Published using Google Docs
บทที่ 2 .
Updated automatically every 5 minutes

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.  เว็บบล็อก

   1.1.ประวัติและความหมาย

                 บล็อก (Blog) คือ คำว่า “Weblog” ถูกใช้งานเป็นครั้งแรกโดย Jorn Barger() ในเวลาต่อมาได้เรียกกันใหม่ว่า บล็อก และทางOxford English Dictionary จึงได้บรรจุคำว่า blog ในพจนานุกรม แสดงว่าได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดยทางสำนักข่าวเอพีรายงานว่า เว็บไซต์ ดิกชั่นนารีหรือ พจนานุกรมออนไลน์ “เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์” ได้ประกาศรายชื่อ คำศัพท์ซึ่งถูกคลิก เข้าไปค้นหา ความหมายผ่าน ระบบออนไลน์มากที่สุด 10 อันดับแรกประจำปีนี้ ซึ่งอันดับหนึ่งเป็นคำว่า “บล็อก” (blog) ซึ่งเป็นคำย่อของ “เว็บ บล็อก” (web log) โดยนายอาเธอร์ บิคเนล โฆษกสำนักพิมพ์พจนานุกรมฉบับ เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ กล่าวว่า สำนักพิมพ์ได้เตรียมที่จะนำคำว่า “บล็อก” บรรจุลงในพจนานุกรมฉบับล่าสุดทั้งที่เป็นเล่มและฉบับออนไลน์แล้วโดยให้คำจำกัดความไว้ว่า “เว็บไซต์ที่บรรจุ เรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกส่วนตัวประจำวันซึ่งสะท้อนถึงมุมมอง ความคิดเห็นของบุคคล โดยอาจรวมลิงค์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ตามความประสงค์ของเจ้าของเว็บบล็อกเองด้วย” โดยทั่วไป คำศัพท์ที่ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมนั้นจะต้องผ่านการใช้งาน อย่างแพร่หลาย มาไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งหมายความว่าคำคำนั้นจะต้องถูกนำมาใช้ซึ่งบล็อกเป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์และรวมสื่อต่างๆในหลายรูปแบบ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูลและสามารถแสดงความคิดเห็นข้อความนั้นโดยคุยโต้ตอบกับเจ้าของบล็อกได้ นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน

   1.2.ชนิดของบล็อก

                 เทคโนโลยีของบล็อกที่ใช้ง่ายทำให้มีผู้ใช้ในวงกว้างและมีความหลากหลาย บล็อกที่นำมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และมีบล็อกอยู่มากที่ได้ผสมผสานความหลากหลายประเภทเอาไว้

        1.  Business  ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนสมัครเล่นและนักลงทุนมืออาชีพ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ใช้ บล็อกเป็นที่แบ่งปันความรู้ ทริปต์ เทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้บล็อกประเภท Business ยังใช้เป็นที่โปรโมตและทำลายชื่อเสียงทางธุรกิจ ใช้เป็นที่อภิปรายโต้เถียงกันถึงแนวทางของเศรษฐกิจ หรือใช้เป็นที่เผยแพร่ข้อมูลก็ได้เช่นกัน

        2.  Clubbox  เป็นบล็อกอีกประเภทหนึ่งที่แพร่หลายมาในแถบเอเชียตะวันออก โดยผู้เป็นเจ้าของบล็อกส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียค่ารายเดือน สามารถโพสต์ข้อมูลที่เป็นข้อความ รูปภาพ และไฟล์วิดีโอ เข้าไปได้ทุกวัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการจัดเตรียมพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟล์เหล่านี้ และยังมี Bandwidth สำหรับส่งข้อมูลขึ้นไปโพสต์ขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มความรวดเร็วอีกด้วย

        3.  Cultural  เป็นบล็อกที่ใช้เพื่อการสาธยาย อภิปราย โต้เถียง กันในเรื่องต่าง ในตอนนี้เป็นที่กำลังนิยม

        4.  MoBlog หรือ mobile Blog ส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรวมเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ต จากผู้ขายมือถือ หรือเจ้าของแบรนด์มือถือ หรือ PDA ยี่ห้อต่าง ๆ และอาจจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟต์แวร์บนมือถือ

        5.  Online diary  ถ้าจะพูดถึงบล็อกในแง่ทั่วไปแล้วบ่อยครั้งที่ใช้เพื่อการเขียนบันทึกประจำวันแบบออนไลน์ หรือวารสาร เช่น LiveJournal.com ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้บล็อกเป็นที่แรก ๆ โดยรูปแบบของบล็อกที่ใช้งานง่ายนั้นทำให้ผู้ที่ไม่มีความชำนาญในเรื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเข้ามาทำ diary ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งคนทั่วไปมักจะเขียนโครงกลอน ร้อยแก้ว การร้องทุกข์การทำผิดกฎหมาย ประสบการณ์ประจำวัน และอื่นๆ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ของบล็อกประเภทนี้จะเกี่ยวกับเรื่องชีวิตเป็นส่วนใหญ่

        6.  PhotoBlogs จะประกอบไปด้วย แกลลอรี่รูปภาพที่เปิดกว้างให้เข้าไปดูรูปได้ มีคำบรรยายใต้ภาพ ซึ่งคำบรรยายเหล่านั้นจะทำให้มีความสำคัญ หรือไม่สำคัญก็ได้ ก็อยู่ที่ผู้ใช้ ผู้บรรยาย อย่างที่ sketchBlog ก็มีความใกล้เคียงกับการเป็น photoBlogs แต่เป็นบล็อกที่มุ่งเน้นไปที่ภาพสเกตซ์ ซึ่งเป็นศิลปะพื้นฐานที่ต้องใช้สายตาเป็นหลัก

        7.  Political Blogs ได้รับการต้อนรับจากสื่อ และนักวิชาการมากขึ้น ซึ่งบล็อกประเภทนี้ส่วนใหญ่จะนำเสนอความเคลื่อนไหวของข่าวสารและบ่อยครั้งที่มีการเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวลงไปซึ่งบล็อกชนิดนี้หลายๆ แห่งก็มีฟีเจอร์สำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างมากมายใส่ไว้

warBlog.com เป็นตัวอย่างของ บล็อกอันหนึ่งที่ให้ความใส่ใจอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ทีเกี่ยวกับสงคราม บางครั้งเราก็ใช้คำว่า warBlog เพื่อบอกความหมายในเชิงที่ว่าบล็อกนั้นมีความโน้มเอียงไปในเรื่องสงคราม

        8.  Science นักวิทยาศาสตร์ ก็มีการใส่ความรู้สึกให้หล่อหลอมเข้าไปในบล็อกเช่นกัน บางครั้งเราจะเห็นว่ามีบางความคิดเห็นที่เป็นเส้นทางใหม่ที่ชาญฉลาด นำมาตีแผ่ให้ได้อ่านกัน มีการอภิปรายข้อมูล ซึ่งบางบล็อกก็มีข้อมูลที่ดูน่ากลัว ดูน่าจะเป็นอันตรายแต่นักวิทยาศาสตร์บางคนก็มีแนวทางการนำเสนอที่ดูน่าเชื่อถือซึ่งก็ต้องเลือกอ่าน        

        9.  ShockBlog  มีเนื้อหาส่วนใหญ่ไปในเชิงของการสร้างความดึงดูดใจ แต่ไปในทางของการสร้างความตกใจ (shock) และ Aggressive มากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือเรื่องที่มีการนำเสนอทางวารสารมาแล้ว โดยอาจจะเป็นบทความที่น่าสนใจ แปลกใหม่ หรือเป็นเรื่องธุรกิจที่กำลังอยู่ในกระแสจากทั่วทุกมุมโลกที่น่าเขียนถึงก็ได้

        10.  SpamBlogs หรือ Splogs เป็นรูปแบบของการโฆษณาที่บีบบังคับผู้อ่านเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็เหมือนกับ Spam อีเมลนั่นแหละ โดย Splogs จะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ จะชอบใช้อักษรตัวหนา ใช้คำที่มีการเรียกร้อง ชักจูงใจอย่างรุนแรง ซึ่งเว็บไซต์ที่เป็นสมาชิกใน Splogs นั้นจะมีการส่งลิงค์ของเว็บไซต์สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน ไปหาผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนอื่น ๆ

