การวิจักษ์วรรณคดี

        วรรณคดีเป็นหนังสือซึ่งแต่งดี  มีคุณค่าด้านเนื้อหาสาระ และคุณค่าทางวรรณศิลป์ การที่จะนิยมหรือยอมรับว่า หนังสือเรื่องใดแต่งดีหรือมีคุณค่า ผู้อ่านต้องสนใจใคร่รู้และควรอ่านอย่างไตร่ตรองให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องราวและได้รับอรรถรสของบทประพันธ์ โดยผู้อ่านอาจจะพิจารณาว่า หนังสือเล่มนั้นมีเรื่องราวและเนื้อหาสาระอย่างไร มีคุณค่าและความงามในด้านใด การอ่านในลักษณะนี้เรียกว่า “การอ่านวิจักษ์” ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ การวิจารณ์ และการประเมินคุณค่าของวรรณคดี

การวิจักษ์และวิจารณ์วรรณคดี

        วรรณคดี หมายถึง หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี

        วิจักษณ์ หมายถึง ที่เห็นแจ้ง ที่เห็นแจ้ง ฉลาด มีสติปัญญา เชี่ยวชาญ ชำนาญ

        การวิจักษ์วรรณคดี จึงหมายถึง การอ่านวรรณคดีโดยใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรอง กลั่นกรอง แยกแยะ และแสวงหาเหตุผล ประเมินคุณค่าของวรรณคดีได้อย่างมีเหตุผล และพิจารณาได้ว่า หนังสือแต่ละเรื่องแต่งดีแต่งด้อยอย่างไร ใช้ถ้อยคำและสำนวนภาษาได้ไพเราะหรือลึกซึ้งเพียงใด ให้คุณค่า ความรู้ ข้อคิด และคติสอนใจ หรือถ่ายทอดให้เห็นสภาพชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนในสังคมอย่างไร

ความสำคัญของวรรณคดี

        วรรณคดีเป็นมรดกที่บรรพบุรุษสร้างไว้ และเป็นที่นิยมตกทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ความนิยมดังกล่าวนี้ สังเกตได้จากความนิยมของผู้อ่าน ฟัง เล่า อ้างถึง หรือนำมาเล่นเป็นมหรสพสืบต่อกันมา

        วรรณคดีมักจะแสดงสภาพชีวิตของคนในสมัยที่มีการประพันธ์วรรณคดีเรื่องนั้นๆ ขณะเดียวกันก็มักจะแทรกแนวความคิดและปรัชญาชีวิตของกวีไว้ด้วยกลวิธีอันแยบยล  จนก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน   และชวนให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมไปกับกวีเสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่า วรรณคดีมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์   สังคม และอารมณ์ ตลอดจนมีคุณภาพในด้านคติสอนใจ และคุณค่าในเชิงวรรณศิลป์ด้วย หรือจะกล่าวว่า วรรณคดีนับเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่ตกทอดเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งบรรพบุรุษได้อุตสาห์และสร้างสรรค์ขึ้นด้วยอัจฉริยภาพก็ย่อมได้ ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าการอ่านวรรณคดีจะทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่ประทับใจ บรรพบุรุษ สังคม หรือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร และกวีมีกลวิธีการใช้ถ้อยคำอย่างไร จึงทำให้ผู้อ่านได้ร่วมรับรู้ถึงอารมณ์นั้นๆ เป็นต้น

        นอกจากวรรณคดีจะมีคุณค่า ด้านมรดกทางปัญญาของคนในชาติแล้ว ยังมีคุณค่าเป็นเครื่องเชิดชูความเป็นอารยะของชาติ ช่วยสะท้อนถึงบุคลิกลักษณะประจำชาติ และช่วยทำให้คนในชาติมีความรู้เรื่องราวในอดีต อันเป็นแนวทางให้พิจารณาและวิเคราะห์ได้ว่า บรรพบุรุษของชาติไทยได้ดำรงชีวิตอย่างไร จึงสามารถรักษาบ้านเมืองไว้ให้อนุชนชาวไทยได้ส่วนเท่าทุกวันนี้ นอกจากนี้ คุณค่าสำคัญของวรรณคดีอีกประการหนึ่งก็คือ คุณค่าด้านอารมณ์และคุณค่าด้านความงาม ความไพเราะ   เพราะการอ่านวรรณคดีจะทำให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินด้านเนื้อหาและได้รสด้านอักษรศิลป์ไปพร้อมๆ กัน

