ความสามัคคีจะเกิดขึ้นเมื่อมีศัตรูที่น่ากลัวปรากฏ มักไม่มีใครคิดถึงคนที่เหมาะสมกับครูเดชานน เพราะเจ้าชายคงต้องคู่กับเจ้าหญิง แต่ในโรงเรียนนี้ดูไปก็ไม่มีใครสมกับคำว่าเจ้าหญิงจนกระทั้งณภาพรณ์วนเวียนเข้าใกล้เดชานน ภาพของเจ้าหญิงที่คู่กับเจ้าชายจึงแวบเข้ามาแทงใจว่าพวกเธอกำลังเสียครูเดชานนไป
แม้แต่ครูบางคนยังแอบแสดงความยินดีกับครูหนุ่มในฐานะที่อาจจะได้เป็นหนูตกถังข้าวสาร นักเรียนได้ยินเข้าก็ลือกันไปอีกว่าครูเดชานนกับณภาพรณ์มีการหมั้นหมายกันเกิดขึ้น เพราะข่าวลือเพียงเล็กน้อยจะถูกขยายผลให้กลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพื่อให้ครูเดชานนเป็นไอดอลของทุกคนตามเดินความคิดหนึ่งจึงเกิดขึ้น
นักเรียนหญิงที่ชื่นชอบครูเดชานนเริ่มรวมหัวกันหาทางแกล้งณภาพรณ์ ที่นิยมที่สุดคือการเอาข้าวของเธอไปซ่อน สมุดหนังสือกระเป๋ารองเท้าแม้กระทั้งกิ๊ฟติดผมผ้าเช็ดหน้า
ปะวีราหงุดหงิดอึดอัด
เย็นวันศุกร์เมื่อมีโอกาสอยู่กันสองต่อสองเพราะเดชานนกับลิปิการ์มีธุระไม่สามารถร่วมกิจกรรมของกลุ่มการ์ตูนได้ปะวีราจึงค่อย ๆ พูดกับณภาพรณ์
“ฟ้าตอนนี้ห่าง ๆ กับณองหน่อยได้มั้ย พวกนั้นเล่นเลยเถิดจนจะกลายเป็นเรื่องสนุกไปแล้ว” ปะวีรากล่าวขณะกำลังตัดเส้นภาพการ์ตูนในคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ณภาพรณ์นั่งนิ่งอยู่หน้าเฟรมผ้าใบคล้ายจมหายไปในพื้นขาวที่ว่างเปล่า แม้ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาปะวีราก็มั่นใจว่าเพื่อนของเธอได้ยินแต่อาจต้องการเวลาในการคิด
“อืม...ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วกลายเป็นว่าใคร ๆ ก็กวนฉันและเอาไปพูดคุยลับหลังอย่างสนุกสนาน”
“ใช่แบบนั้นก็เลิกเถอะ”
“แต่ว่าเรื่องที่คนนั้นทำกับน้ามุกมันเป็นการวางแผนฆาตกรรมเลยไม่ใช่เหรอ”
“สิ่งที่ฟ้าต้องการคืออะไร”
“...ต้องการที่สุดคือให้คนแบบนั้นหายไป”
“จริง ๆ ฟ้าอาจจะแค่ไม่อยากให้คน ๆ นั้นยุ่งกับน้ามุกของเธอ”
“...ไม่ว่าจะเป็นใครฉันก็ว่ามันไม่ยุติธรรม” ณภาพรณ์กล่าวจบก็ลุกขึ้นเธอยกผ้าใบลงจากขาตั้งและนำเฟมกระดาษตั้งขึ้นแทน ปะวีราแม้มือกำลังทำงานแต่สมองกลับขบคิด เธอต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือความสุข อะไรคือความทุกข์
บางทีแม้จะโดนแกล้งโดนมองด้วยสายตาเกลียดชังแต่บางทีอาจจะเป็นความสุขของณภาพรณ์
ความรู้สึกของณภาพรณ์คือปกป้องสิ่งที่ตัวเองรักโดยไม่หวังอะไร ปะวีราวางมือจากงานหันมองเพื่อนสาวที่นั่งหน้าเฟรม มือขวายกแท่งเครยองจรดลงบนกระดาษ
“วาดรูปอะไรเหรอ”
“ยังคิดไม่ออก แค่อยากระบายอะไรดำ ๆ ลงบนกระดาษขาว ๆ มีไอเดียหรือเปล่า” ปะวีราเลิกคิ้วต่อคำถามนั้น มือกอดขาที่ชันไว้บนเก้าอี้ก่อนท้าวคางตัวเองลงบนหัวเข่า หลับตาอยู่วูบหนึ่งก็ผุดยิ้มบาง
“...วาดฟ้ากับฉันจูบกันให้ดูทีสิ”
“แบบไหนละหยอกล้อ ทักทาย ดูดดื่ม คนรัก” ปะวีราที่ตั้งใจหยอกคาดไม่ถึงกับปฏิกิริยาตอบโต้ที่ผิดคาด เพราะความที่อายุมากกว่าทำให้เธอรู้สึกว่าถ้าถอยจะเป็นเรื่องที่เสียหน้า
“จูบดูดดื่มหลังจากช่วงเวลาออกัสซั่มเป็นไง” คำท่าทายของปะวีราทำเอาเครยองที่จรดอยู่กับกระดาษหักกลางลงโดยที่ณภาพรณ์ไม่ตั้งใจ
เธอลดมือลงวางบนตักสีหน้าตึงเครียดจริงจังเริ่มทำให้ปะวีราคิดขอคืนคำพูด แต่สายไปแล้ว
“ตกลง แต่วีก็ต้องเขียนด้วย” ปะวีราร้องลั่นในใจ ดีที่ณภาพรณ์ไมได้หันมาสบตาเพราะความรู้สึกกระดากในคำพูดตัวเองทำให้ไม่กล้าสู้หน้า
“ตกลง ตะ..แต่ว่า จะวาด...กันจริง ๆ เหรอ” ปะวีราหวังว่าจะมีหนทางเปลี่ยนใจเพื่อนสาว ณภาพรณ์นั่งเงียบรอบข้างคล้ายมีหมอกทึบกดลงให้ชวนอึดอัด
“นั่นสิคงไม่ไหวเหมือนกัน เย็นมากแล้วพวกเราปิดห้องกลับบ้านกันเถอะ” ...
ปะวีราถามตัวเองเหมือนกันว่ากำลังทำอะไร เธอขยำกระดาษที่กำลังวาดอยู่ใบหน้าแดงก่ำถึงใบหูก่อนระบายลมหายใจและเริ่มร่างลายเส้นบนกระดาษแผ่นใหม่ แววตาสีหน้าอารมณ์ของณภาพรณ์ที่ลงเส้นในกระดาษทำเอาตัวเธอรู้สึกตื่นเต้นจนร้อนวาบ
ที่แย่ที่สุดคือไอ้จิตนาการณ์ในสมองที่โลดโผนเกินปรกติมีแต่สร้างคำถาม ทำไมเธอต้องมาตื่นเต้นกับสีหน้าเปี่ยมสุขของเพื่อนเธอ แล้วไอ้ความรู้สึกพึงพอใจนี่มันอะไรกัน
ปะวีราวางดินสอตบลงบนโต๊ะดังปังพร้อมลุกขึ้นปิดไฟนอนจับผ้านวมขึ้นคลุมโปง ไอดินกลิ่นฝนและลมเย็นกล่อมสมองที่อ่อนล้าให้งีบหลับลงไปโดยไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นการวิ่งเข้าหาสิ่งที่เธอพยายามหนี
ภายในห้องศิลปะที่ทุกอย่างฉาบไปด้วยสีขาวมีณภาพรณ์นั่งเปลือยกายอยู่บนเก้าอี้ไม้พนักผิงสูงมีแอ๊ปเปิลผลสีแดงสดขนากเท่ากำปั้นวางอยู่บนมือขวาที่ตั้งอยู่บนตัก ทิศตรงกันข้ามปะวีรากำลังใช้ดินสอขีดลงกระดาษบนแผ่นรองเขียนกว้างเท่าโต๊ะสีหน้าตั้งอกตั้งใจ
ปะวีราลุกขึ้นเดินเข้าไปหาณภาพรณ์ที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นปั้นก่อนคว้ามือหยิบแอ๊ปเปิลจากมือของร่างเปลือยที่เป็นแบบ ดวงตาของณภาพรณ์ขยับจับจ้องปะวีราด้วยแววตาห้ามปรามแต่นั้นกลับเพิ่มรอยยิ้มให้ประดับมุมปาก
เธอไร้ริมฝีปากด้วยปลายลิ้น อ้าปากใช้ฟันกัดลงไปบนผลแอ๊ปเปิลสุกที่แดงปลั่งดังกร๊อบ น้ำแอ๊ปเปิลไหลซึมให้สัมผัสเปรี้ยวหวาน กลิ่นหอมสดใหม่ชวนให้สูดประทับในความทรงจำ
ร่างที่เหมือนหุ่นปั้นเริ่มสั่นสะท้าน ณภาพรณ์ขยับตัวเกร็งสองมือจับแน่นบนพนักวางแขน ริมฝีปากเผยอสูดหายใจลึก คิ้วบางขมวดเหนือดวงตาอ้อนวอนที่ยากแก่การตีความบอกถึงความรู้สึกซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในร่างบาง ปะวีรายืนชมด้วยความสุขสมเธอออกแรงกัดทึ้งดึงชิ้นแอ๊ปเปิลออกจากผล ร่างของณภาพรณ์กระตุกวูบก่อนผ่อนคลายลง สูดลมหายใจหลับตาพริ้มขยับน้อย ๆ เป็นละลอกตามจังหวะเคี้ยว
รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมยังคงเย้ายวนแม้เคี้ยวหมดจนสิ้นซาก ปะวีราจะใช้ลิ้นเลียลงบนรอยกัดของแอ๊ปเปิลสัมผัสความชุ่มฉ่ำที่ซึมซาบผ่านเนื้อผลไม้ ณภาพรณ์ที่เปลือยเปล่าบนเก้าอี้หลับตาพริ้มสูดหายใจลึกอดทนต่อบางสิ่ง แต่ก็พยายามปรือเปลือกตามองปะวีราที่ยืนลิ้มชิมรสชาติแอ๊ปเปิลของเธอ
ปะวิรารู้สึกว่าช่างท้าทาย เธอเริ่มอ้าปากกัดอีกครั้งค่อย ๆ เพิ่งจังหวะความเร็วขึ้นเม็ดเหงื่อผุดขึ้นพราวตามร่างกายเปลือยของณภาพรณ์ ผิวขาวเปลี่ยนเป็นชมพูอ่อนตามความแรงของเลือดลมที่สูบฉีด เสียงแห่งความพอใจเริ่มไม่สามารถเก็บงำไว้ภายในล่ำคอ แต่ถึงจะหลุดลอดออกมาได้เธอก็ยกมือที่กำหงิกอย่างไร้รูปขึ้นมาปิดไว้ทันท่วงที
ปะวีรารู้สึกว่าณภาพรณ์ช่างน่ารัก แอ๊ปเปิลคำสุดท้ายกัดลงไปเหลือเพียงแก่นเด็กสาวบนเก้าอี้ไม้สีโรสวูทคล้ายหุ่นเชิดที่ไร้สายชักเอนหลังหอบหายใจเนื้อตัวยังคงสั่นเทาด้วยระลอยความสุขที่กระเพื่อมอยู่ภายใน ดวงตาเฝ้ามองมายังปะวีราส่งความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยรัก
ปะวีราเดินเข้ามาใกล้ณภาพรณ์ก่อนยื่นแอ๊ปเปิลของเธอให้กับเพื่อนสาว แต่แล้วตัวเธอก็ชะงัก สิ่งที่อยู่ในมือคือผลไม้สีคล้ำที่กำลังจะเน่า หนอนซอนไซฟอนเฟะโชยกลิ่นเหม็น
ปะวีรากรีดร้องทั้งน้ำตาขยี้มันแหลกคามือ...