        11.  TopicalBlogs จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเป็นเอกลักษณ์ มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบแบบเดียวกันเฉพาะกลุ่ม จะต้องบริหารความต้องการของ Bloggers ว่าใครที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับบล็อกของเรา และยังต้องบริหารความสัมพันธ์กับผู้อ่านที่ต้องการเข้ามาค้นหาข้อมูลที่เขาสนใจ ให้ได้ข้อมูลอย่างตรงประเด็น

LocalBlog หรือ Blog ท้องถิ่นนั้น ก็เป็นหนึ่งใน TopicalBlog ด้วยเช่นกันซึ่งคนท้องถิ่นในแต่ละที่ก็จะมีเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจให้พูดถึงแตกต่างกันออกไป

        12.  Vlog หรือ VideoBlog จะประกอบไปด้วยเนื้อหาทางด้านวิดีโอ ขึ้นไปโพสต์ติดเอาไว้เป็นหลัก เช่น http://video.google.com

        13.  TravelBlogs เป็นหนึ่งในชนิดของบล็อกที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะแบ่งปันประสบการณ์ เรื่องราวในวันหยุดลาพักร้อนที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ และรูปภาพกับเพื่อนๆ ครอบครัว และคนในชุมชนเว็บไซต์เดียวกัน อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่เยี่ยมยอดที่จะทำให้นักท่องเที่ยวยังได้สัมผัสกับผู้คนที่อยู่ที่นั่น หลังกลับมายังบ้านของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับชีวิต

    1.3.รูปแบบการเขียนบล็อก

                  การเขียนบล็อกที่พบเห็นนั้น มีหลากหลายรูปแบบ สรุปรูปแบบทั่วๆ ไปที่นิยมกัน ดังต่อไปนี้ รูปแบบการเขียนบล็อกแบ่งตามลักษณะของเนื้อหาในการเขียน คือ

            1.Personal เป็นการเขียนบล็อกแบบเล่าเรื่องส่วนตัว บรรยายถึงความรู้สึกนึกคิด หรือเรื่องในชีวิตประจำวันที่ได้พบเห็นของบุคคลนั้นๆ เล่าเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ที่ตัวเองประสบพบเห็น หรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือบางครั้งเรียกรูปแบบนี้ว่า การเขียนแบบ Diary ก็ได้ ตัวอย่าง เช่นบล็อก www.Storythai.com

             2.Topical เป็นการเขียนบล็อกโดยมีหัวข้อหรือจุดมุ่งหมายในการเขียนที่ชัดเจน อาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ โดยตรง เช่น กีฬาบาสเกตบอล กีฬาฟุตบอล กอล์ฟ เกี่ยวกับเพลงที่ชื่นชอบ วิจารณ์ภาพยนตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือ เรื่องบล็อกเป็นต้น ซึ่งการเขียนลักษณะนี้จะอิงจากหัวข้อเป็นหลัก จะเล่าเรื่องนอกเหนือจากหัวข้อไม่มากนัก เช่น http://vinman.blogrevo.com

              3.  Collaborative เป็นการเขียนบล็อกแบบเป็นทีม ช่วยกันเขียน ช่วยกันปรับปรุง ซึ่งภายในบล็อกอาจจะมีเรื่องราวหลากหลาย ซึ่งอาจเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยแต่ละคนจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของ Account ให้ทำการเขียนบทความหรือรับผิดชอบเฉพาะส่วนไป ตัวอย่างเช่น http://gotoknow.org

              4.  Corporate เป็นการเขียนบล็อกเชิงธุรกิจ โดยบริษัทหรือองค์กรต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงหน่วยงานของตน หรือเป็นตัวเสริมในการบรรยายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ ตัวอย่างขององค์กร มี corporate blog ได้แก่ Sun Microsystems, IBM, HP, Microsoft, Yahoo และ Google

บล็อกขององค์กร โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ Internal blog และ External blog            

                           1.Internalblogเป็นบล็อกภายในที่ถูกจัดให้มีขึ้นเพื่อบุคลากรขององค์กร

                          2.External blog เป็นบล็อกที่อนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นบุคลากรสามารถเข้าถึงได้ เช่น ลูกค้าองค์กร เป็นต้น

              5.  Specialty เป็นการเขียนบล็อกแบบพิเศษนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยกตัวอย่าง เช่นบล็อกที่เขียนขึ้นเพื่อประชามสัมพันธ์โครงการซึ่งจัดขึ้นในกรณีพิเศษ การประกาศรับบริจาค การประกวดแข่งขันต่างๆ เป็นต้น

    1.4.การใช้งานบล็อก

                 ผู้ใช้งานจะสามารถแก้ไขและดูแลบล็อกผ่านทางเว็บบราว์เซอร์เหมือนการใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบดูแลบล็อกที่แตกต่างกัน เช่นบางระบบที่มีบรรณาธิการของบล็อก ผู้เขียนหลายคนจะส่งเรื่องเข้าทางบล็อก และจะต้องรอให้บรรณาธิการอนุมัติให้บล็อกเผยแพร่ก่อน บล็อกถึงจะแสดงผลในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากบล็อกส่วนตัวที่จะให้แสดงผลได้ทันที  แต่สำหรับผู้อ่านจะใช้งานในลักษณะเหมือนอ่านเว็บไซต์ทั่วไป และสามารถติชมได้ในส่วนท้ายของแต่ละบล็อกได้เพื่อให้ผู้อ่านมีส่วนในการแสดงความคิดเห็น

    1.5.ความนิยม

                 บล็อกเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในวงการสื่อมวลชนในหลายประเทศ เนื่องจากระบบแก้ไขที่เรียบง่าย และสามารถตีพิมพ์เรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ โดยนอกจากนี้ผู้เขียนข่าวส่งผลงานให้กับทางสื่อแล้ว ยังได้มาเขียนข่าวในอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูล หรือแนวความคิด โดยการเขียนบล็อกสามารถเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนได้รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสื่อในด้านอื่น ข่าวที่นิยมในการเขียนบล็อกต่อสื่อมวลชน ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะเรื่องซุบซิบวงการดารา ข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น   จากความนิยมที่มากขึ้น ทำให้หลายเว็บไซต์เปิดให้มีส่วนการใช้งานบล็อกเพิ่มขึ้นมาในเว็บของตนเอง เพื่อเรียกให้มีการเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน

    1.6.สังคมบล็อก

                 สังคมบล็อก หมายถึง พื้นที่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ที่ต้องการนำเสนอบทความสามารถแบ่งปัน เรื่องราว รูปภาพ รูปถ่าย ให้ประโยชน์แก่ผู้เข้ารับชมนี้คือสิ่งที่จำกัดความหมายของสังคมบล็อกตั้งเป้าหมายไว้โดยผู้ใช้สามารถที่จะหาประโยชน์จากบทความที่ตนเองเป็นผู้นำเสนอโดยอาจจะมีการนำเสนอโฆษณาพร้อมๆกับการนำเสนอบทความแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้อย่างอิสระ  ดังนั้นการใช้งานระบบสังคมบล็อก มีเนื้อหาของการนำเสนอ โดยจะต้องเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของผู้นำเสนอระหว่างผู้ใช้งานด้วยกันไม่อาจจะทำการสำเนาเอกสารดังกล่าวได้เพียงแต่สามารถทำการลิงก์เชื่อมโยงเพื่อส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งานทั่วไป ให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

    1.7.ประโยชน์ของบล็อก

        บล็อกมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของบล็อกถึงแม้ว่าบล็อกจะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่บล็อกแต่ละแห่งจะมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้นจึงแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกมาได้ดังนี้

            1. เปิดตัวเองให้โลกรู้เรื่องของบล็อก

มักเป็นเรื่องราวของเจ้าของบล็อกเป็นการเล่าประสบการณ์หรือความคิดของเจ้าของ เป็นการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเจ้าของบล็อก

            2. ทันข่าวทันเหตุการณ์ ข่าวจากบล็อกหลายแห่งเป็นข่าววงใน บางคนเล่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เจอมาหลายบล็อกพูดถึงแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

           3. กลั่นกรองข้อมูลบล็อกบางบล็อกจะมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำ ทำให้ผู้อ่านไม่ต้องเสียเวลาในการกลั่นกรองข้อมูล เพราะมีการนำเสนอข้อมูลหรือมีไกด์ในการท่องเว็บ                                            

