หน่วยการเรียนรู้ที่ 5   ใบความรู้ที่  1

ชื่อ-นามสกุล.......................................................................แผนกวิชา.........................................เลขที่.............ระดับชั้นปี..............................ชื่อรายวิชา การใช้โปรแกรมสื่อประสม    อาจารย์ผู้สอน  นายสุภัตต์  วัตรสาร

เรื่อง วิดีโอ (Video)

        

ในปัจจุบันมีการนำวิดีโอ (Video) มาใช้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบมัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า วิดีโอเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับงานด้านมัลติมีเดีย จึงต้องให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการผลิต เช่น วิธีการบันทึกข้อมูล เทคนิคการบีบอัดข้อมูล และเทคนิคการแสดงผล เป็นต้น โดยจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพและมีขนาดของหน่วยความจำที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับไฟล์วิดีโอรายละเอียดภายในบทนี้จะกล่าวถึงความรู้ทั่วไป องค์ประกอบ และลักษณะการทำงานของวิดีโอ

ทำความรู้จักกับวิดีโอ

ในปัจจุบัน “วิดีโอ (Video)” ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของมัลติมีเดีย เนื่องจากสามารถนำเสนอข้อมูลทางธุรกิจ หรือใช้เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Learning) ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้วิดีโอยังถือเป็นองค์ประกอบที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับองค์ประกอบต่างๆ ภายในมัลติมีเดียและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการชักนำให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่าภาพที่ได้มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด โดยวิดีโอสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อเพิ่มคุณภาพให้กับเรื่องราวที่นำเสนอ และเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ชมได้ แต่ในทางตรงข้ามวิดีโอที่ไม่มีคุณภาพจะมีส่วนทำให้คุณภาพของมัลติมีเดียลดลงไปด้วย

วิดีโอจัดเป็นสื่อที่นิยมนำมาใช้กับงานด้านมัลติมีเดีย เนื่องจากสามารถแสดงผลได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปพร้อมๆกัน โดยการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอ (Motion Video) เป็นการนำภาพ (Image) และเสียง (Audio) มาผสมผสานกันซึ่งประกอบด้วยเซตของภาพนิ่ง (Still Image) มาเรียงต่อกันในลักษณะเฟรม (Frame) แล้วแสดงผลอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วที่กำหนด

การแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอจะแตกต่างจากการแสดงภาพเคลื่อนไหวทั่วไป (Motion Picture) ที่ใช้วิธีบันทึกบนแผ่นฟิล์มที่ทำจากเซลลูลอยด์ และแสดงผลด้วยการฉายภาพต่อเนื่องบนจอภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอที่จะแสดงผลในรูปแบบสัญญาณไฟฟ้าจากกล้องวิดีโอ ซึ่งสามารถจัดเก็บลงบนสื่อแม่เหล็กต่างๆได้ เช่น Video Cassette เป็นต้น นอกจากนี้ยังแสดงผลโดยใช้ VCP (Video Cassette Player) หรือแสดงผลผ่านโทรทัศน์ได้โดยตรงอย่างไรก็ตามการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอก็ยังแนวคิดเช่นเดียวกับแอนิเมชั่น (Animation) แต่ต่างกันที่วิดีโอจะใช้กล้องเพื่อบันทึกภาพจริงที่มีการเคลื่อนไหว แต่แอนิเมชั่นจะเป็นภาพที่เกิดจากการวาดด้วยดินสอบนกระดาษหรือซอฟต์แวร์

วิดีโอสามารถนำไปใช้งานได้หลายลักษณะ เช่น

ชนิดของวิดีโอ

วิดีโอที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

วิดีโอแบบอนาล็อก (Analog Video)

วิดีโอแบบอนาล็อกเป็นวิดีโอที่บันทึกภาพ และเสียงในรูปแบบของสัญญาณแบบอนาล็อก (รูปของคลื่น) และ ส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิลเพื่อไปแสดงผลบนอุปกรณ์ต่างๆ ตัวอย่างของวิดีโอที่เป็นอนาล็อกได้แก่ VHS (Video Home System) ซึ่งเป็นม้วนเทปวิดีโอที่ใช้ตามบ้าน โดยเมื่อทำการตัดต่อหรือ

กล้องวิดีโอแบบอนาล็อกจะใช้หลักการของแสงที่กล่าวไว้ว่า “แสงตกกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนสู่เลนส์ในดวงตาของมนุษย์ทำให้เกิดการมองเห็น” มาใช้ในการสร้างภาพร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยภาพที่ได้จะถูกเก็บบันทึกเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า “สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal)” ประกอบด้วยข้อมูลสี 3 ชนิด คือ แดง เขียว น้ำเงิน (Red, Green, Blue: สี RGB)

สัญญาณวิดีโอจะถูกส่งไปบันทึกยังตลับเทปวิดีโอ (Video Cassette Recorder:VCR) โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นสัญญาณดิจิตอลและบันทึกลงบนอุปกรณ์บันทึกข้อมูลด้วยหลักการของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า การบันทึกจะต้องกระทำผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “หัวเทปวิดีโอ” ที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพ (Video Track) เสียง (Audio Track) และข้อมูลควบคุมการแสดงภาพ (Control Track) นอกจากการบันทึกและเผยแพร่วิดีโอด้วยม้วนเทปวิดีโอแล้ว ยังสามารถเผยแพร่ในรูปของสัญญาณ FM (Frequency Modulation) ได้อีกด้วย โดยอาศัยสัญญาณ NTSC. PAL หรือ SECAM (เป็นมาตรฐานการแพร่ภาพที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน) เพื่อช่วยในการส่งสัญญาณให้สามารถแพร่ภาพทางโทรทัศน์ได้

วิดีโอแบบดิจิตอล (Digital Video)

วิดีโอแบบดิจิตอลเป็นวิดีโอที่ได้จากการบันทึกด้วยกล้องวิดีโอแบบดิจิตอล โดยข้อมูลจะอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอลคือ 0 กับ 1 ส่วนการตัดต่อข้อมูลของภาพและเสียงที่ได้มาจากวิดีโอแบบดิจิตอลนั้นจะแตกต่างจากวิดีโอแบบอนาล็อก เพราะข้อมูลที่ได้จะยังคงคุณภาพความคมชัดเหมือนข้อมูลต้นฉบับ การประมวลผลวิดีโอแบบดิจิตอลบนเครื่องคอมพิวเตอร์จะแตกต่างจากวิดีโอแบบอนาล็อก เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่จึงต้องใช้ทรัพยากรในการประมวลผลและวิธีการบีบอัดไฟล์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อลดขนาดของวิดีโอ เพื่อทำให้การส่งข้อมูลผ่านช่องทางการสื่อสารที่เรียกว่า “บัส (Bus)” ไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำได้อย่างรวดเร็ว