ทั้งยัง   เป็นการส่งเสริมจิดใจผู้อ่านให้มีสุนทรียะและเข้าใจหลักความจริงในโลกและมนุษย์ยิ่งขึ้น เพราะวรรณคดีเป็นเรื่องราวของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งดีและชั่ว ความสำเร็จและความล้มเหลว ความซื่อสัตย์และความหลอกลวง เป็นต้น การอ่านวรรณคดีซึ่งก่อให้เกิดความรัก ความห่วงแหนในวรรณคดี ที่ตนได้รับมอบจากบรรพบุรุษ และยังก่อให้เกิดความต้องการที่จะรักษาและจรรโลงวัฒนธรรมด้านวรรณศิลป์ของตนต่อไปด้วย

        วรรณคดีซึ่งเปรียบได้กับกระจกเงาที่ส่องสะท้อนบางแง่มุมของสภาพสังคมและวัฒนธรรม ผู้อ่านจึงควรศึกษาเพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องราว ความเป็นมา ความคิด และค่านิยมของคนในสังคมในแต่ละสมัย และเข้าใจคุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติ การกำหนดให้นักเรียนศึกษาแนวทางการวิจักษ์วรรณคดี เนื่องด้วยต้องการให้นักเรียนฝึกคิดพิจารณา รู้จักสังเกต และเพิ่มพูนประสบการณ์ด้วยการอ่านวรรณคดี และนำไปคัดกรองเพื่อขัดเกลาอารมณ์ให้ประณีต ไม่นิยมความหยาบคายหรือความรุนแรง และรู้จักพิจารณาลักษณะนิสัยของคนผ่านตัวละครที่ปรากฎในตัวบทวรรณคดี อันจะทำให้นักเรียนเข้าใจถึงชีวิตและความเป็นไปในโลก รวมทั้งเล็งเห็นคุณค่าของเพื่อนมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น

        ดังนั้น การวิจักษ์วรรณคดีจึงช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยอันดีให้แก่ผู้ที่จะ คือ ทำให้ผู้วิจักษ์เป็นผู้มีเหตุผล มีความยุติธรรม และมีวิจารณญาณอันเป็นคุณสมบัติที่ส่งผลสะท้อนไปถึงประโยชน์ส่วนอื่น ในการดำเนินชีวิต ดังนั้น ผู้อ่านที่หวังจะได้รับประโยชน์จากการอ่านวรรณคดี จึงควรอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์  คือ อ่านอย่างละเอียด แล้วคิดหาเหตุผลแยกแยะส่วนประกอบของวรรณคดี โดยไม่ยึดถือความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตนเป็นหลักในการตัดสินวรรณคดี ด้วยความตระหนักในหลักความจริงที่ว่า แต่ละคนย่อมมีความรู้สึกและประสบการณ์ต่างกัน ดังนั้น การประเมินคุณค่าวรรณคดีที่ถูกต้องจะต้องใช้เหตุผลเสมอ พร้อมกันนี้ในขณะที่กำลังติดตามอ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้วิจักษ์ก็ควรจะคิดตั้งคำถามอยู่ในใจด้วยว่า อ่านแล้วได้รับสาระอะไรจากวรรณคดี เช่น ความบันเทิง ความรู้ ความคิด คติชีวิต ความจรรโลงใจ เป็นต้น ในบางครั้งผู้วิทักษ์วรรณคดีอาจมีความจำเป็นต้องหาความรู้ประกอบ เพื่อให้เข้าใจเรื่องได้ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น การอ่านอย่างละเอียดด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ จะเป็นแนวนำทางผู้อ่านให้ไปสู่ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนั้นๆได้ และสามารถประเมินคุณค่าวรรณคดีได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผล

เนื้อหาในวรรณคดีไทย

        เนื้อหาในวรรณคดีไทยนั้นมีหลากหลาย อาจจำแนกได้ตามลักษณะเนื้อหาและเรื่องราว ดังต่อไปนี้

๑. วรรณคดีศาสนา    มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างศรัทธาและสั่งสอนให้เข้าใจสาระของศาสนา  เนื้อเรื่องมีทั้งที่นำมาจากคัมภีร์ศาสนาโดยตรง แนะนำเค้าโครงหรือแนวคิดของศาสนามาผูกเป็นเรื่อง เช่น  ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ไตรภูมิพระร่วง สามัคคีเภทคำฉันท์ ธรรมาธรรมะชนะสงคราม ลิลิตนารายณ์สิบปาง เป็นต้น

๒.  วรรณคดีคำสอน รจนาขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำไปประพฤติปฏิบัติ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากหลักธรรมทางศาสนา เช่น สุภาษิตพระร่วง สุภาษิตสอนหญิง สวัสดิรักษา กลองพาลีสอนน้อง เป็นต้น

๓.  วรรณคดีขนบประเพณีและพิธีกรรม   มี   ๒  ลักษณะ คือ  เป็นบทที่นำไปใช้ในการประกอบพิธี มีเนื้อหาในการใช้ภาษาที่ไพเราะ สร้างอารมณ์ให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี   หรืออีกลักษณะหนึ่ง คือ มีเนื้อหาให้รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ

๔.  วรรณคดีประวัติศาสตร์   มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกสงคราม กลอนสดุดีหรือเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์

๕.  วรรณคดีนิราศ มักมีเนื้อหาพรรณนาความรัก ความอาลัยของกวีที่ต้องจากนางอันเป็นที่รัก หรือเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทาง การบรรยายสภาพสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งการแสดงทรรศนะต่อเหตุการณ์ที่กวีพบเห็นตลอดเส้นทาง

๖.   วรรณคดีเพื่อความบันเทิง  มักมีเนื้อหาจากนิทานประเภทจักรจักรวงศ์วงศ์ หรือนิยายท้องถิ่นที่มีเขาเรื่องจริง เนื้อหาซึ่งเป็นนิทานนั้นเหมาะสำหรับการแต่งเป็นวรรณคดี เพราะมีครบทุกอรรถรสเเละอารมณ์ และมักแต่งเพื่อใช้ประกอบการแสดงมหรสพต่างๆ เช่น บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา สังข์ทอง รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน อิเหนา เป็นต้น

จุดประสงค์สำคัญของการอ่านวรรณคดี

        จุดประสงค์สำคัญของการอ่าน คือ อ่านเพื่อความบันเทิงเพื่อให้ได้รสไพเราะของภาษาหรือเพื่อทราบความคิด ผู้อ่านจะต้องกำหนดจุดประสงค์ในการอ่านและต้องดูวิธีการอ่านวรรณคดีอีกด้วย วรรณคดีไทยสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นร้อยกรอง การอ่านวรรณคดีร้อยกรอง ต้องอ่านออกเสียงจึงจะได้รับรสและความไพเราะอย่างเต็มที่ แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักมุ่งความสนใจไปที่ความคิดและภาษา และมักใช้วิธีการอ่านในใจ การอ่านวรรณคดีให้ได้รับประโยชน์ มีแนวทางในการอ่านดังนี้

        ๑.   ไม่ควรอ่านเพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียว   การอ่านวรรณคดีเพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียวนั้น เราจะไม่สามารถจดจำเรื่องราวที่อ่าน ไม่สามารถมองลึกถึงความคิดของผู้แต่งจากเรื่องที่อ่านได้ และอาจไม่เข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งหรือคุณค่าของวรรณคดีได้ ดังนั้น เราต้องอ่านอย่างวิเคราะห์เพื่อพิจารณาให้เห็นถึงความคิดและสาระอันเป็นประโยชน์ด้วย

