธยา จันทร์หยวก ซึ่งมีหน้าที่ดูแลระบบเงินฝากสมาชิกสหกรณ์ ได้จัดทำก้อนข้อมูลสำรองของสมาชิกโดยแยกเป็นรายคนและทำการเรียกคืนก้อนข้อมูลดังกล่าว เพื่อทำรายการถอนเงินฝากของสมาชิก และนำเงินไปใช้ส่วนตัว เมื่อสมาชิกรายที่ถูกนายสนธยาฯ ทำการแก้ไขข้อมูลและถอนเงินฝากไปใช้แล้วนั้น              มาทำรายการฝากถอนเงินกับสหกรณ์ ก็จะทำรายการผ่านก้อนข้อมูลหลักในระบบเงินฝากสมาชิกที่ไม่ได้แก้ไข       ข้อมูลและปรับสมุดคู่มือสมาชิกตามปกติทำให้ยอดรายการเคลื่อนไหวในสมุดคู่มือสมาชิกถูกต้อง แต่นายสนธยาฯ         ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อนำรายการฝากถอนเงินดังกล่าวมาบันทึกบัญชี จำนวน 105 บัญชี                      มูลค่าความเสียหาย จำนวน 21,895,685.57 บาท แยกเป็น ต้นเงินจำนวน 21,830,496.74 บาท ดอกเบี้ย จำนวน 65,188.83 บาท

๓. นายสนธยา จันทร์หยวก ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เก็บรักษาเงิน ได้ให้คณะกรรมการผู้มีอำนาจในการถอนเงินฝากธนาคาร ลงนามในใบถอนเงินฝากธนาคารไว้คราวละหลายใบโดยไม่ลงจำนวนเงิน และได้นำใบถอนเงินฝากดังกล่าวไปถอนเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี ๐๑-๑๒๒-๒-๒๔๓๕๖-๓ ชื่อบัญชี "สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด" จำนวน 15 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 4,435,000.00 บาท และแจ้งรายการฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร    ให้เจ้าหน้าที่บันทึกบัญชี แต่ไม่ได้นำเงินฝากธนาคารจริง จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 2,500,000.00 บาท และนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว มูลค่าความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 6,935,000.00 บาท แยกเป็น

                         กรณีที่ 1 แจ้งรายการนำเงินเข้าฝากธนาคารให้เจ้าหน้าที่บัญชีบันทึกบัญชี จำนวน 3 ครั้งจำนวน 2,500,000.00 บาท โดยไม่ได้นำเงินเข้าฝากธนาคารจริง ดังนี้  

                                 ๑. วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖ แจ้งรายการนำเงินเข้าฝากธนาคาร                 ให้เจ้าหน้าที่บัญชีบันทึกบัญชีโดยไม่มีหลักฐานการนำฝาก จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                          2. วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ แจ้งรายการนำเงินเข้าฝากธนาคาร                 ให้เจ้าหน้าที่บัญชีบันทึกบัญชีโดยไม่มีหลักฐานการนำฝาก จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จำนวน 400,000.00 บาท และครั้งที่ 2 จำนวน 1๐๐,๐๐๐.00 บาท รวมจำนวน 500,000.00 บาท

                          กรณีที่ 2 ดำเนินการถอนเงินฝากธนาคารโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่บัญชี เพื่อนำรายการดังกล่าวมาบันทึกบัญชี จำนวน 15 ครั้ง จำนวน 4,435,000.00 บาท

                                       1. วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                      2. วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       3. วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๕๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       4. วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๑๕๐,๐๐๐.00 บาท

                                       5. วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๒๕๐,๐๐๐.00 บาท

                                       6. วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๖๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       7. วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       8. วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๑๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       9. วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑0. วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑1. วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๔๘๕,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑2. วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑3. วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๒๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑4. วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๓๐๐,๐๐๐.00 บาท

                                       ๑5. วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ ถอนเงินฝาก จำนวน ๓๕๐,๐๐๐.00 บาท

ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหาย ทั้ง 3 ประเด็น เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 37,026,194.55 บาท โดยนายสนธยา จันทร์หยวก ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ ให้การยอมรับว่าเป็นผู้กระทำการให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์จริง ทั้ง 3 ประเด็นข้างต้น โดยได้กระทำการ

(๑) ปลอมแปลงเอกสารเงินกู้ของสมาชิก เพื่อเบิกเงินออกจากสหกรณ์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้สหกรณ์และสมาชิกได้รับความเสียหาย มีการกระทำต่อสมาชิก จำนวน ๒๑ ราย และปลอมแปลงเอกสาร จำนวน ๒๗ สัญญา

(๒) ถอนเงินฝากออมทรัพย์ของสมาชิก โดยอาศัยหน้าที่ในการดูแลระบบเงินฝากจากสมาชิกดำเนินการเรียกคืนข้อมูลเฉพาะรายของสมาชิกออกจากระบบ เมื่อมีการทำรายการฝากเงินของสมาชิก         ตนจะใช้ข้อมูลที่เรียกคืนนั้นมาบันทึกรายการ เพื่อให้ยอดเงินฝากและการปรับสมุดคู่ฝากตรงตามความเป็นจริง โดยไม่ได้นำเงินฝากของสมาชิกเข้าระบบสหกรณ์แต่อย่างใด สำหรับการทำรายการถอนเงินฝากสมาชิก        จะบันทึกรายการถอนเงินฝากของสมาชิกในระบบของสหกรณ์ซึ่งความจริงแล้วสมาชิกไม่ได้มาทำรายการ    ถอนเงินฝากแต่อย่างใด ส่วนเงินที่นำออกจากระบบสหกรณ์ได้นำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงทำให้สหกรณ์   ได้รับความเสียหาย โดยมีการกระทำต่อสมาชิก สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้ฝากเงิน จำนวน 105 บัญชี

(๓) ถอนเงินฝากออมทรัพย์ของสหกรณ์ออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยอาศัยโอกาส        ที่ประธานกรรมการและเลขานุการลงนามในใบถอนเงินฝากธนาคารไว้ล่วงหน้าคราวละหลายใบ                เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ แต่ไม่ได้นำเงินเข้าสู่ระบบสหกรณ์                  และนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย มีการกระทำทั้งหมด จำนวน ๑8 ครั้ง

พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์
มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี กิจการ หรือฐานะการเงิน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒(๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2562 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562        เรื่อง แต่งตั้งรองนายทะเบียนสหกรณ์ และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 2/2562 27 พฤษภาคม 2562 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์จึงมีคำสั่ง ที่ (รอ) 11/2566 ลงวันที่ 27 กันยายน 2566 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่อง สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการ และระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

ข้อ ๑. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เรียกประชุมภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้ และให้มีมติไล่ออก นายสนธยา จันทร์หยวก ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการ ตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วย  เจ้าหน้าที่และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560

ข้อ ๒. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตรวจสอบให้ทราบมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง ในทุกกรณี โดยจะต้องสอบทานหนี้และเงินฝากจากสมาชิกร้อยเปอร์เซ็นต์ และสอบสวนข้อเท็จจริง          เพื่อให้ทราบตัวผู้กระทำความผิด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทุกกรณี พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานการกระทำโดยทุจริตของ นายสนธยา จันทร์หยวก และให้มีมติมอบหมายกรรมการคนหนึ่ง   หรือหลายคนดำเนินคดีอาญากับนายสนธยา จันทร์หยวก และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องหากมี ภายใน ๑๕ วัน      นับแต่วันได้รับคำสั่งนี้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายในกำหนดอายุความ

ข้อ ๓. ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน    ๗ วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาตาม ข้อ ๒. โดยให้ประธานกรรมการและเลขานุการงดออกเสียง      ในที่ประชุมและมิให้นับรวมเป็นองค์ประชุม ให้คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ ประธานกรรมการ เลขานุการ รวมถึงผู้จัดการและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ว่ามีส่วนในการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์หรือไม่ อย่างไร และต้องรับผิดชอบเป็นสัดส่วนเท่าใด หากเห็นว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมาย ให้คณะกรรมการดำเนินการเรียกให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐานทันที พร้อมกับจัดหาหลักประกันให้คุ้มกับหนี้ด้วย       ถ้าผู้รับผิดชอบไม่ยอมทำหนังสือสภาพหนี้ให้ไว้เป็นหลักฐาน ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีมติมอบหมายกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนดำเนินคดีทางแพ่งแก่ผู้นั้นเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ ต่อไป

ข้อ ๔. ให้คณะกรรมการดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ ของสหกรณ์แต่ปล่อยปละละเลยไม่ทำการตรวจสอบอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์                  โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560      โดยเคร่งครัด

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์รายงานความคืบหน้าของการแก้ไขข้อบกพร่อง    ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ทุกๆ วันที่ ๒๐ ของเดือน จนกว่าสหกรณ์จะแก้ไขข้อบกพร่องเสร็จสิ้น

การแก้ไขข้อบกพร่อง

  • หนังสือสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด ที่ 47/2566 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เรื่อง ขอส่งรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ (รอ) 11/2566 ลงวันที่ 27 กันยายน 2566 แต่พบข้อสังเกตที่ควรแนะนำให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขและพิจารณาทบทวนมติที่ประชุม     เรื่องการพิมพ์ผิด การบันทึกคำแนะนำของสหกรณ์จังหวัดไม่ครบถ้วน การพิจารณาความผิดและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ ไม่สมกับความผิด การกำหนดรายละเอียดการชำระเงินคืนแก่สหกรณ์ในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และความผิดของผู้รับผิดชอบแต่ละรายให้ชัดเจน
  • สหกรณ์จังหวัดจึงมีหนังสือ ที่ รอ 0010/3211 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2566 เรื่อง    ขอแนะนำให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทบทวนมติที่ประชุมและแก้ไขเอกสารประกอบรายงาน          ผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ให้ถูกต้อง
  • สหกรณ์ส่งรายงานการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามหนังสือ ที่ 49/2566 ลงวันที่           15 ธันวาคม 2566 สหกรณ์ยื่นฟ้องคดีอาญาวันที่ 8 พ.ย.2566 หมายเลขดำที่ อ.3194/2566            และศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 และนัดอีกครั้งในวันที่ 23 มกราคม 2567
  • ตามรายงานของสหกรณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 แจ้งว่า

    1. สหกรณ์มีมติที่ประชุมคณะกรรมการ ชุดที่ 40 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566       ตีทรัพย์สินเพื่อชดใช้เหตุลักทรัพย์ของนายสนธยา จันทร์หยวก จำนวน 2 รายการ มูลค่า 2,000,000 บาท (มติที่ประชุมคณะกรรมการ ชุดที่ 40 ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 มีมติทบทวนระบุให้เป็นการชดใช้กรณีลักลอบถอนเงินฝากของสมาชิก) ทำให้มูลค่าความเสียหายคงเหลือ 35,026,195.00 บาท        และมีมติดำเนินคดี กับนายสนธยา จันทร์หยวก โดยว่าจ้าง ทนายความดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งสหกรณ์ยื่นฟ้องคดีอาญาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 หมายเลขดำที่ อ.3194/2566 และศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 และนัดอีกครั้งในวันที่ 23 มกราคม 2567 ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2567 สหกรณ์ได้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายสนธยาฯ หรือนายกฤตกานต์ จันทรากิติกุล โดยตกลงชำระเงินจำนวน 35,026,195.00 บาท ให้แก่สหกรณ์ โดยงวดแรกชำระตุลาคม 2567 จำนวนไม่น้อยกว่า50,000 บาท งวดถัดไปเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงเดือนตุลาคม 2568 ผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท และงวดเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนเดือนละ 20,000 บาท ชำระทั้งหมดภายใน 10 ปี ซึ่งศาล                    ได้พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 (ความแพ่ง)

2. กรรมการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ผู้มีส่วนต้องรับผิดชอบในเหตุแห่งความเสียหาย         ตามมติที่ประชุม และหนังสือรับสภาพหนี้ จำนวน 6 ราย ได้จดจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้แล้ว       เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 ดังนี้

1. นางสาววันเพ็ญ แสงสระคู ได้จดจำนองที่ดิน นส.3ก. เลขที่ 518 เล่ม 6 ข จำนวน 12 ไร่ 2 งาน 89 ตรว. ราคาประเมิน 2,400,000 บาท

2. นางสุพัฒน์ ทำสระคู ได้จดจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 63719 เล่มที่ 638 จำนวน 9 ไร่ 2 งาน 8 ตรว. ราคาประเมิน 3,150,000 บาท

3. นายสมาน อิทธิพรม ได้จดจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 49423 เล่มที่ 495             พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1 งาน  98 ตรว. ราคาประเมิน 900,000 บาท

4. นายจรัญ แกมแก้ว ได้จดจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 53264 เล่มที่ 533             พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 69 ตรว. ราคาประเมิน 600,000 บาท

5. นายเมธี ฤทธิ์มนตรี ได้จดจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 63718 เล่มที่ 638 จำนวน 9 ไร่ 2 งาน 49 ตรว. ราคาประเมิน 3,150,000 บาท

6. นางสาวญาณภัค อิมบุตร ได้จดจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 53570 เล่มที่ 536 จำนวน 5 ไร่ 2 งาน 33 ตรว. ราคาประเมิน 1,300,000 บาท

3. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีหนังสือแจ้งให้ทบทวนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรณี กำหนดงวดชำระของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ให้ชำระหนี้รายงวดเหลื่อมปีกับกรรมการรายอื่น โดยพิจารณาสัดส่วนแห่งความรับผิดของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ทั้ง 2 ราย     มีความเหมาะสมกับความบกพร่องต่อหน้าที่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาถึงงวดการชำระที่กำหนดให้ผู้จัดการ ชำระจำนวน 8 งวด โดยชำระงวดแรกให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568 นั้น เห็นว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากการกำหนดงวดการชำระที่ยาวนาน ส่งผลให้เงินไหลกลับเข้าสู่สหกรณ์ช้าและมีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน ประกอบกับกรรมการผู้ร่วมรับผิดชอบ จำนวน 4 ราย กำหนดงวดชำระไว้เพียง 4 งวด และกำหนดชำระงวดแรกให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์         พิจารณาทบทวนการกำหนดงวดชำระของผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่บัญชี ว่าการกำหนดชำระงวดแรกให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568 และกำหนดงวดชำระ จำนวน 8 งวด และจำนวน 6 งวด มีความเหมาะสมหรือไม่ และจะมีความเหลื่อมล้ำกับผู้มีส่วนได้เสียรายอื่นหรือไม่ อย่างไร อนึ่ง ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้         และความผิด ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2566 จะครบกำหนดชำระเงินงวดแรกในวันที่ 31 มีนาคม 2567       จึงขอให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ติดตาม เร่งรัด ให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา          โดยเคร่งครัด หากผู้รับผิดชอบผิดนัดชำระไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด สหกรณ์จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

มติที่ประชุมครั้งที่แล้ว รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามและแนะนำให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องแล้วรายงานให้ทราบพร้อมแนบเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

ผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

- สหกรณ์มีหนังสือ ที่ 20/2567 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2567 ขอขยายระเวลาการรายงาน ถึงวันที่ 5 เมษายน 2567