การพัฒนาของวิดีโอแบบดิจิตอลส่งผลให้วิดีโอแบบอนาล็อกได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจาดสัญญาณดิจิตอลสามารถบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม ดีวีดี บลูเรย์ หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กแต่ความจุสูงได้ และสามารถแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ถ้าเป็นวิดีโอแบบอนาล็อกจะต้องใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เพื่อแปลงไฟล์ให้อยู่ในนรูปแบบของดิจิตอลก่อน จึงนำมาใช้งานบนคอมพิวเตอร์ได้

มาตรฐานการแพร่ภาพวิดีโอ

NTSC, PAL และ SECAM เป็นมาตรฐานการแพร่ภาพที่นิยมใช้กันในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนามาตรฐานใหม่ขึ้นมา เรียกว่า “HDTV” (High –Definition Television) ซึ่งใช้กับโทรทัศน์ความละเอียดสูง ทำให้ผู้ผลิตมัลติมีเดียจำเป็นต้องทราบถึงมาตรฐานการแพร่ภาพที่ใช้งานในแต่ละพื้นที่และแต่ละอุปกรณ์ด้วย

NTSC เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับการกระจายสัญญาณโทรทัศน์ และวิดีโอในสหรัฐอเมริกาที่ได้จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1940 โดย Federal Communication Commission (FCC) โดยมาตรฐานนี้เป็นการเข้ารหัส ข้อมูลแบบสัญญาณแบบอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐาน NCST กำหนดให้สร้างภาพด้วยเส้นในแนวนอน 525 เส้นต่อเฟรม และมีอัตราการแสดงผล 30 เฟรมต่อวินาที มีสี 16 ล้านสีที่แตกต่างกันและอัตรารีเฟรช (Refresh Rate) เป็น 60 Halt – Frame ต่อวินาที ด้วยวิธี Interlacing คือ สแกนเส้นคู่และคี่สลับกันไป แต่จอแสดงผลบางรุ่นจะใช้วิธีการสแกนภาพแบบ

Progressive Scan ซึ่งจะสแกนภาพทุกเส้นพร้อมกัน ทำให้ภาพกระพริบน้อยลง มาตรฐาน NTSC ใช้กันในประเทศสหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น แคนาดา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ เม็กซิโก และหมู่เกาะคาร์ริเบียน

PAL เป็นมาตรฐานการกระจายสัญญาณของโทรทัศน์และวิดีโอที่นิยมใช้กันในประเทศแถมยุโรป อังกฤษ ออสเตรเลีย อัฟริกาใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยเป็นการสร้างภาพจากเส้นแนวนอน 625 เส้นต่อเฟรม ด้วยอัตรา 25 เฟรมต่อวินาที และทำการแสดงภาพด้วยวิธี Interlacing เช่นกัน แต่จะแสดงภาพในอัตรารีเฟรช 50 Halt – Frame ต่อวินาที ข้อดีของระบบ PAL คือ ให้ความละเอียดของภาพสูง สามารถแสดงสีได้อย่างถูกต้องเป็นธรรมชาติ และมีความคมชัดของภาพสูงกว่าระบบ NTSC แต่ภาพจะมีการกระพริบมากกว่า

SECAM เป็นมาตรฐานของการแพร่สัญญาณโทรทัศน์และวิดีโอที่ใช้กันในประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และประเทศในพื้นที่ใกล้เคียง SECAM จะทำการแพร่สัญญาณแบบอนาล็อก ส่วนการสร้างภาพจะใช้ 625 เส้น ด้วยอัตรารีเฟรช 25 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะแตกต่างจากมาตรฐาน NTSC และ PAL ในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตวีการเผยแพรร่ออกอากาศ และจากสาเหตุที่ระบบนี้คล้ายกับระบบ PAL เครื่องรับโทรทัศน์ในยุโรปจึงถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ทั้งระบบ PAL และ SECAM

HDTV เป็นเทคโนโลยีของการแพร่ภาพโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง คือ 1200 x 720 พิกเซล (แบบ Wide Screen) ซึ่งเป็นความละเอียดสำหรับการแสดงภาพมาตรฐานเดียวกับโรงภาพยนตร์โดย HDTV จะมีความละเอียดของจอภาพหลายรูปแบบเช่น 1920 x 1080 หรือ 1280 x 720 พิกเซล แสดงผลแบบ Wide Screen ด้วยอัตราส่วน 16:9 ส่วนโทรทัศน์ทั่วไปจะแสดงผลด้วยอัตราส่วน 4:3 และมีทั้งวิธีการสแกนภาพแบบ Interlaced (เช่น 1080i จะมีความละเอียดในการสแกนภาพ 1,036,800 พิกเซลต่อเฟรม) และ Progressive Scan (เช่น 1080p จะมีความละเอียดในการสแกนภาพ 2,073,600 พิกเซลต่อเฟรม)

รูป แสดงความแตกต่างระหว่างจอภาพแบบ HDTV กับจอภาพรุ่นเก่า

การแสดงวิดีโอแบบอนาล็อกบนคอมพิวเตอร์

การนำวิดีโอแบบอนาล็อกมาใช้บนคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอลก่อน กระบวนการแปลงสัญญาณนี้จะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ 2 ชนิด ได้แก่ อุปกรณ์สำหรับจัดเก็บข้อมูล (Source Device) และอุปกรณ์หรับแคปเจอร์ (Capture Device) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

อุปกรณ์สำหรับจัดเก็บข้อมูล (Source Device)

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Source Device) ที่ใช้บันทึกวิดีโอแบบอนาล็อก อาจอยู่ในรูปแบบเทปชนิดแม่เหล็ก เช่น VHS Tape เป็นต้น หรืออุปกรณ์จัดเก็บชนิดอื่นๆ ที่สามารถนำไปเปิดกับเครื่องเล่นวิดีโอที่เชื่อมต่อด้วยสายส่งสัญญาณชนิดต่างๆ เช่น Component Video, Composite Video, หรือ S – Video เป็นต้น

การ์ดแคปเจอร์วิดีโอ (Video Capture Card)

อุปกรณ์สำหรับแคปเจอร์ วิดีโอหรือการ์ดแคปเจอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจับสัญญาณวิดีโอและสัญญาณเสียงจากภายนอกเพื่อนำมาแปลงจากสัญญาณอนาล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอล การประมวลผลสัญญาณภาพสามารถรองรับรูปแบบสัญญาณโทรทัศน์ที่แตกต่างกันได้ เช่น ระบบ NTSC, PAL และ SECAM เป็นต้น ภายในวงจรของการ์ดแคปเจอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