        4.รายงานการท่องเว็บเป็นวัตถุประสงค์หลักที่เป็นต้นกำเนิดของการทำบล็อกมีการลิงก์ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบล็อกซึ่ง

            5. การแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นความในใจของเรื่องต่างๆ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ การทำบล็อกเป็นช่องทางถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นรับรู้

            6. ถ่ายทอดประสบการณ์หรือไดอะรี่ออนไลน์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว เช่น www.terrystrek.com

            7.โน้มน้าวใจผู้อ่าน ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กรณีแบบนี้เป็นการขายความคิด อย่างบล็อกสำหรับคอการเมืองอาจจะมีฝ่ายซ้าย – ฝ่ายขวา , สายเหยี่ยว ¬- สายพิราบ จะพบว่าเนื้อหาจะเป็นการโพสต์โจมตีฝ่ายตรงข้ามแล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของตนเอง

2.  ภาษา HTML ( HTML Introduction )

 HTML ย่อมาจาก  Hyper Text Markup Language เป็นหนึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะเป็นภาษาในเชิงการบรรยายเอกสารไฮเปอร์มิเดีย ( Hypermedia Document Description Language ) เพื่อเผยแพร่เอกสารในระบบเครือข่าย WWW ( World Wide Web ) มีโครงสร้างภาษาโดยใช้กำกับ ( Markup Tags ) เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการแสดงผลข้อมูล รูปภาพ และวัตถุอื่นๆผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ซึ่งในแต่ละ Tag จะมีส่วนขยาย ( Attribute ) เพื่อควบคุมการแสดงผล ซึ่งเป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย World Wide Web Consortium ( W3C ) ซึ่งมีแม่แบบคือภาษา SGML ( Standard Generalized Markup Language ) ในการสร้าง HTML จะต้องอาศัยโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเป็นแท็กเอดิเตอร์ ( Text Editor ) โดยใช้สำหรับเขียนคำสั่งต่างๆ ที่ต้องการแสดงผลทางจอภาพและเก็บเป็นไฟล์ โดยมีนามสกุล .html หรือ .htm

3.  สมอง

    3.1.ความหมายและหน้าที่

                  เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่มีความซับซ้อน  มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำ การคิด การสั่งการการเคลื่อนไหว พฤติกรรมและการรักษาสมดุลในร่างกาย สมองประกอบไปด้วยเซลล์ประสาท(ภาพ)ที่ทำหน้ารับส่งกระแสไฟฟ้าเคมีถึงกันซึ่งการที่เราคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆก็เกิดจาการเชื่อมต่อกันของกระแสไฟฟ้าในสมอง สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามหน้าที่ ได้แก่ สมองชั้นใน ซึ่งเป็นสมองพื้นฐานของสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ปีก สมองชั้นกลางเป็นสมองพื้นฐานของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงและสมองชั้นนอกซึ่งมีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น

    3.2.ส่วนประกอบ

สมองชั้นใน เป็นที่อยู่ของแกนสมองหรือก้านสมองมีหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ การหายใจ ประสาทสัมผัส การสั่งงานกล้ามเนื้อให้มีการเคลื่อนไหว รวมถึงหน้าที่ในการรับและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้จากสมองหรือระบบประสาททำให้เกิดเป็นระบบตอบโต้อัตโนมัติหรือเกี่ยวกับสัญชาตญาณนั้นเอง

สมองชั้นกลาง เป็นส่วนของสมองที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัว ปรับพฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นหากมีการกระตุ้น ส่วนฮิปโปแคมบัส เทมโพราลโลบและบางส่วนของฟรอนทอลโลบจะมีหน้าที่เกี่ยวกับความจำ การเรียนรู้ พฤติกรรม ความสุข อารมณ์ ขั้นพื้นฐานต่างๆและความรู้สึก

สมองชั้นนอก  นิวแมมมาเลียนเบรนทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ สติสัมปชัญญะและรายละเอียดที่ซับซ้อนเป็นส่วนรวมเกี่ยวกับความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ การคำนวณ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  ความรักความชอบรวมถึงเป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์รู้จักคิดหาทางเอาชนะธรรมชาติ

(ภาพสมองรวม)

    3.3.หน้าที่ของสมอง  

การทำงานสมองตั้งแต่ระดับเซลล์ประสาทจนถึงหน้าที่ต่างๆของสมอง การทำงานของเซลล์ประสารทซึ่งมีอยู่ 1 แสนล้านเซลล์ ใช้ระบบสารเคมีทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า เซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานกันเป็นกลุ่ม เซลล์ประสาท 1ตัวจะติดต่อกับเซลล์ประสาทอื่นเป็นหมื่นๆเซลล์โดยผ่านทางเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเหล่านี้จะรับความรู้สึกและบอกได้ว่าส่วนใดของร่างกายได้รับความรู้สึก เนื่องจากสมองคนเรามีแผนที่ในสมองเช่นเดียวกับการสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน สมองก็จะมีแผนที่สั่งให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายมีการเคลื่อนไหว

        สำหรับการมองเห็นและการได้ยินสมองจะอาศัยข้อมูลจากภายนอกผ่านทางประสาทตาหรือประสาทหู ทำให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้าและสมองส่วนต่างซึ่งอาจจะอยู่ไกลกัน จะนำข้อมูลมาประกอบกัน เช่น  การเห็นวงกลม เซลล์ประสาทแต่ละกลุ่มจะเห็นเป็นเส้นโค้งๆเมื่อมาประกอบกันเส้นโค้งเหล่านี้จะกลายเป็นวงกลม

        ความฉลาดและความคิดเป็นเรื่องที่สามารถจะบอกได้ว่ามาจากส่วนใดของสมอง แต่ที่ทราบกันคือ นีโอคอร์เท็กซ์หรือสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะทำหน้าที่นี้ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยภายนอกให้ข้อมูลเข้าไป การเร่งหรือกระตุ้นสามารถทำให้เกิดสติปัญญาและความฉลาดหรือในทางตรงกันข้ามปล่อยปละละเลยไม่สนใจก็จะทำให้มีปัญหาทางด้านสติปัญญาและความฉลาด

    3.4.การเติบโตของสมอง()

         สมองของคนเราจะเริ่มทำงานตั้งอยู่ในครรภ์ ในช่วงแรกของชีวิตสมองจะทำงานเพียงเพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดเท่านั้นเพราะยังไม่ได้พัฒนาจนเจริญเติบโตเต็มที่ เมื่อพ้นขวบปีแรกไปสมองจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกๆด้านไปจนถึงอายุสี่ขวบซึ่งสมองจะพัฒนาถึง 60 % เมื่ออายุสิบปีจะเจริญเกือบเท่าผู้ใหญ่ จากนั้นก็จะพัฒนาในส่วนของการเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีหยุดยั้งจนกว่าจะตายไป การที่สมองจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมีการรับรู้ได้มากขึ้นนั้นจะต้องมีสิ่งเร้าไปกระตุ้นสมองอยู่เสมอ สมองจะยิ่งพัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหกขวบแรกเพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังเติบโตและต้องการการเรียนรู้ในทุกเรื่อง ถ้ากระตุ้นสมองในช่วงวัยนี้สมองก็จะรับได้ทันทีและเป็นพื้นฐานที่ฝังแน่และติดตัวต่อไปจนเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นการเลี้ยงดูต้องเริ่มในช่วงหกขวบแรกของชีวิตดีกว่าไปพัฒนาในช่วงหลังจากวัยนี้ ซึ่งสมองจะรับรู้ได้ช้ากว่ามาก

    3.5.ความแตกต่างของการรับรู้ทางสมองในเพศชายและเพศหญิง

ธรรมชาติได้ออกแบบชีวิตมนุษย์เพศชายและเพศหญิงให้แตกต่างกัน มิใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ของร่างกายเท่านั้น หากยังแตกต่างในทางความคิดและพฤติกรรมการแสดงออก เพศชายมักมีแนวโน้มการแสดงออกที่มีความรุนแรงมากกว่าในขณะที่เพศหญิงเป็นเพศที่มีอุปนิสัยที่อ่อนโยน นุ่มนวล  สมองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ทั้งสองเพศมีความต่างกันในเรื่องของพฤติกรรม

    3.6.ความเฉลียวฉลาดและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่ความรู้เรื่องความฉลาดของบุคคลแง่มุมต่างๆเพื่อให้ผู้ปกครองได้ค้นคว้าอัจฉริยภาพของบุตรได้หลากหลายรูปแบบและไม่จำกัดความสามารถเหมือนในอดีตที่มักจะให้ความสำคัญเฉพาะความเฉพาะความลาดทางเชาวน์ปัญญาหรือระดับ I.Q. ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1905 โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลที่มีความผิดปกติทางปัญญากับคนปกติเพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างเหมาะสม

ในอดีตการวัดความฉลาดของเด็กโดยใช้แบบประเมิน I.Q.หรือการทำข้อสอบในลักษณะอ่าน เขียนคำตอบเพียงอย่างเดียวทำให้เด็กที่มีปัญหาทางด้านภาษามีโอกาสในชีวิตน้อยกว่าบุคคลอื่นเมื่อต้องสอบวัดระดับลักษณะเดียวกัน

นักวิจัยในปัจจุบันได้ทำการวิจัยว่าปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น พันธุกรรมที่ได้จากบรรพบุรุษการเลี้ยงดูที่ได้รับ สภาพแวดล้อมต่างๆรวมทั้งสารอาหารที่กินและการดูแลในขณะอยู่ในครรภ์ล้วนแล้วแต่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ คนส่วนใหญ่จะรู้จักเพียงความฉลาดทางปัญญาหรือระดับI.Q.แต่ไม่เคยทราบเลยว่าความฉลาดนั้นมีอีกหลายด้านที่เราควรให้ความสำคัญเช่นกันคือ

I.Q.   Intelligence Quotient มาตรวัดปัญญา

E.Q.  Emotional Quotient มาตรวัดความสามารถจัดการอารมณ์

A.Q.  Adversity Quotient วัดความสามารถในการควบคุมกำกับและเอาชนะอุปสรรค์

M.Q. Moral Quotient วัดระดับความมีคุณธรรม จริยธรรมในจิตใจ

      Motor Quotient วัดความสามารถของการเคลื่อนไหวร่างกาย

C.Q. Creativity Quotient วัดระดับความคิดริเริ่มหรือความคิดสร้างสรรค์

P.Q. Professional Quotient วัดระดับความสนใจต่อกิจกรรมที่มีประโยชน์และพัฒนาให้ดีขึ้น

S.Q. Spiritual Quotient วัดพัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ

ชื่อมาตรวัด (Q) ทั้งหมดนี้มีความสำคัญต่อบุคคลทุกคนไม่น้อยไปกว่า I .Q.หรือ E.Q. และระดับวัดต่างๆเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาให้ดีชั้นได้ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรม การเลี้ยงดูแล สิ่งแวดล้อมและสารอาหารที่ได้รับ

ปัจจุบันทฤษฎีที่กล่าวถึงความฉลาดของคนมีมากมายและเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น ความฉลาดเหล่านี้ไม่เพียงแต่หมายถึงความฉลาดทางความคิดเท่านั้นแต่รวมถึงความฉลาดทางด้านอื่นๆด้วย Micheal Gelb นักเขียนชื่อดังและ Howard Gardner นักจิตวิทยาได้เขียนทฤษฎีและหนังสือเกี่ยวกับ Davinci บุคคลแห่งตำนานของโลกผู้มีความสามารถทางด้านสถาปนิก ดนตรี การประดิษฐ์ วิศวกรรม ปฏิมากรรม เรขาคณิตและกายวิภาค โดย Micheal Gelb ได้เขียนหนังสือเรื่อง How to think like Leonardo Da Vinci เขาได้ตั้งชื่อแนวทางการคิดของดาวินชีเหล่านี้ว่า Seven Da vincian principle โดยมีแนวทางดังนี้คือ

        1. มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างไม่มีสิ้นสุดและไขว่คว้าหาความรู้อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อให้เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างถ่องแท้ เห็นได้จากการที่ Leonardo Da Vinci ทุ่มเทชีวิตให้กับการแสวงหาความจริงและความงามเพราะเป็นคนที่ช่างสังเกตและชอบตั้งคำถาม

        2. ทดสอบและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆที่ได้รับเข้ามาว่าเป็นจริงและน่าเชื่อถือหรือไม่ เนื่องจาก Leonardo Da Vinci เป็นผู้ที่มีโลกทัศน์กว้างและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาและจะไม่เก็บข้อมูลไว้อย่างเป็นกลางแล้วจึงนำมาทบทวนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและที่สำคัญข้อเท็จจริงที่ได้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความจริงเท่านั้น โดยธรรมดาแล้วมนุษย์มักนำเอาสิ่งดีๆของผู้อื่นมาปฏิบัติตามแต่ Leonardo Da Vinci กล่าวว่า เราควรศึกษาข้อบกพร่องและความผิดพลาดเช่นกัน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง ไม่นำสิ่งนั้นมาปฏิบัติใช้

        3. การฝึกขัดเกลาประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายให้มีความฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาททางตาเพราะตาเป็นส่วนที่เปิดรับข้อมูลต่างๆเป็นอันดับแรกและการฝึกประสาททั้ง 5 หมายถึง เมื่อมองสิ่งใดให้ต้องตั้งใจฟัง เมื่อได้รับกลิ่นใดต้องสนใจและรับรู้ เมื่อลิ้มรสใดต้องแยกแยะได้ เมื่อเคลื่อนไหวหรือสัมผัสสิ่งใดต้องมีความระมัดระวังและมีสติอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเมื่อพูดสิ่งใดก็ต้องคิดตามอยู่เสมอ เนื่องจากมนุษย์ส่วนใหญ่จะมองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน สัมผัสแต่ไม่รู้สึก กินแต่ไม่รู้รส เคลื่อนไหวแต่ไม่มีสติ หายใจไม่รู้กลิ่นและพูดแต่ไม่คิด จึงทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดความผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา

        4. การเผชิญกับความคลุมเครือ ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นการที่มีความสามารถในการยอมรับและเผชิญต่อความไม่แน่นอนจึงเป็นสิ่งสำคัญ Leonardo Da Vinci เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสิ่งใหม่ภายใต้ความไม่แน่นอนหรือการไม่หมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไป Leonardo Da Vinci เคยกล่าวไว้ว่า “อัจฉริยะที่แท้จริงนั้น ในบางครั้งสามารถทำงานให้สำเร็จได้มากขึ้นโดยการทำงานที่น้อยลง” Leonardo Da Vinci มีการสลับการทำงานและการพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา ในหลายครั้งที่เขาค้นพบว่า ความคิดชั้นเยี่ยมจะเกิดขึ้นในช่วงที่เขาพักผ่อนจากการทำงาน มีการวิจัยทางด้านจิตวิทยาได้ระบุไว้ว่าเมื่อเราทำงานประมาณชั่วโมงหนึ่งและพักผ่อนสักพักจะทำให้สามารถจดจำงานหรือสิ่งที่ทำอยู่ได้ดีว่าการทำงานไปเรื่อยๆ ซึ่งนักจิตวิทยาได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Reminiscence Effect Imagine de Archiro และ Leonardo Da Vinci ก็ได้กล่าวอีกว่า “จะเป็นการดีถ้าเราหยุดทำงานเป็นระยะๆเนื่องจากเมื่อกลับมาแล้วจะทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น”

        5. การสร้างสมดุลในการมองโลกทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ นอกจากเราจะศึกษาหาความรู้ทางด้านวิชาการต่างๆซึ่งถูกควบคุมโดยสมองทางด้านซ้ายแล้วนั้น ควรให้ความสนใจทางด้านสุนทรียศาสตร์ด้วย เช่น ทางดนตรีและศิลปะ เมื่อเป็นการพัฒนาสมองด้านขวา นอกจากนี้ควรหัดสร้างมโนภาพกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆและลองใส่วิธีแก้โดยนึกเป็นภาพซึ่งเป็นการมองปัญหานอกกรอบและอาจทำให้ค้นพบความคิดใหม่ๆได้