- 17 เมษายน 2567 สหกรณ์รายงานผลการพิจารณากำหนดงวดชำระของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ให้ชำระหนี้ใหม่เหลือเป็น 6 งวด โดยงวดแรกกำหนดให้ชำระในระยะเวลา 1 เมษายน 2567 -          31 มีนาคม 2568 และรายงานผลการรับชำระจากคณะกรรมการดำเนินการที่ร่วมรับผิดชอบตามหนังสือรับสภาพหนี้และความผิด รวมจำนวน 915,125 บาท ดังนี้

   กรณีปลอมแปลงเอกสารสัญญากู้เงินของสมาชิก

  1. น.ส.วันเพ็ญ  แสงสระคู จำนวน 98,750 บาท
  2. นางสุพัฒน์ ทำสระคู จำนวน 98,750 บาท
  3. นายสมาน อิทธิพรม จำนวน 98,750 บาท
  4. นายจรัญ แกมแก้ว จำนวน 98,750 บาท

   กรณีถอนเงินฝากธนาคาร

  1. น.ส.วันเพ็ญ  แสงสระคู จำนวน 260,062.50 บาท
  2. นางสุพัฒน์ ทำสระคู จำนวน 260,062.50 บาท

- 15 พฤษภาคม 2567 นายทะเบียนสหกรณ์มีหนังสือแจ้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณี สหกรณ์จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับ นายกฤตกานต์ จันทรากิติกุล        ลงวันที่ 23 มกราคม 2567 โดยละเอียด ดังนี้

1. สหกรณ์ได้ฟ้องดำเนินคดีกับนายกฤตกานต์ จันทรากิติกุล เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 และศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ได้นัดสอบคำให้การในวันที่ 23 มกราคม 2567 ซึ่งห้วงระยะเวลาก่อนถึงวันที่ศาลนัดสอบคำให้การสหกรณ์ได้มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการ       เจรจาไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องหรือไม่ อย่างไร

2. การเจรจาไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในวันที่ 23 มกราคม 2567 ทั้งฝ่ายโจทก์และ         ฝ่ายจำเลยประกอบด้วยใครบ้างที่เข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย

3. ฝ่ายโจทก์ได้เจรจาต่อรองถึงจำนวนเงินขั้นสูงหรือขั้นต่ำที่ฝ่ายจำเลยได้เสนอ                  ที่จะชำระต่องวดให้กับสหกรณ์หรือไม่ อย่างไร

4. ให้ชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่สหกรณ์ตกลงรับชำระเงินตามสัญญาฯ ดังกล่าว

5. หลังจากสหกรณ์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยแล้วนั้น               ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทราบหรือไม่ อย่างไร

ทั้งนี้ ให้ส่งสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ครั้งที่มอบอำนาจ   ให้กับคณะกรรมการดำเนินการแต่ละคน ครั้งที่มีมติให้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและครั้งที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอเรื่องดังกล่าวข้างต้นแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์                     ซึ่งประธานกรรมการหรือกรรมการลงนามรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสาร เพื่อประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริง                      ให้นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณา ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2567

ประธานคณะทำงาน ได้แจ้งว่าปัจจุบันนายสนธยาฯ ไปย้ายไปอยู่สมุทรปราการแล้ว สหกรณ์ต้องติดตามการรับชำระให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้ สหกรณ์ควรแจ้งความ              ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ตามคำแนะนำที่เคยให้ไว้ในคราวเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการ เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ จึงขอฝากกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ ตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่สหกรณ์เองต้องตรวจสอบเอกสารทางการเงินและทางบัญชีให้ดี ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำอีก

มติที่ประชุม รับทราบ และมอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 ติดตามและแนะนำให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องแล้วรายงานให้ทราบพร้อมแนบเอกสารหลักฐานเป็นประจำทุกเดือน

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่อง เสนอให้ที่ประชุมทราบ

4.1 เรื่อง ผลการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์บริการครูร้อยเอ็ด จำกัด