  1.         พอร์ตสำหรับรับอินพุตสัญญาณวิดีโอ (Video Input Port) จากระบบกระจายสัญญาณแบบ NTSC, PAL และ SECAM รวมถึงกล้องวิดีโอ และ Video Cassette Recorder (VCR) โดยทั่วไปมาตรฐานของพอร์ตของ Capture Device จะต้องเป็น Composite Video หรือ S – Video
  2. ฮาร์ดแวร์สำหรับบีบอัด และคลายสัญญาณวิดีโอ (Video Compression-Decompression Hardware) ใช้สำหรับบีบอัดหรือคลายข้อมูลวิดีโอ
  3. ฮาร์ดแวร์สำหรับบีบอัด และคลายสัญญาณเสียง (Audio Compression-Decompression Hardware) ใช้สำหรับบีบอัดหรือคลายข้อมูลเสียง
  4. A/D Converter ใช้สำหรับแปลงสัญญาณวิดีโอแบบอนาล็อกที่ได้รับ ให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณดิจิตอล
  5. พอร์ตสำหรับส่งเอาต์พุตสัญญาณวิดีโอ (Video Output Port) ไปยังกล้อง หรือ VCR
  6. D/A Converter ใช้สำหรับแปลงสัญญาณวิดีโอแบบดิจิตอล ให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณอนาล็อกเพื่อแสดงผลผ่านอุปกรณ์ต่างๆ
  7. พอร์ตอินพุต/เอาต์พุตเสียง (Audio Input / Output Port) ใช้สำหรับอินพุตและส่งเอาต์พุตเสียงตามฟังก์ชันการทำงาน

การประมวลผลสัญญาณวิดีโอจะรองรับรูปแบบสัญญาณที่แตกต่างกัน โดยการ์ดสำหรับแคปเจอร์วิดีโอจะประมวลผลภาพผ่านองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

  1.         Video Channel Multiplexer การ์ดสำหรับแคปเจอร์วิดีโอประกอบด้วยพอร์ตอินพุตหลายชนิด เพื่อรองรับการเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบ เช่น Composite Video และ S – Video รวมทั้งรองรับสัญญาณภาพได้หลายรูปแบบ เช่น ระบบ NTSC, PAL, และ HDTV เป็นต้น
  2. ADC (Analog to Digital Converter) เป็นตัวแปลงสัญญาณอนาล็อกให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณดิจิตอล โดยจะอ่านสัญญาณวิดีโอแบบอนาล็อกจากกล้องวิดีโอแบบอนาล็อก หรือจาก VCP (Video Cassette Player) และทำการแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลด้วยกระบวนการสุ่ม (Sampling) และกระบวนการควอนไตซ์เซซัน (Quantization) สัญญาณผ่านพารามิเตอร์สำหรับการแปลงสัญญาณ รวมถึงกำหนดอัตราการสุ่มเสียง ภาพ จำนวนสี (Color Dept) และเฟรมเรต โดยควรใช้อัตราการสุ่มที่เหมาะสม ถ้าใช้อัตราการสุ่มต่ำภาพที่ได้จะเป็นรอยหยัก หรือที่เรียกว่า “อเลซิ่ง (Aliasing)” สำหรับจำนวนสีของภาพถ่ายจะมีความละเอียดอยู่ที่ 24 บิตแอนิเมชั่นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 16 บิต หรือ 8 บิตก็ได้ ส่วนเฟรมเรตจะขึ้นอยู่กับสัญญาณภาพ ซึ่งในระบบ PAL จะอยู่ที่ 25 fps ส่วนระบบ NTSC จะอยู่ที่ 30 fps โดยอัตราการสุ่มเสียงของซีดีในระบบเสียงสเตอริโอที่ต้องการคุณภาพสูง  จะมีอัตราสุ่มที่ 44.1 KHz ความละเอียดที่ 16 บิต
  3. Image Processing Parameter เป็นพารามิเตอร์สำหรับกำหนดแสงสว่าง (Brightness) ความคมชัด (Contrast) สี (Color) และระดับเสียง (Audio Volume) โดยใช้ซอฟต์แวร์สำหรับแคปเจอร์วิดีโอ พารามิเตอร์เหล่านี้จะถูกเขียนลงใน Frame Buffer ของการ์ดแคปเจอร์ ก่อนจะถูกบันทึกไฟล์ที่ได้ลงบนฮาร์ดดิสก์ โดย Frame Buffer ควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะพักข้อมูลไว้ก่อนที่ CPU จะเขียนลงดิสก์
  4. CODEC การ์ดแคปเจอร์วิดีโอจะต้องมีชิปสำหรับบีบอัด และคลายข้อมูลวิดีโอได้หลากหลายมาตรฐาน เช่น MPEG-1, MPEG-2 และ H.261/263 โดยผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบได้ตามความเหมาะสม เช่น มาตรฐานการบีบอัดเสียงอาจใช้ MPEG-2 ACC หรือ Dolby AC-3 เป็นต้น

ซอฟต์แวร์สำหรับแคปเจอร์วิดีโอ (Video Capture Software)

การ์ดแคปเจอร์จะจัดเตรียมซอฟต์แวร์สำหรับแคปเจอร์วิดีโอไว้ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

การเชื่อมต่อกับการ์ดแคปเจอร์

โดยทั่วไปการส่งสัญญาณจากพอร์ตเอาต์พุตของเสียง (ADO-OUT) จะใช้ Phone Jack หรือ RCA Jack ส่วนสัญญาณวิดีโอจะถูกส่งผ่านสายเคเบิล (Cable) เช่น สาย Composite Video หรือ S – Video ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยสัญญาณเสียงจากพอร์ตเอาต์พุต (ADO-OUT) ของอุปกรณ์จัดเก็บเสียงจะถูกส่งไปยังพอร์ตอินพุตเสียง (ADO-IN) ของการ์ดเสียงส่วนเสียงสัญญาณวิดีโอเอาต์พุต (VDO-OUT) จะถูกส่งไปยังพอร์ตวิดีโออินพุต (VDO-IN) ของการ์ดแคปเจอร์วิดีโอ โดยสัญญาณวิดีโอและเสียงที่ถูกแคปเจอร์จะถูกแบ่ง และแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ADC ของการ์ดเสียงและการ์ดแคปเจอร์วิดีโอต่อไป

สื่อสำหรับบันทึกวิดีโอ

สื่อที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลวิดีโอ มีหลากหลายชนอด เฉพาะที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่