        ๒.   ควรแสดงความคิดเห็นหรือวิจักษ์วรรณคดีเรื่องที่อ่านด้วย เมื่ออ่านวรรณคดีเรื่องใดประเภทใดก็ตาม ผู้อ่านต้องสามารถแสดงความเห็นหรือวิจารณ์ ประเมินค่าได้ว่าวรรณคดีที่อ่านมีคุณค่าอย่างไร ถ้าสามารถเขียนเรียบเรียงความคิดเห็นออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้จะเป็นการดี

        ๓.   ควรอ่านวรรณคดีที่มีคุณค่าและได้รับการยกย่อง วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องนั้นได้ผ่านการตรวจทาน ตัดสิน และกลั่นกรองมาแล้ว ยังคงความอมตะอยู่ได้ในทุกยุคทุกสมัย แม้จะเก่าสักปานใดก็ตาม หากอ่านในวัยเด็กอาจจะไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้ง แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้นแล้วย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งจะพบประโยชน์และได้รับรู้ได้ถึงสิ่งใหม่ๆ จากวันคดีได้มากยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์การวิจักษ์วรรณคดี

        การวิจักษ์วรรณคดีแต่มีหลักเกณฑ์กว้างๆ สำหรับเป็นแนวทางให้แก่ผู้ศึกษาและวิจารณ์วรรณคดี ดังนี้

        ประวัติความเป็นมาของหนังสือ และประวัติผู้แต่ง

        ลักษณะการประพันธ์

        เนื้อเรื่องย่อ

        การวิเคราะห์เรื่อง

                ๑)   โครงเรื่อง

                ๒)   ตัวละคร

                ๓)   ฉาก

                ๔)   กลวิธีการแต่ง

                ๕)   ทัศนะกวี

                ๖)    ความคิดสร้างสรรค์

                ๗)   ท่วงทำนองการแต่งของทวี

                ๘)   แนวคิดและจุดมุ่งหมายในการแต่ง

                ๙)   คุณค่าด้านต่างๆ ของวรรณคดี

        อย่างไรก็ตาม การวิจักษ์วรรณคดีทุกครั้งไม่จำเป็นต้องกระทำอย่างละเอียดทุกหัวข้อ เพราะวรรณคดีแต่ละเรื่องย่อมจะมีกลวิธีการแต่งที่แตกต่างกันไป ลักษณะบางอย่างอาจปรากฏในวรรณคดีบางเรื่อง ในขณะที่วรรณคดีบางเรื่องอาจไม่มีลักษณะดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงควรวิจารณ์วรรณคดีตามลักษณะ (เด่น) ของวรรณคดีเรื่องนั้นๆ

ประวัติความเป็นมาของหนังสือ ประวัติผู้แต่ง

        ในการศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณคดี นักเรียนควรจะมีความรู้เกี่ยวกับสมัยที่แต่ง ระยะเวลาที่แต่ง ผู้แต่ง และที่มาของหนังสือเรื่องนั้นๆ ซึ่งรวมทั้งควรมีความรู้เรื่องรสนิยมและค่านิยมของสมัยที่แต่งวรรณคดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจว่า เหตุใดกวีสมัยหนึ่งจึงนิยมแต่งนิราศด้วยคําประพันธ์ประเภทกลอนมากที่สุด เหตุใดการใช้กวีโวหารแบบนั้นจึงได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะมากที่สุด ผู้เป็นต้นคิดโวหารชนิดนั้นคือใคร และมีอิทธิพลต่อกวีอื่นๆ อย่างไร หรือแรงบันดาลใจที่ทำให้กวีแต่งวรรณคดีเรื่องนั้นๆ         ขึ้นมาคืออะไรและลักษณะดังกล่าวนี้มีผลทำให้หนังสือนั้นเด่นหรือด้อยเพียงใด เช่น การที่สุนทรภู่แต่งนิราศคำโคลงไว้เพียงเรื่องเดียว คือ นิราศสุพรรณ แต่แต่งนิราศคำกลอนไว้ถึง ๘ เรื่องนั้น อาจกล่าวได้ว่าที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะสุนทรภู่ถนัดในการแต่งกลอนเพียงประการเดียว หากแต่เป็นเพราะว่าสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นิยมแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนเป็นประการสำคัญด้วย

        ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติผู้แต่ง นักเรียนควรจะสนใจในประเด็นสำคัญสำคัญๆ ๒ ประเด็น คือ ประเด็นแรก ได้แก่ การพิจารณาว่าชีวิตของผู้แต่งมีอิทธิพลต่อผลงานของเขามากน้อยเพียงใด ซึ่งรวมทั้งท่วงทำนองการเขียนเฉพาะตัวของผู้แต่งด้วย ประเด็นที่สอง  ได้แก่ การพิจารณาว่า ผลงานเรื่องนั้นๆ สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้แต่งมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพราะผู้แต่งย่อมสอดแทรกความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวลงไว้ในผลงาน การศึกษาชีวประวัติของผู้แต่งหนังสืออย่างละเอียด จึงช่วยให้ผู้ศึกษาวรรณคดีได้เข้าใจถึงแรงบันดาลใจ อารมณ์สะเทือนใจ และจินตนาการอย่างกว้างไกลของผู้แต่งได้เป็นอย่างดี อันจะมีผลทำให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจและเข้าถึงวรรณคดีได้อย่างตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ลักษณะการประพันธ์

        การศึกษาเรื่องลักษณะการประพันธ์หรือรูปแบบของวรรณคดี ได้แก่ การพิจารณาว่าวรรณคดีเรื่องนั้นๆ แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด เป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ถ้าแต่งเป็นร้อยกรองก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า กวีแต่งร้อยกรองเรื่องนั้นๆ ได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ดังที่กำหนดไว้หรือไม่อย่างไร

        ๑. ร้อยกรอง คือ งานประพันธ์ที่มีลักษณะบังคับ ในการแต่งหรือกำหนดคณะ เช่น จำนวนคำ สัมผัส ครุ  ลหุ  หรือคำที่มีเสียงหนักเบา   เป็นต้น ข้อกำหนดดังกล่าวนี้ มีอยู่ในบทร้อยกรองมากน้อยต่างกัน ทำให้หนังสือร้อยกรอง จำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ  ๕  ประเภท คือ โคลง ฉันท์  กาพย์ กลอน ร่าย และแต่ละประเภทก็ยังแบ่งออกเป็นชนิดย่อยๆ ได้อีกหลายชนิด ดังนี้

        ๑.๑)   โคลง เป็นร้อยกรองที่มีระเบียบบังคับคณะ คำเอก คำโท และสัมผัสเป็นสำคัญ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ

                (๑)   โคลงสุภาพ ได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ

                (๒)   โคลงดั้น ได้แก่ โคลงสองดั้น โคลงสามดั้น โคลงสี่ดั้นวิวิธมาลี        

                (๓)   โคลงโบราณ ได้แก่ โคลงห้า

                นอกจากนี้ กวีบางท่านยังได้คิดค้นโคลงแบบใหม่ขึ้นอีกด้วย เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์โคลงจิตรลดาแผลง โคลงจิตรมาลี

        งานประพันธ์ที่แต่งเป็นโคลง เช่น โคลงโลกนิติ นิราศนรินทร์คําโคลง โคลงนิราศสุพรรณ เป็นต้น

        ๑.๒)   ฉันท์ เป็นร้อยกรองที่มีระเบียบบังคับ ครุ ลหุ  หรือคำที่มีเสียงหนักเบา  บังคับจำนวนคำและสัมผัสเป็นสำคัญ ฉันท์ที่นิยมแต่ง เช่น วิชชุมมาลาฉันท์ อินทรวิเชียรฉันท์ สาลินีฉันท์ โตฎกฉันท์ สัทธราฉันท์ เป็นต้น

        ๑.๓)  กาพย์  เป็นร้อยกรองที่มีระเบียบบังคับคล้ายฉันท์  จะต่างกันที่กาพย์ไม่ได้บังคับบังคับครุ ลหุ เท่านั้น  กวีจึงนิยมแต่งกาพย์ปนฉันท์  ดังปรากฏในหนังสือคำฉันท์ต่างๆ  กาพย์ที่นิยมแต่ง เช่น กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ เป็นต้น