        6. การสร้างความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ เหตุผลและจินตนาการหรือการคิดโดยใช้สมองทั้งหมดไม่ใช่เพียงแค่สมองซีกขวาที่ทำหน้าที่ในเรื่องของจินตนาการประสาทสัมผัส ความคิดสร้างสรรค์หรือเพียงเฉพาะสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่ในเรื่องความคิดเชิงเหตุผล ตัวเลข ภาษาและหลักวิชาการ Leonardo Da Vinci เป็นอัจฉริยะที่สามารถใช้สมองทั้งสองซีกซึ่งสังเกตได้จากการที่ Leonardo Da Vinci เป็นทั้งนักคิด นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกและในขณะเดียวกันก็เป็นศิลปินเอกของโลกซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้แยกวิทยาศาสตร์ออกจากศิลปะ

        7. การสังเกตสหสัมพันธ์ต่างๆของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆตัวซึ่งหมายถึงการสังเกตให้เห็นถึงสิ่งที่เชื่อมระหว่างเหตุการณ์เหล่านั้นให้ได้ มองให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆให้ชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ปริวิตกและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นเมื่อมองเห็นความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะข้างจะทำให้เรารู้จักวางตัวและระมัดระวังอาการของตนได้อัตโนมัติซึ่งทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

และยังมีทฤษฎีพหุปัญญาหรือ Theory of Multiple Intelligences ของศาตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ( Howard Gardner ) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถอธิบายให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย ซึ่งได้เสนอแนวคิดที่ว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านและมีความสำคัญเท่าเทียมกันแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนหรือแต่ละด้านจะผสมผสานกันและแสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด ซึ่งจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลไป ทฤษฎีนี้ได้เสนอว่าปัญญาของมนุษย์มีอยู่แปดด้านคือ ด้านภาษา ด้านตรรกะศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านเข้าใจตนเองและด้านธรรมชาติวิทยา เป็นทฤษฎีที่ช่วยจุดประกายความหวังในการศึกษาสติปัญญาของมนุษย์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งกลุ่มเด็กปกติ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสมองและเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

        1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมืองจนถึงภาษาอื่นๆและสามารถรับรู้เข้าใจ สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้

        2. ปัญญาด้านตรรกะศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) คือความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์

        3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence) คือความสามารถในการรับรู้ทางสายตา สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทางและตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันแล้วถ่ายทอดการแสดงออกอย่างกลมกลืน รวมถึงมีความไวต้องการรับรู้ทิศทาง

        4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายรวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ มีความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต ความไวทางประสาทสัมผัส

        5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือความสามารถในการซึมซับและเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจำจังหวะทำนองและโครงสร้างทางดนตรีได้ดีสามารถถ่ายทอดออกมาได้โดยการเล่นดนตรี ร้องเพลงหรือเคาะจังหวะ

        6.  ปัญญาด้านมนุยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกตสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง และสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง จูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน

        7.   ปัญญาด้านการเข้าใจผู้อื่น  ( Intrapersonal Intelligence ) คือสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเองสามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ รู้ว่าควรเผชิญหน้า ควรหลีกเลี่ยงหรือควรขอความช่วยเหลือเมื่อใด มองภาพตัวเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเองใน ขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความหวัง ความปรารถนาและตัวตนของตนเองอย่างแท้จริงเป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเพื่อสามารถดำดงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและมีความสุข

       8.  ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา ( Naturalist  Intelligence ) คือความสามารถในการรู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและเข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์และการรังสรรค์ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกตเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนกแยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์

    3.7.องค์ประกอบในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

        1. การอยู่คนเดียวลำพัง (aloneness) ทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับตนเอง มีอิสระในความคิด เป็นการหลีกหนีจากสิ่งเร้าทางสังคมที่กระตุ้นอยู่ตลอดเวลา การอยู่คนเดียวทำให้มีโอกาสได้ฟังตัวเองและสามารถแสวงหาความต้องการหรือความพอใจให้ตนเองได้

        2. การอยู่เฉย (inactive) มีส่วนช่วยกระตุ้นแนวโน้มของความคิดสร้างสรรค์ได้ การนั่งเฉยๆตามลำพังคนเดียวเป็นเวลานานพอทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกที่เป็นอิสระ คิดจิตนาการและภาวะสร้างสรรค์

        3. การฝันกลางวัน (day dreaming) ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดแปลกใหม่ไม่เหมือนของเดิมขอบเขตจินตนาการจะกว้างขึ้นและสร้างสรรค์ขึ้น

        4. การระลึกถึงความขัดแย้งในอดีตที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางจิตใจ (remembrance and inner replaying of past traumatic conflicts) เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจเมื่อได้รับการแก้ไขแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์สามารถถูกกระตุ้นออกมาสู่จิตสำนึกพร้อมกับความรู้สึกที่คุ้นเคย ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังอย่างสำคัญและสามารถเปลี่ยนเป็นผลงานของความคิดอันสร้างสรรค์ได้

        5. ความเชื่ออะไรง่ายๆ (gullibility) คือความเต็มใจที่จะยอมรับบางสิ่งอย่างง่ายดายในกระทั่งมีการพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นผิด ภาวะสร้างสรรค์มักจะสัมพันธ์กับการค้นพบการจัดระเบียบภายในตัวเรามากกว่าการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเลยซึ่งจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ได้

        6. ความตื่นตัวและระเบียบวินัย(alertness and discipline)จินตนาการ(imagination)การจรรโลงใจ(inspiration)ความรู้เองหรืออัชฌัตติกญาณ(intuition)และวุฒิสามารถ(talent)เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของภาวะสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีเหตุผลหรือมีระเบียบจะมีส่วนช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

        การเจริญสมาธิไม่ว่าจะเป็นสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานล้วนมีลักษณะของการอยู่คนเดียวตามลำพังไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิเป็นกลุ่มในสถานที่เดียวกันก็ตาม แต่ต่างคนต่างก็ปฏิบัติไม่ได้สนใจพูดคุยหรือกระทำอย่างอื่น การอยู่เฉยก็เป็นลักษณะที่สามารถเห็นได้ชัดในการเจริญสมาธิ การตื่นตัวและระเบียบวินัยก็เป็นลักษณะองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในขณะเจริญสมาธิ

การฝึกสมาธิสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวาให้มีประสิทธิภาพในการการประมวลเอาความชำนาญในการคิดวิเคราะห์รวมถึงการใช้ภาษาของสมองซีกซ้ายร่วมกับความสารถทางศิลปะ ดนตรี ความรู้ตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ของสมองซีกขวาเข้าด้วยกัน ทำให้ระดับของเชาวน์ปัญญาและเชาวน์อารมณ์เพิ่มขึ้น โดยได้ทำการศึกษาจากพริ้มเพรา ดิษยวณิชที่พบว่าการฝึกอบรมดังกล่าวตามหลักสูตรแบบเข้มเป็นเวลา 7 วัน สามารถเพิ่มระดับของเชาวน์อารมณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางจิตใจและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

4.  การเพิ่มพลังสมอง

เมื่อคนเราเหนื่อยหรือเครียด สมองจะทำงานได้เพียงข้างเดียว ความสามารถในการใช้สมาธิก็ลดลงทำให้มีสามารถรวบรวมความคิดหรือพูดอธิบายอะไรออกไปได้อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่สามารถที่จะคิดในเชิงสร้างสรรค์ได้ เช่น เมื่อสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเหตุผลถูกปิดลง เรายังคงอ่านข้อความบนหน้ากระดาษได้แต่ไม่สามารถอธิบายความหมายของข้อความนั้นได้เต็มที่หรืออาจตะกุกตะกัก ติดขัดอยู่กับอารมณ์หรือความรู้สึกยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบและไม่สามารถใคร่ครวญหรือแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะเหตุนี้การแก้ไขปัญหาความอ่อนล้าของสมองด้วยการบริหารและเพิ่มพลังสมองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะเมื่อใดที่สมองของเราทำงานประสานกันได้ดีก็จะส่งผลให้เราสงบนิ่งและติดต่อสื่อสารรวมทั้งประเมินสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้องตามหลักเหตุผลดีขึ้น ความสามารถในการรับรู้ความคิดเห็นของผู้อื่นก็จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ซึ่งการเพิ่มพลังสมองที่จะกล่าวถึงนั้นจะเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องอาหารและการฝึกสมองวิธีต่างๆ

    4.1.วิธีฝึกสมอง

       1. การจิบน้ำเปล่าทีละน้อยจะช่วยหล่อเลี้ยงสมองให้สดใส วิธีนี้จะช่วยให้สมองเปิดว่าง สามารถรับข่าวสารและข้อมูลได้ดี เพราะจ้ำจะช่วยปรับสารเคมีสำคัญในสมองและระบบประสาท