Ampex (Alexander M. Pontaiff Excellence) เป็นชื่อที่ตั้งโดย Alexander M. Pontaiff ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับเสียง ในปี ค.ศ. 1950 ได้เป็นผู้นำในการผลิตเทปแม่เหล็กที่ใช้สำหรับการบันทึกวิดีโอ และเสียง โยบริษัทได้สร้าง Quadruplex Format เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการกระจายเสียง และวิดีโอ โดยจะบันทึกรายการโทรทัศน์ลงบนเทปแม่เหล็กในรูปแบบ Ampex ทำให้สามารถเผยแพร่รายการโทรทัศน์ในเวลาใดก็ได้ บุคคลสำคัญที่เป็นผู้พัฒนา Quadruplex Video  Recorder คือ Ray Dolby ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Dolby Labboratory ต่อมาบริษัท Pioneer ได้นำมาพัฒนาเพื่อลดสัญญาณรบกวน (Noise) ลง โดย Quadruplex Recorder จะประกอบด้วยหัวอ่าน 4 หัว หมุนด้วยความเร็วสูงที่ 14.400 rpm เขียนข้อมูลวิดีโอบนเทปที่มีขนาดกว้าง 2 นิ้ว และเคลื่อนที่ในระยะทาง15 นิ้วต่อวินาที โดยโปรแกรมจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการบันทึกเทป 1 ม้วน เครื่องหมายการค้าของ Ampex ใช้ชื่อว่า “Video Tape” ในปี ค.ศ. 1967 ABC ได้นำ Ampex Recorder มาใช้เผยแพร่วิดีโอ ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 ได้แนะนำระบบ Robotic Library มาใช้ในการเผยแพร่สัญญาณจากสถานีโทรทัศน์ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงระบบบันทึกวิดีโอแบบ Ampex ให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล

VERA (Vision Electronic Recording Apparatus) เป็นวิดีโอเทปอีกรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาโดยสถานีโทรทัศน์ BBC ประมาณปี ค.ศ. 1950 เป็นเทปที่มีความละเอียด 405 เส้น ซึ่งมีความเร็วในการดึงเนื้อเทปประมาณ 200 นิ้วต่อวินาที และสามารถบันทึกวิดีโอที่เป็นภาพขาวดำได้ 15 นาทีต่อ 1 ม้วน ในปี ค.ศ. 1952 ได้มีการนำมาปรับปรุงให้บันทึกวิดีโอที่เป็นภาพสีได้ โดยการเพิ่มความเร็วให้กับหัวอ่านเพื่อหมุนรอบดรัม (Drum) อย่างรวดเร็ว และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1958 แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ ภาพที่ได้ยังไม่มีคุณภาพ เนื่องจากสัญญาณที่ถูกบันทึกยังไม่แม่นยำ

เป็นเทปโทรทัศน์ขนาดมาตรฐานที่พัฒนาโดยบริษัท Sony ในปี ค.ศ. 1969 มีความกว้างตั้งแต่ ¾ นิ้ว ไปจนถึง 1 นิ้วครึ่ง เป็นสื่อสำหรับบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงบรรจุอยู่ในตลับเทปที่สามารถเล่นได้นาน 30 ถึง 60 นาที เพื่อใช้กับงานโทรทัศน์ระดับมืออาชีพและเพ่อการศึกษา สามารถนำเทปที่ถ่ายแล้วมาตัดต่อได้ ต่อมาในช่วงปี 1980 บริษัท Sony ได้พัฒนา Broadcast Video U-matic (BVU) ซึ่งได้ปรับปรุงระบบสีที่ใช้ในการบันทึก และลดระดับสัญญาณรบกวนให้น้อยลง

Betamax เป็น HVR (Home Video Recorder) อีกรูปแบบหนึ่งที่มีขนาด ½ นิ้ว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า VHS พัฒนาในปี ค.ศ. 1975 โดยบริษัท Sony ในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “Beta Gaki” เป็นเทปที่ได้รับการปรับปรุงเรื่องคุณภาพการบันทึก และเล่นเทปได้อย่างรวดเร็ว แต่ทำให้การเสียดทานระหว่างเทปกับหัวอ่านมากขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งมีราคาสูงกว่า VHS

Batacam เป็นวิดีโอเทปที่มีขนาด ½ นิ้ว มีความละเอียดที่ 300 เส้นในแนวนอน พัฒนาโดยบริษัท Sony ในปี ค.ศ. 1982 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1986 ได้มีการพัฒนา Betacam-SP (Betacam Super Performance) โดยเพิ่มความละเอียดเป็น 340 เส้น และเป็นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมี 2 ขนาด ได้แก่ S และ L ในปี ค.ศ. 1993 ได้มีการพัฒนา Digital Betacam เพื่อเข้ามาแทนที่ Betacam และ Betacam-SP โดยเทปขนาด S สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 40 นาที ในขณะที่เทปขนาด L สามารถบันทึกได้ประมาณ 124 นาที โดยใช้กลไกการบีบอัดข้อมูลแบบ DCT ด้วย Bit Rate ที่ 90 Mbps และใช้ 4 ช่องสัญญาณเพื่อเข้ารหัสเสียงแบบ PCM มีอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบดิจิตอลกับ Serial Digital Interface ผ่านสายโคแอกเชียล ในปี ค.ศ. 1996 ได้มีการพัฒนา Betacam SX เป็นอีกเวอร์ชัน หนึ่งของ Betacam SP ซึ่งมีราคาถูกกว่า Digital Betacam ใช้กลไกการบีบอัดข้อมูลแบบ MPEG-2 Profile@ML ในปี ค.ศ. 1997 ได้พัฒนา HDCAM ซึ่งเป็นเวอร์ชัน HDTV ของ Digital Betacam ใช้ Bit Rate ที่ 144 Mbps ในปี ค.ศ. 2001 ได้พัฒนา MPEG IMX ที่มี Bit Rate สูงกว่า Betacam SX โดยใช้กลไกการบีบอัดข้อมูลแบบ CCIR-601 ที่สามารถรองรับเสียงได้ 8 ช่องสัญญาณในปี ค.ศ. 2003 ได้พัฒนา HDCAM SR  ซึ่งรองรับ Bit Rate ที่ 440 Mbps และใช้กลไกการบีบอัดข้อมูลแบบ MPEG-4 โดยเทปแต่ละชนิดจะถูกกำหนดให้มีสีที่แตกต่างกัน คือ Betacam และ Betacam SP จะมีสีเทา Digital Betacam จะมีสีฟ้า Betacam SX จะมีสีเหลือง MPEG IMX จะมีสีเขียว HDCAM/HDCAM-SR จะมีสีดำ