        ๑.๔) กลอน เป็นร้อยกรองที่บังคับคณะ สัมผัส และเสียงวรรณยุกต์ แบ่งออกเป็นหลายประเภท และมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น กลอนสุภาพ กลอนสักวา กลอนดอกสร้อย กลอนเสภา กลอนบทละคร เป็นต้น

        ๑.๕) ร่าย  เป็นร้อยกรองที่บังคับคณะ สัมผัส รา่ยบางประเภทบังคับคำเอกคำโทด้วย ร่ายแบ่งออกเป็น ประเภทต่างๆได้ดังนี้ ร่ายสุภาพ ร่ายยาว ร่ายดั้น  ร่ายโบราณ   เป็นต้น

        นอกจากนี้ยังมีประเภทย่อยที่เป็นการผสมกันของคำประพันธ์ต่างชนิดเข้าด้วยกันหลายแบบ เช่น นำกาพย์มาผสมกับโคลง  เรียกว่า  กาพย์เห่เรือ และกาพย์ห่อโคลง นำร่ายแต่งประสมกับโคลง  เรียกว่า ลิลิต และยังมีคำประพันธ์อีกลักษณะหนึ่งซึ่งเรียกว่า กลบท อันเป็นร้อยกรองที่มีการประดิษฐ์ให้มีลักษณะแปลกไปจากเดิม โดยให้มีลักษณะบังคับเดิมสำหรับร้อยกรองชนิดนั้น ก็ยังคงใช้กันอย่างครบถ้วน เพียงแต่เพิ่มลักษณะบังคับขึ้นอีก

        ๒)   ร้อยแก้ว หมายถึง งานประพันธ์ที่ไม่มีลักษณะบังคับในการแต่งหรือกำหนดคณะอย่างร้อยกรอง เป็นหนังสือที่เรียบเรียงตามภาษาที่ใช้เขียนหรือพูดกันทั่วไป แบ่งย่อยตามรูปแบบออกได้เป็นเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร นิทาน ฯลฯ

        ถ้าผู้ศึกษาวรรณคดีมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะการประพันธ์ดังกล่าว ก็จะสามารถวิเคราะห์วรรณคดีที่ตนได้ศึกษาได้ว่า มีลักษณะการประพันธ์แบบใด เพื่อจะได้แยกแยะในส่วนที่ปลีกย่อยลึกซึ้งต่อไปได้อย่างถูกต้อง

        ผู้ศึกษาควรอ่านวรรณคดีที่จะวิจักษ์อย่างวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความหมายตามตัวอักษรให้ได้ในชั้นต้น เป็นทำนองอ่านเอาเรื่อง ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อใด ได้ผลเป็นอย่างไร แล้วสรุปเป็นเนื้อเรื่องย่อไว้ จะได้เป็นพื้นฐานในการอ่านทำความเข้าใจต่อไป

การวิเคราะห์เรื่อง

        การวิเคราะห์เรื่อง ได้แก่ การแยกแยะองค์ประกอบย่อยของเรื่อง เพื่อให้รู้จักลักษณะ และความสำคัญแต่ละส่วน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของแต่ละส่วนใหญ่ที่ประกอบขึ้นด้วยวรรณคดีเรื่องหนึ่งๆ ดังนี้

        ๑)   โครงเรื่อง ได้แก่ ลำดับเหตุการณ์ที่เรียงร้อยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลเหตุการณ์มักพัฒนาไปด้วยการสร้างปมขัดแย้ง อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวเอกของเรื่องกับคู่กรณี เช่น พระเจ้าอชาตศัตรูทำสงครามกับพวกกษัตริย์ลิจฉวี ถ้าต้องการขยายอาณาเขตครอบไปในแคว้นวัชชีของกษัตริย์ลิจฉวี หรือเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น อิเหนาต้องพลัดพรากจากนางบุษบา พระองค์ปะตาระกาหลากำหนดให้ลมหอบนางหายไป เป็นต้น

ภาษาไทย ม.๔  สอนโดย ครูเกื้อกูล  ปรัชญา  โรงเรียนหนองหานวิทยา   สพม.๒๐