ณภาพรณ์ในชุดคลุมนอนยาวเปิดประตูเดินสู่ระเบียงนอกห้องนอนของคฤหาสน์เพื่อสูดอากาศ เสียงฆ้องตีบอกเวลาหนึ่งครั้งจากนาฬิกาลูกตุ่มที่ดังก้องในคฤหาสน์บอกเธอให้ทราบว่าเวลาในตอนนี้คือหนึ่งนาฬิกา เด็กสาวเดินเท้าเปลือยไปบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ เดินพลางทอดสายตาแสนไกลไปยังแสงไฟที่สว่างอยู่ปลายสายตา
ฉับพลันใบหน้าร้อนวูบเมื่อคิดถึงความฝันที่ปลุกเธอให้สะดุ้งตื่นและทอดถอนใจอย่างท้อแท้ บางทฤษฎีว่าความฝันจะสะท้อนความปรารถนาในจิตใจ บางก็บอกว่าความฝันไม่ได้บอกอะไรเลยนอกจากแสดงให้เห็นความหมกมุ่น ซึ่งเธอลงความเห็นว่าควรจะปรามตัวเองลงบ้าง
ในเวลานั้นเธอก็สังเกตุเห็นน้าสาวของเธอเดินตัดสะพานข้ามสระบัวจากเรื่อนเล็กข้ามมาเรือนใหญ่ สภาพเหมือนกำลังรีบร้อนจะว่าออกไปดื่มกับเพื่อน ๆ ก็ดึกเกินไป ไม่ทราบว่าเพราะอะไรอยู่ ๆ น้ามุกของเธอก็เงยหน้าขึ้นเหมือนตั้งใจจะมองมายังห้องของเธอและเมื่อได้สบตาโดยบังเอิญ แววตาของน้าสาวปรากฏความลังเลใจ
น้ามุกของเธอหลบสายตารี่สืบเท้าเดินหายใต้ต้นสนใหญ่ เด็กสาวรู้สึกใจเสียอย่างประหลาดเธอรีบหันกลับเข้าห้องไปมุ่งตรงไปคว้าโทรศัพท์กดหมายเลขอย่างรวดเร็ว ผ่านไปหลายอึดใจกว่าสายจะถูกรับ
“น้ามุกจะไปไหนคะ”
“คนไข้ฉุกเฉินนะ ฟ้า...มีเวลาสิบนาทีถ้าจะไปกับน้า”
“อะไรคะ...”
“ปะวีราถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล เธอหายใจไม่ได้จนช็อกไป” โทรศัพท์ถูกตัดสายทันที จิตแพทย์สาววางโทรศํพท์ลงบนตัก ขมวดคิ้วระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด คิดว่าบางทีนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำทั้งในฐานะของหมอเจ้าของไข้ แต่เธออยากดึงให้หลานสาวของเธอได้เข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่ละเอียดอ่อนชัดเจนขึ้น
ปะวีราลืมตาขึ้นพบท่อน้ำเกลือเสียบอยู่กับท่อนแขนแผ่นหลังรู้สึกหนักอึ้งจนต้องขยับตัวลุกขึ้นนั่งกวาดตามองห้องพยาบาล เธอพอจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง ในเวลานั้นประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับการมาของจิตแพทย์สาวที่คุ้นหน้า
“อรุณสวัสดิ์วี” หมอมุกทักทายแต่ไกล ปะวีรายิ้มตอบ
“คิดว่าหนูไม่ต้องเดือนร้อนพี่มุกแล้วเสียอีก”
“พี่ก็อยากให้เป็นแบบนั้น” จิตแพทย์สาวเดินมาที่ข้างเตียงเริ่มการตรวจร่างกายทั่วไปโดยมีพยาบาลช่วยอย่างรวดเร็ว
“น่าจะแข็งแรงดีแล้วละ คุณพ่อเธอปฐมพยาบาลได้รวดเร็วตอนเธอหยุดหายใจเลยทำให้ไม่มีผลกระทบต่อสมอง” หมอมุกส่งสายตากับพยาบาลให้ออกไปนอกห้องก่อนที่เธอจะเลื่อนเก้าอี้มานั่งโดนรักษาระยะห่าง
“มีอะไรไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของวีเหรอ เพราะเท่าที่ทดสอบกันพี่ว่าวีน่าจะอดทนกับสิ่งที่เข้ามากระทบกระเทือนได้นะ” หมอมุกจ้องเด็กสาวดวงตาวาววับเตรียมใช้ความสามารถเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ
“ค่ะ...ทั้ง ๆ ที่คิดว่าถ้าพลาดท่าโดยข่มขืนขึ้นมาคงจะรักษาสติไว้ได้...” ภายในห้องถูกกดทับด้วยความมืดรอบตัวเด็กสาวแทบจะทันที
“พี่ก็เชื่อว่าวีเข็มแข็งขนาดนั้น” จิตแพทย์สาวยิ้มสลายความอึดอัด ปะวีราพยักหน้าช้า ๆ สูดหายใจลึกก่อนยิ้มตอบ
“ดอกไม้ที่หัวเตียงนี่...สวยดีนะคะ” ปะวีราผายมือไปยังพุ่มดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนที่แซมด้วยกุหลาบขาวที่เบ่งบานอย่างสวยงาม
“อ๋อ ณองมาเยี่ยมเมื่อตอนเย็น”
“แล้วดอกเยอบีร่าข้าง ๆ กันนั้นละคะ” ข้างแจกันดอกกุหลาบมีพุ่งดอกเยอบีร่าสีสด แดงเหลืองม่วงที่เติมสีสันให้กับห้องผู้ป่วยได้อย่างลงตัว
“ตัดมาจากสวนที่ปลูกในบ้าน ฟ้ามาเยี่ยมเธอตอนเช้า แต่ติดว่าต้องไปงานสมาคมแทนแม่ก็เลยต้องกลับไปก่อน...”
“ฟ้ารู้เรื่องของหนูหรือยังค่ะ”
“ยัง” จิตแพทย์สาวส่ายศีรษะ “จะว่าไปฟ้าก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเลย หรือว่าฟ้าเป็นต้นเหตุให้เธอเข้าโรงพยาบาล” จิตแพทย์สาวคิดไปไกล ปะวีรารีบส่ายศีรษะปฏิเสธคลี่ยิ้มบางประดับหวังให้หมอสาวคลายความกังวลลง
“ทั้งหมดเป็นเพราะหนูเอง หนูจะเล่าความฝันที่เกิดขึ้นให้ฟัง” แววตาของเด็กสาวกระจ่างชัดขึ้นมา หมอมุกจับด้ามปากกาเตรียมตัวจดบันทึก ปะวีราเล่าตั้งแต่เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องศิลปะจนกระทั้งเธอเขานอนจนถึงความฝันที่เกิดขึ้น
จิตแพทย์สาวนั่งนิ่งฟัง เธอไมได้เขียนบันทึกอะไรลงไปแม้แต่น้อยจนกระทั้งเล่าจบ แม้อยากจะเขียนคำว่าแอ๊ปเปิลแต่ความหดหู่ก็ทำเอาเธอไร้เรี่ยวแรง
“ขอโทษนะคะพี่คงรู้สึกไม่ดีที่หนูเอาหลานสาวของพี่ไปฝันอะไรแบบนั้น”
“ไม่วี พี่ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับเรื่องนั้น... พี่อาจจะแสดงสีหน้าแปลก ๆ มาในตอนท้าย แต่ตลอดมาพี่ก็ฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่เหรอ”
“ตอนท้าย...” เด็กสาวเงียบไป ภาพความสยอดสยองของแอ๊ปเปิลเน่าในมือย้อนกลับมาอีกครั้ง สีหน้าตกอยู่ในความหวาดกลัว หมอมุกรีบลุกขึ้นทิ้งปากกาและแผ่นชาร์ทบันทึกอาการไว้ที่เก้าอี้ เดินเข้าไปหาปะวีราที่นั่งอยู่ขอบเตียงสวมกอดเธอไว้ลูบศีรษะปลอบโยน
สำหรับเธอปะวีราก็คือเศษของแก้วเจียระไนแตกสลายที่เธอนำมาประกอบให้มีความสวยงามตามเดิมโดยเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันมันอาจจะแตกสลายอีกครั้ง แต่ไม่ว่ากี่ครั้งเธอก็จะซ่อมแซมมันกลับขึ้นมาเพราะปะวีราคือดวงใจของเดชานน...