        2. การเขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกันจะส่งผลดีต่อระบบสมองคือสามารถปรับปรุงระบบการประสานงานของสมองให้ดีขึ้น โดยการทำให้สมองทั้งสองซีกทำงานพร้อมกัน ซึ่งทำให้เพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำในเรื่องทิศทาง ความชำนาญในการสะกดคำและการคำนวณดีขึ้นอีกด้วย

        3. การกินไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลา สารสกัดจากใบแปะก๊วย นมถั่วเหลืองระหว่างวัน เพื่อไปทดแทนส่วนที่สึกหรอของสมองเนื่องจากสมองของคนเราเป็นก้อนไขมันดังนั้นการกินไขมันดีจึงมีความสำคัญมาก

        4. การนั่งสมาธิหลังตื่นนอนหรือก่อนเข้านอนเป็นเวลาสิบสองนาทีทุกวันจะช่วยให้สมองผ่อนคลาย สามารถจินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์ได้

        5. การตั้งใจในสิ่งใดเป็นเหมือนคำสั่งให้สมองว่าสิ่งนั้นๆจะต้องเกิดขึ้น สมองจะปรับพฤติกรรมของเราให้ไปสู่เป้าหมายเพื่อให้เราประสบผลสำเร็จ เนื่องจากสมองไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ทำจริงและสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเหมือนสิ่งเดียวกัน

        6. การหัวเราะและยิ้มจะทำให้สารแห่งความสุขในร่างการหลั่งออกมากระตุ้นสมองเพื่อให้สมองสดใสและสามารถคิดสิ่งๆต่างได้ดีขึ้น

        7. การเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันจะทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดฟินและสารปัวปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้มากระตุ้นให้เกิดความอยากเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆให้เกิดขึ้น

        8. การให้อภัยผู้อื่นและการให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระการทำงานหนักของสมอง

        9. การหายใจลึกๆเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปให้สมองเนื่องจากสมองนั้นต้องใจออกซิเจนในการหล่อเลี้ยงและการทำงาน

    4.2. เมนูเพิ่มพลังเพื่อพัฒนาสมอง

การที่สมองจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า 80% มาจากอาหารการกิน แต่เด็กที่ยังเลือกกินเองไม่ได้จำเป็นต้องคัดสรรอาหารที่มีคุณค่า ช่วยพัฒนาสมองมาเสิร์ฟ สารอาหารสำคัญต่อการเพิ่มพลังสมองให้มีครบทุกด้านทั้งสมาธิ ความจำ และสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา จริงอยู่ที่ว่าอาหารครบ 5 หมู่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้และเป็นส่วนเสริมสำหรับสมอง คือ โคลีน() DHA() และวิตามินบี 12()  ดังนั้นถ้าพูดถึงอาหารก็ต้องมีวัตถุดิบในการประกอบอาหาร สารอาหารและสามารถนำไปปรุงเป็นเมนูอะไรได้บ้าง

        4.3.14 สารอาหารที่บำรุงสมอง

        1. โอเมก้า-3 (Omega-3) จะพบอยู่ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดบางชนิด ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาสมองและการมองเห็น

        2. โคลีน(Choline) จะพบอยู่ในพืชและสัตว์ ได้แก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ สมอง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา ฯลฯ ซึ่งจะช่วยความจำและการเรียนรู้ของสมอง

        3. แมงกานีส(Manganese) จะพบอยู่ในถั่วต่างๆ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วทอด นม เนย ไข่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ อาหารทะเล หอยนางรม ตับสัตว์ ไข่แดง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ มะพร้าว คะน้า กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี กล้วย สับปะรด ข้าวเจ้า แห้ว แครอท หัวปลี ถั่วลิสง เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน องุ่น มะกอก ส้ม เชอรี่ แอปเปิ้ล อะโวคาโด แอพริคอท มะตูม มะขวิด กระจับซึ่งจะช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม

        4. วิตามิน(Vitamin)

วิตามินเอ มีอยู่ผักสีต่าง ๆ เช่น ฟักทอง รวมถึงผักบุ้ง ช่วยให้ประสาทตากับสมองทำงานเชื่อมโยงกัน    

         วิตามินบี มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ธัญพืช ผักสีเขียว ฯลฯ ช่วยให้ความคิดอ่านโลดแล่น

        5. กรดโฟลิค (folic acid) เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งจะพบอยู่ผักใบเขียวทั่วไป ซึ่งจะช่วยในการจัดสร้างโครงสร้างของสมองทารกให้สมบูรณ์

        6. แมกนีเซียมจะพบอยู่ในเมล็ดพืช ปลาทะเล, นัท (เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ), ถั่ว (ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วแดงหลวง ฯลฯ ) ปวยเล้ง ธัญพืชไม่ขัดสี จมูกข้าวสาลี ผลไม้ (เช่น กล้วย ลูกเกด ฯลฯ), นม-ผลิตภัณฑ์นม (ควรเป็นชนิดไขมันต่ำ)  ซึ่งจะช่วยในการเพิ่มสรรถในการเรียนรู้ของสมองทำให้ความจำดี

       7. โพแทสเซียม (potassium)จะพบอยู่ใน  กลุ่มอาหารที่มีมาก คือ ผลไม้ ผักต่างๆโดยเฉพาะผักใบเขียว รองลงมา คือ นม เนย โยเกิร์ต เนื้อสัตว์ ปลา และกลุ่มที่มีบ้าง คือ ข้าว(ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ รำข้าวสาลี) ธัญพืช (ถั่วเหลือง เม็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ) และอีกอย่าง มันฝรั่ง (โดยเฉพาะเปลือก)

        8. ไอโอดีน (lodine) จะพบอยู่ในอาหารทะเล ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทและความจำ ช่วยลดอัตราปัญหาการเกิดภาวะทางสมอง ไม่ให้การเรียนรู้ด้อยลง และสติปัญญาทึบ

        9. คาร์โบไฮเดรต(Carbohydrate)จะพบอยู่ในอาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานพื้นฐานให้กับทุกเซลล์ในร่างกายและผลิตเป็นน้ำตาลกลูโคสซึ่งสมองนำมาใช้ตลอดเวลา

        10. โปรตีน(Protein) จะพบอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม และโดยเฉพาะในเนื้อปลา ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อภาวะอารมณ์ ความตื่นตัวของสมอง

        11. สังกะสี (Zinc) จะพบอยู่ในจำพวกเนื้อสัตว์และผัก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทส่วนกลางไม่ให้มีการพัฒนาการช้า

        12. ทอรีน(Taurine ) จะพบอยู่ในสัตว์ปีก เนื้อหมู และอาหารทะเล ซึ่งจะช่วยการเรียนรู้จากสติปัญญา และการมองเห็น และยังช่วยดูดซึมกรดไขมันที่จำเป็นต่อสติปัญญา

        13. กรดไลโนเลอิก(Lynolaic Acids) จะพบอยู่อาหารจำพวกปลาทะเล ตับ และน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสร้างเส้นใยสมองให้มีการเติบโตที่ดี

        14. กรดไขมัน(Lipid Acids ) กรดไขมันจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว ซึ่งแบบไม่อิ่มตัวนั้นสามารถช่วยในการพัฒนาสมอง จะพบในอาหารทะเลและสาหร่ายบางชนิด

จากสารอาหารที่กล่าวข้างต้นนั้นสามารถนำมาทำมาเป็นเมนูอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังสมองเพื่อช่วยให้มีรสชาติ หน้าตาและสีสันที่น่ากินยิ่งขึ้น

    4.4.ผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์

เห็นได้ว่าพืชผักและผลไม้ที่เห็นอยู่ในชีวิตประจำวันที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับคุณค่าทางอาหารนั้นมีประโยชน์ต่อสมองเพียงแต่เรามองข้ามไม่สนใจเท่านั้น ดังนั้นควรเริ่มในการเลือกกินพืชผักและผลไม้ที่ดีต่อสมองมากกว่าสนว่าอาหารนั้นอร่อยอย่างเดียวเท่านั้น

           1. บลูเบอร์รี่   มีใยอาหารสูงแต่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ นั้นถึงว่าผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้ เคยมีการศึกษามากมายที่ชี้ว่า จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือให้เลี่ยงบลูเบอร์รี่เชื่อม หรืออบแห้งเท่านั้น

            2. แซลมอนธรรมชาติ กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า-3 เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสมองมาก ไขมันที่มีประโยชน์นี้มีความเกี่ยวพันกับสติปัญญาช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทส่วนกลางพัฒนาความจำ ทำให้อารมณ์ดีและลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าหรือโรคสมาธิสั้น แต่ถ้ามีโอกาสก็ให้เลือกแซลมอนตามธรรมชาติดีกว่าแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยง

            3. ทับทิม  ควรกินแบบสดมากว่าการดื่มน้ำจากล่องน้ำผลไม้ เพราะจะได้ใยอาหารด้วย ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่ ซึ่งจำเป็นมาก ๆ สามารถระงับความเครียดจากสมอง

            4. กาแฟ  เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะผงกาแฟจากเมล็ดที่บดใหม่ ๆ จะมีประโยชน์ต่อทั้งสมองและร่างกายมาก ส่วนกาเฟอีนก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลดีต่อสมองเช่นกัน การดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยชะลอไม่ให้สมองเสื่อมถอย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือโรคหลงลืมได้จริง ถ้าเป็นเอสเพรสโซ่เพียงอย่างเดียวก็ยิ่งดีต่อทั้งหัวใจและสมอง

            5. ถั่ว มีโปรตีน ใยอาหาร และไขมันที่มีประโยชน์ คาร์โบไฮเดรตและยังมีวิตามินอีซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง  แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงถั่วเหลือบน้ำตาลหรือปรุงรส ส่วนทางเลือกที่ดีก็มีตั้งแต่เฮเซลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วอลนัต และอัลมอนต์ ส่วนแมคคาเดเมียนั้นมีปริมาณไขมันมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ

            6. ทูน่า ปลาทูน่าครีบเหลืองมีระดับวิตามินบี 6 สูงกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ วิตามินบี 6 นี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความจำและสติปัญญา รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาวของสมอง

            7. ข้าวกล้อง  ด้วยความที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวกล้องจึงดีมาก ๆ สำหรับคนที่แพ้กลูเธนเพื่อให้สุขภาพของหลอดเลือดหัวใจแข็งแรงขึ้น ยิ่งระบบไหลเวียนโลหิตของเราดีขึ้นก็จะทำให้สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมมากขึ้น

           8. ชาเขียว ผงชาเขียวนั้นอุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลด์จึงทำให้มีสีเขียวสด เมื่อดื่มจะมีรสชาติฝาดนิด ๆ และเพียงแก้วเดียวก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งได้ แต่ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์แล้วมัตชะมีสารที่ชื่อว่า Catechin วิตามินเอและซี ฟลูออไรด์ และสาร L-Theanine ซึ่งช่วยในเรื่องสมาธิ แค่เฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวก็มีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 33 เท่า

           9. เมล็ดพืช  มีโปรตีน ไขมัน วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุซึ่งช่วยเสริมสร้างสมองอย่างแมกนีเซียม

           10. ข้าวโอ๊ต  ดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งก็ส่งผลดีต่อสมองของเรา ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารและก็มีโปรตีนอยู่พอสมควร หรือแม้แต่โอเมก้า-3 ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง การกินข้าวโอ๊ต ตอนเช้าจะช่วยให้แจ่มใสและไม่ง่วงนอนแม้ในยามบ่าย

            11. หอยนางรม มีทั้งซีลีเนียม แมกนีเซียม โปรตีน และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพสมอง เคยมีการทดลองพบว่า คนที่กินหอยนางรมมีความจำและอารมณ์ดีขึ้น

            12. ผักใบเขียว  ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง บร็อกโคลี่ กวางตุ้งและผักใบสีเขียวควรพยายามกินทุกวัน ผักใบเขียวอุดมด้วยธาตุเหล็ก ถ้าขาดธาตุเหล็กโรคที่เป็นเช่นกลุ่มอาการขาอยู่ไม่เป็นสุข(Restless Legs Syndrome) อาการเหนื่อยล้า อารมณ์เสีย สมองตื้อตัน และปัญหาสภาพจิตอื่นๆ

           13. มะเขือเทศ จัดว่าเป็นอาหารสมองชั้นดี เพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่าไลโซปีน จึงช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ เพียงแต่ต้องผ่านความร้อนก่อน

            14. น้ำมันมะกอก การศึกษาจำนวนมากชี้ว่า ถ้าไม่มีไขมันแล้วเราจะคิดอ่านไม่ชัดเจน อารมณ์แปรปรวน และอาจเป็นโรคนอนไม่หลับ การกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันนั้นจำเป็นมาก ๆ ต่อสมองที่ปลอดโปร่ง ความจำที่ดี และอารมณ์ที่สมดุล

            15. น้ำสะอาด การดื่มน้ำเปล่ากับสูดอากาศจะช่วยเพิ่มพลัง และทดแทนออกซิเจนเข้าไปในเซลล์ ทำให้สมองของไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไปนัก ต้องหลีกเลี่ยงน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ของพวกนี้มีทั้งน้ำตาล และกาเฟอีนอยู่ในปริมาณมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดได้

             16. ผงกะหรี่  ส่วนประกอบหลักในผงกะหรี่ คือขมิ้น และขมิ้นก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย มันจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสมองและร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ด้วย เพียงแค่เดือนละครั้งที่กินกะหรี่ก็มีผลดีต่อสมอง

             17. ไข่  มีทั้งโปรตีนและไขมันซึ่งให้พลังงานแก่สมองได้นานหลายชั่วโมง นอกจากนี้ ซีลีเนียมในไข่ออร์แกนิกก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้

             18. โยเกิร์ต ที่มีโปรตีนและแคลเซียม โปรตีนสำคัญมาก ต่อสารสื่อประสาทที่จะช่วยให้สมองแจ่มใส ส่วนแคลเซียมก็ช่วยในเรื่องของความจำ ควรเลือกกินแบบไม่มีน้ำตาลและกินกับธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่า

             19. ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตก็ดีตรงที่มีสารช่วยกระตุ้นสมอง มีปริมาณกาเฟอีนในระดับที่พอเหมาะ เพิ่มสารเซโรโทรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข นอกจากนี้ ดาร์กช็อกโกแลตยังมีใยอาหารจำนวนมาก

             20. กระเทียม  กระเทียมเต็มไปด้วยสารอาหารมากมายทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง กระเทียมยังช่วยส่งสารต้านอนุมูลอิสระไปที่สมองด้วย

        

5.  สาเหตุและการแก้ไขการเสื่อมประสิทธิภาพของสมอง

    5.1.ความหมายและโรคที่เกี่ยวกับสมอง

สมองเสื่อมคือ ภาวะที่มีการเสื่อมของการทำงานของสมองทั้งหมด ซึ่งมีผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ ความรอบรู้ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและบุคลิกภาพ

         ภาวะสมองเสื่อมอาจพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ อาการทั่วไปของผู้ป่วยมักเริ่มจากการไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น พูดไม่เป็นประโยค ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือแต่งตัวได้เอง วางสิ่งของผิดที่ วางแผนล่วงหน้าไม่ได้ จำเวลาและสถานที่ไม่ได้ จดจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่ออาการมากขึ้นจะเกิดพฤติกรรมแปรปรวน หวาดระแวง รวมถึงเห็นภาพหลอน

         นพ. ศิริชัย นิรมานสกุล ผู้เชี่ยวชาญโรคทางระบบประสาท กล่าวถึงข้อบ่งชี้ของภาวะสมองเสื่อมไว้ว่า “ผู้ป่วยจะต้องมีอาการบกพร่องทางสมองสองอย่างขึ้นไป เช่น สูญเสียความทรงจำร่วมกับสูญเสียความสามารถในการใช้ภาษา ดังนั้นผู้ป่วยที่สูญเสียความทรงจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะสมองเสื่อมก็ได้”

         แม้ปัจจุบันยังไม่มียารักษาภาวะสมองเสื่อมหรือซ่อมแซมสมองที่เสียหาย แต่การทราบสาเหตุที่ชัดเจนของโรคทำให้แพทย์สามารถให้ยารักษาตามอาการและชะลออาการของโรคไม่ให้แย่ลงอย่างรวดเร็วและที่ละเลยไม่ได้คือ ผู้ป่วยต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและปลอดภัย

         “โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการที่เซลล์สมองถูกทำลายโดยไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความบกพร่องทางสมองในส่วนของสติปัญญา เช่น ความคิด ความจำ และการตัดสินใจ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวยังใช้การได้ดี” นพ. ศิริชัย กล่าว

         อาการของอัลไซเมอร์นั้นอาจแบ่งตามระยะของโรคได้คร่าว ๆ เป็น 3 ระยะคือ

ระยะแรกเริ่ม ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความทรงจำระยะสั้น ไม่สามารถจำอะไรใหม่ ๆ ได้ และจะเริ่มจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ ในที่สุดก็จะจำไม่ได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร  

        ระยะกลาง ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นภาพหลอน หูแว่ว มีพฤติกรรมก้าวร้าว ถ้าถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว ก็อาจเดินออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ได้เลย

        ระยะสุดท้าย สมองจะถูกทำลายจนไม่สามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งอาจกินเวลา 3 - 20 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีอาการ

        ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์โดยตรง แต่เราสามารถรักษาอาการของโรคและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วยการให้ยาบางชนิดที่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และฟื้นฟูการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง อาจใช้ร่วมกับยานอนหลับ ยาลดอาการซึมเศร้า การทำจิตบำบัด ทำสมาธิ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โรคพาร์กินสัน

พาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองที่พบได้บ่อยรองจากโรคอัลไซเมอร์ พบในเพศชายมากกว่าหญิง และส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปและอเมริกาเหนือ เป็นผลมาจากการตายของเซลล์สมองซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารเคมีที่เรียกว่า โดปามีน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เมื่อระดับของโดปามีนลดลง การควบคุมกล้ามเนื้อก็ยากขึ้น ส่งผลให้มีอาการสั่นบริเวณมือ แขน ขา ขากรรไกร เคลื่อนไหวช้า ขยับแขนขา แสดงท่าทางและเดินลำบากนอกจากนี้ยังมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล สูญเสียความทรงจำ นอนไม่หลับ พูดช้า เคี้ยวหรือกลืนยาก ท้องผูก ควบคุมปัสสาวะไม่อยู่ มีอาการชา ปวดกล้ามเนื้อ และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

        “แม้พาร์กินสันจะเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาให้หายขาดได้ แต่การที่เราทราบสาเหตุของโรค ทำให้มีทางเลือกในการรักษามากกว่าโรคทางสมองและระบบประสาทอื่น ๆ โดยเฉพาะการให้ยาเพิ่มปริมาณโดปามีน และเสริมโดปามีนร่วมกับยารักษาอาการร่วม เช่น ซึมเศร้า นอกจากนี้การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น” นพ. ศิริชัย อธิบาย

       อีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคพาร์กินสัน ได้แก่ การรักษาด้วยการผ่าตัดแบบกระตุ้นด้วยไฟฟ้า หรือ Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่ที่ยังไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะเป็นผู้แนะนำแนวทางในการรักษาเฉพาะบุคคลต่อไป

     5.2. สมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุหลายประการ

        1. เกิดจากการเสื่อมสลายของสมอง หมายความว่า เนื้อสมองมีการเสื่อมสลาย หรือมีการตายเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ไม่ทราบว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นทำให้เนื้อสมองมีการตาย โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และยังมีโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค ซึ่งโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ

              2.  โรคสมองเสื่อมเกิดจากหลอดเลือดสมอง กลุ่มนี้เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการหนาตัว แข็งตัว หรือมีการตีบตัวผิดปกติ ทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง ถ้าลดลงมากจนถึงระดับที่ไม่เพียงพอกับการใช้งานของสมอง ก็จะทำให้เนื้อสมองตายไป เนื้อสมองส่วนที่ตายไปนั้น ถ้าเกิดขึ้นในพื้นที่เล็ก ๆ ก็อาจจะยังไม่มีอาการอะไรในระยะแรก แต่ถ้ามีการตายของเนื้อสมอง เนื่องจากการขาดเลือดนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเนื้อสมองมีการตายเป็นจำนวนมาก จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลงลืมหรือสมองเสื่อมได้ ในบางครั้งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองนั้น อุดตันในบริเวณเส้นเลือดใหญ่ ทำให้เกิดเนื้อสมองตายขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้

         3.  สมองเสื่อมที่เกิดจากการติดเชื้อในสมอง มีเชื้อไวรัสหลายชนิดซึ่งทำให้เกิดการอักเสบในสมอง ตัวอย่างเช่น เชื้อไวรัสสมองอักเสบที่เกิดจากไวรัสที่ติดมาจากหมูในปัจจุบันยังมีเชื้อไวรัสอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัส HIV หรือไวรัสที่ทำให้เกิดเป็นโรคเอดส์นั้นเอง ไวรัสชนิดนี้เข้าไปในร่างกายแล้ว อาจจะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายบกพร่อง และตัวไวรัสเองก็เข้าไปทำให้เกิดการติดเชื้อ เกิดการเสียหายของสมอง ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ความจำเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เป็นลักษณะของคนเป็นสมองเสื่อมได้ ส่วนใหญ่แล้วสมองเสื่อมที่เกิดการติดเชื้อในสมองนั้น มักพบในคนอายุน้อย

         4.  สมองเสื่อมจากการขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามิน เช่น วิตามิน B1 หรือวิตามิน B12 วิตามิน B1 เป็นสารช่วยทำให้การทำงานของเซลล์สมองเป็นไปอย่างปกติ ผู้ที่ขาดวิตามิน B1 มักจะพบในผู้ป่วยที่ติดเหล้า หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง คนกลุ่มนี้มักจะกินเหล้าจนเมา และมักไม่ได้อาหารที่เพียงพอ วิตามิน B1 ไม่เพียงพอต่อร่างกาย ทำให้เซลล์สมองทำงานไม่ได้ตามปกติ จนอาจจะถึงแก่เซลล์สมองเสียหายตายไป นอกจากนี้วิตามิน B12 เองก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานของสมอง ผู้ป่วยที่ขาดวิตามิน B12 มักจะพบในผู้ป่วยที่เป็นมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด เป็นเวลานานหลาย ๆ ปี ดังนั้น คนที่ทานมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด จึงควรได้รับวิตามินเสริมเป็นครั้งคราว เพื่อให้เพียงพอกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

         5.  สมองเสื่อมจากการแปรปรวนของเมตาโบลิกของร่างกาย เช่นการทำงานของต่อมไร้ท่อบางชนิดผิดปกติไป เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากไป หรือทำงานน้อยไป การทำงานของตับหรือของไตผิดปกติไป จะทำให้เกิดของเสียคั่งอยู่ในร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ ถ้าภาวะอย่างนี้เป็นอยู่นาน ๆ จะทำให้มีอาการสมองเสื่อมได้

         6.  สมองเสื่อมจากการถูกกระทบกระแทกที่ศีรษะอยู่เสมอ ๆ ภาวะนี้พบบ่อยในคนที่มีปัจจัยเสี่ยง ที่จะมีการกระทบกระแทกที่ศีรษะ โดยเฉพาะพวกนักมวยหรือนักกีฬาบางชนิดที่ต้องใช้ศีรษะกระแทกสิ่งต่าง ๆ หรืออาจจะพบในผู้ที่ดื่มสุรา เมาแล้วก็เดินชนโน่นชนนี่ หรือหกล้มศีรษะฟาดพื้น ถ้าเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื้อสมองที่กระทบกระแทกกระเทือนนั้นจะตายไป เมื่อเนื้อสมองตายไปจำนวนมากเข้า ก็จะทำให้การทำงานไม่เป็นปกติ มีอาการสมองเสื่อมได้

        7.  สมองเสื่อมจากเนื้องอกในสมอง โดยเฉพาะเนื้องอกที่เกิดจากทางด้านหน้าของสมอง ทำให้เกิดอาการแขนขาไม่มีแรง มองเห็นภาพซ้อน หรืออาการซึ่งแสดงว่ามีความดันในกะโหลกศีรษะมากขึ้น เช่น อาเจียนหรือปวดศีรษะ แต่เนื้องอกในบริเวณนี้อาจจะทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ความจำและการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ป่วยสมองเสื่อมได้