กรณีสหกรณ์รับสมาชิกสมทบไม่เป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ฯ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๔(๓) ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสมทบต้องตั้งบ้านเรือนอยู่ท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่สหกรณ์รับสมาชิกที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ๑ ราย คือ นางวิจิตรา แลดี และสหกรณ์ได้รับฝากเงินจากนางวิจิตรา แลดี เลขที่บัญชี          ๑๕ - ๐๐๐๐๑ - ๐ จำนวน ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลภายนอก เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔๖(๕) ที่กำหนดให้สหกรณ์มีอำนาจรับฝากเงินประเภทออมทรัพย์หรือประเภทประจำจากสมาชิกหรือสหกรณ์อื่น หรือสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้น    ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

สหกรณ์ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามหนังสือสหกรณ์ฯ ที่ สบค.รอ.๘๖/๒๕๖๔     ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ว่าในขณะนี้เงินของสหกรณ์ได้จ่ายเป็นเงินกู้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์จนหมดแล้ว จึงยังไม่สามารถคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่นางวิจิตรา แลดี ได้ สหกรณ์จึงคืนต้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ต่อปี ให้กับนางวิจิตรา แลดี เป็นรายงวด จำนวน ๔๓ งวด ๆ ละ ๒๑๙,๕๘๓ บาท โดยจ่ายคืนทุกวันสิ้นเดือน จนกว่าจะครบเงินต้น ตำนวน ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยเริ่มจ่ายคืนงวดแรก วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ และนางวิจิตรา แลดี ได้ยินยอมรับเงินคืนเป็นงวดๆ จนกว่าจะครบจำนวนโดยได้ทำข้อตกลงกับสหกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

สหกรณ์ได้ส่งคืนเงินกู้ให้นางวิจิตรา แลดี แล้วจำนวน ๒๔ งวด รวมเป็นเงิน ๕,๒๖๙,๙๙๒ บาท เงินต้น ๔,๖๒๘,๓๑๑.๕๔ บาท ดอกเบี้ย ๖๔๑,๖๘๐.๔๖ บาท เงินต้นคงเหลือทั้งหมด ๓,๘๗๑,๖๘๘.๔๖ บาท ต่อมา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นมา สหกรณ์ไม่สามารถชำระคืนตามงวดได้ จึงได้ชำระเฉพาะดอกเบี้ย  สหกรณ์พยายามติดต่อแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อจะนำมาคืนให้กับนางวิจิตรา แลดี แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสหกรณ์มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน

สหกรณ์ยังคงจ่ายคืนเงินให้แก่นางวิจิตรา แลดี เฉพาะดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี    ยอดรวมดอกเบี้ยที่ชำระตั้งแต่ตั้งแต่งวดที่ 25 - 67 (ส.ค.63 - ก.พ.67)  รวม 43 งวด ชำระได้แค่ดอกเบี้ยร้อยละ 5 เป็นเงิน 677,280.39 บาท

ผลการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามรายงานของสหกรณ์เดือนเมษายน 2567 สหกรณ์หยุดชำระดอกเบี้ย เดือนมีนาคม - เมษายน 2567

นายสุริยนต์ฯ แจ้งว่า ได้ทราบมาว่านางวิจิตราฯ ได้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว กรณีที่ไม่ได้รับชำระเงินจากสหกรณ์บริการครูร้อยเอ็ด จำกัด จะทำการฟ้องผู้ค้ำประกัน เพราะเห็นว่าถ้าฟ้องสหกรณ์ก็จะไม่ได้อะไร  

มติที่ประชุม รับทราบ

๔.2 เรื่อง รายงานข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

        ข้อสังเกตสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรประจำปีงบประมาณ ๒๕๖7 ณ วันที่
15 พฤษภาคม 2567 มีทั้งหมด จำนวน 28 แห่ง (แยกเป็นสหกรณ์ 18 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง) อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข 25 แห่ง แก้ไขแล้วเสร็จบางข้อ 2 แห่ง เข้าสู่ระบบข้อบกพร่อง 1 แห่ง รายละเอียดปรากฏตาม
 QR code