ปะวีราโทรเรียกเดชานนมารับเธอกลับบ้านแทนพ่อแม่เนื่องจากต้องการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวให้เขาฟัง เดชานนขับรถพลางนั่งฟังอย่างเงียบงันก่อนตัดสินใจชวนไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารที่มีดนตรีสไตล์แจ๊สขับกล่อม สั่งของเบา ๆ มาทานกันและฟังเพลงปล่อยอารมณ์ไป โดยไม่พูดจาอะไรมากนัก
ปะวีราทราบดีว่าเดชานนเป็นห่วงเธอและเขาคงเลือกที่จะเว้นระยะห่างไปเฝ้าดูห่าง ๆ ปะวีราต้องการแสดงความเข้มแข็งของตัวเองให้เห็นโดยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เดชานนเมื่อฟังเรื่องราวจบแม้ภายนอกจะพยายามเป็นเขาตามปรกติแต่ก็อดใจหายไมได้เมื่อรู้สึกว่าปะวีรากำลังไม่ใช่ของเขา
“ณองกังวลอะไรอยู่ใช่หรือเปล่า” ปะวีราถามขึ้นเมื่อเห็นเดชานนไม่ค่อยพูดจา เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเปิดประตูรถให้กับปะวีรา
“อืม...รู้สึกเหมือนกำลังแพ้นะ” เดชานนปิดประตูอ้อมไปด้านหน้าวกมายังที่นั่งคนขับ
“หมายถึงแพ้ฟ้าเหรอ”
“เดี๋ยวจะเข้าใจผิดนี่ฉันไม่ได้พูดเรียกร้องความเห็นใจนะ ก็แค่รู้สึกว่าแพ้แล้วจริง ๆ” เดชานนเสียบกุญแจรถสตาร์ทเครื่องยนต์เคลื่อนรถออกไปสู่ถนนใหญ่
“ฉันว่าฉันคงมีความรักไม่ได้หรอก ก็อย่างในความฝันฉันเป็นแอ๊ปเปิลเน่า”
“ไม่หรอก สำหรับฉัน...เธอเป็นแอ๊ปเปิลทองคำ” ชายหนุ่มมองไปบนถนนด้วยแววตาที่ซื่อตรง
“หน้าด้านพูดได้ไม่อายเลย” ปะวีรามองเดชานนอย่างอ่อนโยน
“หมายความว่า...กินไม่ได้เพราะฟันจะหักหรอก” เขาตั้งใจหยอดมุกตลกให้บรรยากาศดีขึ้น
“นั้นสินะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาณองก็เอาแอ๊ปเปิลเน่าอย่างฉันไปชุบทองแล้วก็ตั้งบนหิ่งสูงคอยบูชาจนแอ๊ปเปิลเน่าอย่างฉันรู้สึกมีค่าขึ้นมา” มือขวาของเดชานนกำพวงมาลัยแน่นโดนไม่รู้ตัว ชายหนุ่มระบายลมหายใจช้า ๆ
“พอแล้ววีฉันรู้แล้วว่าเธอเข้มแข็ง ฉันเชื่อใจเธอ ฉันไม่หนีไปไหนหรอกต่อให้เกิดเรื่องรายแรงขนาดไหนขึ้นก็ตาม” คำพูดของเดชานนมีผลโดยทันที ปะวีราเงียบลงไปเอนตัวพิงพนักเหมือนตุ๊กตายัดนุ่นที่ไม่สามารถขยับแขนขา
“แต่ว่าแอ๊ปเปิลเน่าไม่มีใครต้องการ...” คำพูดของปะวีราทำให้เดชานนแตะเบรคแนบรถกับข้างทางก่อนปลดเกียรว่างไว้ ปุ่มกระพิบไฟเหลืองท้ายรถถูกกระแทกอย่างไม่สามารถระงับอารมณ์ ดวงตาของชายหนุ่มรี่ลงคิ้วขมวดเกร็งด้วยความเครียดขณะกำพวงมาลัยแน่น ปะวีรากำลังบ่นอะไรบางอย่างงึมงำในลำคอ เดชานนจับโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนค้างไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของหมอมุกก่อนตัดสินใจโยนมือถือไปยังเบาะหลังอย่างไม่ใยดี
เขาเคลื่อนรถออกจากข้างทางหักซ้ายก่อนเข้าสู่โรงแรมม่านรูด พนักงานหน้าทางเข้ารีบฉายไฟส่งสัญญาณ พนักงานอีกคนกระโดดเข้าขวางหน้ารถให้ชะลอความเร็วลงฉายไฟไปยังเป้าหมายพร้อมวิ่งไปรูดม่านพลาสติกสีทึบเปิดออก เดชานนเคลื่อนรถเข้าซองม่านด้านทางเข้าปิดลงอย่างรวดเร็ว
เดชานนอุ้มปะวีราออกมาจากรถเธอมองการกระทำของเดชานนโดยไม่เปิดปากอะไรกระทั้งถูกวางลงบนเตียงขนาดใหญ่
“ณอง...” เธอกล่าวขึ้นมาน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยากก่อนก้มหน้าเงียบลงไป เดชานนไม่สนใจเสียงนั้นเขากลับเดินไปยังโทรศัพท์ข้างเตียงรีบรับสายทันทีเมื่อมันดังขึ้นเพื่อนตกลงการใช้บริการและวางหูลง เมื่อหันมาก็พบว่าปะวีรากำลังถอดชุดกระโปรงของเธอออกเหลือเพียงชุดชั้นในสีขาว แม้เหมือนคนเมายาไม่ได้สติ แต่ลักษณะของเธอยังมีความกระดากต่อสายตาของเดชานน
ความรู้สึกที่ต้องก้าวข้ามผลักดันเธอให้สละอาภรสองชิ้นสุดท้ายและถอดแว่นของตัวเองออก เดชานนเดินเข้าไปรับแว่นมาก่อนสวมกลับคืนให้กับเธอ
“ฉันชอบสาวแว่นมากกว่า” เดชานนยิ้ม ความตึงเครียดที่แทบขาดผึงของปะวีราลดลงเป็นหย่อนยาน ใบหน้ารู้สึกร้อนวูบขึ้นมาจนต้องเบื้อนใบหน้าก้มหนีพร้อมพยายามใช้แขนหนีบตัวไว้ปกปิดเรือนร่างเท่าที่ทำได้
“เดี๋ยวฉันจะถอดเสื้อนนะ หรี่ไฟหน่อยแล้วกันสว่างแบบนี้เขินพิกล” เขายิ้มทะเล้นเดินไปหรี่ไฟบริเวณสวิทซ์หัวเตียงเหลือความสว่างของทั้งห้องเพียงแสงจันทร์ในคืนเดือนหงาย
“ดะ..ดูชำนานจัง...นะ” น้ำเสียงของปะวีราสั่นเครือตะกุกตะกักจนน่าอาย หูได้แต่ฟังเสียงเสื้อผ้าของเดชาที่กำลังถอดออกทีละชิ้น
“บอกไว้ก่อนเลยนะว่ามันไม่ใช่รสนิยมฉันเลยที่จะพาผู้หญิงเข้าม่านรูดแบบนี้” เสียงเดชานนดังมาจากด้านหลัง กว่าจะรู้ตัวปะวีราก็ถูกเดชานนรวบร่างนอนลงบนเตียง เธอล้มลงบนแขนของเข้าโดยมีฝ่ามือใหญ่รองรับ
แม้จะดูว่าเดชานนเป็นคนสูงสำอางหุ่นดูบอบบางแต่ปะวีราก็สัมผัสได้ว่าว่าแผ่นหลังของเธอสัมผัสกับกล้ามเนื้อที่บึกบึนและมั่นคงแขนของเดชานนมืโอบกอดเธอไว้มือใหญ่เลื่อนลงไปสู่หน้าท้องค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงสู่ท้องน้อยและหยุดนิ่งลงคล้ายถ่ายทอดความอบอุ่นซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย
ปะวีราน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายเธอก็ไม่เป็นที่ต้องการ เดชานนเพียงแค่ปลอบใจเธอให้สงบลง ไหล่ที่สั่นไหวของเด็กสาวบอกสิ่งที่เกิดขึ้นได้แม้ว่าเธอจะไม่ส่งเสียงสะอื้นไห้ เดชานนแนบจมูกและริมฝีปากลงบนกระหม่อของปะวีราสูดหายใจ
“ฉันไมได้สระผมมาจะสองวันแล้วนะ”
“ใช่น้ำก็ไม่ได้อาบ” เดชานนเสริม
“แต่พยาบาลมาเช็ดตัวให้แล้ว”
“หอมดีไม่เป็นไร”
“บ้าบอที่สุด” ปะวีราบ่นพร้อมเสียงสะอื้น
“ฟังนะวี รสนิยมของฉันไม่ใช่พาผู้หญิงเข้าโรงแรมแบบนี้ มันควรจะเป็นห้องกระจกที่มองเห็นทั้งเมืองในตอนกลางคืน เปิดเพลงที่โรแมนติก กลิ่นหอมก็ควรจะเป็นดอกไม้จากธรรมชาติไม่ใช่น้ำยาปรับอากาศแบบแกลอน”
“ถึงจะเป็นทีวิเศษขนาดไหนณองก็ได้แต่นอนกอดฉันแบบนี้เท่านั้นไม่ใช่เหรอ แล้ว...มันจะมีประโยชน์อะไร”
“ก็เพราะวีแค่คิดจะใช้ฉันเพื่อก้าวข้ามไปเท่านั้น เธอต้องการยืนยันว่าตัวเองเข้มแข็งแล้ว ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ในจิตใต้สำนึกเธอยังคิดว่าตัวเองมีบาดแผล ฉันรักวีนะถ้าจะเป็นเจ้าของวีฉันต้องเชื่อให้ได้ก่อนว่าเธอก็รักฉันจริง ๆ ถ้าเป็นตอนนั้นเธอคงจะลืมบาดแผลที่เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของจิตใจและมันก็ควบคุมไม่ได้ทุกอย่างต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป”
“ฉันอยากมีความรักณอง” ปะวีราร้องไห้โฮออกมาเดชานนกระซับอ้อมแขนบีบเข้ามาแทนการพูดว่าเขาจะปกป้องเธอ...
ปะวีราเดินเปลือยกายบิดวาวล์น้ำเย็นไปจนสุด สายน้ำจากฝักบัวพุ่งกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บ เธอสะบัดคอเล็กน้อยระบายลมหายใจจากปากและจมูกก่อนก้มหน้าลงเพื่อสูดหายใจ
เธอเงยหน้าขึ้นใช้ใบหน้ารับสายน้ำอีกครั้ง สลับกันไปมาแบบนี้เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงบิดวาวล์น้ำปิดลงยืนนิ่ง ปล่อยหยดน้ำไล้ผ่านเส้นผมและผิวกายลื่นไหลหยดลง เคลื่อนหน้าผากติดกำแพงพร้อมหลับตา
ในบางเวลาก็รู้สึกสับสนตัวเองว่าพยายามมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ความแรงของสายน้ำปะทะใบหน้าเจ็บจนทำให้รู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกที่ศีรษะดันกับกำแพงก็ทำให้รู้สึกว่าเธอยังไม่ตาย แต่หากปล่อยวางยืนอยู่เฉย ๆ อะไรละที่ทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตอยู่
น้ำจากฝักบัวไหลรวมตัวกันเป็นหยดใหญ่และตกลงกระทบบนแผ่นหลัง ปะวีราลืมตาขึ้นสูดหายใจให้ลึกที่สุดเพื่อเปล่งเสียงร้องตะโกนในห้องน้ำ เธอหายใจลึก ๆ อีกครั้งก่อนหลับตาลง
“ถ้าไม่เกิดเรื่องนั้นก็ดีสิ” เด็กสาวกล่าวเสียงก้องสะท้อนอยู่ภายในห้องน้ำ ชายหนุ่มที่ยืนพิงประตูอยู่ด้านนอกใบหน้าหน้าเศร้าหมองลง เขาส่ายศีรษะช้า ๆ ครู่หนึ่งก็ผุดรอยยิ้มคล้ายหัวเราะเยาะตัวเอง
“เราวาดอนาคตที่สวยงามเสมอละ แต่ความเจ็บปวดมันทำให้เรารู้สึกมีชีวิตนะ”
“ฉันไม่ต้องการ ไม่มีใครต้องการ”
“งั้นก็ให้ฉันแบกสักครึ่งเป็นไง”
“...ไม่ต้องมาทำเท่ห์หรอก อย่าลืมว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว ดังนั้นทุกเรื่องมันมีขอบเขตของมัน” เดชานนเบ้ปากถอนหายใจยาว
“ฉันเข้าใจว่าเธอชอบแบกปัญหาไว้คนเดียวแล้วก็จมมันอยู่ตรงนั้นโดยไม่คิดจะเดินต่อ”
“นี่ขนาดเข้าใจนะ...” เธอส่งเสียงกลั้วหัวเราะหนึ่งประชดประชันหนึ่งภูมิใจ
“ดังนั้นไม่ว่าจะชอบไม่ชอบสิ่งที่ฉันทำได้ก็คงพาเธอที่แบกปัญหาไว้อุ้มไปข้างหน้า” เสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออกเดชานนดีดตัวขึ้นยืนหลังตรง สองมือสอดเข้ากระเป๋ากางเกง
“เดี๋ยวฉันไปรออยู่ข้างนอกเธอก็แต่งตัวให้เร็วแล้วกันฉันโทรกลับไปแล้วดูเหมือนพ่อแม่เธอกำลังเป็นห่วง”
“ณอง” ปะวีราเรียกให้ชายหนุ่มหันมาตามต้นเสียง เธอยื่นผ้าเช็ดตัวให้กับเขาเดินพาร่างเปลือยที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นสบูผ่านไปยังชุดเสื้อผ้าที่พับอยู่บนเตียง เดชานนคว้าผ้าขนหนูไว้ สองมือจับผ้าเช็ดศีรษะของเธอก่อนไล่ไล้เช็ดหยดน้ำตามร่างกายแขนขาจากด้านหลัง สัมผัสเธออย่างระวังนุ่มนวลและละเอียดอ่อนเสมือนเธอเป็นเครื่องแก้วชิ้นงาม บางทีเธอรู้สึกว่าในอีกมุมหนึ่งเธออาจจะเป็นเครื่องแก้วที่แตกหักใครก็ตามที่พยายามดูแลรักษาย่อมกลัวอันตรายหยิบจับแตะต้องอย่างระวังตัวเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลกับตนเอง
ณภาพรณ์ในชุดคลุมนอนรวมผมยาวของเธอขึ้นมัดม้วนไว้เสียบด้วยปิ่นไม้ปักผม คว้าซองกระดาษสีน้ำตาลจากโต๊ะหนังสือขึ้นมาแก้เชือกที่พันเทปปิดปากซองไว้ดึนแฟ้มเอกสารภายในออกมา ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ปะวีรา พี เขียนอยู่หน้าแฟ้มด้วยปากกาเคมีสีดำเข้ม
ณภาพรณ์เลื่อนเก้าอี้ออกมาเปิดโคมไฟอ่านหนังสือและเปิดแฟ้มออก สิ่งแรกที่พบคือรูปของปะวีราถ่ายรูปรวมกับเพื่อนผู้หญิง ๕ คนที่แตกต่างเชื้อชาติกัน ผิวขาวสองผิวเหลืองสองคนและผิวสีอีกหนึ่งคน
ณภาพรณ์เดาว่าเป็นรูปสมัยที่เธอไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเมื่อสามปีที่แล้วก่อนไล่อ่านข้อมูลภายในเอกสาร มีเรื่องของโรงเรียนการย้ายไปเป็นนักเรียนที่อเมริกา จนกระทั้งเข้ากลุ่มและมีเพื่อนสนิท ๕ คนทั้งหมดชอบการ์ตูนและอนิเมชั่น
ในเอกสารระบุไว้ว่าจุดนี้อาจจะทำให้ปะวีราได้รู้จักกันเดชานนที่อยู่ในฝรั่งเศส ณภาพรณ์ไล่นิ้วข้ามเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปสะดุดที่ ณภาพรณ์กับเพื่อนไปเที่ยวฝรั่งเศสในช่วงหยุดยาวเมื่อกลับมาไม่นาน เพื่อนทุกคนก็ถูกฆาตกรรมโดยมีเธอรอดชีวิตเพียงคนเดียวจากฆาตกรที่เรียกตัวเองว่า ‘วาจินาล’
หน้าต่อไปมีรูปของชายหน้าตาคมคายดวงตาสีฟ้าผมสีบลอนด์ ปากกาสีดำเส้นเล็กตวัดตัวเขียนภาษาอังกฤษว่า วาจินาลเมอร์เดอร์เลอร์ ( Vagina Murderer ) ณภาพรณ์ลองไล่สายตาได้เค้าว่าเป็นรายละเอียกในการฆาตกรรมก็รู้สึกว่าน่ากลัวเกินจะอ่านต่อ ใต้รูปของฆาตกรมีรูปซ้อนอยู่สองใบ ณภาพรณ์รวบรวมกำลังใจในการเลื่อนมันออกมาดู พบว่าเป็นแท่งยาวสีเงินขนาดไม่ถึงฟุตตั้งอยู่บนโต๊ะคล้ายกับท่อบางอย่างก็พยายามพิจารณาว่ามันคืออะไร ภาพเมื่อเลื่อนออกมาเล็กน้อยก็พบว่าเป็นขอบโต๊ะเหมือนกับภาพด้านบนเธอก็สลับมันว่าไว้ด้านบน
พบว่าท่อนเหล็กในรูปก่อนหน้านี้มีหนามแหลมยาวแทงออกมาโดยรอบตลอดความยาว เด็กสาวเบิกตากว้างโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกเย็นยะเยือกคล้ายลิ้มตอกเข้าไปในอกทะลุหัวใจแทบจะหยุดเต้น ทบทวนความหมายของคำว่าวาจินาลเมอร์เดอร์เลอร์ ลมร้อนคล้ายตีขึ้นจากช่วงท้องสู่ลำคอ
“ไอ้สัตว์”
ณภาพรณ์ลุกขึ้นน้ำตาไหลพรากหยดเป็นเม็ดโดยไม่รู้ตัว มือเท้าเย็นเฉียบแทบไร้ความรู้สึกจนไม่คิดว่าตัวเองจะทรงตัวอยู่ได้ เธอรีบคว้าเก้าอี้จับยกขึ้นทุ่มลงไปบนรูปฆาตกรในแฟ้มกระแทกกับโต๊ะดังโครมใหญ่ เด็กสาวโค้มตัวจับพนักพิงยกเก้าอี้ขึ้นอีกครั้งและฟาดลงไป เก้าอี้แตกกระเด็นทะลุหน้าต่างแตกดัง เพล้ง ! กระทบโคมไฟล้มลง เด็กสาวไม่สนใจ จับสิ่งที่อยู่ในมือฟากต่ออย่างเต็มแรง สบถคำหยาบตะโกนสุดเสียง ฟาดเข้าไปเสมือนว่าฆาตกรอยู่ตรงหน้าทุบมันเพื่อให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่สะเทือนกลับเข้ามา...
ณภาพรณ์มองสองมือที่ถูกพันผ้าไว้คล้ายถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เบื้องหน้าเป็นน้าสาวของเธอนั่งจับตามองอยู่ เสียงนกกระจอกบนระเบียงส่งเสียงดันแว่วเข้ามาทำให้เด็กสาวหันท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง
“เช้าแล้ว” ณภาพรณ์กล่าวก่อนมองหน้าสาวของเธอซึ่งยิ้มให้
“จ้ะ” จิตแพทย์สาวอยู่ในชุดคลุมนอนนั่งพับเพียบ “ฟ้าต้องเตรียมตัวไปโรงเรียนแล้วละ น้าเองก็ต้องไปทำงาน”
“...ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าช้า ๆ ตอบรับก่อนก้มหน้าลงไปดูเอกสารหลายแผ่นที่ฉีกขาดและเธอพยายามประกอบกลับมาเพื่อให้สามารถอ่านได้ แต่ละแผ่นมีคราบเลือดเป็นรอยนิ้วมือป้ายเปรอะจนน่าหวาดเสียว
“ครูเดชานนเป็นคนฆ่าฆาตกรหรือเปล่าค่ะน้ามุก” เด็กสาวกล่าวน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง จิตแพทย์สาวนิ่งเงียบเธอมองหลานสาวของตน
“ฟ้าเงยหน้าก่อน”
“ค่ะ” เธอปฏิบัติตามอย่าว่าง่ายหน้ากากของเธอแตกสลายเหลือเพียงใบหน้าเปลือยสะท้อนอารมณ์เศร้าผ่านแววตา น้าสาวยื่นมือสัมผัสแก้มของหลานสาวยิ้มให้กำลังใจ
“มีพยานบอกเพียงว่าเป็นชายผิวเหลืองพุ่งเอาปืนพกจ่อศีรษะฆาตกรและยิงในระยะประชิดตัวหน้าศาล หลังจากคณะลูกขุนลงความเห็นว่าฆาตกรเป็นพวกวิกลจริต ความวุ่นวายทำให้มือสังหารหนีไปได้ ถึงมีความเป็นไปได้ที่ญาติของผู้ตายคนอื่นอาจจะโกรธแค้น แต่...เดชานนก็เป็นผู้ชายที่สามารถทำแบบนั้นได้...น้าเชื่อว่าเขาทำ”
“น้ามุกเคยถามเขาหรือเปล่าคะ”
“ไม่แต่ก็...สาแก่ใจถึงมันจะยังน้อยเกินไปก็เถอะ” น้าสาวยิ้มสำทับคำพูด “อยากถามเรื่องอะไรน้าอีกก็ได้นะแต่ถ้าเป็นเรื่องของปะวีราน้าอยากให้ฟ้าไปถามเธอด้วยตัวเอง”
“...ไม่ใช่ตอกย้ำเธอหรือคะ” เด็กสาวเอียงคอเล็กน้อยหรี่ตาลงพยายามระงับความรู้สึกพุ่งพล่านน้ำเสียงส่งสัญญาณเหมือนอารมณ์กำลังระเบิดออก “นี่มันเลวร้ายมากนะคะ” น้าสาวส่ายศีรษะ
“ถ้าปะวีรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่แกล้งทำก็แสดงว่าเธอแข็งแกรงขึ้น โดยเฉพาะการที่ปะวีราเข้าโรงพยาบาลในครั้งหลังสุดนี่...ส่วนหนึ่งก็เพราะฟ้านะ”
“เพราะหนู” ...
เดชานนนั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะโรงอาหารมีโจ๊กร้อน ๆ กับหมี่กรอบโรยหน้าพร้อมไข่ลวกตอกน่ารับประทาน ทางด้านตรงกันข้ามปะวีรานั่งกำลังคนโจ๊กในชามก่อนตักขึ้นมาเป่าลมหวังให้เย็นลงบ้างสักเล็กน้อยก่อนเอาเข้าปาก ณภาพรณ์ที่ยืนอยู่ตัดสินใจเดินข้ามม้านั่งยาวรวบกระโปรงหย่อนตัวลง
“กินโจ๊กมั้ย” ปะวีราไม่ถามเปล่าจับชามก๋วยเตี๋ยววางตรงหน้าแกะยางรัดถุงพลาสติกเทโจ๊กลงชามรูดจนหยดสุดท้ายก่อนคว้าไข่ลวกมาตอกใส่อย่างสวยงาม “มือไปโดนอะไรมานะฟ้าสองข้างเลย” ปะวีราเห็นลักษณะการพันแผลแบบทั้งมืดจรดปลายนิ้วแล้วรู้สึกแปลกจนไม่สามารถวางใจมองข้างได้ เดชานนเองก็เหลือบตามามอง พับหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ปิดลงวางบนโต๊ะ
“โดนน้ำร้อนลวกมาเหรอ”
“เปล่าค่ะ เป็นแผลนิดหน่อยแต่น้ามุกจงใจพันทั้งมือ” ณภาพรณ์มองสองมือของตัวเองรอยแตกของฝ่ามือตอนใช้เก้าอี้หวดกับโต๊ะมองเห็นได้ชัดในสายตาเธอ
“ระวังมือของตัวเองหน่อยสิ มือสวย ๆ แถมวาดรูปก็เก่งน่าเสียดายออก”
“จะ แล้ววีแข็งแรงดีแล้วเหรอ”
“อืม...ร่างกายฉันปรกติดีอยู่แล้ว ที่เข้าโรงพยาบาลเพราะปัญหาทางจิตเภท”
“วี” เดชานนกล่าวเสียงเข้มเตือนสติ
“น้าสาวเธอไม่เคยบอกเหรอฟ้า หรือว่าเธอแกล้งทำเป็นไม่รู้”
“น้ามุกไม่ยอมบอก พูดแต่ว่าถ้าอยากรู้ให้ถามวีด้วยตัวเอง”
“เหรอ” ปะวีรากล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ ณพาภรณ์จับช้อนตักโจ๊กหมูสับรับประทาน
“อร่อยจัง” เธอเหลือบตามองปะวีรา เพื่อนของเธอนั่งรับประทานเงียบ ๆ โดยไม่มีปฏิกิริยาอะไร เดชานนที่นั่งอยูนิ่ง ๆ ขยับตัวเล็กน้อยหันมองทางณภาพรณ์
“แวะซื้อที่ตลาดแถวบ้านนะคนรอซื้อเยอะเชียวละ อร่อยแน่นอนอยู่แล้ว”
“อ๋อ...ค่ะ” เด็กสาวก้มหน้าค่อย ๆ รับประทาน...
ตอนบ่ายปะวีรามาชวนณภาพรณ์ไปทานข้าวด้วยกันพร้อมกับกลุ่มเพื่อน เพราะว่าเดชานนไม่อยู่ ณภาพรณ์พยักหน้ารับลุกขึ้นเดินไปกับปะวีรา พอได้จังหวะก็เอียงกระซิบข้างหู
“วีหึงหรือเปล่าเรื่องครูเดชานน” เด็กสาวผมหางม้าหันควับมองสีหน้าเพื่อนเธอแทบจะทันที แต่เมื่อพบกับท่าทางลำบากใจของณภาพรณ์ทำเอาปะวีรารู้สึกขบขันมากกว่าที่จะตึงเครียดไปกับคำถาม
“ฉันไม่เคยเห็นฟ้าทำหน้าตาแบบนี้เลยนะ”
“อืม...ฉันเหนื่อยเกิดกว่าจะปั้นหน้าหรือทำอะไรที่ซับซ่อนเพื่อถามความรู้สึกของวีแล้ว”
“งันเธอหมายความว่าฉันหึงใคร”
“หะ ควรจะ...หึงครูเดชานน” ณภาพรณ์ก้มหน้าก้มตาตอบก่อนระบายลมหายใจทิ้งและหันไปทางเพื่อนสาวของเธอเพื่ออธิบายเพิ่มเติม แต่กลับพบปะวีรายิ้มรออยู่จึงต้องสงบคำ
“ฉันหึงทั้งคู่ละ” ทำตอบเหมือนสายฟ้าผ่ากลางใจ “บางที่ฉันอาจจะเป็นไบเซ็กชวลเจ๋งมะ” สำหรับปะวีรากลายเป็นเรื่องขบขันแต่ณพาภรณ์กลับรู้สึกความเจ็บปวดแปลก ๆ จากรอยยิ้มนั้น
“วีคงอยากให้ฉันหยุดเรื่องที่กำลังทำอยู่”
“เลิกเถอะ”
“แต่ฉันยังไม่ได้คำตอบว่าใครเป็นคนแกล้งเธอรวมถึงเรื่องท่อน้ำมันเบรครถน้ามุก”
“ถ้าฟ้ารู้แล้ว...ฟ้าจะทำอะไร” เป็นคำถามที่นำความเงียบเข้ามา ณภาพรณ์มีข้ออ้างดี ๆ มากมาย เช่นรู้แล้วจะได้ห้ามปรามได้ก่อนเรื่องร้าย ๆ จะเกิดขึ้นแต่หากมองความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดความรู้สึกอิจฉาริษายาเพียงแค่การใช้คำพูด
“ก็ระวังตัวไว้ถ้ายายนั้นพลาดเมื่อไรฉันจะได้รวบรวมหลักฐานแล้วก็จัดการ...”
“ยังไง”
“ก็ฟ้องครู” ณภาพรณ์สรุปแม้ทราบว่ามันไม่ได้เรื่อง
“แล้วเรื่องจะจบเหรอ หรือฟ้ามีแผนอะไรไว้ในใจ” ปะวีราหยุดเดินขึงริมฝีปากเป็นเส้นตรง แววตาตึงเครียดไม่เหลือเค้าขี้เล่นอย่างก่อนหน้านี้
“ไม่รู้สิ ตลกจังพอโดนจี้เข้าแบบนี้ก็ตอบอะไรไม่ได้ ฉันไม่มีแผนอะไรหรอก” ณภาพรณ์หยุดยืนหน้าเพื่อนสาว
“สรุปง่าย ๆ ฉันขอร้องฟ้าได้มั้ย” เด็กสาวผมหางมาพิงหลังกับเสาระเบียงผ่อนคลายท่าทีลง
“ก็...ได้แต่เธอควรมีเหตุผลดี ๆ ให้ฉัน”
“เพราะ...ฟ้าชอบฉัน ฉันขอร้อง นี่ไม่พออีกเหรอ” คำตอบของปะวีราทำเอาณภาพรณ์ยืนตัวชาปากขยับกล่าวอะไรไม่ออกนอกจากพยักหน้า
“หมายความว่า...”
“ก็ได้วี ฉันจะหาวิธีอื่น...”
“ฉันหมายถึงเรื่องที่ฟ้าชอบฉัน จริง ๆ เหรอ” ณพาภรณ์เม้มริมฝีปากพยักหน้า เธอหลบสายตาก้มหน้าลง ผิวขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ายกับเหล็กที่ถูกเผาหายใจไม่เป็นจังหวะ
“เธอต้องการอะไรจากฉันเหรอฟ้า” น้ำเสียงของปะวีรากลับตึงเครียดไม่ธรรมดา ณภาพรณ์เงยหน้ามองอย่างน้อยเธอต้องการรู้ว่าเพื่อของเธอไม่ได้ทำหน้ารังเกียจหรือกำลังโกรธเธอจากน้ำเสียงแบบนั้น
“ต้องการ ? ไม่ คือ...อย่างน้อยที่สุดก็อยากเป็นเพื่อนกับฟ้า...”
“อยากมีเซ็กซ์กับฉันหรือเปล่า” คำถามชวนสับสน ณภาพรณ์ยืนนิ่งสีหน้าคล้ายตำหนิเพื่อนของเธอ เด็กสาวผมหางม้าไม่สนใจเธอต้องการคำตอบ แววตาเหมือนเด็กดื้อขอเหตุผลที่ตัวเองไม่คิดจะยอมรับ
“เปลี่ยนที่คุยเถอะ” ณภาพรณ์ส่งสายตาไปยังห้องที่ตั้งอยู่บริเวณบันได้ขึ้นลงตึก สาวเท้าตรงไปจับลูกบิดหมุดดึงประตูเปิดออก ปะวีราติดตามเข้าไปติด ๆ หลายสิ่งต่างกับที่เธอคิดไว้ ภายในนี้มืดสนิทหากไมได้แสงจากภายนอกคงไม่สามารถมองเห็นชั้นเอกสารที่วางเรียงอันกันอย่างหนาแน่น สภาพอากาศที่เย็นผิดปรกติทำให้เธอรู้สึกว่าที่นี่ไม่น่าไว้วางใจอย่างประหลาด
“ปิดประตูด้วย” ณภาพรณ์ออกคำสั่ง เมื่อดึงประตูเข้ามาความมืดก็กลืนกินทุกอย่า ปะวีรายืนนิ่งหัวใจเต้นตึกตักก่อนที่แสงจากมุมห้องจะสาดเข้ามา
ณภาพรณ์เปิดหน้าต่างออก กระโดดขึ้นนั่งบนโต๊ะแบบเดียวกับในห้องเรียน ฝ่ามือผายเชิญเพื่อนของเธอบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม
ปะวีราเดินแทรกตัวเข้าไปในซอกของชั้นวางเอกสารจนไปถึงหน้าต่างที่เปิดให้แสงสว่างส่องเข้ามา รวบกระโปรงยกสะโพกขึ้นนั่ง เมื่อหันหน้าออกไปมองภายนอกก็เห็นลานหน้าเสาธงและสนามกีฬาที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ณภาพรณ์มองตามลงไป
“อารมณ์เหมือนดูปลาคาร์ฟในบ่อว่ามั้ย”
“บ้านฉันมีแต่ปลาทองในตู้กระจกเล็ก ๆ” ทั้งคู่หันมาสบตากัน
“เมื่อก่อนฉันชอบมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว เดิมทีมันเป็นห้องเก็บแผนการสอน อะไรที่เขาไม่ต้องการก็จะมาสุมในห้องนี้แล้วก็ไม่มีใครมาสนใจเพราะมันอยู่ห่างไกลจากห้องพักครูตั้งหลายชั้น” ณภาพรณ์พูดมาก ปะวีรามองแล้วเหมือนเธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงเธอจึงเฝ้ามองอย่างเงียบงันรอเวลาที่เพื่อนของเธอจะพร้อมไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม
“เรื่องเซ็ก อา...ฉันหมายถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์”
“อืม”
“จะบอกว่าไม่เคยคิดก็โกหก แต่ฉัน...ไม่นึกว่ามันจะถูกใช้เป็นคำถาม...” ณภาพรณ์หยุดเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย ในขณะที่ปะวีรารู้สึกว่าอากาศในห้องเย็นเยือกจับขั่วหัวใจ “ฉันเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าจะสามารถฉีกหน้ากากของตัวเองได้หรือไม่ ฉันก็ว่าถ้าได้รักใครมาก ๆ ฉันอาจจะทำลายหน้ากากของตัวเองได้ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรักฉันมากด้วย ความรักแบบที่คิดถึงกันทุกลมหายใจเข้าออกเป็นตัวขับที่จะปลุกเร้าให้ฉันกับคน ๆ นั้นอยากจะสัมผัสกัน รวมกันเป็นหนึ่งด้วยการกอด สัมผัสลึกซึ้งด้วยการจูบ...”
“...ฟ้าอ่านนิยายของยายลิปมากเกินไป” ปะวีรากล่าวขึ้นใบหน้าขาวซีดด้วยความตึงเครียด
“ก็นั้นสินะ ฉันอยากจะเป็นเด็กสาวช่างฝันมองความรักเป็นยาหอมที่จะผลักดันชีวิตให้พบกับความสนุกสนาน แต่ในความเป็นจริงฉันเป็นเด็กผู้หญิงที่สวมหน้ากาก ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากมองคนที่ตัวเองชอบเป็นห่วงเค้าโดยไม่เอ่ยปากปลอบโยน ฉันมีความสุขกับการได้รู้สึกช่วยเธอปกป้องเธอจากในมุมมืดที่มองไม่เห็น...” ณภาพรณ์หลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด เธอทบทวนเรื่องนี้มาตลอดแล้วก็คิดว่ามันไม่ถูกต้องตั้งแต่ที่น้าสาวของเธอบอกว่าความรักคือการแบ่งทุกข์ปันสุข
“แสดงว่าในที่สุดแล้วฟ้าก็ไม่ต้องการอะไรจากฉัน รักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รู้บ้างมั้ยว่าคนที่ถูกรักมันเจ็บปวดขนาดไหน ฉันไม่ใช่ปลาคาร์ฟในบ่อหรือสัตว์เลี้ยงที่ฟ้าจะมาแสดงความเอ็นดู เติมเต็มตัวเองด้วยการให้ให้อาหารและดูมันกินอย่างเอร็ดอร่อย” ปะวีรากำกระโปงแน่นโดยไม่รู้ตัว ณภาพรณ์พยักหน้ารับทราบ
“ฉันต้องการความรัก วี”
“ฉันจะให้ฟ้า”
“ด้วยความสัมพันธ์แบบคู่นอนแบบนั้นเหรอ” ปะวีราเหมือนถูกสาปให้แข็ง เอียงคอมองเพื่อนสาวพลางส่ายศีรษะช้า ๆ เธอยกเข่าสองข้างขึ้นกอด
“ฉันนี่เหมือนคนบ้าเลย”
“ไม่หรอก ก็แค่หื่นไปหน่อย” ณภาพรณ์นั่งไข่วห้างสำทับด้วยรอยยิ้มหยิกแกมหยอก ปะวีราแอบมองสีหน้าของเพื่อนสาวก่อนหัวเราะ หึ ในลำคอ
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีใครต้องการเลย”
“ครูเดชานนเขายังรักเธออยู่มากไม่ใช่เหรอ”
“อืม...แต่ว่าเรารักกันไม่ได้หรอก...ฟ้ารักฉันมั้ย”
“รักสิ”
“...ฉันชอบสีหน้าเธอตอนนี้จัง อ่อนโยนบอกไม่ถูก” ณภาพรณ์ยิ้มแทนการขอบคุณ “ถามจริง ๆ เถอะน้าสาวเธอไม่เล่าหรือยังไงว่าฉันเข้าโรงพยาบาลเพราะอะไร”
“เปล่าน้ามุกบอกแต่ว่าจะดีกว่าถ้าเธอเล่ามันออกมาด้วยตัวเอง” ณภาพรณ์ย้ำคำตอบเดิม ดูเหมือนว่าเพื่อนของเธอไม่ไว้ใจน้ามุกเท่าไร
“เหรอ...แปลกเหมือนกันที่ตลอดมาฉันกลัวหมอมุกจะเล่าเรื่องของฉันให้เธอฟัง ทั้งที่เขาเป็นคนที่ฉันควรจะไว้ใจได้”
“วีคงหึงครูเดชานน”
“ก็ไม่แน่ บางทีฉันอาจจะกลัวเธอเปลี่ยนไป”
“ฉันเป็นคนดื้อ”
“ฉันจะเล่าแล้วนะ” ณภาพรณ์หลับตาชั่งใจ สองมือยันโต๊ะขยับสะโพกนั่งตัวตรง
“อืมฉันจะฟัง”
เสียงสัญญาณเข้าเรียนผ่านไปพักใหญ่แล้วแต่ณภาพรณ์ก็ไม่มีท่าทีจะสนใจเธอยังคงนั่งฟังสิ่งที่ปะวีร่าเล่า ผ่านเรื่องความฝันที่แสนตื่นเต้นไปถึงแอ๊ปเปิลเน่าก่อนย่อนไปยังสาเหตุที่ต้องได้รับการรักษา เพราะทราบอยู่แล้วว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรความเจ็บปวดในหัวใจของณภาพรณ์จึงกลั่นออกมาเป็นน้ำตาไหลผ่านสองแก้มบนหน้ากากที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ความเจ็บปวดของปะวีราจะมากมายขนากไหนเป็นเรื่องยากที่เธอจะเข้าใจ
“มันฆ่าพวกเราทีละคนโดยการใช้ท่อเหล็กสอดเข้าไปในวาจินาล พอกดปุ่ม เข็มที่อยู่ด้านในก็ดีดแทงออกมาจากรูเล็ก ๆ การทำงานมันคล่ายกับร่ม ซึงมันจะปล่อยเหยื่อของมันให้เลือดไหลอยู่ในสภาพนั้น อุดปากด้วยผ้าพันทับด้วยเทปกาว ตามแขนขาลำตัวก็ถูกพันไว้เหมือนกัน พอเหยื่อทำท่าจะสลบมันก็แตะเข้าที่ท้องน้อย...” เสียงของปะวีราเงียบหายไป แววตาล่องลอยคล้ายจมลงสู่ภาพในอดีต
“แล้วเป็นยังไงต่อ”
“นาตาชาดิ้นอย่างทรมาณเธอร้องเสียงแทบทะลุออกมาจากลำคอ โขกศีรษะกับโต๊ะไม้คงหวังให้ตัวเองหมดสติไป แต่มันไม่ยอมปล่อยให้เธอหลับชั่วโมงผ่านไปนาตาชาก็สิ้นใจ โรสเป็นคนที่ค่อนข้างจะอ่อนแอ เธอซ๊อกตายทันทีที่มันใช้แท่งนรกนั้นสอดเข้าไปและกดปุ่มดีดเข็ม เซเรน่าสาวผิวสีคนเดียวในกลุ่มของเราดิ้นต่อสู้กระแทกจนมันล้มลงไม่เป็นท่า...” ปะวีร่าเงียบไปคล้ายว่าจมกลับลงไปในความคิดอีกครั้งแต่ครั้งนี้ ณภาพรณ์หยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาของตัวเองก่อนตั้งท่ารอฟัง ปะวีรากระซับอ้อมแขนที่กอดเข่าตนไว้แน่นกว่าเดิม ดวงตาที่นิ่งสงบเริ่มกลั่นความคับแค้นแสดงออกมา
“เซเรน่าน่าจะหนีไปได้เพียงแต่เธอเสียเวลาที่หาของมาช่วยฉันกับหลิงเฟยที่ถูกมัดอยู่ แล้วเราก็พลาดมันเข้ามาใช้ไม้หวดลากเธอขึ้นโต๊ะและมัดด้วยเทปกาวทำเหมือนกับคนอื่น ๆ เซราน่ากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันก็ยัดแท่งนรกนั้นเข้าปากเธอและกดปุ่ม” ณภาพรณ์กำผ้าเช็ดหน้าแน่น ขณะที่ปะวีรานั่งตัวสั่น เธอกอดเข่าตัวเองแน่นขึ้น
“ฆาตกรหลังจากฆ่าไปสามคน มันก็เริ่มเหนื่อย หลิงเฟยหลุดจากการถูกจับตัวไปมัดได้ แต่เธอเลือกที่จะพุ่งชนกระจกจากชั้น ๔ ฉันในตอนนั้นไม่เหลือแรงจะขัดขืนแล้วได้แต่คิดว่าตายแน่ ๆ แล้วมันก็ลากฉันเอาผ้าอุดทับด้วยเทปกาวพันเหมือนคนที่ผ่านมาก และใช้ไอ้นั้นกับฉัน ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ฉันเสียเลือดไปมากแต่ก็ยังไม่ตาย”
“นี่เหรอคือแอ๊ปเปิลเน่าที่วีว่า”
“ตอนรักษาฉันได้กลิ่นเน่ามาจากมัน จดจำติดจมูกมันหลอกหลอนฉัน”
“ใจเย็นสิมันหายแล้วไม่ใช่เหรอวี” ปะวีน่าส่ายศีรษะ
“ตลอดเวลาที่ฉันรักษาตัวณองมาดูแลฉันตลอด พวกเราเป็นแฟนกันตั้งแต่ฉันอยู่ ม.๑ เมื่อก่อนเค้าไม่ได้หล่อรูปร่างดีแบบนี้ เป็นรุ่นพี่ม.๖ อ้วน ๆ ตัวกลม เค้าเป็นคนวาดการ์ตูนได้น่าประทับใจ ฉันไม่มีอะไรที่สนใจเป็นพิเศษจึงค่อนข้างติดเขา แค้น ๆ ด้วยที่ดูเขาไม่สนใจฉัน แต่ก่อนจบ ม.๖ ณองก็มาขอเป็นแฟนกับฉันเราก็คบกันทั้งทีถ้ามองตอนนั้นอายุห่างกันมาก” ปะวีราดูผ่อนคลายลงเมื่อได้เล่าเรื่องของเดชานนก่อนจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
“ณองเรียนอยู่ ๒ ปีก็หยุดไปเรียนศิลปะที่ฝรั่งเศสตามที่ใจรักโดยแชร์ห้องอยู่กันนักศึกษาแพทย์ซึ่งก็คือหมอมุกพอเกิดเรื่องของฉันการเรียนของณองก็ชะงักไป ฉันรู้สึกผิดและมีความเครียดเรื่องที่ว่าฉันกับณองไม่สามารถมีเซ็กซ์กันได้ทำให้ฉันสติแตก มันอธิบายค่อนข้างยาก ฉัน...ฉันรู้สึกผิดกับเขาสิ่งที่ทำได้ก็มีแต่ร่างกายที่มอบให้ทว่า...สุดท้ายฉันเหมือนไม่เหลืออะไรที่ชดใช้ให้เขาเลย”
“น่าจะรักษาได้ไม่ใช่เหรอ... ฉันคิดว่าวิทยาการทางแพทย์ในปัจจุบันก็น่าจะรักษาแผลที่เกิดขึ้นได้ไม่มีตำหนิ”
“มันเป็นแผลในใจที่รักษาไม่ได้ แค่นิ้วสอดเข้าไปร่างกายก็ต่อต้าน จินตนาการว่ามีหนามแหลมแทงออกมาจากรอบนิ้ว ณองบอกว่าให้พวกเราเริ่มจากความเป็นเพื่อนเพื่อพยายามรักฉันให้ฉันรักเขา”
“แล้ววีไม่ได้รักครูเดชานนเหรอ”
“รักสิ” คำตอบแม้รู้อยู่เต็มอกแต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับณภาพรณ์ ปะวีราสังเกตแววตาที่หลุบต่ำลงของเพื่อนสาวก็รีบพูดเสริมขึ้น “ฉันรักเธอด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉัน...” ณภาพรณ์อวดรอยยิ้มบนหน้ากาก ปะวีราเจ็บแปลบที่หัวใจ ถามตัวเองว่าผ่านมาเพื่อนคนนี้มีความหมายกับเธอแบบไหนกันแน่ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแต่ความรู้สึกผิดก็เริ่มจับตัวตกตะกอน
ณภาพรณ์ลุกขึ้นยืนดึงหน้าต่างปิดความมืดกลับมากลืนกินทุกอย่างภายในห้องอีกครั้ง
“ถ้ามองดี ๆ จะเห็นพรายน้ำที่ฉันเอามาติดไว้ แต่รออยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกันเดี๋ยวฉันเปิดประตูให้”
“อ๋อ...อืม...” ปะวีราตอบรับแต่รู้สึกแปลกไปบ้างที่ไม่มีเสียงฝีเท้าของเพื่อนเธอเดินออกไป “ฟ้า” เธอขานชื่อ อยู่ ๆ แสงไฟก็สว่างขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ณภาพรณ์ถือไว้
“ใช้มือถือก็ได้ฉันลืมไป” ณภาพรณ์กลั้วหัวเราะ พลางหันกลับมามองทางปะวีรา แววตาที่แฝงความมุ่งมั่นในเวลานั้นเร่งหัวใจปะวีราให้เต้นแรงขึ้นเธอพยักหน้าให้เพื่อนเธอโดยไม่เข้าใจตัวเอง
ณภาพรณ์ดับไฟหน้าจอมือถือลงแล้วเลื่อนตัวจุมพิตสัมผัสริมฝีปากของปะวีรา...
เมื่อสายตาสัมผัสกับแสงสว่าง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในความมืดก็เหมือนจะพลัีนสลายไป ก็คงคล้ายกับเรื่องราวที่อยู่ในฝัน เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นสิ่งเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธจากความจริง แม้รสสัมผัสเมื่อครู่ยังไม่จางหาย
จุมพิตถูกที่หยิบยื่นให้ในความมืดสั่นเทิ้่มและเก้กัง จนเห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกของณภาพรณ์เด็กสาวผู้เพรียบพร้อมด้วยรูปและฐานะซึ่งขังตนอยู่ในป้อมปราการที่แข็งแกร่งและคดเคี้ยวเช่นทางวกกต
ปะวีราแม้ตกใจแต่ก็รู้สึกเอ็นดูในการกระทำของเพื่อนสาว ตอบรับสัมผัสอย่างอ่อนโยน แต่สิ่งที่ทำให้มันเนิ่นนานกว่าที่ควรเป็นสำหรับครั้งแรกของฝ่ายรุกคือความรู้สึกเพลิดเพลินที่เกิดขึ้นกับฝ่ายรับ
ปะวีราผละถอยศีรษะออก ณภาพรณ์ซึ่งไร้ความมั่นใจอยู่แล้วยื่นนิ่งสับสน และยิ่งใจหายเมื่อเพื่อนของเธอเอ่ยปาก
“ ฟ้า... ” ปะวีรากล่าวคล้ายกระซิบลงข้างหู “ จูบไมไ่ด้เรื่องเลย ” น้ำเสียงเชิงตำนิกล่าวจริงจัง
“ คะคือ... ” เร็วกว่าจะถามหรือแก้ตัว มือของปะวีราก็เอื้อมสัมผัสที่ต้นขอของณภาพรณ์ นิ้วมือเกลี่ยเส้นผมเลื่อนขึ้นถึงใบหู ขยับใบหน้าประทับริมฝีปากกับเพื่อนสาว
ครั้งแรกเป็นการหยอกล้อให้ใจหาย แต่อีกอึดใจกลับแนบสนิทและรุกล้ำ รสสัมผัสแปลกใหม่อันนุ่มละมุนสาปณภาพรณ์ยืนแข็งเป็นหินทั้งที่เนื้อตัวแทบไร้เรี่ยวแรงพยุงตน ปะวีราค่อยผละตัวออกช้า ๆ ภายในศีรษะของณภาพรณ์ยังสับสน รู้ตัวอีกครั้งใบหน้าตนก็ร้อนผ่าวแทบมอดไหม้
“ ชะ...ฉันจะไปเปิดประตู ”
“ เป็นฝ่ายเริ่มแท้ ๆ จะหนีแล้วง้านเหรอ ” ปะวีรากล่าวขึ้น
“ พูดตรง ๆ ว่าเริ่มกลัวนิดหน่อย ”
“ เหรอทั้งทีฉันรู้สึกดีแท้ ๆ เฮ่อ ”
“ ก็เธอทำให้ฉันกลัว ”
“ พูดจาน่าผิดหวังชะมัด ” ปะวีราตัดพ้อก่อนแสงสว่างด้านนอกจะลอดตัดผ่านช่องประตูที่แง้มออกมา ณภาพรณ์ยืนอาบแสงใบหน้าของเด็กสาวผมหางม้ายิ้มน้อย ๆ อย่างเตรียมใจ แววตาทอประกายมองมายังปะวีราแฝงความลึกซึ้ง
ปะวีราลุกขึ้นเดินไปยังประตู แสงสว่างยามบ่ายเจิดจ้าพาดวงตาพร่าลายไม่นานแต่ไม่นานโสตประสาทกลับคืนเป็นปรกติ
“ ต้องวาดรูป ฉันจะไปห้องศิลปะ ” ปะวีรากล่าวพร้อมเดินพรวดออกไป ปรกติเธอคงจ้ำไม่สนใจใครแต่ครั้งนี้กลับเหลียวหลังกลับมามองณภาพรณ์
เพื่อนสาวของเธอยกข้อมือขึ้นโบกเล็กน้อย
“ แล้วจะแก้ตัวกับคุณครูให้ ” ณภาพรณ์เอียงคอเล็กน้อยก่อนเดินไปยังห้องเรียน ปะวีราเดินลงบันไดด้วยความรู้สึกที่ค้างคา
แววตาที่เต็มไปด้วยรักณภาพรณ์ชัดเจนตรงไปตรงมาจนน่าใจหาย หากถูกจ้องมองมั่นใจได้เหรอจะควบคุมร่างกายไม่ให้เข้าไปกอดจูบ ปะวีราหยุดฝีเท้าตัวเองลงขมวดคิ้วเมื่อพบความจริงอย่างหนึ่ง
“ ตกลงฉันเป็นไบฯเหรอ ”
********
“ เป็นจูบที่ให้ความรู้สึกดีก็จริง แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนบางทีฉันคิดว่า บางทีอาจจะเป็นความฝันเท่านั้น ” ปะวีรา ในชุดเสื้อคอกลมแขนกุดกับกางเกงขาสั้นลำลอง ใช้นิ้วมือไล่เคาะไปบนโต๊ะ เกิดเสียงระรัวบอกจังหวะความคิดในสมองที่วนเวียนไม่รู้จบ
เดชานนครูหนุ่มหน้าตาดีมือเกาะกรอบหน้าต่างมองออกยังท้องฟ้ายามค่ำขณะฟังเรื่องทั้งหมด
“ สรุปเธอจะปรึกษาฉัน ”
“ ใช่ ผู้หญิงเค้าคิดยังไงกับการที่จูบกับใครสักคน ” เด็กสาวยกขาขึ้นไข่วห้างนั่งบนเก้าอี้ล้อเลื่อน
“ ไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอเอาเรื่องแบบนี้มาปรึกษาฉัน ” ครูหนุ่มร้องขอความยุติธรรม สีหน้าวูบหนึ่งตึงเครียดก่อนผ่อนคลายลงหันไปยังเด็กสาวด้วยแววตาที่เป็นมิตร
“ ไม่บอกไม่ได้หรอก... ” น้ำเสียงของปะวีราขาดความมั่นใจ “ ฉันว่ามันยุติธรรมกับณองกว่าถ้าจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้น ”
“ ทำไมไม่ถามณภาพรณ์อย่างตรงไปตรงมาละว่าคิดยังไงถึงได้... เออทำแบบนั้น แล้วจะเอายังไงต่อ ”
“ พูดไม่ออกเหมือนกัน ” ปะวีราหลับตาลง “ เห็นหรือเปล่าว่ายายนั่นยังไม่หยุดที่จะเข้าไปทำตัวสนิทสนมกับนายเพื่อให้โดนโจมตีแทนฉัน ”
“ เด็กคนนั้นโทษว่าเพราะวีไม่ยอมบอกเขาว่าใครเป็นคนแกล้งเธอ ”
“ ฉันก็อยากบอกจะได้จบปัญหานี้เสียที แต่ท่าทีของฟ้าทำให้ฉันไม่แน่ใจว่าเขาพอใจที่จะมีความสัมพันธ์กับฉันในระดับไหน ”
“ วีคิดว่าเด็กคนนั้นคงเลือกที่จะแสดงความห่วงใยเธอในแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็นแบบนั้นเหรอ ”
“ เพราะเขารู้ว่าฉันรักนายนะณอง ” ปะวีราลืมตาขึ้นเบือนศีรษะหนีพร้อมละบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด “ คงพอใจแค่จูบนั่นเท่านั้นละ ”
เดชานนเดินเข้ามาเอื้อมมีสัมผัดศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู
“ รักใครเป็นด้วยเหรอวีนะ ”
“ รักเป็น ” เด็กสาวตอบเสียงแข็ง “ แต่ฉันจะตอบแทนความรักเพี้ยน ๆ ของพวกนายยังไงกัน ”
“ นั่นสินะเธอ ก็ลองเบ่งบานอย่างที่เธอเป็นให้พวกฉันดู ”
“ คงออกเป็นดอกอะไรที่น่าปวดหัว ”
“ ยัีงไงก็อยากเห็น ” แววตาของชายหนุ่มมองเธออย่างอบอุ่นเสมอ มันต่างกับแววตาของณภาพรณ์ที่เต็มไปด้วยรักในวันที่เคยสัมผัสกันอย่างดูดดื่ม ปะวีรารู้ดีว่าสิ่งที่เธอต้องการคือการรักษาความรู้สึกของทั้งสองต่อเธอไว้
“ ณองว่าฟ้าจะยอมคบกับฉันอย่างเปิดเผยหรือเปล่า... ” เธอเหลือบตาขึ้นมองสีหน้าของชายหนุ่ม เดชานนส่ายศีรษะ
“ วีก็รู้ว่าในตอนนี้ไม่มีทาง ” คำตอบของเขาตอยย้ำความชัดเจนที่เลือนลางมาแสนนาน
“ งั้นต้องทำยังไง ปล้ำเลยดีมั้ย ” สีหน้าของเด็กสาวจริงจังเกินกว่าพูดเล่น
“ นี่พูดกะให้ขำสินะ ”
“ เอาจริง ” ปะวีราพยักหน้าย้ำ เดชานนขำพรืดก่อนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“ ฉันต้องไปแล้ว ”
“ บาย ” เด็กสาวพยักหน้า ดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ เดี๋ยวเดินไปส่งหน้าบ้าน ”
“ ไม่ต้องน้ำค้างแรง ”
“ เพราะมีเรื่องหนึ่งต้องพูด...คือฉันอยากรู้ว่าทำไม... ”
“ ฉันชอบเธอเพราะเราเข้ากันได้ดีออก ” น้ำเสียงของชายหนุ่มตอบฉะฉานมั่นใจในขณะที่ปะวีรายืนงง “ ฉันรู้สึกแบบนั้นกับวีนะก็เลยคิดว่าอยากดูแลเธอชะมัด ”
“ เฮ้ยเดี๋ยวก่อนสิยังไม่ทันถามเลย ”
“ ฉันรู้ใจวีเสมอละ แต่เหตุผลในการชอบใครของแต่ละคนมันต่างกันอยู่แล้ว ฉันคิดว่าวีกับณภาพรณ์ไม่ได้พูดคุยหรือเข้ากันได้ดีเลยนะ เธอสองคนแตกต่างกันชนิดสุดขั้ว แต่กลับรู้สึกไม่ใช่เหรอว่าน่าจะไปกันได้ ถ้าหัวใจบอกมากก็ลุยเถอะอย่าไปมัวนั่งหาเหตุผล ” ชายหนุ่มยิ้มให้เ้ด็กสาวทียืนนิ่งด้วยข้อความที่ตรงใจ
“ ไปจำมาจากอนิเมเรื่องไหนนะ ”
“ ออกมาจากใจเลยต่างหาก ”
****
ณภาพรณ์เดินเข้าหาปะวีราคว้าแขนของเพือนสาวก่อนลากให้เดินมาด้วยมาหน้าห้องสังคมใกล้กับบันได
ณภาพรณ์หมุนลูกบิดเปิดประตูเดินเข้าไปพร้อมกับลากปะวีราเข้าไปด้วย
“”
Vagina Murderer
ปะวีราไม่ดีใจที่ใครๆก็รักเธอแล้วก็พยายามเสียสละให้เธอ
ทำไมณภาพรณ์ถึงต้องการปกป้องเธอและน้าสาว เป็นไปได้หรือเปล่าว่าจริง ๆ แล้วเพื่อนของเธอคนนี้หลงรักน้าสาวตัวเอง