VHS (Video Home System) เป็นมาตรฐานสำหรับการบันทึกเสียง และภาพเคลื่อนไหวสำหรับ Video Cassette Recorder (VCR) ที่พัฒนาโดยบริษัท JVC (Japan Victor Company) ในปี ค.ศ. 1976 มีระยะเวลาในการบันทึกนานกว่าระบบ Betamax ของ Sony โดยกลไกของ VHS จะหมุนเทปด้วยความเร็วที่มากกว่าระบบของ Betamax เทป VHS มีขนาดกว้าง 12.70 มิลลิเมตร หรือประมาณ ½ นิ้ว และยาวประมาณ 430 เมตร หัวอ่านของ Video Cassette Recorder จะเคลื่อนที่ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับระบบการแสดงผลที่ใช้ สำหรับระบบ NTSC เทปจะถูกดึงด้วยความเร็ว 3.335 เซนติเมตรต่อวินาที สามารถบันทึกได้ 3.5 ชั่วโมง ส่วนระบบ PAL  เทปจะถูกดึงด้วยความเร็ว 2.339 เซนติเมตรต่อวินาที สามารถบันทึกได้ประมาณ 5 ชั่วโมง ในปี ค.ศ. 1987 ได้มีการพัฒนา S-VHS (Super Video Home System) ซึ่งมีความละเอียดอยู่ที่ 400 dot/line และมีคุณภาพสีสูงกว่า VHS โดยส่งถ่ายสัญญาณผ่านตัวเชื่อมต่อแบบ S-Video ต่อจากนั้นได้พัฒนา VHS-C (Video Home System Compact) เป็นอีกหนึ่งเวอร์ชันของ VHS เพื่อนำไปใช้กับเครื่องบันทึกแบบพกพา และได้มีการพัฒนา VHS คุณภาพสูงที่เรียกว่า “S-VHS-C” (Super Video Home System Compact) และ W-VHS ใช้สำหรับ High Definition Analog Video ซึ่งสามารถรองรับความละเอียดที่ 1125 เส้น รวมถึง D-VHS ใช้สำหรับเก็บวิดีโอแบบดิจิตอลที่พัฒนาโดยบริษัท JVC ซึ่งเป็น รูปแบบเดียวกับ VHS มี Bit Rate ที่ 28.2 Mbps และสามารถบันทึกได้นานถึง 3.5 ชั่วโมง

VCR (Video Cassette Recorder) หรือ VTR (Video Tape Recorder) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการบันทึก เล่นเสียง และภาพเคลื่อนไหวแบบ Removable โดยในปี ค.ศ. 1980 บริษัทต่างๆพยายามกำหนดมาตรฐานเทป VCR ของตนขึ้นมา ได้แก่ Video2000 ของบริษัท Philips, Betamax ของ Sony และ VHS ของ JVC โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้งานในที่พักอาศัย แต่เทปแบบ VHS ได้รับความนิยมมากที่สุด ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ได้มีการพัฒนาสื่อดิจิตอลในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นโดยเรียกว่า DVD

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Video Compact Cassette (VCC) เป็นรูปแบบการบันทึกวิดีโอที่พัฒนาโดย Philips ที่เป็นคู่แข่งกับ VHS และ Betamax ซึ่งใช้ Double Side Cassette และมีขนาดบางกว่า VHS แต่ละด้านสามารถบันทึกวิดีโอได้ถึง 4 ชั่วโมง เป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่า VHS และ Betamax แต่ไม่สามารถนำมาตีตลาดของเทปแบบ VHS ได้ Video2000 เป็น Home Video Cassette Recorder System เพื่อใช้งานภายในบ้าน มีขนาด ½  นิ้ว เคลือบด้วย Chromium Dioxide มี 3 ขนาด ได้แก่ 30, 45 และ 60 นาที สามารถป้องกัน Crosstalk ระหว่างแทร็กของวิดีโอโดยใช้ Guard Band ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆ ระหว่างแทร็กเพื่อป้องกันการถูกรบกวนเมื่อทำการอ่านข้อมูล

Camcorder (เป็นการผสมผสานระหว่างคำว่า “Camera” และ “Recorder”) เป็นอุปกรณ์การบันทึกวิดีโอแบบพกพา โดยจะจัดเก็บวิดีโอไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่อยู่ภายใน โดยในปี ค.ศ. 1984 Kodak ได้พัฒนา Camcorder จะใช้เทป VHS หรือ Betaxam ซึ่งเป็นเทปที่มีขนาดใหญ่ จึงได้

ลดขนาดเทปลงเป็น 8 มิลลิเมตร แต่ยังสามารถบันทึกวิดีโอที่มีคุณภาพสูงได้และสามารถบันทึกได้นานกว่าเมื่อเทียบกับ VHS หรือ Betamax ในปัจจุบัน Camcorder จะเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิตอลจึงเรียกว่า Digital Camcorder ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้โดยตรงผ่านอินเตอร์เฟซแบบดิจิตอล และ สามารถจัดเก็บข้อมูลลง MiniDV หรือ DVD ได้ นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขวิดีโอผ่านซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

VCR (ซ้าย), Video2000 (กลาง) และ Camcorder (ขวา)

กล้องวิดีโอแบบ VCR จะบันทึกวิดีโอลงบนเทป Video8 ที่มีขนาด (8 mm Video) ซึ่งเป็นเทปที่สามารถพกพาได้ และคุณภาพในการบันทึกวิดีโอดีกว่าแบบ VHS สามารถบันทึกได้นานถึง 60 และ 120 นาที นำไปใช้งานกับกล้องวิดีโอแบบพกพาที่เรียกว่า “Handycam” โดยบริษัท Sony Handycam ซึ่งเป็นกล้องตัวแรกที่ใช้เทปขนาด 8 มิลลิเมตรในการบันทึก ต่อจากนั้นได้มีการนำ Video8 มาปรับปรุงให้สามารถบันทึกวิดีโอในรูปแบบดิจิตอลได้เรียกว่า “Digital8” ที่ใช้การบีบอัดในรูปแบบ DV CODEC แต่ต้องบันทึกลงบนเทป Hi8

DV (Digital Video) ได้พัฒนาในปี ค.ศ. 1996 โดยใช้การบีบอัดข้อมูลแบบ CODEC เพื่อปรับปรุงคุณภาพวิดีโอให้ได้มาตรฐาน เมื่อเทียบกับ VHS และ Video8 โดยจะใช้การบีบอัดแบบ DV CODEC ด้วย Bit Rate ที่ 25 Mbps สามารถรองรับได้ถึง 2 ช่องสัญญาณเสียงที่ 4 kHz  และ Bit Rate ที่ 16 บิต หรือ 4 ช่องสัญญาณเสียงที่ 32 kHz ขนาด 12 บิต โดย DV จะมีขนาด 120 x 90 x12 มิลลิเมตร สามารถบันทึกวิดีโอได้ 2 ชั่วโมง ส่วน MiniDV  จะมีขนาด 65 x 48 x 12 มิลลิเมตร สามารถบันทึกวิดีโอได้ 1 ชั่วโมง และ DVCAM พัฒนาโดย Sony ซึ่งเป็นเทปแบบเดียวกับ DV แต่มีความกว้าง ของแทร็กมากขึ้นทำให้เทปมีความทนทานมากขึ้น

DVCPRO เป็นเทคโนโลยี Digital Video ที่พัฒนาโดย Panasonic หากบันทึกเสียงที่ 48 kHz ขนาด 16 บิต จะเรียกว่า DVCPRO25 มี Bit Rate ที่ 25 Mbps ส่วน DVCPRO50 จะใช้ Bit Rateที่ 50 Mbps และนำไปใช้ในการบันทึกวิดีโอระดับมืออาชีพ   ส่วน  DVCPRO100  ใช้ Bit Rate  ที่ 100 Mbps และนำไปใช้กับ HDTV ความละเอียดที่ 72 พิกเซล และ 1080i โดยกล้องวิดีโอที่เป็น  DVCPRO สามารถเล่นได้ทั้งเทป DV และ DVCAM

เป็นรูปแบบวิดีโอแบบดิจิตอล  ที่พัฒนาโดยบริษัท Sony ซึ่งเป็นเทปที่มีขนาดเล็กกว่า Digital8 หรือ DV ใช้การบีบอัดข้อมุลแบบ MPEG – 2 โดย MicroMV Camcorder มีพอร์ต USB สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และใช้ซอฟต์แวร์แก้ไข้วิดีโอได้ตรง

Laserdisc (LD) เป็นสื่อกลางในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบออปดิตอล มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร พัฒนาในปี ค.ศ. 1958 โดย David Paul Gregg ได้นำมาเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1961 ถึง 1969 และในปี ค.ศ. 1972 บริษัท Philip และ MCA ได้นำวิดีโอมาจัดเก็บบน Laserdisc ในรูปแบบของสัญญาณอนาล็อก ส่วนเสียงจะถูกจัดเก็บได้ทั้งแบบอนาล็อกหรือดิจิตอล พื้นผิวของดิสก์เป็นอลูมิเนียม ร่องของ Laserdisc ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ Frequency Modulation ของสัญญาณอนาล็อก

VCD (Video Compact Disc) เป็นมาตรฐานที่พัฒนาในปี ค.ศ.1993 โดยบริษัท Sony, Philip, Matsushita  และ JVC มีขนาดเท่ากับแผ่น CD (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร) โดยวิดีโอยู่ในรูปแบบของ MPEG-1 ส่วนเสียงจะถูกเข้ารหัสในรูปแบบ MPEG-2 วิดีโอจะถูกจัดเก็บด้วยความเร็ว 1,150 กิโลบิตต่อวินาที ส่วนเสียงจะถูกจัดเก็บที่ 224 กิโลบิตต่อวินาที สามารถบันทึกวิดีโอได้ประมาณ 74 นาที การเล่น VCD จะใช้วิธีเชื่อมต่อเครื่องเล่น VCD ไปยังโทรทัศน์หรือใช้ VCD Drive บนเครื่องคอมพิวเตอร์ และสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ เช่น Windows Media Player และ Xing MPEG Player เพื่อควบคุมการเล่น VCD บนคอมพิวเตอร์ได้

เป็นมาตรฐานสำหรับจัดเก็บวิดีโอซึ่งมีคุณภาพสูงกว่า VCD โดยจะเก็บวิดีโอแบบดิจิตอลในรูปแบบ MPEG-2 ใช้ความละเอียดที่ 480 x 480 พิกเซล หรือ 480 x 576 พิกเซล เข้ารหัสด้วย Bit Rate ที่ 2.6 เมกะบิตต่อวินาที เสียงจะถูกจัดเก็บในรูปแบบ MPEG-2 ด้วย Bit Rate ที่ 128 ถึง 384 กิโลบิตต่อวินาที สามารถบันทึกวิดีโอได้ 35 ถึง 60 นาที

DVD Video คือ มาตรฐานที่ใช้บันทึกทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง รวมถึงข้อมูลเสียงที่มีคุณภาพสูงกว่า VCD มีความจุสูงสุดประมาณ 17 กิกะไบต์ ขนาดของแผ่น DVD จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่อยู่ 12 เซนติเมตร ถ้าเป็นแผ่นขนาดเล็กจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 8 เซนติเมตร ระบบไฟล์ของ DVD เรียกว่า “UDF0 (Universal Disc Format)” ตามมาตรฐานของ ISO 9660

HD-DVD (High-Definition Digital Versatile Disc) เป็นออปติคอลดิสก์สำหรับบันทึกวิดีโอที่มีคุณภาพสูง (Hi-Defination Video) ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก DVD ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Toshiba สามารถเล่นแผ่น HD-DVD ได้ด้วยเครื่องเล่น HD-DVD โดยแผ่น HD-DVD จะเข้ารหัสสัญญาณแบบเดียวกับ MPEG-2 ได้รับการกำหนดมาตรฐานโดย DVD Forum ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานให้กับ DVD โดย HD-DVD จะมีขนาดเท่ากับแผ่นซีดีธรรมดา ซึ่งแบ่งความจุออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ แบบ Single Later จะมีความจุ 15 GB แบบ Double Layer จะมีความจุ 30 GB และแบบ Triple Layer จะมีความจุ 45 GB

Blu-ray Disc เป็นออปติคอลดิสก์สำหรับบันทึกข้อมูลและวิดีโอที่มีคุณภาพสูง โดยใช้แสงเลเซอร์สีฟ้า (Blue Later) ที่มีความยาวคลื่น 405 nm ในการอ่านและเขียนข้อมูล ได้รับการพัฒนาโดย Blu-ray Disc ® Association (BDA) ร่วมกับบริษัทชั้นนำต่างๆ มากมาย เช่น Matsushita, Pioneer, Phillips, Thomson, LG Electronics, Hitachi, Sharp, Samsung และ Sony โดยแบบ Single Layer จะบันทึกข้อมูลได้ถึง 25 GB (13 ชั่วโมง) ส่วนแบบ Double Layer สามารถบันทึกข้อมูลได้ 50 GB (20 ชั่วโมง)

รูปแบบไฟล์วิดีโอที่นิยมใช้มีหลากหลายชนิด เฉพาะที่ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

ไฟล์ AVI ถูกพัฒนาขึ้นโดยไมโครซอฟต์ สามารถนำไปใช้งานได้กับแพล็ตฟอร์มของ Windows, Mac OS และ Linux โดยสามารถจัดเก็บได้ทั้งไฟล์วิดีโอ (Video) และไฟล์เสียง (Audio) ในรูปแบบคลิปวิดีโอ ซึ่งภาพเคลื่อนไหว และเสียงจะแสดงอย่างสอดคล้องกัน แต่ไฟล์ AVI เป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากไม่มีการบีบอัดข้อมูลก่อนการจัดเก็บ สามารถเล่นไฟล์ AVI ได้จาก Windows Media Player หรือ Web Browser

ไฟล์ MOV เป็นไฟล์ของโปรแกรม QuickTime Movie ที่พัฒนาโดยบริษัท Apple สำหรับใช้งานบนแพล็ตฟอร์มของ Windows และ Macintosh ซึ่งเป็นไฟล์ที่นำมาใช้อย่างกว้างขวาง โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ทำให้คลิปวีดีโอสามารถทำงานข้ามแพล็ตฟอร์มและสามารถดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตได้ ในปี ค.ศ. 1998 ISO ได้ปรับปรุงรูปแบบไฟล์ของ QuickTime โดยนำมาเป็นพื้นฐานของไฟล์ MPEG-4 ในปัจจุบัน

ไฟล์ MPEG เป็นไฟล์ที่พัฒนาโดย Moving Picture Expert Group (MPEG) ใช้วิธีบีบอัดข้อมูลทั้งรูปแบบของ Intra-Frame เพื่อลดความซ้ำซ้อนเชิงพื้นที่ และ Intra-Frame เพื่อลดความซ้ำซ้อนเชิงเวลา (จะกล่าวถึงอีกครั้งในบทที่ 12 เรื่องการบีบอัดข้อมูล) ไฟล์ MPEG สามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรม Windows Media Player โดย MPEG เป็นไฟล์ที่มีหลายรูปแบบ ดังนี้

รูปแบบไฟล์

คำอธิบาย

MPEG-1

เป็นไฟล์ที่อยู่ในรูปแบบ Video-CD มีคุณภาพเทียบกับภาพของ VHS ใช้อัตราการส่งผ่านข้อมูลเพียง 1.5 Mbps ซึ่งไฟล์ที่ได้จากการบีบอัดข้อมูลแบบนี้สามารถใช้งานกับเครื่องเล่น VCD ทั่วไปได้ แต่ภาพที่ได้ค่อนข้างหยาบ และสัญญาณสีแต่ละจุดยังมีความแม่นยำในการแสดงผลน้อย

MPEG-2

เป็นไฟล์ที่สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบ DVD ที่มีคุณภาพดีกว่า SVHS ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจะทำการบีบอัดข้อมูลก่อนที่คอมพิวเตอร์จะคำนวณผลเพื่อแทนค่าสีต่างๆให้กับภาพ และแบ่งภาพออกเป็นส่วนๆเพื่อใช้ในการคำนวณ เรียกว่า “GOP (Group of Picture)” ซึ่งจะมองภาพครั้งละ 8 ถึง 24 ภาพ โดยจะดูจากภาพที่ 1 ของ GOP เป็นหลัก จากนั้นจะทำการเข้ารหัสภาพ และมองภาพถัดไปว่ามีความแตกต่างจากภาพแรกที่จุดใด แล้วเปรียบเทียบและเก็บเฉพาะข้อมูลที่แตกต่างของภาพไว้ในเฟรมนั้นส่วนภาพต่อไปก็ทำการเปรียบเทียบกับภาพติดกันแล้วเก็บส่วนต่างไว้เช่นกัน ทำให้สามารถลดจำนวนข้อมูลที่ต้องการเก็บ และบันทึกข้อมูลที่ต้องการถอดรหัสได้

MPEG-3

เป็นไฟล์สำหรับใช้งานกับโทรทัศน์ที่มีความคมชัดสูง หรือ HDTV แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากผู้ผลิต HDTV หันไปใช้มาตรฐาน MPEG-2 แทน

รูปแบบไฟล์

คำอธิบาย

MPEG-4

เป็นไฟล์ที่จัดเก็บในรูปแบบอ็อบเจ็กต์โอเรียนเต็ต (Object Oriented) ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถดึงองค์ประกอบของมัลติมีเดียมาแสดงได้อย่างแม่นยำ เป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับ Quick Time ที่พัฒนาโดย Apple เพื่อใช้งานทางด้านมัลติมีเดียที่มีแบนด์วิดท์ (Brandwidth) ต่ำ สามารถรวมภาพ เสียง และส่วนประกอบอื่นที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นเพื่อนำมาสสร้างพร้อมกันได้ จุดเด่นที่สำคัญก็คือ MPEG-4 ถูกออกแบบให้มีความสามารถในเชิงโต้ตอบกับวัตถุต่างๆในภาพได้ด้วย

MPEG-7

เป็นไฟล์ที่ใช้กลไกสำหรับแสดงองค์ประกอบของมัลติมีเดียด้วยการคิวรี่ (Query) เพื่อเชื่อมรายละเอียดเนื้อหาของมัลติมีเดียเข้าด้วยกัน (Multimedia Content Description Interface) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างมาตรฐานการอธิบายข้อมูลข่าวสารของมัลติมีเดีย เพื่อใช้ในการสนับสนุนความหมายของข้อมูลข่าวสารต่างๆบนสื่อ

ไฟล์ RM ถูกพัฒนาโดยบริษัท Real Network เพื่อนำไปใช้บนเว็บเพจและสามารถการรองรับการส่งไฟล์ข้อมูลในรูปแบบสตรีมมิ่งโดยใช้โปรแกรม Real Player ในการเปิดไฟล์ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรีจากเว็บไซต์ของ Real Network นอกจากนี้ยังนำไปใช้งานได้กับหลายแพล็ตฟอร์ม ได้แก่ Mac OS, Windows และ Linux

ไฟล์ H.261 ถูกพัฒนาโดย ITU-T ในปี ค.ศ. 1993 สำหรับใช้งานกับ Videotelephony และ Videoconferencing ผ่าน ISDN ด้วย Bit Rate ตั้งแต่ 64 ถึง 1920 Kbps ไฟล์ H.261 จะคล้ายกับไฟล์ MPEG-1 โดย Videoconference จะใช้ CIF (Common Intermediate Format) ส่วน Videotelephony จะใช้ QCIF (Quarter CIF) เพื่อเข้ารหัสสัญญาณ

ในปี ค.ศ. 1996 ได้มีการนำ H.261 มาปรับปรุงเป็น H.263 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความต้องการ Bit Rate ของแอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Videotelephony, Vedioconferencing และ Interactive Game เป็นต้น ถูกนำไปใช้งานทั้งบนเครือข่ายแบบไร้สาย และเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ โดยใช้ QCIF และ Sub – QCIF (S-QCIF) เข้ารหัสสัญญาณวีดีโอเช่นเดียวกับ H.261

ได้รับการพัฒนาโดย Intel นิยมนำไปใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถควบคุมการเล่นและการดาวน์โหลดข้อมูล เพื่อปรับให้เข้ากับแบนนด์วิดท์ช่องสัญญาณของเครือข่ายที่ต่างกัน นำไปใช้งานได้ทั้งแพล็ตฟอร์มของ Mac OS และ Windows

เป็นไฟล์ที่พัฒนาโดย SupermacInc แสดงข้อมูลวีดีโอขนาด 24 บิต ด้วยความละเอียด 320x240 พิกเซล จุดเด่น คือ สามารถทำงานกับซีพียูที่มีความเร็วต่ำได้ โดยสามารถนำไฟล์ไปใช้กับโปรแกรม QuickTime รวมทั้งบน Windows ได้ ในปัจจุบัน Cinepak ได้รับความนนิยมน้อยลง และไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติมแล้ว

สามารถนำไปเล่นกับโปรแกรม QuickTime ได้ โดยวีดีโอจะมีขนาด 24 บิต สามารถบันทึกวีดีโอลงบนซีดี หรือดาวน์โหลดวีดีโอผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับ Cinepak แต่มีขนาดไฟล์เล็กกว่า Cinepak ข้อเสียของไฟล์ชนิดนี้คือ ใช้เวลาในการบีบอัดข้อมูลมากและไม่สามารถแก้ไขไฟล์ได้

VDOLive เป็นไฟล์วีดีโอที่สามารถส่งข้อมูลในรูปแบบ Real Time ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Web Video) ได้พัฒนาโดย VDOnet Corporation โดยใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบสตรีมมิ่ง คือ สามารถเปิดและเล่นไฟล์แบบ Real Time ไปพร้อมกับการดาวน์โหลดข้อมูลได้ การส่งถ่ายข้อมูลแบบสตรีมมิ่งของ VDOLine จะแตกต่างจากกระบวนการดาวน์โหลดไฟล์ของ QuickTime ที่เรียกว่า “การดาวน์โหลดแบบต่อเนื่อง (Progressive Download)” ซึ่งสามารถเปิดไฟล์ที่ดาวน์โหลดเวลาใดก็ได้ แต่ไฟล์อาจจะหยุดดาวน์โหลดเมื่ออัตราข้อมูลสูงหรือเกิดปัญหาจากการเชื่อมต่อที่เซิร์ฟเวอร์ เพื่อลดการเชื่อมต่อมายังเซิร์ฟเวอร์ให้น้อยลง กาดาวน์โหลดแบบต่อเนื่องของ VDOLive เครื่องเซิร์ฟเวอร์จะแจ้งไปยัง  VDOPlay ของเครื่องไคลเอนต์ เพื่อกำหนดแบนด์วิธของแต่ละเฟรมที่สามารถรองรับได้ จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะส่งไฟล์ข้อมูลเพื่อเล่นไฟล์ในรูปแบบ Real Time

DivX เป็นไฟล์วีดีโอที่มีคุณภาพสูง ได้รับการพัฒนาโดย DivX Inc. (DivXNetworks Inc.) โดยจะบีบอัดไฟล์วีดีโอที่มีเซ็กเมนต์จำนวนมากให้มีขนาดไฟล์เล็กลงเพื่อจัดเก็บลงบน CD-ROM ได้ วีดีโอที่มีขนาด 7 GB สามารถบีบอัดข้อมูลให้เหลือเพียง 700 MB ไฟล์ชนิดนี้สามารถนำไปเล่นกับเครื่องเล่น DVD ที่รับรองได้

เป็นไฟล์ที่สามารถนำไปเล่นกับเครื่องเล่น DVD ที่รองรับไฟล์ MP4 หรือ DivX ได้ สำหรับการเล่นผ่านโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นต้องติดตั้ง XviD Decoder ก่อน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ดาวน์โหลดมาใช้งานฟรี

3ivx เป็นไฟล์วีดีโอที่ได้รับการพัฒนาโดย 3ivx Technology มีพื้นฐานมาจากไฟล์ MPEG-4 ซึ่งรองรับการส่งข้อมูลแบบสตรีมมิ่งได้ สามารถเล่นไฟล์ชนิดนี้ได้ด้วยโปรแกรม QuickTime รวมถึงนำไปใช้งานได้บนหลายแพล็ตฟอร์มทั้ง Windows และ Mac OS

FFmpeg เป็นโปรแกรมแบบ Open Source ที่สามารถบันทึก แปลงข้อมูล และส่งไฟล์เสียงหรือไฟล์วีดีโอในรูปแบบสตรีมมิ่งได้ มีพื้นฐานมาจากไฟล์ MPEG สามารถนำไปใช้งานบนแพล็ตฟอร์ม Linux และ Windows ได้ FFmpeg ประกอบด้วยคอมโพเนน์ต่างๆ ดังนี้

คอมโพเนนต์

อธิบาย

Ffmpeg

เป็น Command Line Tool สำหรับแปลงรูปแบบของไฟล์วิดีโอ

ffserver

เป็นโปรโตคอล HTTP สำหรับส่งข้อมูลมัลติมีเดียแบบสตรีมมิ่งจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์

ffplay

ใช้สำหรับเล่นไฟล์มัลติมีเดีย

Libavcode

เป็นไลบรารี่ (Library) ที่ประกอบด้วยตัวเข้าและถอดรหัสเสียงหรือวิดีโอของ ffmpeg

Libavformat

เป็นไลบรารี่ที่ใช้สำหรับส่งไฟล์เสียงหรือไฟล์วิดีโอที่ถูกนำไปใช้งานกับ ffplay

Ogg Theora เป็นไฟล์วิดีโอที่ได้รับการพัฒนาโดย Xiph Foundation ซึ่งสามารถส่งข้อมูลในรูปแบบสตรีมมิ่งได้ โดยสามารถเล่นไฟล์ชนิดนี้ได้กับโปรแกรมต่างๆ เช่น RealPlayer, เWindows Media Player Mplayer และ Xine

WMV เป็นไฟล์ที่สามารถรองรับการส่งข้อมูลแบบสตรีมมิ่งได้ พัฒนาโดย Microsoft ไฟล์ WMV เป็นส่วนหนึ่งของ Windows Media Framework โปรแกรมสำหรับเล่นไฟล์ชนิดนี้ ได้แก่ Mplayer บนแพล็ตฟอร์ม Linux และ Windows Media Player บนแพล็ตฟอร์มของ Windows และ Mac OS

สรุป

วิดีโอ (Video) จัดเป็นสื่อที่นิยมใช้กับงานด้านมัลติมีเดีย เนื่องจากสามารถแสดงผลได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปพร้อมๆ กัน ทำให้งานเกิดความน่าสนใจมากขึ้น โดยมีการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอ (Motion Video) ซึ่งเป็นการนำภาพ (Image) และเสียง (Audio) มาผสมผสานกัน ซึ่งประกอบด้วยเซตของภาพนิ่ง (Still Image) มาเรียงต่อกันในลักษณะเฟรม (Frame) แล้วแสดงผลอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วที่กำหนดไว้ โดยสามารถจัดเก็บและบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

 

เอกสารอ้างอิง

        ทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ (2552).เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology). กรุงเทพ:หจก.

                                 ไทยเจริญการพิมพ์.