นางสาวบุษบา ปุรณะ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด รองประธานคณะทำงาน แจ้งว่า ปัจจุบันยังมีข้อสังเกตด้านเงินสดขาดบัญชี การเก็บเงินสดในมือเกินระเบียบอยู่ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของข้อบกพร่อง จึงขอให้มีมาตรการที่เข้มข้นในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว

ประธานคณะทำงาน ได้ขอให้กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ ตรวจสอบการใช้เงินกู้ กพส. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้วย

มติที่ประชุม รับทราบ

ระเบียบวาระที่ 5  เรื่อง เพื่อพิจารณา

  1. พิจารณาข้อมูลการตัดหนี้สูญของสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด

ประธานคณะทำงาน ให้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ตรวจสอบข้อมูลการแก้ไขข้อบกพร่อง เรื่องการตัดหนี้สูญลูกหนี้การค้า ตามที่ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 6 แจ้งในวาระติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด และดำเนินการตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตัดหนี้สูญถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และให้บันทึกผลตามข้อเท็จจริง

มติที่ประชุม มีมติเป็นเอกฉันท์ให้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ตรวจสอบข้อมูลการแก้ไขข้อบกพร่อง เรื่องการตัดหนี้สูญลูกหนี้การค้าของสหกรณ์การเกษตรอำเภอจังหาร จำกัด เพื่อให้บันทึกข้อมูลตามข้อเท็จจริงต่อไป

ระเบียบวาระที่ 6 เรื่อง ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด

- ได้ให้คำแนะนำในวาระแล้ว

2. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด

    ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดที่สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องโดยไม่ดำเนินคดีอาญานั้นน่าเป็นห่วง    ว่าจะขัดหลักธรรมมาภิบาลหรือไม่ มติที่จะไม่ดำเนินคดีอาญาจะมีผลผูกพันคณะกรรมการดำเนินการในอนาคต ถ้ามุ่งไปทางแพ่งอย่างเดียวแล้วไม่สำเร็จผล เมื่อจะย้อนกลับมาดำเนินคดีอาญา หลักฐานต่างๆอาจถูกทำลายไปแล้ว  

3. เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

    - ไม่มี

4. ผู้อำนวยการ ธ.ก.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด

- ไม่มา

5. ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด

- ฝากเรื่องความเชื่อมั่นศรัทธาของสมาชิกในสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเอาผิดกับผู้กระทำความผิด ให้คณะกรรมการดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่องจริงจัง ฝากกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์แนะนำสหกรณ์ว่าจะต้องทำอย่างไร และเป็นห่วงเรื่องอายุความกลัวว่าจะล่วงเลยระยะเวลา

6. สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

1. ให้กลุ่มตรวจการสหกรณ์ตรวจสอบและระบุวันหมดอายุความของแต่ละแห่ง ติดไว้ที่แฟ้มข้อบกพร่องแต่ละแห่ง และทำหนังสือแจ้งเตือนสหกรณ์เรื่ออายุความ

2. ให้น้องๆที่ดูแลกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ มีความเข้มข้นเรื่องการตรวจสอบการนำเงินกู้ กพส. ไปใช้ให้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์

ระเบียบวาระที่ 7 เรื่อง อื่นๆ

  • ไม่มี

เลิกประชุมเวลา ๑2.00 น.

                                   (ลงชื่อ)     นายอภิรักษ์ พานนูน   ประธานคณะทำงาน

                                                  (นายอภิรักษ์ พานนูน)

                                                    สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด

                                    (ลงชื่อ)   สรรเพชญ ราชแก้ว   คณะทำงาน และผู้ช่วยเลขานุการ

                                                (นายสรรเพชญ ราชแก้ว) และผู้จดบันทึก

                                                   นิติกรปฏิบัติการ                

                                      (ลงชื่อ)   มนธิฌา สังขเนตร        คณะทำงานและเลขานุการ                                                                                                                                                            (นางสาวมนธิฌา สังขเนตร) ผู้ตรวจรายงานการประชุม

                                      ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจการสหกรณ์