แค่งานเลี้ยงวันเกิด ณพาภรณ์ ฐิติฐานกูล ทายาทไฮโซในเครือธุระกิจสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ต้องจองห้องบอลลูมเพดานสูงปรับเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง เธอโดดเด่นในชุดเดรสผ้าซีฟองยาวสีขาว น่ารักสมวัยสิบหกปี เพื่อน ๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่งน้องที่ได้รับบัตรเชิญต่างมาร่วมงานแสดงความยินดี ของขวัญที่นำมาถูกจัดตั้งซ้อนไว้เป็นกองสูง
สิ่งของที่ได้มาในวันเกิดเธอจะให้สาวรับใช้ในคฤหาสน์แยกเป็นประเภท เช่นเครื่องประดับ ชุดเครื่องสำอาง เครื่องแต่งกาย ของตกแต่งบ้าน แต่มีของอยู่ชิ้นหนึ่งที่ไม่เข้าพวก
เป็นสมุดสเกตภาพความหนาประมาณ ๕๐ แผ่น ภายในมีภาพเหมือนของเธออยู่ ที่หน้าแปลกใจคือมีลักษณะใบหน้าที่แสดงอารมณ์หลาย ๆ แบบ เศร้า เหงา นิ่ง เก็บอารมณ์ เบื่อหน่าย ดีใจ ตกใจ อมยิ้ม งุนงง สับสน โดยมีคำอธิบายเขียนกำกับไว้มุมลางซ้ายของภาพ
เธอพลิกไปหน้าสุดท้ายพบกับหน้าเปล่าอยู่สามหน้า ส่วนรูปสุดท้ายที่วาดไว้เป็นภาพเธอยิ้ม คำอธิบายที่มุมล่างซ้ายเขียนเป็นตัวอักษรภาษาจีน ด้วยความสงสัยจึงวิ่งไปถามอาม่า
อาม่าเธอนั่งขยับแว่นสายตาหนาเตอะเข้ามาสวมไว้พยักหน้าแกะตัวอักษร
“อาเหม่ย อาม่าว่าไอ้นี่มันม่ายช่ายภาษาจีนที่ม่ารู้จักนา แต่ถ้าให้อาม่าเดาน่าจะหมายถึง หน้ากาก” หญิงชรามองเด็กสาวที่นั่งพับเพียบอยู่ด้านข้างลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
“...เหรอคะอาม่า” …
คำว่าหน้ากากฟังดูแล้วน่าสะเทือนใจอย่างประหลาด แต่เธอต้องสวมมันไว้แม้ไม่อยากจะทำเพื่อภาพลักษณ์ที่ออกมาในฐานะบุตรสาวคนเดียวผู้สืบทอด ฐิติฐานกูล บางครั้งการสวมนานเกินไปกลับทำให้เธอลืมไปแล้วว่าจริง ๆ ตัวเธอควรแสดงออกอย่างไร มองในแง่ดีคือหน้ากากและตัวเธอได้หลอมเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้ว
แต่ เพราะสมุดสเก็ตภาพนั้นทำให้เธอได้รู้ว่าบางสิ่งที่เป็นตัวเองก็ยังหลงเหลืออยู่ คนที่สามารถอธิบายสีหน้าของเธอได้มากมายน่าจะเป็นเพื่อนที่เธอสามารถเปิดใจให้ได้ แต่จินตนาการกับความจริงสวยงามห่างไกล
ปะวีรา แทบจะไม่เคยได้คุยกันเลยกับณพาภรณ์แม้ว่าอยู่ห้องเดียวกัน เธอเป็นเด็กสาวที่ออกจะแปลกอยู่มากคือนอกจากเวลาเรียนก็ไม่มีใครได้เห็นเธอ ทันทีที่ครูจบการสอนในช่วงเวลาพักเที่ยงหรือกลับบ้าน เธอจะหายตัวไปทันที
“ปะวีรา อืมยายแว่นหลังห้องที่ผูกผมหางม้าน่ะนะครับ” รองหัวหน้าห้องแสดงออกถึงความแปลกใจ เขาดันแว่นขยับขึ้น ออกอาการประหม่า เพราะได้พูดคุยกับณพาภรณ์
“ค่ะ” เด็กสาวยิ้มบางฉาบบนใบหน้า ยืนอย่างสำรวมมารยาท “วีระพอรู้มั้ยว่าปะวีรารีบไปไหนเวลาพักเที่ยง”
“เอ...สองสามวันก่อนผมเคยเข้าไปเจอเธอที่ห้องศิลปะ บางทีอาจจะนั่งอยู่ที่นั่นเป็นประจำ จะพูดไปที่นั้นก็มีข่าวลือไม่ดีซุบซิบกันอยู่ด้วยตอนนี้”
“ข่าวลืออะไรเหรอคะ”
“มีคนได้ยินคำพูดทำนองชู้สาว ดังออกมาจากห้องศิลปะนะ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะบริเวณหลังใบหู “แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงมีหวังเป็นเรื่องใหญ่โตไปแล้ว ณพาภรณ์...เธอมีเรื่องอะไรกับปะวีราหรือเปล่า” เด็กสาวส่ายศีรษะ
“แค่สงสัยเพราะไม่ค่อยเห็นเท่านั้นละค่ะ” เธอตั้งกำแพงสูงป้องกันตัวเอง…
ห้องศิลปะอยู่ในส่วนทีค่อนข้างเป็นมุมอับไม่ใช่เส้นทางเดินผ่านโดยทั่วไป จึงมีเรื่องเล่ามากมายในทำนองชู้สาว ส่วนหนึ่งของข่าวลือก็มาจากตัวของครูเดชานน ครูหนุ่มหน้าตาดีประจำวิชาภาษาอังกฤษ สำเนียงบริติซบนเส้นเสียงนุ่มลึกทำเอาหัวใจเด็กสาวที่ได้ยินเคลิ้มได้เหมือนกัน
ในขณะเดียวกันเขารับหน้าทีสอนวิชาศิลปะคู่ไปด้วย ฟังดูเป็นตัวละครที่น่าหลงใหล เหมือนพระเอกหนังรักต้องห้ามระหว่างครูนักเรียน ดังนั้นจึงมีข่าวที่นักเรียนหญิงเข้าหาครูหนุ่มให้ได้ยินอยู่เสมอ
ณพาภรณ์ลงมายังห้องศิลปะเพื่อพิสูจน์ให้ชัดว่าปะวีรามาหมกตัวอยู่ทีนี่ตามที่รองหัวหน้าห้องบอกไว้หรือไม่
“ครูหย่ากับภรรยาไม่ได้เหรอคะ” ประโยคนี้ทำให้ณพาภรณ์ต้องหยุดฝีเท้าไว้พร้อมกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว เธอขยับตัวแอบสอดสายสายผ่านประตูห้องศิลปะที่เปิดกว้างอยู่ ครูหนุ่มนั่งก้มหน้าก้มตามือวุ่นวายกับบางสิ่งที่อยู่บนโต๊ะหน้าห้อง
“เชยไปแล้วมุกนี้ ฉันไม่สนุกด้วยคนหนึ่งละ”
“หนูท้องนะคะ”
“ทำเป็นละครหลังข่าวไปได้ สุดท้ายครูคงต้องฆ่าและผ่าแหวกท้องดูสินะ แล้วอีกอย่างมันจะท้องได้ยังไง” ครูหนุ่มส่ายศีรษะไม่สนใจแม้เงยหน้าขึ้นมามอง ณพาภรณ์กำมือโดยไม่รู้ตัว เธอจับจ้องชายคนนั้นขบกรามบนล่างแน่นก่อนคลายมือลงผ่อนลมหายใจ
“หนูเป็นของครูแล้วนะคะ”
“งั้น ๆ ละ” ครูหนุ่มถอนหายใจวางบางสิ่งลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง สองแขนท้าวยันโน้มตัว จ้องมองไปเบื้องหน้า พูดจาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านี้เรามาพูดคุยเรื่องเลิกกันให้รู้เรื่องดีกว่า...”
กว่าจะรู้ตัวณพาภรณ์ก็เดินพรวดเข้าไปในห้องศิลปะไม้คิดแม้จะถอดรองเท้า แบมือวาดไปด้านข้าง ออกแรงตบเข้าไปยังใบหน้าของครูหนุ่ม เสียงเนื้อกระทบดังชัดแน่นเต็มไม้เต็มมือ
เดชานนหน้าหัน สิ่งที่ปรากฏบนสีหน้าที่กลับมาเป็นความงุนงง
“ผู้ชายสารเลว” ณพาภรณ์กำฝ่ามือที่อยู่ในอาการด้านชาแน่นกระซับ ยกกำปั้นขึ้นต่อยเข้าไปยังครูศิลปะหนุ่มอีกหมัด เดชานนแบมือขึ้นรับอย่างรวดเร็ว จับกำปั้นของเด็กสาวอยู่ในอุ้งมือ ครูหนุ่มยิ้มน้อย ๆ พลางระบายลมหายใจ
“ณพาภรณ์ เธอใจเย็นแล้ว...หันไปมองด้านหลังก่อน” สีหน้าไม่ถือสาเอาความของชายหนุ่มทำเอาเด็กสาวรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ตัวเองได้ก่อลงไป ค่อยๆขยับคอหันไปมองด้านหลัง
ปะวีรานั่งชันเข่ายกเท้าข้างหนึ่งขึ้นบนเก้าอี้หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ จะว่าไปก็ไม่ใช่ท่านั่งที่ดูเรียบร้อยแต่ว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าว่า สถานการณ์จริง ๆ ภายในห้องไม่ใช่อย่างที่เธอคิดไว้
“ดี ณพาภรณ์” ปะวีรายิ้มร่า “ไอ้ครูนั้นมันทำชั้นท้องละ”
“เลิกเล่นได้แล้ว วีล่า”...
“เขียนการ์ตูนงั้นเหรอ” ณพาภรณ์สรุปในที่สุดหลังจากฟังการอธิบายเรื่องราวทั้งหมด
“ใช่ครูกำลังช่วยกันคิดคำพูดกันอยู่กับปะวีรา” ครูหนุ่มทิ้งตัวลงเก้าอี้นั่งไขว่ห้างกอดอก มองณพาภรณ์ที่รู้สึกตัวเองกลายเป็นจำเลยโดยไม่ตั้งใจ
“คำพูดบทสุดท้ายฌองมันเรื่องมาก มันอยากให้ตรึงใจคนอ่าน ก็เลยช่วยกันคิด” ปะวีรายังคงนั่งชันเข่าบนเก้าอี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเธอสวมกางเกงขาสั้นอีกตัวทับไว้ใต้กระโปรง
“ฌอง”
“ตารูนั่นฌอง ส่วนฉันวีร่า” ปะวีราชี้มือไปทางครูหนุ่ม “เป็นชื่อที่ใช้พูดคุยในอินเทอร์เน็ตเรียกกันจนติดปาก”
“เออ... ขอโทษค่ะครูเดชานน” ณพาภรณ์ยกมือไหวค้อมตัวลงอย่างน่าเอ็นดู
“ไม่เป็นไร ๆ น่าประทับใจออกสาวน้อยผู้รักความยุติธรรม ว่าแต่เธอมีธุระอะไรหรือเปล่า ถึงเดินมาห้องศิลปะ” ครูหนุ่มกลับเข้าประเด็นเรื่องที่ ณพาภรณ์มาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ เด็กสาวนิ่งไปวูบหนึ่ง
“มาเพราะสนใจฌองหรือเปล่า หมอนี้คนมาจีบเยอะอยู่นะ” ปะวีรายิ้มแปลก ๆ ให้กับเธอ เด็กสาวยกมุมปากเล็กน้อย
“เปล่าค่ะ แค่สนใจข่าวลือเรื่องของศิลปะ ในฐานะคณะกรรมการนักเรียนฉันลองมาดูเผื่อจะแก้ไขอะไรได้บ้าง”...
เป็นไปได้หรือเปล่าถ้าจะพูดว่า “ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอ” อย่างตรงไปตรงมา
ณพาภรณ์เสกกำแพงใหญ่ขึ้นขวางตัวเธอไว้กับผู้คนอีกครั้ง ซ้ำร้ายกำแพงนั้นยังขวางแม้กระทั้งคนที่เธอจะเดินไปหา ทำให้คิดว่าการจะมีเพื่อนที่พูดคุยกันได้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ห่างไกลไปทุกที แต่ในตอนเลิกเรียนปะวีรากลับเดินเข้ามาหาเธอในขณะเก็บกระเป๋าอยู่ หัวใจที่เยือกเย็นเต้นดังโครมครามขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“คือว่าขอคุยด้วยนิดจิ” ปะวีราเลื่อนเก้าอี้โต๊ะด้านข้างที่ว่างอยู่หันมานั่งลง ตัวเธอนอกจากกระเป๋านักเรียนแล้วยังมีกระเป๋าอีกใบที่ดูหนาแน่นเต็มไปด้วยสิ่งของอีกใบ เธอขยับแว่นสายตาวางมือตบกระเป๋าที่ว่างอยู่บนต้นขา ขณะที่ณพาภรณ์หันเอียงมาเล็กน้อยประสานมือบนหน้าตัก เธอนั่งหลังตรง ปรับสีหน้าให้ดูดีที่สุดตามนิสัย
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ”
“คือไอ้เรื่องที่เธอจะแก้ข่าวลือเรื่องห้องศิลปะนี่คิดว่าจะทำยังไงบ้างน่ะ”
“อ๋อ...” ณพาภรณ์ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน “ปัญหามาจากการที่ห้องศิลปะไม่ใช่ทางผ่านอะไรเลย ฉันเลยคิดว่า พื้นที่ว่างด้านหลังเราสามารถต่อทางเดินไปแล้วก็ทำเป็นสวนหย่อม”
“เออ...อืม” ปะวีราขมวดคิ้วยุ่ง
“โรงเรียนเองก็มีความคิดอยากจะจัดการอะไรสักอย่างกับพื้นที่ว่างตรงนั้นเหมือนกัน แต่ยังจัดวางอะไรให้พอดีไม่ได้”
“แล้วเป็นไปได้มั้ย...ที่เธอไม่ต้องทำแบบนั้น”
“เอ๊ะ” ปะวีรายกมือขวาขึ้นห้ามไม่ให้ณพาภรณ์พูดอะไร
“คือแบบนั้น พูดกันตรง ๆ เลยนะห้องศิลปะมันเหมือนกับฐานทัพลับเลยละ ฉันมีสมาธิมากเพราะไม่มีใครมากวนใจ คือมันเป็นผลิตงานสร้างสรรค์” ปะวีราหยุดมองท่าทีของคู่สนทนา ณพาภรณ์พยักหน้าเล็กน้อย
“แต่ข่าวลือแบบนั้นไม่มีผลดีต่อใครนะคะ ทั้งครูเดชานนและเธอด้วย อย่างฉันเองก็เข้าใจในตัวครูผิดเพราะข่าวลือนั้น”
“ไหว้ละ” ปะวีราประกบฝามือ “ไม่แบบนั้นฉันไม่รู้จะไปวาดรูปที่ไหนแล้ว”
“แบบนี้ฉันว่ามันไม่ถูกต้องนะคะ พอข่าวลือดังไปสักระยะมันจะถูกมองว่าเป็นความจริงเพราะใคร ๆ ก็พูดกัน”
“นะ นะ ขอช่วงนี้ก่อนก็ได้ การ์ตูนฉันจะขายวันเสาร์อยู่แล้ว ที่บ้านพวกน้อง ๆ ก็วุ่นวายจนฉันทำอะไรไม่ได้ จะมีที่สงบ ๆ ก็ห้องศิลปะเท่านั้นละ”
“อา...” ณพาภรณ์ทำท่าลำบากใจ ปะวีราใช้สองมือ เอื้อมไปจับมือมือของเธอมาดึงใว้ “ขอร้องละนะจ๊ะ ณพาภรณ์” คลายมีลมร้อนม้วนตัวก่อขึ้นในร่าง สูบฉีดเลือดภายในร่างหมุนขึ้นศีรษะจนรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว
“คะ...เข้าใจแล้วค่ะ”...
ณพาภรณ์หาคำตอบให้ตัวเองกับความตื่นเต้นเวลาที่ถูกปะวีราจับมือ มานับดูพบว่าตัวเองแม้จะสวยสมบูรณ์ถึงจะค้อนไปทางสาวจีนผิวขาวตาเล็กรูปร่างบางตามเชื้อชาติแต่ก็มั่นใจละว่าเป็นคนสวย แต่เพราะเก่งเกินไปนี่ละทำให้โตมาจนอายุ ๑๖ ขวบยังไม่เคยมีใครมาจีบ และการกั้นกำแพงของเธอก็ทำให้ตัวเองไม่สนใจมองผู้ชายคนไหนเป็นพิเศษเช่นกัน บางทีนี่อาจจะเป็นปัญหาทำให้เธอเกิดความตื่นเต้นแม้กับเพศเดียวกัน
เด็กสาวรีบส่ายศีรษะปฏิเสธข้อสรุปที่ได้มา คนขับรถด้านหน้าสังเกตความผิดปรกติของเจ้านายจึงกล่าวถามถึงสุขภาพ ณพาภรณ์ยิ้มป้องกันตัว ส่ายศีรษะเล็กน้อยก็ไม่มีใครกล้าสอบถามลึกลงไปแม้กับคนที่ขับรถให้เธอมาสิบกว่าปีก็ตาม
เธอลูบมือลงบนซองกระดาษสีน้ำตาลที่ปะวีรามอบให้โดยบอกว่าภายในเป็นการ์ตูนที่ตัวเองวาด ณพาภรณ์ก็พอเข้าใจว่าลักษณะของตัวเองเป็นคนที่พูดแล้วไม่เปลี่ยนอะไรง่าย ๆ จนมีชื่อเสียงเรื่องของความเด็ดขาดหัวแข็ง ปะวีราจึงเตรียมผลงานมาให้ดู แต่ถ้ารู้ว่าแค่จับมือก็ทำให้คนหัวแข็งคนนี้แทบละลาย เธอคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนเหมือนกัน
ณพาภรณ์เปิดซองสีน้ำตาลออกดู ตั้งปึกกระดาษค่อย ๆ เปิดดูทีละหน้า ลายเส้นของปะวีราสะอาดสบายตา เป็นเรื่องของนักเรียนชายคนหนึ่งที่มีปัญหาโดนลวนลามจากแม่เลี้ยงและหนีออกจากบ้าน บังเอิญไปพบครูขณะหนี ครูรับฟังปัญหาและสงสารจึงให้ที่พักอาศัย เด็กหนุ่มรู้สึกเสียใจที่เกิดมา ครูหนุ่มจึงเข้ามาพูดปลอบใจ แต่เมื่ออ่านต่อไปเด็กสาวถึงกับหน้าชาปิดหน้ากระดาษที่ถืออยู่ลงบนซอง รู้สึกได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรทราบ ปะวีราเขียนภาพการร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่มของผู้ชายกับผู้ชายด้วยลายเส้นที่สะอาดสวยงาม โลกของณพาภรณ์หมุนเคว้งทันที...
วันรุ่งขึ้นกลับมีสิ่งที่คาดคิด เมื่อเธอเดินไปยังห้องศิลปะ กลับพบเห็นรถไถส่งเสียงดังทำงานอยู่ที่ว่างด้านหลัง กลิ่นน้ำมันเครื่องระเหยฟุ้งคู่ไปกับไอเสียเครื่องยนต์ ตรงไปด้านหน้ามีเด็กสาวผมหางม้าคนหนึ่งท้าวเอวยืนมองเหล่าสิ่งที่มาทำลายความสงบสุขของเธอ...
เด็กสาวปิดเปลือกตาฟังเสียงอึกทึกของเครื่องจักรกลขุดหินตักดินที่อยู่ตรงหน้าประสานเสียงกับแรงงานหลายสิบชีวิตเพื่อจะค้นหาความเป็นศิลปะที่จับไม่เจอแม้เศษเสี้ยว ปะวีราย่นจมูก กลิ่นเหม็นของไอเสียและน้ำมันเครื่องระคายระบบหายใจเร่งความหงุดหงิดให้พุ่งปรี๊ด มือที่ท้าวเอวไว้เปลี่ยนเป็นกอดอก เท้ากระดิกตบพื้นเป็นจังหวะ สุดท้ายเธอก็ลืมตาขึ้นทิ้งแขนทั้งสองลงข้างลำตัว เดินไหล่ตกกลับเข้าไปในห้องศิลปะ จับตู้ในห้องลากมากั้นเป็นคอก ย้ายคอมพิวเตอร์เข้าไปด้านใน
ปะวีราเปิดตู้ใต้โต๊ะหน้าห้องหยิบหูฟังแบบครอบหูมาสวมทับ เสียงอึกทึกลดลงไปทันที เธอพยักหน้ากับตัวเองหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดเพลงวางหน้าโต๊ะกระจายสัญญาณสู่หูฟังไร้สาย นั่งลงชันเข่าเขียนการ์ตูน...
สิบโมง ปะวีราเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดโทรศัพท์ถึงกับตัวเย็น ก่อนตัดสินใจอย่างง่าย ๆ ว่า โดดเรียนมันเลยแล้วกันวันนี้ แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นเมื่อครูเดชานนที่เดินเข้ามาในห้อง ไล่เธอให้ขึ้นไปเรียน ปะวีราตัดใจยอมเซฟงานและพาตัวเองขึ้นไปยังห้องเรียน
เธอเข้าไปยังห้องเรียนโดยแทบไม่มีใครรู้ตัว จะเว้นก็แต่ณพาภรณ์หัวหน้าห้องที่หันกลับมามองที่โต๊ะด้านหลังอยู่วูบหนึ่ง ปะวีรารู้สึกแบบนั้นเพราะหัวหน้าห้องจะเป็นคนคอยบันทึกเวลาเรียนแทนครูที่เข้าสอน
พอคิดถึงหัวหน้าห้องเธอก็นึกย้อนไปถึงขบวนรถตักเครื่องจักรที่แล่นเข้ามาทำลายความสงบสุขของเธอตอนเช้า ทั้งที่เมื่อวานได้คุยกับหัวหน้าห้องขอเวลาสักอาทิตย์สำหรับการปิดต้นฉบับ สาเหตุเดียวที่คิดได้คือการ์ตูนของเธอรุนแรงเกินไปอาจจะโจ่งแจ้งเกินรับได้สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย
ทั้งที่คิดว่าผู้หญิงลักษณะแบบหัวหน้าห้องจะชอบแท้ ๆ
ปะวีราฮำเพลงในใจหยิบกระดาษที่ตัดเอาไว้พร้อมกับดินสอขึ้นมาวาดรูปเล่นในชั่วโมงเรียน ขึ้นโครงร่างเส้นเป็นภาพการ์ตูน วาดภาพของหัวหน้าห้องกับตัวเองในท่าทางเหมือนกำลังจะจูบแต่ต้องเหลือบสายตามามองใครบางคนที่เข้ามาขัดจังหวะ
“แนวนี้ไม่ค่อยได้วาดด้วยสิ”...
พักเที่ยงปะวีราก็ไปหมกตัวอยู่ในคอกที่ตัวเองกั้นขึ้นในห้องศิลปะ ดับเสียงอึกทึกของเครื่องจักรรอบข้างด้วยหูฟัง กรอกเพลงเสียงดังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว ประจำที่นั่งในท่าประจำยกขาข้างหนึ่งบนเก้าอี้แล้วก็วาดภาพไป
เดชานนครูคนเดียวประจำภาควิชาศิลปะเดินเข้ามามาเตือนปะวีราเรื่องเวลาเข้าเรียน ถึงกับยืนอึ้งเมื่อเห็นภายในจอมอนิเตอร์ เดินไปเคาะโต๊ะหน้าเครื่องคอมฯ
“ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว”
“อือฌองไปไหนก็ไปสิ เดี๋ยวฉันดูห้องให้”
“ฉันหมายถึงเธอควรเตรียมตัวขึ้นไปเรียน”
“โดด” ปะวีราลากเสียงยาว กลับไปให้ความสนใจหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังทำงานค้างอยู่
“แล้วภาพนี่มันอะไร” ครูหนุ่มเค้นเสียงเครียด
“คุณหัวหน้าห้อง แล้วก็ฉันไง ฉันแค่ลองวาดดูแล้วเห็นว่าเข้าท่าดีก็เลยมาลงสี”
“เข้าท่าอะไรแววตาใช้ไม่ได้เลย เธอต้องสื่อในภาพให้ชัดว่าใครเป็นเมะใครเป็นเคะ สีหน้าก็ไม่ค่อยสื่อ เธอต้องบอกออกมาว่า ตัวเธอในภาพกำลังรู้สึกอะไร รวมถึงตัวณพาภรณ์กำลังคิดอะไรอยู่ แล้วงานซีจีแบบนี้แสงสีมีความสำคัญมากมันควรไปทิศทางเดียวกับภาพ ฉันว่านะเธอต้องตอบโจทย์ให้ได้ก่อนว่าตัวละครในภาพกำลังคิดอะไร แล้วก็แสดงมันออกมา” เดชานนอธิบายทำไม้ทำมือประกอบแสดง หมุนวนบริเวณหน้าอกให้เห็นว่าเธอต้องเค้นมันออกมาจากหัวใจ
“โรคจิต” ปะวีราโผลงขึ้นมา มือยังวุ่นกับการใช้แทบเลตใส่ลายระเอียดในภาพ เดชานนเลื่อนปลายเท้าปิดสวิตปลั๊กพ่วงไฟหน้าจอมอนิเตอร์ เด็กสาวปึงปังขึ้นมาทันที วางปากกาที่จับงานค้างอยู่ตบลงบนโต๊ะ เลื่อนเก้าอี้ลุกขึ้น
“ฌอง อะไรของนายนะ”
“ไปเรียนได้แล้ว” ครูศิลปะหนุ่มท้าวเอว “เร็วด้วยอีกสองนาทีระฆังก็จะดังแล้ว” เขาส่งสายตาไปยังประตูทางออก ปะวีราทำปากเบี้ยวไม่พอใจแลบลิ้นใส่แกล้งเดินสะบัดกระแทกพื้น สวมรองเท้าเหยียบส้นเดินลากออกไปตามระเบียงทางเดิน...
ตอนเลิกเรียน ปะวีรากลับมาเปิดคอมพิวเตอร์งานของเธอถูกบันทึกไว้เรียบร้อยแล้วแต่มีอีกแฟ้มที่เดชานน แก้ไข้ไว้ เมื่อเปิดมาก็พบว่าเป็นภาพที่มีการแก้ไขหลายส่วน
“ไอ้ครูลามก” ปะวีราบ่นพลางกำหมัดขึ้นมากดกับศีรษะพยายามรีดเร้นความคิดพิจารณ์ภาพที่เธอวาดกับของที่เดชานนแก้ไข สีหน้าแววตาเป็นเรื่องที่เธอพยายามจะหนีเสมอในขณะที่เดชานนใส่ลงไปเต็มที่ทั้งแววตาสับสนของเธอในภาพ กับท่าทางรำคาญที่ถูกขัดจังหวะของหัวหน้าห้อง มือถูกวาดเพิ่มขึ้นในลักษณะยื้ดยุดบอกชัดว่าเธอกำลังถูกณพาภรณ์รุกเร้า ในขณะนั้นเสียงเครื่องจักรก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
เด็กสาวส่ายศีรษะเก็บไฟล์งานเข้ากล่องจดหมายของตัวเองและปิดเครื่องล๊อกกุญแจห้องศิลปะกลับบ้าน ขณะเดินออกจากประตูโรงเรียนเธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะรู้สึกว่ามันดังมาจากด้านล่าง จึงก้มลงไปดู มีโทรศัพท์หล่นคาอยู่กับทางระบายน้ำ ปะวีรากดรับโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะ” มีเสียงอุทานหลุดรอดมาจากปลายทางก่อนสายจะถูกตัดไป เด็กสาวขมวดคิ้วยุ่งทันที ก่อนดูหมายเลขที่โทรเข้ามาก็พบว่าไม่โชว์เบอร์ “อะไรกัน...” ปะวีรากดดูบันทึกหมายเลยโทรศัพท์ มีหมายเลขโทรศัพท์บันทึกอยู่เพียงเบอร์เดียว
มันเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของเธอเอง...
มีความจริงอย่างหนึ่งที่น่าอายคือเพื่อนในห้องไม่มีใครเคยถามเบอร์โทรศัพท์ของเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อนในกลุ่มการ์ตูนก็มีแฟนประจำของเธอไม่กี่คนและก็ครูเดชานน ซึ่งตามคาดไม่มีใครรู้เรื่องโทรศัพท์พวกนี้
“เปล่าคิดว่าคนอย่างฉันจะใช้โทรศัพท์ที่มีฟังชั่นพื้นๆแค่ถ่ายรูปฟังเพลงแค่นั้นเหรอ”
“แล้วใครกัน”
“ถามฉันจะรู้เรื่องมั้ย เฮ้ย อนิเมมาแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงค่อยโทรมาวีล่า” เสียงจากปลายสายทำเอาเด็กสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นบ้านลุกยืนขึ้นทันที
“การ์ตูนกับชั้นอะไรสำคัญกว่ากันฌอง” โทรศัพท์ถูกตัดสายทันที ปะวีราเดาะลิ้น เลื่อนโทรศัพท์ปิดวางลงข้างกับเครื่องที่เธอเก็บมา ก่อนปลดเข็มขัดถอดตะขอกระโปรงรูดออกเหลือกางเกงขาสั้นไว้ด้านใน
“ยำยำ มาม่า ไวไว”
“ครับพี่วี” เด็กแฝดวัยสิบขวบสามคนที่นั่งเรียงกันทำการบ้านขานรับ
“ไปช่วยกันเก็บผ้าก่อนเดี๋ยวตากน้ำค้าง เอากระโปรงกับถุงเท้านี่ไปโยนใส่แยกใส่ตะกร้าผ้าด้วย พี่จะทำกับข้าว”
“ครับพี่วี” เด็กทั้งสามประสานเสียง ปะวีรายกมือแก้ผมหางม้าของตัวเองขึ้นรวบเป็นมัดและผูกใหม่ สวมผ้ากันเปื้อนเข้าครัว
สี่โมงเย็นกลับบ้านมีเวลาพักนิดหน่อยก่อนทำกับข้าวให้พวกน้อง ๆ ที่กลับมาจากโรงเรียนกิน นั่งสอนการบ้าน หรือไม่ก็เล่นกับน้องจนสองทุ่มก็เริ่มต้อนพวกเด็ก ๆ ไปอาบน้ำนอน หลังจากนั้นก็เตรียมเสื้อผ้าใส่เครื่องซักตั้งเวลาให้มันทำงานตอนเช้ามืด และปัดกวาดบ้านเท่าที่จำเป็น สามทุ่มปะวีราก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน เธอมีเวลาใช้คอมพิวเตอร์นิดหน่อยขณะใช้พัดลมจ่อเป่าผมยาวของตัวเองให้แห้ง เธอนั่งในท่าประจำของตัวเองเปิดโปรแกรมอินสแตนซ์เมสเซนเจอร์ รายชื่อผู้ติดต่อมีคนอยู่ประมาณ ๗ คนส่วนใหญ่เป็นแฟนผลงานเธอที่อุดหนุนกันเป็นประจำ ส่วนฌองออฟไลน์ไปเพราะช่วงนี้เป็นเวลาเล่นเกมออนไลน์
ปะวีราโหลดจดหมายในกล่องมาไว้บนเครื่องของตนก่อนเปิดรูปที่ตัวเองทำค้างไว้เทียบกับรูปที่ฌองแก้ไข หากมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงมันควรจะเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่ ‘มีแต่จับต้องไม่ได้’ เหมือนการดำหาแก้วในสระน้ำสร้างความอึดอัดให้จนน่าหงุดหงิด
ตัวเธอในครั้งแรกไม่ได้คิดอะไรมากมองเพียงว่า ถ้าหัวหน้าห้องไม่ชอบการ์ตูนแนวที่เธอเขียนอาจจะชอบแนวผู้หญิงกับผู้หญิงแล้วก็วาดมันขึ้นมา ในขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาจากเครื่องที่เธอเก็บได้
เธอเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์
“สวัสดี” ปลายสายนิ่งเงียบ ปะวีราระบายลมหายใจแต่ยังจ่อโทรศัพท์ไว้ข้างหู
“สวัสดีค่ะ ปะวีรา ใช่หรือเปล่าค่ะ” เสียงจากปลายสายหวานใส ทำเอาปะวีราชะงัก มันชวนให้นึกถึงสาวน้อยน่ารักที่มีลักษณะใสซื่อ แต่เธอไม่คุ้นว่าเคยได้ยินเสียงใครในลักษณะนี้มาก่อน
“อืม เธอเป็นเจ้าของโทรศัพท์”
“ค่ะ”
“เธอเป็นใครนะฉันรู้จักเธอหรือเปล่า”
“เออ...เราอยู่ห้องเดียวกันค่ะ”
“งั้นเธอเป็นใคร”
“ปะวีรา ไม่สนใจได้มั้ยคะว่าฉันเป็นใคร”
“หา...” เด็กสาวเอียงคอขมวดคิ้วยุ่ง “แล้ว...นี่ฉันควรเริ่มจากตรงไหน ใช่ ๆ ทำไมเธอถึงบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของฉันเบอร์เดียวลงในโทรศัพท์ เธอเป็นเลสเบี้ยน เธอเป็นสโตเกอร์ หรือ เธอเป็นโรคจิต” ปลายสายเงียบสนิท ปะวีราถอนหายใจใกล้หมดความอดทน ปลายสายส่งน้ำเสียงละล่ำละลัก
“เดี๋ยวก่อนค่ะ...คือฉันตั้งใจว่าจะใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นติดต่อกับเธอ ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอ”
“เพื่อนโลกไหนเค้าประหลาดแบบนี้ หือ”
“ก็ ก็...คือว่า” ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง “ฉันไม่มีเพื่อนที่สามารถเปิดใจได้เลยค่ะ”
“ไม่ค่อยเข้าใจ”
“ฉันอยากมีใครสักคนที่สามารถเปิดใจได้อย่างเต็มที่”
“แบบนั้นเธอเป็นใคร”
“ฉัน...เปิดเผยไม่ได้จริง ๆ ค่ะ”
“บ้าแล้ว ฉันไม่คบกับคนประหลาดอย่างเธอหรอก”
“ปะวีรา ก็ไม่มีเพื่อนในห้องเลยไม่ใช่เหรอคะ”
“เธอพูดจาจี้ใจดำฉันเลยนะนี่” เด็กสาวยิ้มเยาะตัวเอง
“ขอโทษค่ะ แต่ว่าถ้าเราเป็นเพื่อนกันอย่างน้อยก็สามารถบ่นสุขบ่นทุกข์ให้เพื่อนเราฟังได้นะคะ”
“เธอดัดเสียงสินะ”
“...ค่ะ”
“โอเค จริงใจมากเลย ฉันจะเอาโทรศัพท์เธอไปไว้ที่ห้องปกครอง แล้วเธออยากจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ แต่ทำแบบนี้ฉันว่ามันไม่ใช่เพื่อนกันหรอก หรือเธอว่ามันน่าอายมากที่จะคบกับฉันอย่างเปิดเผย”
“เปล่าค่ะปะวีรา ฉันเองก็ละอายที่ทำเรื่องเห็นแก่ตัวแบบนี้ ขอโทษนะคะที่ทำให้รู้สึกไม่ดี”
“ไม่เป็นไรฉันเองก็อยากมีเพื่อนในห้องเหมือนกันถึงจะเริ่มไม่ดีก็เถอะ”
“ราตรีสวัสค่ะ” ปลายสายตัดไป เพื่อนใหม่ที่ไม่มีแม้แต่การแนะนำชื่อตัวเอง ปะวีราเกาศีรษะตัวเองก่อนนั่งเอียงคอไม่คิดว่าชีวิตจะได้เจออะไรพิสดารขนาดนี้ เสียงบีบแตรรถดังอยู่หน้าบ้าน ปะวีราชะโงกคอลงไปดูจากหน้าต่างชั้นสอง พบว่าพ่อแม่เธอกลับมาแล้ว
ปะวีราไม่ค่อยถูกโรคกับห้องปกครองนักเพราะก่อนหน้านี้เธอพ่นผมเป็นสีเขียวและสระออกไม่หมดต้องถูกจับมานั่งย้อมผมประจานคนเดินไปเดินมาตอนพักเที่ยง ตั้งแต่นั้นมาเธอเลยรู้สึกเป็นศัตรูกับห้องปกครองไปโดยปริยาย
เธอยืนท้าวเอวเล่นเกมจ้องตากับครูปกครองตัวใหญ่ผิวดำแดงที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธออยู่หน้าห้อง ต่างฝ่ายก็ไม่คิดจะพูดอะไรกันกลายเป็นยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ทำท่าจะท้าตีท้าแทงกัน แต่ดีที่มีคนกลางมาขวางไว้ไม่แบบนั้นทั้งสองคงได้แต่จ้องหน้ากันไม่ไปไหน
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ปะวีรา” ณพาภรณ์ คุณหนูไฮโซหัวหน้าห้องของเธอปรากฏตัวขึ้น ปะวีราไม่รีบรอช้าหยิบโทรศัพท์เครื่องที่เก็บได้ออกมาส่งให้ทันที
“ฉันเจอมือถือนะเลยเอามาฝากให้ห้องปกครองนะ เอาฝากเธอไว้เลยแล้วกัน” เด็กสาวยิ้มบางประดับมุมปากก่อนไปถลึงตามองครูฝ่ายปกครองแลบลิ้นใส่และเดินหนีทันที ณพาภรณ์รีบเดินตามปะวีราไป
“เดี๋ยวก่อน ปะวีรา”
“หือ”
“ขอโทษด้วยนะเรื่องห้องศิลปะที่มีการก่อสร้าง...”
“ขอโทษทำไมกัน” ปะวีราเหมือนจะงุนงงอยู่บ้างกับเรื่องที่หัวหน้าห้องเธอกำลังพูด
“ก็ฉันสัญญาแล้วว่าจะไม่ทำอะไรตอนนี้”
“แต่มันไม่ใช่ความผิดเธอนิ ฌองบอกฉันว่าผู้อำนวยการเป็นคนจัดการเองเพราะอยากสร้างพื้นที่ให้วงโย ฯ สำหรับซ้อม”
“ค่ะ” หัวหน้าห้องพยักหน้ารับ ปะวีรายิ้มเล็กน้อยก่อนหันหลังให้ เธอเดินตรงไปทางตึกเรียนที่สองซึ่งเป็นทางไปห้องศิลปะ ณพาภรณ์ ก้มมองมือถือในมือของตัวเองที่รับมาจากปะวีราก่อนเก็บลงในกระเป๋ากระโปรง...
วีล่าเป็นคนมีชื่อในกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบหนึ่ง เธอมีบล็อกที่มักจะอัพเดทในวันเสาร์อาทิตย์ของแต่ละสัปดาห์ โดยจะเขียนเรื่องของตัวเองไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของผลงาน ภาพวาด รวมถึงภาพถ่ายคอสเพลย์ พอถอดแว่นหวีผมเปิดหน้าผากเธอก็เป็นคนสวยคนหนึ่ง ยิ่งแต่งหน้าด้วยแล้วก็ไม่แน่แปลกใจที่ทำไมเธอดูจะเป็นคนที่หลายคนให้ความสนใจติดตามบล๊อกของเธอ
แต่ไม่ว่าแต่งตัวอย่างไร ปะวีราก็ยังคงสีหน้าของตนได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เธอไม่มีหน้ากากไว้ปิดบังเนื้อแท้ ผิดกับณพาภรณ์คุณหนูไฮโซที่พยายามซ่อนตัวเองแม้จะรู้ว่าบทสรุปสุดท้ายของเรื่องอาจจะนำมาซึ่งความเสียใจ
วันนี้มีการจัดกลุ่มทำรายงานในวิชาเคมี โดยครูให้งานเกี่ยวกับธาตุต่าง ๆ กลุ่มละสามคนเพื่อรายงานหน้าชั้นและรวมเล่มเป็นหนังสือ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีกลุ่มหนึ่ง ต้องมีสองคน
“หนูของประท้วงค่ะ ถ้าแบ่งกลุ่มละ ๓ ตามหมายเลขอันดับในห้อง หนูต้องจับคู่กับ ปะวีรา” ทั้งห้องเงียบกริบ บรรยากาศที่สดใสเปลี่ยนเป็นมืดทึบขึ้นทันที สำหรับปะวีรานอกจากความเงียบแล้วเธอยังสัมผัสถึงความเย็นยะเยือกที่ลงมาปกคลุมภายในห้อง ครูหนุ่มร่างอ้วนท้วมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนก้มมองแฟ้มเอกสาร
“แบบนั้นเธอกับปะวีรา ตอนพักเที่ยงมาหาครูที่ห้องเคมีหน่อยแล้วกัน” เขาพยักหน้าคางกระเพื่อมขณะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อพลางเดินมาหยิบกล่องกระดาษที่เตรียมมาไว้ “เรามาจับฉลากกันก่อนว่าใครจะทำรายงานเรื่องของธาตุอะไร” ครูฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดีหวังให้บรรยากาศในห้องดีขึ้นบ้าง
“หนูไม่ยอมค่ะ เราต้องคุยเรื่องกลุ่มกันก่อน ครูให้นักเรียนในห้องจัดกลุ่มกันเองไม่ดีกว่าเหรอคะ” เด็กสาวยืนแผดเสียงไม่ต่างกับผู้ทรงเกียรติในสภาฯเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปะวีราลุกพรวดขึ้นไปทันที
“ขอสักนิด...ทำไมถึงรวมกลุ่มกับฉันไม่ได้” เด็กสาวผมหางม้ากล่าวเสียงเรียบ ในขณะที่หัวคิ้วแทบชิดติดกันจ้องเขม็งไปยังสาวผมเปียคู่กรณี
“วัน ๆ ฉันไม่เคยเห็นเธอเรียนอะไร เอาแต่นั่งวาดรูปเล่น” เด็กสาวผมเปียคู่หันใบหน้าไปทางปะวีรา สายตาแข็งกร้าวพร้อมตอบโต้ แสดงตนเป็นผู้เสียหายชัดเจน ปะวีราไม่เข้าใจว่าตัวเองไปทำความแค้นให้ใครถึงได้ถูกตอบโต้ด้วยสายตาอย่างกับเป็นศัตรูคู่แค้น
“เค...เข้าใจละ แบบนั้นรายงานหนูทำคนเดียวก็ได้ค่ะครู” ปะวีรายอมถอยง่ายกว่าที่ใครคิด ครูร่างท้วมถอนหายใจ ดูเหมือนมีความในใจมากมายและกำลังลำดับคำพูดอยู่
“เนื้อหารายงานมันง่าย ๆ พวกเธอเข้าอินเทอร์เน็ท ก๊อปปี้มาส่งครูก็จบถ้าคิดจะทำนะ แต่ครูไม่แนะนำนะ จับได้โดนไล่ไปทำมาใหม่แน่” ครูร่างท้วมยิ้มใจเย็นพลาง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาอีกครั้งเพื่อซับเหงื่อ “ในฐานะที่เป็นครูประจำชั้นด้วยครูคงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้ ครูไม่ได้ตำหนิพวกเธอนะ อย่าเพิ่งทำหน้ารำคาญกันสิ” ครูยิ้มอีกครั้งดูเหมือนว่ารอยยิ้มนี้จะปรับอารมณ์ของทุกคนในห้องให้สบายลง ก่อนทำมือส่งสัญญาณให้เด็กนักเรียนทั้งสองที่ยืนค้างอยู่นั่งลง
“ถึงเป็นงานง่าย ๆ แต่ครูให้ทำงานกลุ่มเพราะว่าพวกเธอจะได้มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน ถ้าให้พวกเธอต่างคนต่างทำ ส่งรายงานครบตามเนื้อหา ออกมารายงานหน้าชั้นให้เพื่อนเข้าใจ ตอบข้อคำถามของครูได้ พวกเธอมั่นใจว่าจะได้คะแนนเต็ม เพราะไม่มีใครคอยฉุดคะแนนเหมือนทำงานกลุ่ม แต่พวกเธอจะไม่ได้ประสบการณ์ของการทำงานร่วมกันเลย” ครูผายมือให้ทุกคนมองอีกแง่มุมหนึ่ง เด็กสาวผมเปียยกมือขึ้น ครูหนุ่มยิ้มรับพยักหน้ายกมือเชิญให้เธอลุกขึ้นพูด
“ครูพูดมาหนูฟังก็พอเข้าใจค่ะ แต่ทุกอย่างของพวกหนูถูกกำหนดอยู่กับคะแนน ดังนั้นผิดเหรอคะที่หนูจะต้องเห็นแก่ตัว คะแนนมิตรภาพหรือประสบการณ์ทำงานกลุ่มมันไม่ได้เขียนลงในใบรับรองการศึกษานะคะ”
“นั้นสิเถียงไม่ออกเลย” ครูหนุ่มยกนิ้วชี้ขึ้นสะกิดปลายจมูก ปากขึงเป็นเส้นตรงใช้ความคิด “ณพาภรณ์มีอะไรจะพูดหรือเปล่าครูเห็นเธอจ้องมาพักใหญ่แล้ว”
“ค่ะ” ณพาภรณ์ลุกขึ้น การเคลื่อนไหวของเธอเหมือนมีพลังอย่างหนึ่งสะกดทุกคนในห้องให้เงียบตั้งใจฟัง “ถ้าหนูจะเสนอให้แบ่งเป็นกลุ่มละ ๔ คนแทนครูว่าจะมากเกินไปหรือเปล่าค่ะ”
“เนื้อหาของแต่ละกลุ่มจะมากขึ้น ใจจริงครูอยากจะเห็นความหลากหลายในการนำเสนอของพวกเธอ แต่...ครูเข้าใจสถานการณ์ แล้วยังไงต่อ ณพาภรณ์”
“หนูขอเป็นคนแบ่งกลุ่มเองค่ะ” แววตามุ่งมั่นของณพาภรณ์ทำให้ครูหนุ่มสนใจดูหน้าไพ่ที่เธอปิดไว้...
ณพาภรณ์เดินมาหน้ากระดานดำจับชอล์กแบ่งกลุ่มทั้งหมดออกเป็น ๑๑ กลุ่ม และเขียนชื่อลงไปอย่างคล่องแคล่วเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาพที่วาดไว้ในหัวสมอง
รายชื่อเริ่มจากคนที่หนึ่งกลุ่มหนึ่ง คนที่หนึ่งกลุ่มสอง เรื่อยไปจนครบสิบเอ็ดกลุ่ม จบแล้วจึงกลับมาเขียนรายชื่อคนที่สองของกลุ่มหนึ่ง เสียงอื้ออึงด้วยความสงสัยดังขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่เข้าใจว่าหัวหน้าห้องใช้วิธีไหนในการจัดกลุ่ม ณพาภรณ์รอให้ถึงจังหวะหนึ่งจึงเริ่มหันมาอธิบาย
“รายชื่อนี้จัดกลุ่ม โดยใช้คะแนนการทดสอบความเข้าใจและความรู้พื้นฐานของนักเรียนก่อนหน้านี้ ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ของแต่ละคนภายในห้อง โดยจะเห็นว่าแต่ละคนในแต่ละกลุ่มรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว” อาจารย์หนุ่มร่างท้วมเบิกตากว้างโดยไม่รู้ตัวในขณะที่คนอื่นเงียบกริบ ปล่อยให้ณพาภรณ์บรรเลงเสียงชอล์กเคาะกับกระดานอยู่หน้าห้อง ไม่นานรายชื่อนักเรียน ๔๔ คนก็ขึ้นกระดานดำเป็นระเบียบด้วยลายมือบรรจง ครูหนุ่มมองดูรายชื่อก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปไว้
“แล้วอีกสามคน”
“มีหนู ปะวีรา และ ลิปิการ์ ค่ะ” ครูหนุ่มพยักหน้า
“อืม แบบนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เรามาจับฉลากกันเถอะ” ครูร่างท้วมเขย่ากล่องกระดาษสีสวยในมือ หวังปัญหานี้ควรจะจบลงได้แล้ว
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” เด็กสาวผมเปียคนเดิมยกมือขึ้นขออนุญาตพูด ครูหนุ่มพยักหน้าให้เธอลุกยืนขึ้น “แล้วกลุ่มของณพาภรณ์จัดมายังไงคะ”
“ฉันเข้าไปช่วยครูทำคะแนนเลยรู้ว่ามี ๓ คนที่ได้คะแนนการทดสอบเต็ม ก็ ฉัน ลิปิการ์ ปะวีรา” ความสนใจของทุกคนในห้องหันไปทางปะวีราทันที ในขณะที่เด็กสาวผมเปียยังรู้สึกไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
“ถึงการทดสอบก่อนเข้าเรียนไม่คิดคะแนนในสมุดพกแต่จะบอกว่าฉัน แพ้คนที่เลื่อนลอยเอาแต่วาดรูปเล่นแบบนี้นะเหรอ” เด็กสาวผมเปียกระแทกก้นนั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์ ปะวีรานั่งตัวสั่นก่อนลุกขึ้นเดินออกจากนอกห้องทันที ณพาภรณ์ส่งสายตามองตามโดยไม่รู้ตัวก่อนดึงตัวเองกลับมากับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ต่อไปเรื่องของรายงาน พวกหนูสามคนจะเป็นบรรณาธิการ กำหนดเนื้อหาให้กลุ่มต่าง ๆ ส่งงานให้พวกหนูจัดทำรูปเล่ม” ณพาภรณ์ขยับมือประกอบจังหวะการพูด ครูหนุ่มพยักหน้าก่อนหันไปด้านหลังห้องมุมติดหน้าต่าง
“แล้วลิปิการ์เธอว่ายังไง” เด็กสาวตัวเล็กยกมือขึ้นพร้อมยืน เธอทำท่าจะพูดบางอย่างแล้วก็เงียบไป ทำเอาคนที่ลุ้นอยู่ถอนหายใจแทบจะทั้งห้อง สุดท้ายพยักหน้าย้ำอยู่สองครั้ง
“ไม่มีปัญหาค่ะ” แล้วก็นั่งลง...
ปะวีราตัดสินใจออกมาเพราะรู้ตัวว่าถ้านั่งอยู่ตรงนั้น มือเท้าเธอต้องขยับไปโดนยายผู้หญิงผมเปียในห้องแน่ คิดจะหลบไปห้องศิลปะก็ไม่แน่ว่าจะเจอฌองเธอจึงตัดสินใจนั่งอยู่ด้านหลังตึกที่ลับสายตาคนเสียหน่อย สูดหายใจลึก ๆ ทำใจให้สงบ
แต่เมื่อหลับตาก็มองเห็นภาพการพูดของฌพาภรณ์เมื่อครู่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง หัวหน้าห้องสามารถทำให้ทุกคนยอมรับข้อเสนอของตัวเองได้ ผิดกับตัวเธอแค่จะเข้าร่วมกลุ่มทำรายงานยังไม่มีใครเอา
เธอเริ่มรู้สึกชัดแล้วว่ามนุษย์เราสำคัญที่ภาพลักษณ์ ถ้าสร้างความน่าเชื่อถือได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถขยับได้ตามที่ต้องการ ในเวลานั้นโทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงก็สั่นขึ้นทำให้เธอต้องรีบหยิบออกมารับ เบอร์แปลก ๆ ที่ไม่คุ้นตาทำให้เธอลังเลเล็กน้อยที่จะรับ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะ ปะวีรา นี่ฉันเองนะเธอยังจำได้หรือเปล่า” เสียงหวานใสอ่อนโยนยากจะลืมดังจากปลายสาย แต่แทนที่จะรู้สึกยินดี ปะวีรากลับรู้สึกว่าตัวเองโดนปัญหาใหม่วิ่งเข้ามาทับถมไม่จบสิ้น
“เธอนั่นเอง ว่าไงละ”
“กำลังคิดว่า เธอน่าจะตอกกลับยายนั้นให้หน้าหงาย” ปลายสายกล่าวเสียงหวานหัวเราะคิกคักอย่างสดใส ปะวีราเบ้ปาก
“ฉันผิดเองละ ทำตัวแบบนั้นใครจะเชื่อถือ”
“ถ้าเธอคุยกับคนในห้องบ้าง ฉันเชื่อว่าเธอจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน พวกผู้ชายส่วนใหญ่ก็ชอบผู้หญิงที่ดูสดใสด้วย” ปะวีราฟังแล้วก็ถอนหายใจ
“ฉันจะเรียกเธอว่าอะไรดี”
“เหม่ยก็ได้”
“เหม่ยไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากมีเพื่อนหรอกนะ แต่ว่ามันมีความรู้สึกที่ต่อกันไม่ค่อยติดหลายอย่าง หนึ่ง ฉันย้ายมาเรียนตอน ม.๕ สอง อีกสี่ห้าเดือนฉันก็จะอายุ ๑๘ แล้ว แก่กว่าพวกเธอเป็นปีสองปี มันต่อกันไม่ติดจริง ๆ นะ”
“เป็นปมด้อยเหรอคะ ฉันว่ามันไม่เห็นเกี่ยว เออ ชื่อเล่นจริง ๆ ของปะวีรา...”
“วี พ่อแม่กับน้องเรียกฉันแบบนี้” เธอเผลอทำเสียงเครียดไม่รู้ตัว
“ฉันมองว่าตัววีเองก็มีจุดเด่นที่น่ายกขึ้นมาอวด อย่างการได้ทุนไปเรียนเมืองนอกถึง ๒ ปี หรือการที่ตัววีมีความสามารถในการวาดรูป”
“เธอนี่เป็นสโตเกอร์ฉันเหรอ ถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้”
“เรียกว่า เหม่ย สิ”
“อะ เหม่ย เธอจะมาสนใจอะไรฉัน”
“ก็ฉันอยากเป็นเพื่อนกับวี” คำตอบที่เหมือนพายเรือในอ่างทำให้ ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ปลายสายเข้าใจว่าเพื่อนแบบนี้มันไม่มีหรอก
“เอา ๆ แล้วไงต่อจ้ะ เหม่ย เราเป็นเพื่อนกันแล้ว”
“ฉันอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าวีเป็นคนที่น่าสนใจ”
“จ้ะ แล้ว”
“ก็กลับห้องมาก่อนเถอะคะ”
“ไม่เอา ฉันโดดแล้ววันนี้”
“ใจดำจัง”
“หา” ปะวีราลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง “เธอจะทำตัวเป็นแม่ฉันเหรอ ทั้งว่าทั้งสั่งสอน แถมอยู่ดี ๆ มาว่าฉันใจดำอีก”
“ก็วีใจดำจริง ๆ หัวหน้าห้องจัดกลุ่มใหม่ก็เพื่อวีไม่ใช่เหรอ ไม่ขอบคุณไม่ว่านี่จะหนีกลับบ้าน” คำพูดนี้แทงใจปะวีราอย่างแรง เธอทรุดลงนั่งตามเติม
“ฉันต้องขอบคุณหัวหน้าห้องอยู่แล้วละ” ปะวีรากล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน “ดีนะคนอย่างหัวหน้าห้องนี่ ทันทีที่ออกมาพูดทุกคนก็ฟังหมด ขนาดครูเองยังยอมคล้อยตาม”
“ก็...ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ยายนั้นก็แค่สร้างภาพทำให้คนอื่นมองว่าน่าเชื่อถือเท่านั้น จัดงานวันเกิดใหญ่โต ใครได้ไปงานก็คงต้องรู้สึกเกรงใจเธอโดยไม่รู้ตัว”
“ไม่เท่านั้นหรอก ตัวเค้าเองตัดสินใจอะไรได้รวดเร็ว วิธีการแก้ปัญหาก็ทำให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน จะมีก็แค่อย่างเดียวที่ฉันไม่ค่อยชอบ... เอาละฉันจะกลับห้อง แล้วเราค่อยคุยกันใหม่แล้วกันเหม่ย”
“เดี๋ยวก่อนวี อะไรเหรอที่เธอไม่ชอบ” ปะวีรานิ่งคิดพักหนึ่งก่อนตัดสายโทรศัพท์ทิ้งไป...
“ขอบคุณนะเรื่องงานกลุ่ม” ปะวีราเดินเข้าไปหาณพาภรณ์หลังเลิกเรียน หัวหน้าห้องยิ้มรับส่ายศีรษะ
“ฉันว่า บางทีเธออาจจะสาปแช่งฉันที่หลังก็ได้ เพราะสิ่งที่ฉันตั้งใจทำ งานส่วนใหญ่ของกลุ่มจะตกลงไปอยู่ที่เธอ” หัวหน้าห้องหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าคืนให้เจ้าของ ปะวีราเห็นปุ๊บก็จำได้ทันทีว่าเป็นการ์ตูนที่เธอพิมพ์ให้หัวหน้าห้องเอาไปดูเมื่อหลายวันก่อน
“จะว่าไป ตอนแรกฉันเข้าใจว่ามันรุนแรงไปสำหรับเธอ จนปฏิเสธคำขอร้องของฉัน”
“ก็รุนแรงเกินไปจริง ๆ ละ แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้น ฉันชอบบทสรุปของเรื่องนะ ตัวพระเอกยอมแลกทุกอย่างให้ได้มาเพื่อคนที่เข้าใจตัวเขา”
“แม้สุดท้ายจะผิดหวังแบบนั้นเหรอ” ปะวีราเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งด้านข้างณพาภรณ์
“ดูเหมือนว่าเธอจะไมได้เขียนเรื่องเอง ฉันว่ามันไม่สะท้อนตัวเธอ”
“อืออืม ฌองเขียนนะ เค้าชอบบอกว่าบทสรุปของฉันมันไม่เหลืออะไรค้างในใจคนอ่าน”
“อ่านจบแล้วก็จบกันไปเหรอ”
“อืม” ปะวีราพยักหน้า
“กำลังพูดคุยเรื่องอะไรกันเหรอคะ” น้ำเสียงหวานแบบเด็ก ๆ ที่ดังขึ้นทำให้ปะวีรารีบหันหาต้นเสียงด้วยความตกใจ ในขณะที่ณพาภรณ์หันไปยิ้มรับ เด็กสาวรูปร่างบางที่ออกจะดูตัวเล็กกว่าเด็กรุ่น ๆ เดียวกัน
เพื่อนร่วมห้องคนนี้เป็น หนึ่งในไม่กี่คนที่ปะวีราจำได้ เพราะถึงตัวเล็กแต่ก็เลือกที่จะนั่งแถวหลังสุด ชอบหันออกไปมองนอกหน้าต่าง และไม่ค่อยยุ่งกับใคร เพราะโทรศัพท์ของสโตเกอร์ลึกลับนั้นด้วยทำให้ปะวีราสนใจคนในห้องที่ดูไม่ค่อยมีเพื่อน
“การ์ตูนที่ ปะวีราเขียนน่ะค่ะ” หัวหน้าห้องตอบด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรเชื้อเชิญ
“สนใจอ่านได้นะ” ปะวีรายื่นซองสีน้ำตาลให้
“อ๋อ เข้าใจว่าคุยเรื่องงานกลุ่มกันอยู่” เด็กสาวตัวเล็กรับซองกระดาษมาด้วยถูกส่งให้
“มาพร้อมหน้ากันแล้วฉันจะแนะนำตัวให้แล้วกัน ปะวีรา นี่ ลิปิการ์ เป็นนักเขียนมือล่ารางวัลงานประกวดต่าง ๆ”
“ลิปิการ์ค่ะ” เด็กสาวย่อตัวชักเข่าเล็กน้อย “ยังไม่เคยชนะรางวัลไหนเลยคะ แต่ว่าเรื่องเป็นนักเขียน ไม่น่าจะมีใครรู้” เธอทำหน้างง
“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอะไรใช่มั้ยละ”
“ก็ค่ะ”
“ส่วนนี่ ปะวีรา เป็นประเภทมัลติทาเลนท์ ความสามารถที่เขียนในใบสมัครเข้าเรียนยาวเป็นหางว่าวเชียวละ”
“แต่...พ่อกับแม่ฉันเรียกว่าจับจดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน” ปะวีราดันแว่นขึ้น หัวหน้าห้องส่ายศีรษะเล็กน้อยเหมือนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
“ฉันคิดไว้แล้วเรื่องงานกลุ่ม เราจะใช้ความสามารถวาดรูปของปะวีรา และความสามารถในการสร้างสรรค์คำของลิปิการ์ทำงานนี้กัน เธอติดงานเขียนมาบ้างหรือเปล่า อยากให้ปะวีราได้ลองอ่านดูก่อน เราจะได้พอมองเห็นความสามารถของแต่ละคน” เด็กสาวร่างเล็กพยักหน้ากอดซองสีน้ำตาลไว้ขณะมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“อยู่ในโทรศัพท์ เดี๋ยวส่งไปให้” ลิปิการ์กดปุ่มโทรศัพท์อย่างคล่องแคล่วเพียงอึดใจก็เก็บโทรศัพท์คืนกระเป๋ากระโปรง ปะวีรา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างงุนงง ไม่น่าจะมีใครบันทึกเบอร์โทรของเธอไว้ แล้วตัวลิปิการ์เอาเบอร์มาจากไหน เร็วเท่าความคิดเธอกดเรียกหมายเลขของ เหม่ย ขึ้นมาทันที ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างที่ตัวเองตั้งข้อสงสัยไว้
“พวกเธอดูผลงานของกันก่อนน่าจะดี พรุ่งนี้ฉันจะสรุปรูปแบบให้ฟัง” หัวหน้าห้องลุกขึ้นจัดเสื้อของตนเล็กน้อยให้ดูดีก่อนจับกระเป๋านักเรียนส่งสายตาและรอยยิ้มแทนคำลา
ตอนหัวค่ำโทรศัพท์ของปะวีราดังขึ้นขณะที่กำลังวุ่นวายกับงานบ้าน ชื่อของลิปิการ์ที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือทำให้เธอแปลกใจไม่น้อย
“ปะวีราคุยได้มั้ย”
“หา...อืมได้สิ” เด็กสาวพยักหน้าให้โทรศัพท์พลางคิดไปว่าเสียงของ เหม่ย จะฟังดูน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวถ้าลิปิการ์จะเป็นเหม่ย
“คือขอโทษนะ...” เสียงเงียบไปปะวีรารู้สึกได้ยินเสียงสูดหายใจลึก “กรี๊ด” ปลายสายหวีดเสียงแหลมสูง ปะวีรากระชากโทรศัพท์ถอยห่างตัวแทบไม่ทัน “เธอคือวีล่า เธอใช้นามปากาว่าวีล่า”
“อืม เป็นชื่อในอินเทอร์เน็ตไม่ใช่นามปากกาอะไรหรอก”
“นั้นละ ๆ ฉันติดตามผลงานเธอมาแทบทุกเล่มไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะเป็นคนในห้องเดียวกัน”
“แสดงว่าอยู่ข้างนอกนี่ฉันประหลาดจนเธอจำไมได้เลยเหรอ”
“เปล่านะ เปล่าเธอสวยมากเลยละน่ารักด้วย กรี๊ด พูดไปแบบนี้น่าขนลุกจัง เออ...ฉันชอบเรื่องที่เธอเขียนมากเลยนะ”
“เรื่อง...ฉันไม่ได้เป็นคนคิด”
“รูปที่เธอวาดก็สวยมากด้วย ถ้าฉันออกนิยายรวมเล่มได้เธอต้องวาดปกให้ฉันนะ”
“ได้สิ” ปะวีราแอบอมยิ้มออกมา
“งั้น เรามาเป็นเพื่อนกันตกลงนะ”
“จ้า”...
ลิปิการ์แต่งตัวในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาว ลูกไม้หวานเติมระบายสวยงามสมวัย เธอแวะมาที่บ้านของปะวีราในวันหยุด เพื่อนขอดูการ์ตูนที่เธอวาด ดูไปแล้วลิปิการ์ไม่น่าใช่คนที่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี
“เข้ามาเลย ๆ” ปะวีราออกมาเปิดประตูรั้วให้ทั้งที่อยู่ในชุดนอนแบบปาจาม่า เดินนำพาเข้าไปใต้ชายคาที่จอดรถ บ้านของปะวีราเป็นบ้านสองชั้นทรงฝรั่งมีพื้นที่โดยรอบอยู่เล็กน้อย เมื่อเลื่อนประตูมุ้งลวดเข้าไปภายในตัวบ้าน น้อง ๆ ทั้งสามของปะวีรา ที่กำลังช่วยกันประกอบตัวต่อเงยหน้ามองเพื่อนของพี่สาวตาแป๋ว
“นี่เพื่อนพี่ชื่อลิป”
“สวัสดีครับ” เด็กทั้งสามประสานเสียง ยกมือไหว้
“สวัสดี พี่ทำขนมมาฝากด้วย” ลิปิการ์หยิบถุงคุกกี้ห่อใหญ่ออกมาจากกระเป๋าถือ “มีคุกกี้สองแบบเป็นลูกพรุนหิมพานต์กับลูกเกดอัลมอนต์” เด็กทั้งสามประสานเสียงขอบคุณขณะที่พี่สาวรีบสั่งให้เอาจานมาใส่กินให้เรียบร้อย ก่อนพาลิปิการ์ขึ้นห้องไป
ห้องของปะวีราอยู่ชั้นสองของบ้าน พื้นไม้ดูเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้น่าหวาดเสียว ภายในห้องโล่งกว้างไม่บ่งบอกความชอบหรือรสนิยมอะไรเป็นพิเศษ ที่จะเด่นสะดุดตาก็เป็นชั้นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยตำราต่าง ๆ กับเตียงนอนขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่ อายุคงพอ ๆ กับความเก่าของบ้าน ปะวีราหันมองสีหน้าเพื่อนใหม่ก็สัมผัสถึงความพรั่นพรึงอันเนื่องจากความเก่าแก่ของเตียงและบรรยากาศภายในห้อง
“ดูไม่ค่อยเหมือนห้องเด็กผู้หญิงนะว่ามั้ย” เธอออกตัวก่อนเชิญมานั่งบนเตียง ลิปิการ์พยักหน้ารับ
“เข้าใจว่าอาจจะมีโต๊ะเครื่องแป้ง”
“เป็นห้องเก่าของคุณปู่นะ ก่อนหน้านี้ฉันนอนกับพวกน้อง ๆ อ๋อเดี๋ยวฉันเอางานให้เธอดูแล้วกัน” ปะวีราเดินไปที่ตู้หนังสือก้มลงหยิบกระเป๋าที่มักจะเห็นเธอถือมาโรงเรียน หยิบสมุดและกระดาษปึกใหญ่มาตั้งไว้บนเตียง ลิปิการ์ห่อไหล่ยิ้มหน้าบานก่อนหยิบสมุดสเก็ตภาพมาเปิดดู แค่ภาพแรกก็ทำเอาเด็กสาวตัวเล็กหน้าแดง ร้องออกมาเสียงหลง
“กรี๊ด... พี่นัทที่เป็นนักเทนนิสกับพี่บอล”
“ท่าทางฉันต้องเตรียมกระดาษชิดชู่ให้เธอหน่อยแล้ว เลือดลมสูบฉีดดีเหลือเกิน” ปะวีราล้อเลียน
“แหะ ๆ ไม่เป็นไร ฉันไม่ขนาดนั้นหรอก แต่เขียนโจ๋งครึ่มแบบนี้... กรี๊ด พี่ป๊อดเป็นเอส ด้วยร้อนแรงเกินไปแล้ว อิอิ” ลิปิการ์หันมายิ้มแก้มป่องกับคนวาดที่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ ก่อนพลิกกระดาษแต่ละแผ่นด้วยความตื่นเต้น ปะวีราเห็นเพื่อนชอบก็พยักหน้ายินดี แต่มีบางอย่างที่สงสัยอยู่บ้าง
“เธอว่าฉันโรคจิตหรือเปล่า”
“ฉันว่ามันเจ๋งจะตายไป ไอเดียการเอาคนหล่อ ๆ ในโรงเรียนมาเขียนเป็นฉากอัศจรรย์ จะว่าไม่มีรูปครูเดชานนกับใครบ้างหรือเปล่า”
“ก็มี” ปะวีราหัวเราะก่อนหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาเปิดกางให้ดู ลิปิการ์เห็นแล้วแทบจะลืมหายใจ สองมือป้องปากปิดเสียงกรี๊ดของตัวเอง
“ครูเดชานนกับครูยักษ์ฝ่ายปกครอง สีหน้าสุดยอดมาก โอ้ยไม่ไหวแล้ว” ลิปิการ์ปิดสมุดสูดหายใจลึกพยายามจะสงบสติอารมณ์ ปะวีราเห็นคนมีปฏิกิริยากับงานของตัวเองมากก็อดอมยิ้มไมได้
“แฟน ๆ ส่วนใหญ่ชอบพวกหนุ่มหล่อมากกว่า จริง ๆ อ้วนดำแบบครูยักษ์ น่าตื่นเต้นดีออกว่าเปล่า ”
“อือ อืม” ลิปิการ์ พยักหน้า ก่อนเปิดสมุดใหม่อีกครั้งพบภาพหนึ่งก็แปลกใจ
“วีลากับหัวหน้าห้อง...” เป็นภาพลายเส้นที่ปะวีราวาดเอาไว้ในกระดาษด้วยดินสอ ในชั่วโมงเรียนก่อนที่จะถูกฌองตำหนิหลาย อย่าง
“สนใจแนวนี้ด้วยเหรอ มีไม่ค่อยมากหรอกนะ แต่บางครั้งเจอคนสวย ๆ ก็อยากลองวาดดู”
“แค่แปลกใจ เธอเอาตัวเองเป็นแบบด้วย”
“อืม เอ๋ นี่เธอกำลังคิดอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”
“เผลอคิดไปแล้ว” ลิปิการ์หัวเราะสดใส “แต่ว่าภาพนี้ดูแข็ง ๆ ไปหน่อย...เหมือนขาดความกล้าผิดกับภาพอื่น ๆ ที่ผ่านมา”
“อืม...ก็แค่เดาไม่ถูกเท่านั้นเองว่า ถ้าเป็นตัวเองจะทำหน้าตายังไงเวลาเจออะไรแบบนี้ อีกอย่างเดาสีหน้าของหัวหน้าห้องไม่ค่อยถูกด้วย”
“ทำไมล่ะ วาดเล่นต้องสนใจเหรอว่าจะแสดงสีหน้าอะไร แบบนี้มันน่าสงสัยนะ” ลิปิการ์มองสอดสายตาทำสงสัย ทำเป็นยิ้มจับผิด ปะวีรากลับคิดตาม
“เธอว่า บางทีฉันอาจจะอยากจูบกับหัวหน้าห้อง แล้วสื่ออกมาเป็นภาพ ก็ไม่แน่นะ”
“แน่นอน แต่พล๊อตนี้น่าสนใจนะสาวน้อยที่เขียนการ์ตูนยาโอยกลับมีความรักแบบยูริ” ลิปิการ์เงยหน้าขึ้นฝันไปไกล
“ไม่ได้หรอก ฉันมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับการจูบ”
“หือ” ลิปิการ์ขมวดคิ้วยุ่งแทนคำถาม
“ฉันเคย...เกือบโดนข่มขืน”...
ปะวีราเดินมาส่งลิปิการ์ถึงหน้าบ้านแล้วก็เกิดความกังวลขึ้นมาว่าการที่เปิดเผยตัวเองมากไปอาจจะกลายเป็นว่าต้องเสียเพื่อนแม้ว่าลิปิการ์แสดงความเห็นอกเห็นใจและบอกว่าถ้าได้พบเจอคนที่ชอบจริง ๆ ก็น่าจะลืมเรื่องร้าย ๆ ไปได้ แต่ขนาดฌองที่เธอไว้ใจและสนิทสนมกันมาก ปะวีราเองยังรู้สึกขยะแขยง ทั้งที่หากตัดเรื่องความเป็นคนบ้าการ์ตูนญี่ปุ่นทิ้งไป หมอนี้ก็มีลักษณะของชายในฝันของสาว ๆ หลายคน
วันอาทิตย์ ประวีราไปขายการ์ตูนที่ตัวเองเขียน ณองจัดหาเสื้อผ้าสำหรับการแต่งตัวให้กับประวีราเป็นนางเอกอนิเมที่ตัวเองกำลังชอบ ใครได้ยินเข้าคงต้องคิดว่าฌองโรคจิตแต่เขาก็มีข้ออ้างที่ดีว่าเพื่อเป็นจุดเด่นสำหรับการขายการ์ตูน
เหล่าสาว ๆ ซึ่งมีรสนิยมเฉกเดียวกันเข้าแถวอยู่หน้าบูทจนกระทั้งเริ่มเวลาขาย ลิปิการ์ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยไม่มีสิทธิพิเศษอะไรสำหรับเล่มที่มีการรันหมายเลขลำดับการพิมพ์ไว้ แต่มีรูปพิเศษที่เด็กสาวตัวเล็กขอเอาไว้แอบแทรกอยู่ด้านใน เมื่อขายหมดปะวีราก็เก็บป้ายมารวมกันไว้ กดโทรศัพท์เรียกฌองมาช่วยเก็บของและชวนไปหาอะไรทานกันสำหรับมื้อเที่ยง
“หมดแล้วเหรอ” เสียงนั้นทำเอาปะวีราสะดุ้ง เงยหน้ามองต้นเสียงพบว่าเป็นณพาภรณ์หัวหน้าห้องก็รีบหลบสายตาทำเป็นไม่รู้จัก ในใจคิดว่าบางทีมันอาจจะได้ผลเพราะดูเหมือนว่าสภาพของเธอตอนนี้ไม่น่าจะมีใครจำได้ แต่ว่าหลบไปทำไม? ปะวีราถามตัวเองก่อนเงยหน้ามอง อีกครั้งแต่จะทักทายก็รู้สึกพูดไม่ออก เพราะคุณเธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงแขนสั้นสีขาวขลิบสีม่วง โชว์ช่วงขาด้วยถุงน่องสีทึบ ทรงผมใบหน้าเซ็ทมาอย่างดูดี
ณพาภรณ์จับสายกระเป๋าถือ เม้มริมฝีปากเหมือนกักคำพูดไว้ไม่ให้หลุดออกไปก่อนจะคลายความตึงเครียดลง
“สวัสดี” เธอหน้ากากยิ้มแย้มเช่นปรกติ
“สวัสดี หัวหน้าห้อง อารมณ์ไหน แบบว่าอะไรทำให้เธอเดินเข้ามาในนี้”
“คิดว่าบางทีอาจจะเจอเธอ ก็เลยเดินเข้ามา”
“หา...” ปะวีราเหมือนพูดอะไรไม่ออก
“ก็เธอบอกว่าจะขายการ์ตูนวันอาทิตย์นี่ไม่ใช่เหรอ ฉันเดินมาซื้อของในห้างเห็นมีงานก็เลยเดินเข้ามาดู”
“อ้อ...” ปะวีราได้แต่พยักหน้า “แล้วสนใจด้วยเหรอ แต่ว่าหมดแล้ว”
“ยังมีอีกเล่ม แต่อ่านแล้ว เธอจะเอาหรือเปล่าละ” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นสอดการสนทนา ก่อนเดชานนจะเดินเข้ามาในชุดกระโปรงฟูฟ่อง จากด้านในบูทขายหนังสือ เขาก้มลงเปิดกระเป๋าของตัวเองหยิบหนังสือการ์ตูนขนาดนิตยสารยื่นให้
“ครูเดชานนเหรอ...ค่ะ” ใบวูบหนึ่งสีหน้าของณพาภรณ์เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไป ท่าทางนิ่งเฉยไม่แปลกใจมันผิดธรรมชาติเกินไป ปะวีราเห็นแล้วถึงไหล่ตก อารมณ์หนึ่งนึกหงุดหงิด
ครูเดชานนในชุดเมดฟูฟ่องสีแดงสดส่ายศีรษะ
“เปล่าเดชานันน้องชายฝาแฝดต่างหาก เดชานนคงไม่มาอยู่อะไรแถวนี้ว่าไหม” ครูหนุ่มฉีกยิ้มเห็นฟันขาวที่เรียนเป็นระเบียบ ปะวีรากำหมัดทุบกับศีรษะตัวเองเบา ๆ ประมาณว่าถ้าชกแล้วสลบลงไปได้คงดี
“อ๋อคะ” ณพาภรณ์ยิ้มหวานตอบ “มิน่าหน้าตาเหมือนกันเลย แล้วหนังสือเล่มนี้..เท่าไรเหรอคะ” เดชานนชูสองนิ้ว ปะวีรากระแอม เดชานนหักนิ้วลงทันทีเหลือเพียงหนึ่ง ณพาภรณ์หยิบธนบัตรยื่นให้พอดีจำนวน ปะวีรากล่าวขอบใจ เดชานนนำซองกระดาษมาใส่หนังสือ และหัวหน้าห้องก็กลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าวของถูกนำไปเก็บที่รถของเดชานน
“วีล่าเห็นกระดาษโฟโต้บ้างมั้ย ว่าจะเอาไปพิมพ์รูปสีออกมาเก็บไว้ในแฟ้ม”
“หึ” ปะวีราส่ายศีรษะปฏิเสธ “กลับแล้วเดี๋ยวฉันลองค้นในกระเป๋าดูแล้วกัน ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ”
“ไม่ต้องแล้วละ นึกออกแล้วว่าเก็บไว้ไหน” เดชานนปั้นหน้าเครียดขึ้นมาทันที “สงสัยจะติดกับเล่มที่ ณพาภรณ์เอาไป”
“แบบนี้เดี๋ยวฉันขอคืนมาให้ก็ได้” เดชานนส่ายศีรษะ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อปะวีรา...
ณพาภรณ์พอจะมองออกว่าถึงเธอจะมาซื้อหนังสือการ์ตูนของปะวีราเป็นประจำ แต่ความสัมพันธ์มันไม่มีทางพัฒนาได้เกินกว่าแฟนที่ติดตามผลงาน การทำงานกลุ่มเองก็คงไม่ช่วยอะไร มันยังขาดอะไรหลาย ๆ ที่จะผูกความสัมพันธ์ให้สนิทสนมกัน
‘จริง ๆ ก็แค่ขาดความจริงใจในการที่จะคบกันอย่างเดียว’ เสียงหนึ่งแวบขึ้นมาจากภายใน คนฉลาดอย่างเธอรู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แค่ทลายกำแพงที่เธอสร้างไว้ทุกอย่างจบ แต่มันกลายเป็นสิ่งที่มั่นคงเกินกว่าที่จะทำลายลงได้แล้วในปัจจุบัน
คงไม่มีใครลำบากปีนเข้ามาเพื่อเป็นเพื่อนกับเธอ ณพาภรณ์ระบายลมหายใจเอนหลังพิงกับเบาะนั่งด้านหลังรถยนต์ส่วนบุคคลที่กำลังมุ่งตรงกลับบ้าน ในเวลานั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมายเลขที่ท่องจำจนขึ้นใจโชว์หลาบนหน้าจอเป็นเบอร์โทรศัพท์ของปะวีรา
“สวัสดี...”
“ณพาภรณ์เธอแกะโดจิน ออกมาดูหรือยัง”
“โดจิน หนังสือการ์ตูนน่ะเหรอ ยังนะ”
“อย่าเปิดดูนะ มันผิดพลาดนิดหน่อย ฉัน เดี๋ยวฉันตามไปเอาที่บ้านเธอก็ได้”
“ถ้าสำคัญมากเดียวฉันวนรถกลับไปให้ก็ได้ ยังออกมาได้ไม่ไกลหรอก เจอกันแถวหน้างานแล้วกัน”
“ออ อืม ขอบใจมาก” ปะวีราวางสายไป ณพาภรณ์วางโทรศัพทลงบนเบาะก่อนรูดหนังสือออกมาจากซองกระดาษจึงเห็นกระดาษจำนวนหนึ่งที่แลบออกมาจากด้านในของหนังสือ เมื่อเปิดออกมาดูก็พบว่าเป็นกระดาษเปล่าสำหรับการพิมพ์รูปสี มีหลายแผ่นสอดตามหน้าต่าง ๆ แต่มีแผ่นหนึ่งมีการพิมพ์ออกมาแล้ว เป็นภาพของ ปะวีรากับเธอ มองจากภาพก็พอรู้ว่ากำลังจูบกันแต่มีคนมาขัดจังหวะ
ณพาภรณ์รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาถึงใบหน้า ก่อนออกคำสั่งให้คนขับรถวนกลับไปยังห้างสรรพสินค้าที่ออกมาเมื่อครู่ เธอเก็บหนังสือให้เรียบร้อยเหมือนเดิมนั่งสงบจิตสงบใจ
ปะวีราเดินวนไปวนมาอยู่ไม่สุขในขณะที่เดชานนเองก็ไม่ทราบจะพูดอย่างไรนอกจากออกตัวว่าจะรับผิดชอบทุกอย่างหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ซึ่งปะวีรามองไม่ออกว่าจะช่วยอะไรได้ เพราะลายเส้นของเธอมันก็บ่งชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอเป็นคนวาดรูปนั้นขึ้นมา
ทันทีที่เห็นณาภรณ์เดินมาพร้อมถุงกระดาษ ปะวีราก็รีบเดินรี่เข้าไปหา
“อะนี่...”
“หัวหน้าแกะดูไปหรือยัง” ปะวีราถามขึ้น สีหน้าร้อนรนนั้นทำเอาณพาภรณ์ชะงักงัน
“ยังค่ะก็ ปะวีราบอกว่าห้ามเปิดดู” ณพาภรณ์ส่งซองกระดาษให้ ปะวีราคว้าหมับ ก่อนส่งให้กับ เดชานนรีบนำออกไปห่าง ๆ
“อ๋อ ค่าหนังสือ” ปะวีรารีบชี้ไปทางครูหนุ่มในชุดเมดสาวทำไม้ทำมือให้รีบเอาเงินมาคืนให้ ณพาภรณ์ยกมือคล้ายขอเจรจา
“ไม่มีเหลือแล้วเหรอ ขอเล่มอื่นก็ได้”
“มีเล่มของฉันเก็บไว้ที่บ้าน เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาติดไปให้”...
ณพาภรณ์แม้ตื่นเต้นอยู่มากกับการที่ตัวเองถูกนำไปวาดในลักษณะที่กำลังจะจูบกับผู้หญิงด้วยกัน แต่การที่ปะวีราขอรูปคืนโดยไม่ยอมให้เธอเห็นอาจจะเพราะรูปที่วาดมีความผิดพลาดสักอย่าง หรือไม่ก็อาจจะสร้างความเข้าใจผิด
นิสัยของปะวีราตรงไปตรงมาและเปิดเผย ซึ่งข้อนี้ทำให้ณพาภรณ์เชื่อว่าถ้าปะวีรามีความรู้สึกแบบนั้นกับเธอย่อมต้องแสดงมันออกมาให้เห็น
ณพาภรณ์นั่งอยู่บนเตียง จับโทรศัพท์ขึ้นมาหลายครั้งเพื่อจะโทรหาปะวีราในฐานะ เหม่ย เพียงแต่ว่าเธอคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร และปะวีราดูจะไม่ค่อยชอบใจด้วยที่เธอทำตัวลึกลับ แต่อยู่ ๆ โทรศัพท์เครื่องนั้นก็ดังขึ้นไม่มีใครอื่นนอกจากปะวีรา
“สวัสดีคุยได้มั้ย ฉันอยากจะถามอะไรเธอนิดหน่อย” ปลายสายน้ำเสียงตึงเครียด ณพาภรณ์นิ่งไปเล็กน้อยหัวใจของเธอเต้นระรัวเมื่อนึกถึงความผิดพลาดอะไรบางอย่าง ครั้งที่ปะวีราโทรมาตอนอยู่ในรถเธอหยิบโทรศัพท์เครื่องไหนรับกันแน่
“ค่ะคุยได้ วีมีอะไรจะถามเหรอ” ณพาภรณ์ดัดเสียงให้อ่อนหวาน
“คือสมมุติว่า ถ้าเธอซื้อขนมเค้กมาแล้ว ใส่กล่องเรียบร้อย เธอเอากลับบ้านไปแล้วมีพนักงานโทรมาบอกว่าขอให้เอากล่องเค้กมาคืนเพราะเขียนหน้าผิด โดยกำซับว่าอย่าเปิดดูเด็ดขาด เธอจะเปิดดูมั้ยว่ามันเขียนอะไรไว้” ณพาภรณ์รู้สึกว่าเป็นคำถามง่าย ๆ ที่ต้องใช้สมองคิดมาก เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก
“เหม่ย ว่าถ้าสามารถเปิดดูได้โดยที่ไม่ทำให้ทางร้านเค้กรู้ ก็คงจะแอบเปิดดู” ปลายสายเงียบเสียงไปทันที
“งั้นอีกคำถามหนึ่ง ถ้าเธอไปแอบรู้ว่ามีคนอยาก อยาก... เออ”
“อะไรเหรอคะวี”
“ถ้าแอบรู้ว่ามีคนอยากนอนกับเธอ เธอจะรู้สึกยังไง”
“เอ๋”
“เป็นคำถามที่แปลกเน้อะ” ปะวีราหัวเราะกลบเกลื่อน ณพาภรณ์ลอบสูดหายใจนั่งยืดตัวขึ้นบางอยางรู้สึกว่าน่าอายที่จะพูด แต่เธอในเวลานี้น่าจะสามารถพูดอะไรบ้างได้ไม่ใช่หรือเมื่ออยู่หลังกำแพงทึบที่ไม่ต้องแสดงตัวตนออกมา
“อยากนอนด้วย อยากจูบหรืออยากใกล้ชิด เหม่ยคงรู้สึกไม่ดีหรอกค่ะ เรื่องแบบนี้มันน่าจะขึ้นอยู่กับบริบทด้วย”
“บริบท...” น้ำเสียงของปลายสายคล้ายเงียบหายไป
“หมายถึงว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกอยากจะใกล้ชิด” ณพาภรณ์ขยายความ
“ถ้าเกิดว่า...” ปะวีราเงียบเสียงไปอีกครั้ง ณพาภรณ์กำโทรศัพท์ในมือแน่นอย่างลืมตัว “ถ้าเป็นแค่ความคะนอง มันก็พอจะขำ ๆ ได้เน้อะ”
“ค่ะ”
“โอเค ขอบใจมากนะที่อยู่คุยเรื่องไร้สาระ”
“ค่ะ” ปลายสายวางหูไป ณพาภรณ์นั่งค้างอยู่ในท่านั้น ก่อนลดมือลง ภายในลำคอร้อยวูบขึ้นมาอย่างประหลาด ลมหายใจรู้สึกติดขัดเหมือนมีเมือกเหนียวอุดตันอยู่ภายใน ไม่นานผิวแก้มก็สัมผัสหยดน้ำตาอุ่นหนึ่งสายที่ด้านขวา เธอพยายามหยุดมันจากภายในเพื่อไม่ให้ของเหลวจากหัวใจไหลรินออกมา
ณพาภรณ์สูดหายใจลึกขับไล่ความสั่นเทาที่เกาะอยู่บนไหล่บาง สวมหน้ากากอวดยิ้มเก็บซ่อนความรู้สึกที่เกิดขึ้น
เช้าวันจันทร์ ณพาภรณ์เดินลงจากรถเข้ามาในโรงเรียนด้วยท่าทางอันเป็นปรกติ ผมยาวรวบเป็นระเบียบคอปกชุดนักเรียนตั้งตรง แขนตุ๊กตาฟองสวยอัดกลีบเสื้อกระโปรงคมกริบไร้จุดจับผิดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ขณะที่เดินใกล้ตึกเรียน เธอก็ได้ยินเสียงที่คุ่นหูดังมาจากภายในห้องปกครอง
เสียงของปะวีราทำให้ ณพาภรณ์นิ่งฟัง แต่มันเงียบไปแล้ว ในเวลานั้นเองลิปิการ์ก็เดินเข้ามาหาทางเธอด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว
“ปะวีราโดยครูยักษ์ตรวจกระเป๋า ตอนนี้โดยเข้าไปคุยในห้องปกครองแล้ว” เด็กสาวร่างเล็กชี้มือไปอย่างไร้จุดหมาย ณพาภรณ์ยังไม่เข้าใจความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าไรนัก
เด็กสาวผมหางม้ายืนไม่สะทกสะท้านต่อสายตาครูคู่ปรับที่มองเธออย่างรังเกียจ
ครูผู้ชายยักไหล่โยนหนังสือของเธอลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปลื้อหนังสือและกระดาษในกระเป๋าออกมาวางและหยิบขึ้นพิจารณา
“เอาของพวกนี้มาโรงเรียนทำไม”
“เป็นไอเดียเขียนการ์ตูน” ปะวีราตอบมะนาวไม่มีน้ำ ครูผู้ชายจ้องกลับจนหน้าผากย่น คิ้วหนาทั้งสองข้างประชิดชนเข้าหากัน
“ไร้สาระ แล้วก็ยังมีแต่รูปผู้ชายกับผู้ชาย เธอท่าจะมีปัญหา” ครูยักษ์ยิ้มเยาะ ปะวีราส่ายศีรษะแสดงท่าทีเบื่อหน่าย ตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ก็คงไม่ปรกติ เอาละเสร็จหรือยัง”
“หมายความว่ายังไงเสร็จได้หรือยัง” ครูยักษ์กลั้วหัวเราะ “ต้องรอครูประจำชั้นเธอมารับทราบแล้วก็คงต้องเรียกพ่อแม่เธอมาคุย”
“หมายความว่ายังไง”
“ก็พวกนี้มันสื่อลามกทั้งนั้น”
“รูปพวกนี้ ฉันวาดมันเอง มีกฎข้อไหนของโรงเรียนห้ามวาดรูป” ปะวีราท้าวเอวเอียงคอท้าทาย “หรือครูคิดว่าฉันจะเอามาทำมาสเตอร์เบชั่นที่โรงเรียน สกปรกจริง ๆ”
“จะเถียงอะไรก็รอพ่อแม่เธอมาแล้วกัน ครูก็แค่ทำตามกฎ” ครูยักษ์กอดอกยิ้มตอบโต้ “ของพวกนี้ครูจะยึดไว้ก่อน จะคืนให้วันที่ผู้ปกครองเธอมา” ปะวีราส่ายศีรษะ ก่อนคว้ากล่องอุปกรณ์เครื่องเขียนและก็กระเป๋านักเรียน ในขณะนั้นประตูห้องปกครองก็เปิดออก
ณพาภรณ์ยกมือไหว้ครูยักษ์ เขารีบรับไหว้เด็กสาวก่อนส่งสายตาถามมีธุระอะไร
“ถ้าหนูจะเอาการ์ตูนเล่มนั้นคืนก็ต้องให้คุณพ่อกับคุณแม่มาใช่หรือเปล่าค่ะ” ณพาภรณ์ยืนอย่างเรียบร้อยกล่าวด้วยความสำรวมผิดกับ ปะวีราที่ก้าวร้าวอย่างเช่นหน้าผาหินสูงซึ่งไม่ยอมใคร แต่นั้นทำให้ครูพละร่างใหญ่จับต้นชนปลายไม่ถูก
“เดี๋ยวการ์ตูนอะไร”
“เล่มที่ว่างอยู่ตรงหน้าครูนั้นล่ะค่ะของหนู หนูเป็นคนขอร้องให้ปะวีรานำมาให้ในวันนี้เอง”...
“อือแล้วยังไงต่อ” เดชานน พูดขึ้นหลังจากปะวีราเงียบไป เด็กสาวเอนหลังกับพนักเก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอยู่อยู่หลายอึดใจ และเริ่มขยับตัวนั่งหลังตรงพูดต่อ
“ฉัน ไม่เข้าใจเลยทำไมหัวหน้าห้องต้องเข้าไปแสดงตัวอย่างนั้น” เดชานนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวโตหน้าห้องศิลปะลุกขึ้น
“ณพาภรณ์เคยเดินเข้ามาตบฉันในห้องเพราะเข้าใจผิด จำไม่ได้เหรอ” ครูหนุ่มพูดแล้วก็รู้สึกเสียวแปลบที่แก้มซ้ายจนต้องยกมือขึ้นมาลูบ
“จำได้” เด็กสาวพยักหน้าอย่างเงียบงันคล้ายกำลังจมลงไปในห้วงของความคิด
“แล้วหลังจากนั้นครูยักษ์ทำยังไง”
“ครูยักษ์ไม่อยากจะยุ่งกับคนที่มีชื่อเสียงและอำนาจแบบบ้านของหัวหน้าห้อง เรียกว่าเกรงใจก็คงได้ กระทบกระเทือนเข้าจะเดือดร้อนจึงพยายามพูดว่ามันเป็นความผิดของฉัน”
“อืม” เดชานนจับเก้าอี้ยกเลื่อนมานั่งใกล้กับปะวีรา เนื่องจากเสียงปั้นจั่นตอกเสาเข็มยังดังอย่างต่อเนื่อง
“หัวหน้าห้องถามว่าจะคืนการ์ตูนเล่มนั้นให้เธอได้หรือไม่ ครูยักษ์ก็พูดว่าให้พ่อแม่ฉันมาเอาคืนก่อน และเธอก็ถามครูยักษ์ว่าแบบนี้ถือว่ายุติธรรมแล้วจริงหรือ”
“สุดท้ายครูยักษ์ก็ต้องยอมเขียนจดหมายเรียกผู้ปกครองของณพาภรณ์” เดชานนพอจะเดาบทสรุปได้
“หมายถึงสุดท้ายนะ” เด็กสาวแหงนหน้าหน้าขึ้นมองเพดาน
ในเวลานั้น ครูยักษ์เลื่อนเก้าอี้มานั่งลง ใบหน้าแดงคล่ำอย่างเห็นได้ชัดซึ่งมาจากความร้อนรนในใจ ไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้คนอย่างณพาภรณ์ออกมายอมรับว่าหนังสือการ์ตูนที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้ชายเป็นของตัวเอง
ในแง่ของลายลักษณ์อักษรไม่ว่าจะเป็นสื่อลามกเล่มเดียวหรือหลายเล่มความผิดแทบไม่ต่างกัน ดังนั้นต้องปฏิบัติกับปะวีราเด็กมีปัญหาต่อต้านอาจารย์ในสายตาของเขา กับ ณพาภรณ์เด็กดีซึ่งเป็นที่ชื่นชมของทุกคนแบ็กอัพแน่นปึกด้วยฐานะทางสังคมและการเงิน ด้วยวิธีการเดียวกัน
“เธอคิดจะปกป้องปะวีรา” ครูยักษ์ส่งเสียงเครียดขยับไหล่อย่างไม่สบายใจนัก ปะวีราฉุกคิดขึ้นมาเบิกดวงตาโตโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่ณพาภรณ์ยิ้มตอบเหมือนพบเรื่องประหลาดใจปนขบขัน
“การที่หนูออกมายอมรับแบบนี้ปกป้องอะไรปะวีราได้ด้วยเหรอคะ” คุณหนูตาชั้นเดียวสวมหน้ากากไร้เดียงสาถามอย่างไม่รู้ความ ครูยักษ์ส่งเสียงครางในลำคอใช้ความคิด ดึงมุมปากข้างหนึ่งจนแก้มบวมป่องคลายอมลูกปิงปองไว้ในปาก
“ได้ยินมาเหมือนกันว่าเธอสามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งจัดสรรเรื่องวุ่นวายให้ลงตัวได้ จนครูอาจารย์หลายคนได้ยินเข้าถึงกับขนลุกในความฉลาด ถ้าเธอใช้มันกับเรื่องที่ถูกที่ควรมันก็ดี...ณพาภรณ์ แต่ถ้าใช้ความฉลาดของเธอเพื่อทำให้คนที่ควรรับโทษอย่างหนักให้ได้รับโทษน้อยลง หรือไม่ต้องรับโทษ ครูว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกนะ”
“ไม่คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะปกป้องใครได้ค่ะ” เด็กสาวยันคำเดิม ครูยักษ์หันไปมองยังกองสมุดและแผ่นกระดาษของปะวีราที่วางซ้อนกันไว้ก่อนดึงออกมา ทำท่าลำบากใจ
“ปะวีรา คงมีปัญหานะ เค้าวาดรูปพวกเด็กผู้ชายในโรงเรียนในท่าทางมีกิจกรรมทางเพศ” ครูยักษ์เริ่มวางแผ่นกระดาษเรียงทีละรูป “แม้แต่ครูอาจารย์ก็ยังโดน หรือแม้แต่ตัวครูเอง” ครูยักษ์ตากระตุกเบี้ยวปากขยะแขยง เมื่อเห็นรูปตัวเองกับเดชานน ปะวีรายิ้มเยาะระบายลมหายใจ ครูยักษ์มองโฉบด้วยสายตาแต่การขู่ใช้ไม่ได้ผล ปะวีรามองตอบโต้อย่างไม่กลัวเกรง
“แม้แต่เธอนะณพาภรณ์ ปะวีราก็เอามาวาดในลักษณะนี้” นี่เป็นภาพเดียวที่ปะวีราไม่อยากให้ปรากฏต่อสายตาของหัวหน้าห้อง แต่ปฏิกิริยาของณพาภรณ์กลับเป็นการพยักหน้ารับทราบไม่ต่างกับรูปที่ผ่านมา “ถ้าเธอถูกเอาไปวาดในสภาพที่รุนแรงกว่านี้ แล้ว...จะว่ายังไง” ครูยักษ์ยิงคำถามเอนหลังพิงเก้าอี้เหมือนเก็บไพ่ครบแล้วอยู่ในมือ
“เพราะความคะนองก็พอเป็นไปได้ แต่หนูไม่เคยเห็นปะวีราเอารูปที่เธอวาดเร่ออกมาอวดใครเลยนะคะ ครั้งนี้ก็ได้ยินว่าครูเป็นคนขอค้นกระเป๋า ทุกคนอาจจะมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัว...ความคิดที่รุนแรงกว่านี้” ณพาภรณ์เกริ่นเหมือนจะร่ายยาวแต่เธอก็สงบคำลง ทั้งหมดอยู่ในความเงียบ “ว่าแต่...เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับหนังสือเล่มนั้นที่เป็นของหนูหรือเปล่าค่ะ”...
เดชานนนิ่งฟังตามที่ปะวีราเล่ามองเห็นอะไรบางอย่าง
“เธอคิดยังไง” ปะวีราซึ่งกำลังจ้องเพดานอยู่พลิกคอกลับมาในท่าปรกติ
“คิดอะไรไม่เห็นจะออกเลย แต่ดูหัวหน้าห้องปรกติมาก ทั้งที่เห็นภาพแบบนั้นก็ยังไม่คิดอะไร หลังจากออกมาจากห้องปกครองยังพูดคุยกันเรื่องการทำรายงานวิชาเคมีกันเลย”
“ถ้าณพาภรณ์ชอบเธอฉันคงมีคู่แข่งที่น่ากลัวมากเลยนะ” เดชานนแสดงสีหน้ากังวลอย่างชัดเจน
“เอ๋... นี่ตกลงฌองสรุปว่าฉันเป็นเลสเบี้ยนงั้นสิ”
“อย่างน้อยณพาภรณ์ก็ไม่ใช่ผู้ชาย แล้วก็...รู้มั้ยว่าไอ้ที่ตอกเสาเข็มตึง ๆ อยู่นี่กำลังสร้างอะไร”
“ก็ฌองบอกว่าห้องใหม่ของพวกวงโยฯ” เดชานนส่ายศีรษะอมยิ้ม
“กลายเป็นห้องสมุดในสวน เป็นพวกหนังสืออ่านเล่นหนังสือนิยายแยกมาจากห้องสมุด ณพาภรณ์ร่างโครงการนำเสนอคณะกรรมการนักเรียนแล้วก็ดันเรื่องส่งไปถึงผู้อำนวยการ และจัดการเรื่องห้องของวงโยธวาทิตให้ไปอยู่แถวสนามพุตบอล เวลาซ้อมอะไรจะได้มีพื้นที่มากไม่ต้องเดินไปไกล”
“ฌองจะบอกว่าหัวหน้าห้องทำเพื่อฉัน” เดชานนส่ายศีรษะแทบจะทันที
“ยังพูดขนาดนั้นไม่ได้ ดูเหมือนกันว่าทางวงโยธวาทิตก็อยากจะได้ที่ใกล้สนามฟุตบอล”
“พอเถอะ” ปะวีราตัดบท “ถ้าเค้าชอบฉันก็คงต้องพยายามทำอะไรให้ชัดเจน คิดไปก็ไม่มีประโยชน์” เด็กสาวดันตัวกลับไปที่หน้าคอม
“แล้วเธอละ” เดชานนถามกลับ
“ไม่รู้ ฌองก็รู้ปัญหาของฉันไม่ใช่เหรอ มันไม่ใช่จบแค่ผู้ชายหรือผู้หญิง”...
หัวหน้าห้องปรกติเกินไป อย่างน้อยใครเห็นรูปตัวเองในลักษณะนั้นก็ต้องมีปฏิกิริยาบ้าง เป็นไปได้สูงว่า ณพาภรณ์เห็นภาพนั้นตั้งแต่วันอาทิตย์ พอคิดถึงโทรศัพท์ปะวีราก็นึกได้ว่าลืมไว้ที่บนโต๊ะคอมในห้องศิลปะ
หลังเลิกเรียนหัวหน้าห้องชวนคุยเรื่องของรายงานกลุ่มเคมี โดยแจกแจงงานให้เห็นภาพโดยรวม ให้ลิปิการ์ที่ถนัดการใช้คำ ออกแบบคำพูดสั้น ๆ ที่จำง่ายสำหรับการบอกคุณสมบัติสำคัญของแต่ละธาตุ ส่วนปะวีราให้วาดออกมาเป็นนามธรรม
“ธีมเป็นที่ดูใกล้ตัวก็ดีจะได้จำง่าย ๆ” หัวหน้าห้องเปิดช่องให้ปะวีรามีอิสระเต็มที่
“อ๋อ...อืมดี ฉันวาดเป็นมอนสเตอร์แนวแฟนตาชีแล้วกัน” เด็กสาวผมหางม้าดันแว่นตอบอย่างรวดเร็ว
“ฉันรอรูปของวีก่อนแล้วกันค่อยคิดคำ” ลิปิการ์เสนอ “ส่วนเนื้อหาฉันช่วยเรียบเรียงให้ด้วยดีกว่า คิดว่าเพื่อน ๆ เราคงใช้วิธีลอกตามหนังสือมาตัดแปะกันทั้งนั้น” เด็กสาวร่างเล็กหันมองหัวหน้าห้อง ณพาภรณ์ยิ้มออกต่างกับทุกครั้งทำให้ปะวีรารู้สึกสะดุดใจอย่างประหลาด
“ถ้าแบบนั้นดีเลย แต่งานหนักก็ยังไปอยู่ที่ปะวีรา”
“เรียกฉันว่าวีก็ได้”
“เอ๋”
“ชื่อเล่นฉันไงวี แล้วชื่อเล่นหัวหน้าห้องละ”
“เออคุณพ่อกับคุณแม่เรียกว่า ฟ้า มาจาก นภา”
“ฟ้า” ปะวีราทวนคำพยักหน้า “เดี๋ยวต้องรีบไปเปลี่ยนในโทรศัพท์ด้วย เห็นตัวสะกดชื่อเธอแล้วฉันคิ้วกระตุกทุกที” ปะวีรายิ้มแฉ่ง
“ชื่อเล่นธรรมดาเกินคาด” ลิปิการ์ออกความเห็น สีหน้าแปลกใจอย่างกับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ปะวีราพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะกลับมาพูดคุยเรื่องของงาน
“เรื่องวาดรูป ไม่ได้หนักอะไรสำหรับฉันหรอกนะฟ้า เอาว่า ๆ ถ้าติดขัดอะไรยังไงก็ต้องให้พวกเธอมาช่วยอยู่แล้ว” ทั้งหมดสรุปผลตามนี้การประชุมปิดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องจัดโต๊ะนั่งคุยกัน หลังจากนั้นทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้าน
ณพาภรณ์เดินมาที่ทางเท้าหน้าทางเข้าโรงเรียน ไม่นานรถเยอรมันสีน้ำเงินคันใหญ่ที่รับส่งเธอเป็นประจำ ก็แล่นมาเทียบ ณพาภรณ์เปิดประตูหลังขึ้นไปนั่งโดยไม่ลืมระวังโทรศัพท์ว่าจะล่วงลงไป
“แวะห้างสรรพสินค้าก่อนนะคะ” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความที่ส่งมาอีกครั้ง จ้องข้อความที่ปรากฏขึ้นอย่างจับผิด จาก เดชานน
คุณเหม่ย ผมจะรออยู่ที่ร้านเค้กพีเอส ชั้นสอง ของห้าง ตอน ๔ โมงเย็นวันนี้ หวังว่าเราคงจะได้คุยกัน
ณพาภรณ์เลื่อนโทรศัพท์ปิดเอนหลังหลับตาย้อนนึกไปวันอาทิตย์ที่เธอรับโทรศัพท์ของปะวีรา ไม่ผิดแน่เธอหยิบเครื่องของเหม่ยขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเป็นไปได้ว่าตัวปะวีรากดหมายเลยที่บันทึกไว้ผิด แต่เพราะโทรมาเจอคนที่ต้องการจึงไม่ติดใจสงสัยอะไร แต่หมายเลขที่โทรออกก็ยังบันทึกอยู่ในเครื่องโทรศัพท์และครูเดชานนก็ไปพบเข้า
ตัวเธอทราบดีว่าความลับไม่มีในโลกสักวันมันก็ต้องเปิดเผย แต่นี่ยังเร็วเกินไป และเธอไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าครูเดชานนต้องการอะไร
พรีสเทสโรสเป็นร้านเค้กเล็ก ๆ ขนาดหนึ่งห้องภายในห้างสรรพสินค้า จัดตกแต่งอย่างเรียบ ๆ ด้วยสีโทนสว่าง มีเพียงโต๊ะไม้เรียงติดผนัง ๔ ตัว ประดับแจกันดอกกุหลายอยู่กลางโต๊ะ พื้นที่ส่วยใหญจึงหมดไปกับโชว์หน้าเค้กแบบต่าง ๆ ที่นี่มีชื่อเรื่องความอร่อยของชีสเค้ก รสชาติไม่หวานแต่หอมมันจนใครได้ทานก็หยุดไม่ได้
ณพาภรณ์ เดินตรงมายังโต๊ะที่เดชานนนั่ง ชายหนุ่มกล่าวเชิญเธอพร้อมสั่งชาและเค้กสตรอว์เบอร์รี่ให้ เด็กสาวกล่าวขอเพียงน้ำชา เธอสังเกตจานเค้กที่ว่างเปล่าและถ้วยกาแฟหลายใบพอจะเดาได้ว้าครูหนุ่มน่าจะมารออยู่ที่นี่อยู่พักใหญ่แล้ว
เดชานนประสานมือลงบนโต๊ะยิ้มเล็กน้อยเพื่อคลายความกังวลออกจากสีหน้าของเด็กสาว
“วีล่าเล่าเรื่องของเหม่ยให้ฟังตอนแรกได้ยินก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมต้องปิดบังตัวเองขนาดนั้น”
“ครูเดชานนคงจะสนิทกับปะวีรามากสินะคะ”
“เราเคยเป็นแฟนกัน” เดชานนเอนหลังพิงพนัก ณพาภรณ์เผลอกำมือทั้งสองข้างอย่างลืมตัว “แต่ว่ามันเป็นอดีต ผมนัดเธอมาคุยนี่ไม่ได้จะประกาศความเป็นเจ้าของหรือจับจองยายนั้นไว้ แต่อยากจะถามว่าเธอมองยายนั้นในลักษณะไหน เธอคาดหวังความสัมพันธ์ในลักษณะไหน ถึงได้ต้องทำอะไรให้มันยุ่งยาก” เด็กสาวเลื่อนมือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ขยับริมฝีปากคล้ายจะเอ่ยปากแต่ก็สกัดถ้อยคำไว้เพื่อใช้ความคิดกับมันอีกเล็กน้อย
พนักงานนำถ้วยพร้อมจานรองและกานำชากระเบื้องผิวเรียบไร้ลวดลาย มาเสิร์ฟลงที่โต๊ะ กลิ่นน้ำชาหอมกรุ่นปลุกสติเด็กสาวให้แจ่มใสขึ้น
“หนูมีคนที่ล้อมรอบมากมาย ไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ว่าหนูรู้สึกว่าตัวเองกลับไม่มีเพื่อนเลย” ณพาภรณ์ขึงริมฝีปากเป็นเส้นตรง เปลือยสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง “คงเพราะต้องรักษาภาพของณพาภรณ์ที่ทุกคนรู้จัก ก็เลย...ไม่ให้ใครได้เข้าใกล้” เดชานนพยักหน้าตาม เด็กสาวก้มมองน้ำชาสีอัมพันใส พลางใช้ช้อนคันเล็กบนจานรองเพื่อตักน้ำตาลผสมลงไปหนึ่งช้อน เดชานนยังคงเงียบรอเธอ
“ครูเห็นของขวัญวันเกิดของหนูที่ปะวีราให้หนูหรือเปล่าคะ” เด็กสาวเงยหน้ามองคู่สนทนา
“อือเป็นสมุดสเกตภาพเหมือนของเธอในสีหน้าต่าง ๆ”
“หนูเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองมีสีหน้าเหล่านั้นด้วย”
“ยายนั้นสนุกกับการจิตนาการสีหน้าแบบต่าง ๆ ของเธอจนเขียนได้เป็นเล่ม ความลืมเตรียมของขวัญเลยจับสมุดสเก็ตภาพห่อผูกโบว ยายนั้นไม่ได้คิดอะไรหรอกนะนอกจากกะไปกินของดี ๆ ในงานเลี้ยงวันเกิดของคุณหนูอย่างเธอ” เดชานนยิ้มตอบสีหน้าครุ่นคิดของเด็กสาว
เธอพยักหน้ารับ
“สมกับเป็นปะวีรา ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ตรงไหนตัวเธอก็ชัดเจนเสมอ”
“คงเป็นเสน่ห์ของยายนั่น” ครูหนุ่มยิ้มอย่างภูมิใจ
“ครูเดชานนยังชอบปะวีราอยู่สินะคะ”
“เดี๋ยวก่อนสิตอบคำถามของผมให้ชัดเจนก่อน ที่เธอทำอยู่นี่คาดหวังอะไรไว้”
“...หนูดีใจที่มีคนมองเห็นสีหน้าเหล่านั้น” คำตอบที่ดูเป็นปริศนาชวนให้ครูหนุ่มพยายามคิดหาบทสรุปที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น
“เธอต้องการใครสักคนที่ คบได้อย่างสบายใจ” ชายหนุ่มหลุบตาลง “...ไม่ต้องสวมหน้ากากเวลาอยู่ต่อหน้า” เดชานนลืมตามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างมั่นใจ ณพาภรณ์ส่ายศีรษะ
“หนูคิดว่าบางทีปะวีราอาจจะมองทะลุผ่านหน้ากากของหนูได้” คำตอบยังคงดูเป็นปริศนา
“เธอต้องการคนที่เข้าใจเธอ...” ครูหนุ่มเริ่มไม่ค่อยแน่ การพยายามขยายความของเขาเหมือนวนอยู่ที่เดิม ถ้อยคำสุดท้ายจังยังค้างอยู่ที่ริมฝีปาก
มีบางอย่างที่ขัดแย้ง คนที่ดูสมบูรณ์พร้อมอย่างนี้กลับต้องการคนที่เข้าใจ
“ค่ะ”
“ไปคาดหวังอะไรกับคนที่ไม่ละเอียดอ่อนอย่างยายนั่น แล้ววิธีการของเธอมันไม่น่าจะใช้ได้นะณพาภรณ์ ผมได้ยินครูคนอื่นพูดคุยเรื่องเธอด้วยความชื่นชม แต่...นี่มันไม่สมกับเป็นตัวเธอเลยไม่ใช่เหรอ” เดชานนย่นคิ้วส่ายศีรษะ เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยรู้สึกเหมือนโดนตำหนิ ใช้นิ้วคล้องหูถ้วยน้ำชายกขึ้นจิบ รสหวานอ่อน ๆ เพิ่มความกล้าให้เธอได้บ้าง
“หนูต้องการโอกาสพูดคุยกับปะวีราค่ะ แม้จะในฐานะคนที่อยู่อีกฝั่งของกำแพง” ครูหนุ่มฟังแล้วนั่งนิ่งไปพักใหญ่ก่อนถอนหายใจ
“เธอสรุปให้ผมเข้าใจได้หรือเปล่า”
“พอแล้วค่ะ จริง ๆ หนูมานี่ก็สนใจว่าครูต้องการต่อรองอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรต่อรอง ไม่มี” เดชานนโบกมือปฏิเสธจับจ้องลงในแววตาของเด็กสาว “แต่อยากให้เธอเลิกทำแบบนี้ผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับวีล่า”
“หนู...ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับเธอนะคะ” น้ำเสียงของณพาภรณ์ร้องถามว่าเธอผิดตรงไหน
“ก็แค่อยากจะขอร้อง ถ้าเธอ...” ครูหนุ่มเงียบไป
“อะไรคะ?”
“ขอโทษนะ บางทีผมอาจจะเข้าใจผิดแต่ถ้าเธอชอบยายนั้นก็ควรจะแสดงตัวทำให้รู้ไปเลยว่า ฉันอยู่ข้างเธอเป็นห่วงเธอ” คำพูดที่เหมือนมองเห็นเนื้อแท้เป็นลิ่มแหลมเจาะลงกลางอก สะกดเด็กสาวให้รู้สึกแตกตื่นจนลืมหายใจ
“อะ...” เธอสะอึกคำออกมา สมองที่เคยโต้ตอบอย่างฉับไว้กลับด้านชา
“จริงด้วย...” เดชานนจับจ้องขบคิด ณพาภรณ์คล้ายถูกเปลือยกายจนเห็นเนื้อใน เธอเม้มริมฝีปากรวบรวมคำพูดเพื่อตอบโต้
เดชานนยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้องตอบหรอกเพราะมันจะเป็นการผูกมัดตัวเองนะ เอาว่าผมจะไม่บอกเรื่องนี้กับวีล่าแล้วกัน แต่...ผมรักยายนั้นมากนะดังนั้นถ้าคุณทำร้ายเธอผมจะไม่อยู่เฉย”
“ถ้ารักแล้วทำไมถึงเลิกกันคะ” ข้อสงสัยนี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจ
“มันก็ต้องมีเหตุผลใช่มั้ย” เดชานนเอนหลังพิงพนักก่อนดีดนิ้วเสียงดังลั่นเรียกความสนใจจากพนักงานเสิร์ฟ เขาชี้นิ้ววนมือเหนือโต๊ะ พนักงานเสิร์ฟพยักหน้ารับเดินรี่เข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับใบเสร็จ เดชานนหยิบธนบัตรจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตส่งให้ ก่อนลุกขึ้นเดินออกไป ณพาภรณ์ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั้งน้ำชาในถ้วยเย็นชืดจึงคิดได้ว่า ให้เธอนั่งตรงนี้ไปจนตายก็ได้แค่การหนีความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น…
ในค่ำวันนั้นณพาภรณ์ถือซองจดหมายจ่าหน้าถึงผู้ปกครองเธอออกไปจากคฤหาสน์ใหญ่ไปยังเรือนเล็กข้างสระบัว ที่เหมือนแบ่งอาณาเขตตัดขาดกับบ้านหลังใหญ่ เสียงไวโอลินแหลมสูงดังลอดออกมายังความสบายใจปรากฏเป็นรอยยิ้ม เธอเร่งฝีเท้าเดินผ่านสะพานข้ามสระบัว
เสียงไวโอลินชะงักลงก่อนที่คนภายในบ้านจะเปิดประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือน หญิงสาวผมปะบ่าในชุดนอนคลุมร่างยื่นหน้ายิ้มรับ
“ว่าไงจ๊ะฟ้า”
“สวัสดีค่ะน้ามุก” เด็กสาวยกมือไหว้ “มีจดหมายเชิญผู้ปกครองค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสียงเรียบสีหน้าที่เฉยเมยมีความหมายในตัวชัดเจน
“คงไม่ใช่จดหมายเชิญไปพิธีรับรางวัลอย่างทุกที” น้าสาวพยักหน้าเรียกให้หลานสาวตามเข้ามาในบ้าน
“อาม่าละคะ”
“หลับไปบนเก้าอี้โยกตั้งแต่น้าเริ่มเล่นไวโอลินไปนิดหน่อย” น้ามุกเปิดชองจดหมายพลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก มุ่ยหน้าอย่างประหลาดใจ เงยหน้ามองหลานสาว
“น้ามุกว่างวันไหนคะ”
“วันพรุ่งนี้น้าก็ต้องไปที่โรงเรียนของฟ้าอยู่แล้ว”
“มีเรื่องอะไรเหรอคะน้ามุก”
“ไปอธิบายให้ครูเข้าใจเรื่องปัญหาของเด็กคนหนึ่ง ที่ชื่อปะวีรา”
“ปะวีรา...” ณพาภรณ์กล่าวย้ำให้มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ฟังอะไรผิด “ทำไมแพทย์ทางจิตเวชอย่างน้ามุกถึงได้มาเกี่ยวกับปะวีราได้ค่ะ”
“บอกน้าก่อนได้มั้ยว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นไงมาไง”
“เดี๋ยวค่ะ...ปะวีราเป็นโรคจิตเหรอคะ” ณพาภรณ์ลุกขึ้นอย่างลืมตัวความเยือกเย็นที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เป็นภาพที่แม้แต่น้าสาวก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“ไม่ใช่โรคจิต แต่น้าต้องให้คำปรึกษาเรื่องของผลกระทบต่อจิตใจของเด็กคนนั้น...”
“กระทบกระเทือนอะไรคะ”
“ฟ้าใจเย็นก่อน...” น้ามุกกล่าวเด็ดขาดด้วยสายตา ณพาภรณ์ค่อย ๆ นั่งลงปรับอารมณ์ของตนให้เป็นปรกติดังเดิม
“หนูใจเย็นลงแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวน้าทำโกโก้ให้ดื่ม ฟ้านั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ” เด็กสาวพยักหน้าอย่างว่าง่าย เธอเข้าใจได้ว่าน้าสาวต้องการให้เธอใจเย็นลงอย่างแท้จริง แต่สำหรับณพาภรณ์แล้วภายในของเธอสะสมไปด้วยความหงุดหงิดแทบจะระเบิด
หลายนาทีผ่านไปความคุกรุ่นในจิตใจค่อย ๆ เย็นตัวลง โกโก้เย็นถูกนำมาเสิร์ฟในแก้วทรงสูงพร้อมหลอดดูด น้าสาวของเธอเชื่อเชิญให้ดื่มก่อนจะพูดคุยกัน
“เรามาคุยกันด้วยเหตุผลนะฟ้า...” จิตแพทย์สาวดันแว่นขยับขึ้นเล็กน้องลำดับคำพูดในใจอธิบายต่อหลานสาว ณพาภรณ์พยักหน้าตอบรับปฏิกิริยานั้นพร้อมเอ่ยปาก
“ค่ะ เป็นไม่ได้ที่น้ามุกจะเล่าเรื่องส่วนตัวของคนไข้ให้หนูฟัง”
“จ๊ะ” ผู้เป็นน้าพยักหน้า เข้าใจถ่องแท้ของนิสัยหลานสาวตนว่านี้ไม่ใช่การกล่าวยอมแพ้แต่กำลังประกาศประเด็นปัญหาและเอาชนะมัน “แล้ว...ฟ้าคิดว่าอะไรที่จะทำให้น้าพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจรรยาแพทย์ได้ต่ออีก”
“หนูจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูให้น้ามุกฟัง สุดท้ายอยู่ที่น้าจะตัดสินใจแล้วละคะ ว่าหนูควรจะทราบสิ่งที่เกิดขึ้นกับปะวีราหรือไม่”...
โกโก้เย็นเริ่มตกตะกอนเห็นแยกเป็นสองส่วน หยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วรวมตัวเป็นหยดใหญ่และไหลลงรวมกันตามแรงโน้มถ่วงนองอยู่บนจานรอง ความรู้สึกของณพาภรณ์ก็คล้ายกับละอองน้ำในอากาศที่มองไม่เห็น แต่เมื่อได้พูดออกมามันก็รวมตัวชัดเจนขึ้นจนกลั่นตัวออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้
“หมายความว่าฟ้าตกหลุมรักปะวีรา” น้าสาวสรุป ณพาภรณ์ไม่กล้าสรุปขนาดนั้นแต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
“เป็นไปได้เหรอคะว่าคือความรัก” แววตาไร้เดียงสาของหลานสาวทำเอาผู้เป็นน้าอดเอ็นดูไม่ได้
“ฟ้าต้องหาคำตอบมันด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นอย่างที่ฟ้าเล่าให้น้าฟังน่ายิ่งตอบเรื่องของปะวีราไม่ได้ใหญ่”
“หมายความว่าหนูควรจะรู้สึกอึดอัดแบบนี้ต่อไปหรือคะ”
“น้าก็เข้าใจนะความรู้สึกเวลาเรารักใครแล้วอยากรู้ว่าเค้ามีปัญหาอะไรที่เราพอจะช่วยได้หรือเปล่า แต่...ฟ้าไม่ลองเข้าไปใกล้ชิดกับปะวีราเพื่อค้นหาความจริงละ”
“น้ามุกน่าจะรู้ว่าหนูเป็นยังไง”
“ถ้าฟ้าไม่คิดจะปีนออกจากกำแพงเพื่อไปหาคนอื่น ก็ลองตะโกนเรียกให้คนอื่นเขาข้ามกำแพงเข้ามา แต่ระวังนะบางทีกำแพงของฟ้ามันอาจจะสูงจนตะโกนไปก็ไม่มีใครได้ยิน” คำพูดของผู้เป็นน้าทำเอาเด็กสาวห่อไหล่อย่างไม่รู้ตัว เธอทราบดีว่ากำแพงเธอสูงใหญ่และแข็งแรงจนเป็นป้อมปราการ หากหลงเดินเข้ามาคงพบกับความซับซ้อนจนอยากหันหลังหนี
ณพาภรณ์ จับหลอดในแก้วโกโก้คนเล็กน้อยก่อนดูด รสชาติของจืดชืดของมันไม่อยู่ในความสนใจของเด็กสาวแม้แต่น้อย เธอคิดแต่เพียงเรื่องของปะวีรา รู้สึกทุกข์ร้อนทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนสาวสะท้อนผ่านแววตาจนน้าสาวของเธอสัมผัสได้
“อย่างน้อยน้าก็จัดการเรื่องที่โรงเรียนให้ฟ้าได้” น้าสาวชูจดหมายเชิญผู้ปกครองขึ้นหวังให้หลานสาวเบาใจ เธอยกมือไหว้กล่าวขอบคุณและขอตัวลากลับคฤหาสน์ใหญ่
พ่อและแม่ของปะวีรากลับมาถึงบ้านตั้งแต่ช่วงก่อนหกโมงเย็น คุณแม่ซื้อหอบหิ้วถุงพลาสติดมากมายด้วยอาหารและขนมหลากหลายชนิด คุณพ่อเตรียมเผาถ่านเพื่อใช้กับกระทะทองเหลืองทรงนูนสำหรับการย่างเนื้อ น้ำอัดลมหลากสีวางเรียงให้ น้องชายทั้งสามส่งเสียงจับจองความเป็นเจ้าของ ยื้อแย้งกันวุ่นวายจนพี่สาวต้องเข้ามาเอ็ด ขู่ให้กินน้ำเปล่า เด็ก ๆ ทะเละกันได้ไม่นานเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงก็ดังขึ้นเมื่อพ่อของพวกเขากลับเข้ามาพร้อมต่อคาราโอเกะร้องเพลง น้องทั้งสามดูมีความสุขเพราะนาน ๆ ครั้งครอบครัวจะมีโอกาสสังสรรค์
ถึงความอบอุ่นของครอบครัวจะทำให้เธอมีความสุขแต่ความรู้สึกผิดก็วิ่งขนานคู่ขึ้นเป็นเงา เพราะเธอทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงจากจดหมายเชิญผู้ปกครองจนต้องรีบกลับบ้าน ปะวีรานิ่งเฉยเธอเป็นคนตรงไปตรงมา ให้แสร้งหัวเราะก็ทำไม่ได้ก็ก็พยายามจะยิ้มให้กับพ่อแม่ของเธอเพื่อเป็นการขอบคุณ
เมื่อจัดการงานบ้านทุกอย่างเรียบร้อยแล้วปะวีราก็กลับขึ้นห้องของตัวเอง เธอดึงสมุดสเก็ตภาพเล่มใหม่ออกจากจากซองกระดาษ ตั้งกล่องเครื่องเขียนลงบนโต๊ะคอม เลือกดินสอดำจรดลงบนกระดาษก่อนเริ่มวาดรูปของหัวหน้าห้อง นึกไปถึงรอยยิ้มและสีหน้า ของณพาภรณ์ที่ปรากฏให้เห็นในตอนเย็น เส้นดินสอลากลงกระดาษอย่างมั่นใจไม่นานโครงร่างก็เสร็จ เด็กสาวยกขาข้างหนึ่งขึ้นบนเก้าอี้ แลบลิ้นเลียริมฝีปากให้ชุ่มชื่นเล็กน้อยก่อนเริ่มลงรายละเอียด ในขณะนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“คะ” ปะวีราขานรับก่อนประตูจะถูกเปิดออกกลับพบเดชานน
“นี่มันเวลาอนิเมฉายไม่ใช่เหรอ หรือโดนพ่อฉันโทรเรียกมาก๊งเบียร์เป็นเพื่อน”
“ดูคุณพ่อจะมีความสุขกับการร้องเพลงมากกว่านะ ฉันโทรนัดหมอมุกได้แล้วนะขับผ่านกลับบ้านเห็นรถพ่อแม่เธอจอดอยู่ก็เลยแวะมาบอก”
“ฉันนี่ก่อความเดือดร้อนให้คนเค้าไปทั่วเลยนะ” ปะวีราพูดตัดพ้อ
“อืม วุ่นวายจริง ๆ” เดชานนยิ้มล้อเลียน
“ชิ” เด็กสาวยิงฟันใส่ก่อนหันกลับไปวุ่นวายกับภาพที่กำลังวาดอยู่ เดชานนเดินเข้ามาใกล้มองภาพทีปะวีรากำลังวาดก็รู้สึกใจหาย แต่เขายังคงเก็บอาการได้ดี
“ณพาภรณ์...”
“อืม...วันนี้ก่อนกลับบ้านฉันเพิ่งเคยเห็นหัวหน้าห้องยิ้มเป็นครั้งแรก”
“แล้ว”
“มันผิดกับภาพที่ฉันเคยจิตนาการ แล้วก็ต่างกับหน้ากากที่เธอสวมไว้ตลอดเวลา เวลายิ้มเธอก็จะตาหยี ๆ แบบนี้” เด็กสาวลงเส้นหนักที่ตาอวดให้เดชานนดู
“แบบนั้นตอนตั้งใจยิ้มคงจะดูสวยกว่า”
“แต่ฉันชอบแบบนี้มากกว่านะ” เธอยังก้มหน้าก้มตาวาดรูปไม่หยุดมือ เดชานนเอื้อมมือไปสัมผัสศีรษะเธอก่อนโยกเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ปะวีราหยุดมือจากภาพวาดหันมองครูหนุ่มด้วยสายตาตั้งคำถาม
“ขอโทษ” ครูหนุ่มชะงักเล็กน้อย
“เปล่าฉันไม่ได้รังเกียจ” ปะวีรายิ้มรับ “ฉันเคยบอกแล้วไงว่าชอบให้นายลูบหัวฉันแบบนี้” เดชานนขยี้ศีรษะเด็กสาวเบา ๆ ก่อนปล่อยมือ
“เรื่องนั้นมันตั้งนานแล้ว เอาว่าเธอไม่ต้องกังวลอะไรหรอกให้ยายมุกไปพูดกับครูยักษ์เดี๋ยวเรื่องก็จบ ฉันไปนะ” เดชานนเก็บมือไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนเดินออกไปจากห้องของเด็กสาว ปะวีรามองตามด้วยสายตาก่อนเอนหลังเงยหน้ามองเพดานห้อง ปิดเปลือกตาปล่อยความรู้สึกให้คล้ายกำลังจมดิ่งลงไปในน้ำสู่ความมืดอันเงียบงัน...
ภาพวาดของปะวีราที่ใช้ประกอบในรายงานของวิชาเคมีถูกนำขึ้นติดบอร์ดข้างระเบียงทางเดินสร้างความสนใจแก่นักเรียนและครูอาจารย์ ณพาภรณ์เป็นตัวตั้งตัวตีขอความคิดเห็นมาช่วยปรับปรุง
ข้อความช่วยจำของลิปิการ์ก็เป็นไอเดียที่มีประโยชน์ ครูอาจารย์และนักเรียนที่ทราบเรื่องต่างชื่นชมความคิดของณพาภรณ์ที่ตั้งใจทำรูปแบบรายงานเพื่อนำไปใช้งานได้ แต่คำชมเหล่านั้นแทบไม่ให้ความรู้สึกดีเท่ากับเห็นว่า ปะวีราเริ่มมีคนมาพูดคุยด้วย เริ่มจากลิปิการ์พาเพื่อนคนอื่น ๆ มาแนะนำให้ปะวีรารู้จัก
ปะวีราเริ่มทักทายทุกคนในห้อง เธอกลายเป็นที่พึ่งพาของเพื่อนในแง่ของวิชา ตอนเที่ยงพวกเพื่อน ๆ เธอก็จะส่งเสียงชวนกันไปรับประทานอาหาร เป็นกลุ่มที่มีจุดรวมคือความนิยมชมชอบการ์ตูนชายรักชาย ถึงขึ้นถกเถียงกันอย่างเข้มข้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มคู่ไปกับเสียงกรี๊ดบาดแก้วหู
ส่วนณพาภรณ์เวลาพักเที่ยงจะอยู่กับรุ่นพี่ในคณะกรรมการนักเรียนที่มีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลว่าเธอสามารถรักษาระยะห่างได้อย่างไม่น่าเกลียด แน่นอนว่าเธอต้องทำใจทนดูการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษของเหล่ารุ่นพี่ไม่เว้นแต่ละวัน โลกของเธอกับปะวีรายิ่งปรากฏความแตกต่างไปพร้อมกับระยะทางที่ห่างไกลกันออกไป
โทรศัพท์เท่านั้นที่ใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ณภาภรณ์ยังคงเล่นบทของเหม่ยแม้เดชานนจะรู้ความลับนี้แล้วก็ตาม เพราะเป็นทางเดียวที่เธอจะได้คุยเล่นกับปะวีรา แม้จะแค่ห้านาทีสิบนาทีก็ยังดี...
ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบลื่น รูปบนบอร์ดระเบียงทางเดินถูกฉีกโปรยไปทั่วพื้น วีระรองหัวหน้าห้องรายงานให้ณพาภรณ์ทราบขณะเธอกำลังยืนมองบอร์ดที่ว่างเปล่าอย่างงุนงง
“ปะวีราเป็นคนมาเจอเข้าเป็นคนแรกมั้ง ผมขึ้นมาเห็นเธอกำลังกวาดเศษกระดาษบนพื้น”
“แล้วปะวีราท่าทางเป็นยังไงบ้างวีระ” ณพาภรณ์อดร้อนรนไมได้ วีระหยีตาใช้ความคิด
“ไม่น่าจะมีอะไร...เธอก็กวาดเศษกระดาษทั้งหมดแล้วก็เอาไปทิ้งถังขยะในห้อง ไม่เป็นอะไรมั้ง” เด็กหนุ่มกล่าวอดรู้สึกฉุกใจคิดไม่ได้เหมือนกัน “ก็ดูใจเย็นเกินไปนะสำหรับปะวีรา” ณพาภรณ์ส่ายศีรษะ ก่อนผละเดินไปยังด้านหลังห้อง มองเศษกระดาษในถังผงพร้อมทำท่าจะก้มลงไปเก็บ
“จะทำอะไรนะ” รองหัวหน้าห้องถามขึ้น สีหน้าเหมือนกับเป็นเรื่องราวใหญ่โต
“จะเก็บหลักฐานค่ะ”
“ผมเก็บให้เอง” วีระรองหัวหน้าห้องเดินแทรกเข้ามาเก็บเศษกระดาษทั้งหมดไว้เป็นปึกก่อนวิ่งหาถุงพลาสติกมาใส่ให้อย่างดี
“ขอบคุณค่ะ” ณพาภรณ์ยิ้มหวานตอบรับน้ำใจของเด็กหนุ่ม
ปะวีรานำรูปที่พิมพ์จากห้องศิลปะมาติดบอร์ดใหม่อีกครั้ง ทุกคนในห้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กลัวจะโดนฉีกอีกหรือยังไง เธอโบกมือทำเป็นไม่สนใจ
“อืมช่างมันเถอะอย่างเก่งก็เอามาติดใหม่อีกสามสี่รอบ พอวาดครบสรุปรูปแบบได้ก็พอแล้ว”
“แล้วนี่เธอไม่โกรธเหรอที่รูปโดนฉีก” ณพาภรณ์เข้ามามองภาพที่นำมาติดใหม่
“แค่ภาพวาด ฉันไม่สนใจหรอก” คำตอบที่ฟังดูปล่อยวางเกินคาดทำให้หัวหน้าห้องต้องหันไปมองสีหน้าของปะวีรา เธอยิ้มรับสีหน้างุนงงของณพาภรณ์
“หมายความว่าไม่โกรธ” คุณหนูหน้าหมวยขมวดคิ้วถาม ถ้าเป็นเธอถึงโกรธอาจจะเก็บอาการได้ แต่สำหรับปะวีราไม่ใช่แน่ ๆ
“โกรธสิมันก็น่าโมโห แต่ช่างมันก็ได้นิว่ามะ” ปะวีราหันกลับไปมองรูปที่ตนวาดบนป้ายประกาศ ก่อนเข้าไปขยับให้เข้าที่เข้าทาง ณพาภรณ์ห่อไหล่ลงติดลำตัวเดินหลบไปทางอื่นพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างรูปคงโดนฉีกทิ้งอีกเป็นแน่
ช่วงพักเที่ยงบอร์ดบนระเบียงทางเดินมีการทำใหม่ติดเป็นกรอบโลหะปิดด้วยกระจกพร้อมกุญแจล๊อก พื้นสักหลาดสีน้ำเงินมันขลับขับรูปภาพบนกระดาษขาวให้ดูเด่นขึ้น หรูหราสมที่ออกมาจากความคิดของคุณหนูไฮโซอย่างณพาภรณ์
ปะวีรามองสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกมั่นใจในเรื่องหนึ่ง หัวหน้าห้องให้ความสำคัญกับเธอจริง ๆ แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันแน่ ถ้าจะบอกว่าหัวหน้าห้องมีรสนิยมชอบผู้หญิงด้วยกัน ตัวเลือกที่เข้าท่ากว่าเธอยังมีอีกมาก
“ครั้งนี้คงทุบกระจกเลย” เด็กสาวผมหางม้ากล่างพลางเดินไปใช้หลังมือเคาะทดสอบความแข็งแรงเล่น
“คงไม่ง่าย” น้ำเสียงหัวหน้าห้องส่อความมั่นใจ “แต่ถ้าทำอีกฉันคงต้องเอาจริง”
“แต่ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยละฟ้า” ปะวีราหันมาเหลือบมองหัวหน้า ณพาภรณ์ตอบแทบทันทีเหมือนท่องจำไว้ก่อนแล้ว
“ฉันถือว่าคนทำอยากเป็นศัตรูกับฉันนะสิกล้ามายุ่งรายงานที่ฉันมีส่วนร่วม” ปะวีราพยักหน้าตามแกล้งทำเป็นเข้าใจตามที่หัวหน้าห้องพูด ก่อนโบกมือให้ลิปิการ์เด็กสาวร่างเล็กที่เดินเข้ามาตามระเบียง
“ลิป ตกลงนัดกับคนอื่นเรื่องวันเสาร์หรือยัง”
“อ๋อ ๆ” เด็กสาวตัวเล็กสลับเท้าเดินรี่เข้ามาอย่างเร็ว “บอกแล้วนัดกันที่สถานีรถไฟฟ้าเดี๋ยวฉันจะนำทางพวกนั้นไปบ้านวีเอง”
“นัดไปไหนกันเหรอ” ณพาภรณ์ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกสงสัยค้างคาจิตใจ เข้ามาร่วมวงสนทนาหันหาคำตอบจากปะวีรา
“พรุ่งนี้วันเสาร์ฉันจัดงานวันเกิดที่บ้านนะฟ้า ก็เลยชวนเพื่อน ๆ มาเลี้ยง”
“ฉันว่าจะอบขนมไป” ลิปิการ์เสริม ปะวีราเบ้หน้ารับทันที
“อ้วนแน่ใครจะกินกัน”
“ดีละแบบนั้นฉันทำเค้กไปเพิ่มด้วย” ลิปิการ์ขู่ ก่อนส่งสายตาให้ปะวีราหันไปมองด้านหลัง ครูผู้ชายประจำวิชาเคมีเดินนำร่างท้วมเคลื่อนตามระเบียงทางเดิน เด็กสาวทั้งสามส่งสายตาปะวีราเดินนำเข้าห้องก่อนเป็นคนแรก ในเวลานั้นเสียงสัญญาณเข้าเรียนก็ดังขึ้น
ณพาภรณ์เดินเข้าประจำที่ของเธอด้วยความน้อยใจ ปะวีราน่าจะชวนเธอด้วย แต่หากพิจารณาเธอทั้งสองคนไม่ได้สนิทกันมากมายและความแตกต่างทางไลฟ์สไตล์ก็มีมากแทบไม่มีทางมาบรรจบด้วยกันได้ ไม่แปลกหรอกทีปะวีราจะเลี่ยงไม่เชิญเธอไปในงานวันเกิด
แต่ถึงอย่างนั้นณพาภรณ์ก็ยังรอให้ปะวีรามาชวนเธอไปงานวันเกิดจนถึงเย็น หลังจากคุยเรื่องงานกลุ่มและแยกย้ายจากกันไป ก็ยังไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย
เด็กสาวแบกความน้อยใจ กลับไปถึงบ้านก้าวเข้าคฤหาสน์เดินขึ้นห้องนอนตัวเองและล้มลงบนเตียง ปัญหามันไม่ได้แค่ปะวีราไม่ชวนเธอ ถึงจะถูกเชิญกำแพงที่แข็งแกรงของเธอก็ไม่ยอมให้อออกไปงานวันเกิดของเพื่อนร่วมห้อง สิ่งที่เธอจะทำไม่คงพ้นให้คนรับใช้ส่งของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี
พอคิดได้เช่นนั้นและณพาภรณ์ก็ตีขาทุบกำปั้นดิ้นไปมาบนเตียง โทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงดังขึ้น เป็นเครื่องที่เหม่ยใช้ติดต่อกับปะวีรา ณพาภรณ์ลุกพรวดขึ้นรีบล้วงโทรศัพท์ออกมารับอย่างรวดเร็ว สงบสติอารมณ์ให้เป็นปรกติจับลำคอเพื่อดัดเสียงให้เป็นคนอื่น
“สวัสดีวี”
“เหม่ยพรุ่งนี้ฉันจะจัดงานวันเกิดเธอจะมาด้วยมั้ย”
“คะ?” ณพาภรณ์อ้าปากค้าง
“ก็เราควรจะพบหน้ากันได้แล้วไม่ใช่เหรอ” ปะวีรากรอกเสียงคล้ายจะอ้อนวอน ณพาภรณ์ปิดปากหลับตานิ่งคิดตาม แล้วสารภาพความจริงว่าเธอคือณพาภรณ์นะเหรอ
“ไม่ไหวหรอกคะ”
“อะตามใจ งั้นแค่นี้นะ”
“เดี๋ยวค่ะ...เรื่องตอนเช้าน่าตกใจมากเลยนะคะ”
“อ๋อ อืม อา...จะว่าไงดี ฉันคิดไว้อยู่แล้วละว่ารูปคงต้องโดนฉีก”
“หมายความว่า วี รู้ว่าใครทำหรือเปล่าคะ”
“รู้”
“ใครค่ะ”
“เหม่ยรู้แล้วจะทำอะไรละ”
“ก็...จะได้ระวังตัวไว้”
“ไม่ต้องห่วงเค้าไม่ทำอะไรเหม่ยหรอก เรื่องวันเกิดถ้าจะเปลี่ยนใจก็โทรมาแล้วกัน ฉันจะได้เตรียมอาหารได้พอดี” ปะวีราตัดสายไป
ณพาภรณ์ทราบดีว่าตอนนี้เพื่อนของเธอคงกำลังวุ่นวายกับการทำกับข้าวให้น้องชายทั้ง ๓ คน จะให้อยู่คุยต่อคงไม่ได้ เธอตัดสินใจลุกลงจากเตียง เดินไปที่กระเป๋านักเรียนหยิบเศษกระดาษจากเหตุการณ์เมื่อเช้าเทออกมาจากถุงเอามาเรียงกันตามลำดับบนบอร์ด แล้วก็เป็นอย่างที่เธอคิด
มีข้อความบางอย่างถูกเขียนอยู่บนรูป
“ไปตายซะ...” ณพาภรณ์อ่านข้อความดังกล่าวฝืนกลืนน้ำลายลงลำคออย่างลำบาก ลักษณะตัวอักษรบอกได้พอสมควรว่าเธอสงสัยไม่ผิดคน...
ณพาภรณ์พาตัวเองมาที่เรือนชั้นเดียวใกล้สระบัวใหญ่อีกครั้งหลังจากรับประทานอาหารในช่วงหัวค่ำ เสียงไวโอลินดังแววมาทำให้ทำให้เธอเบาใจไปส่วนหนึ่ง รีบข้ามสะพานผ่านสระบัว เสียงไวโอลินหยุดลงเงาร่างภายในบ้านมีการขยับเล็กน้อย น้าสาวของณพาภรณ์เลื่อนประตูเดินออกมาในชุดคลุมนอน เด็กสาวรีบยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะน้ามุก ไว้หนูมารบกวนวันหลังแล้วกันดูเหมือน...”
“น้ายังไม่นอน มีอะไรก็เข้ามาสิฟ้า” น้าสาวยิ้มเชื่อเชิญ เด็กสาวตามเข้าไป
“วันนั้นน้ามุกบอกว่ามีคนเขียนจดหมายสนเท่ห์ให้ครูตรวจค้นกระเป๋าของ ปะวีรา”
“ใช่จ๊ะ มีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไง” น้าสาวของเธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม่สลักตัวยาวภายในห้องรับแขก
“ปะวีราโดนก่อกวนน่ะค่ะ” ณพาภรณ์เปิดประเด็น “หนูเอารูปที่เธอวาดขึ้นบอร์ดแล้วมันก็โดนฉีก ก่อนหน้านั้นเค้าใช้ปากกาเคมีเขียนคำว่าไปตายชะ แต่น่าจะกลัวคนจำลายมือได้ก็เลยฉีกทั้งหมดทิ้ง” น้ามุกพยักหน้าก่อนดันแว่นขึ้น
“ฟ้าห่วงเหรอ” ผู้เป็นน้าจ้องตาหลานสาวบังคับให้ตอบความจริง ณพาภรณ์หันใบหน้าหนี แต่ก็ยังโดนสายตาของผู้เป็นน้าบังคับดึงให้กลับมา
“คะ...” เด็กสาวกล่าวเสียอ่อย น้าสาวยิ้มรับ
“ปะวีราถึงจะทำอะไรดูเด็ก ๆ แต่ว่าเธอเป็นผู้ใหญ่ก็อายุจริงมากนะ”
“เป็นผู้ใหญ่เหรอคะ” ณพาภรณ์ทำหน้าไม่เชื่อเท่าไร
“อ้าวเห็นแบบนั้นปะวีราเป็นพี่ฟ้าสองปีได้นะ”
“ก็ใช่ค่ะ พรุ่งนี้เธอก็ ๑๘ แล้ว”
“พรุ่งนี้? ปะวีราเกิดไม่เดือนสิงหาก็กันยานี่ละน้าจำไม่ค่อยได้เหมือนกัน แต่พรุ่งนี้เป็นวันเกิดน้องชายแฝดสามของปะวีราต่างหาก” คุณหนูหน้าหมวยเบิกตาขึ้นอย่างลืมตัว
นั้นสิ...วันเกิดของปะวีราอยู่ประมาณปลายเดือนสิงหาคมทำไมเธอถึงลืมเรื่องนี้ไปได้
“ตกใจอะไรเหรอฟ้า”
“ไม่มีอะไรคะ ก็...” ณพาภรณ์เก็บงำคำพูด น้าสาวมองปฏิกิริยาของหลานสาวก็อดยิ้มไมได้
“แต่ปะวีราก็โทรมาชวนน้าเหมือนกัน พรุ่งนี้น้าไปส่งมั้ยละแต่คงอยู่ได้ไม่นาน มีประชุม”
“คงไม่ได้หรอกค่ะก็เค้าไม่ได้เชิญหนู” ณพาภรณ์พูดแล้วก็ไหล่ตกทอดถอนใจอย่างไม่ค่อยปรากฏมาก่อน
“หืม?”...
วันเสาร์สิบโมงเช้าโทรศัพท์ของเหม่ยดังขึ้นอีกครั้งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากปะวีรา ณพาภรณ์เดินออกไปนอกระเบียงห้องก่อนรับสาย
“ตกลงเธอจะไม่มาจริง ๆ เหรอเหม่ย”
“วันเกิดเธออีกตั้งหลายเดือนไม่ใช่เหรอวี”
“ใช่ แต่ฉันจัดพร้อม ๆ กันน้องชายนะ จัดครั้งเดียวไม่เปลืองแล้วก็จะได้มีคนมาเยอะ ๆ ด้วย”
“อย่างนั้นเอง แต่ฉัน...ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตัว”
“อะไรกาน” น้ำเสียงจากปลายสายส่อแววเบื่อหน่าย
“...เราพูดคุยกันโดยไม่เห็นกันไม่ได้เหรอวี”
“ก็ได้แต่ถามหน่อยถ้าวันหนึ่งฉันรู้ว่าเธอเป็นใคร ฉันจะรู้สึกยังไงกับคนที่ตีสองหน้าใส่ฉัน” ณพาภรณ์รู้สึกจุกลึกลงไปในทรวงอก
“คงจะ...ไม่รู้สิคะ น่าจะโกรธหรือไม่ก็...”
“เอาเถอะเราต้องมีเงื่อนไขกันหน่อยแล้ว ทำยังไงเธอถึงยอมแสดงตัวเหม่ย” ปะวีรากล่าวน้ำเสียงเด็ดขาด ณพาภรณ์ยกมือแนบหน้าอกกดทบหัวใจที่ถูกบีบจนเต้นระรัวให้สงบลง นี่อาจจะเป็นทางออกที่ดี
“หาให้เจอสิคะ”
“เธอหมายถึงให้ฉันหาเธอให้เจอ” น้ำเสียงปลายสายแสดงถึงความตึงเครียด “เป็นไปไม่ได้” ปะวีราสรุปและเงียบไป ณพาภรณ์หลับตาใช้ความคิดเล็กน้อย ในใจลึก ๆ ยังหวังว่าปะวีรายังไม่สิ้นสุดความอดทนกับเธอ
“เหม่ยไม่คิดว่าจะเก็บความลับนี้ได้ตลอดหรอกค่ะ สักวันวีก็คงต้องรู้ความจริง” สักวันเดชานนก็ต้องบอกปะวีรา ถึงวันนั้นค่อยคิดอีกทีว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร
“ใช่...แต่ฉันก็คิดว่าหาเธอไม่เจออยู่ดี อะไรคือตัวเธอกันละเหม่ย คนที่พูดโทรศัพท์อยู่ตอนนี้ หรือว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียน” ไวเท่าความคิด ณพาภรณ์เอื้อมนิ้วไปกดตัดสายโทรศัพท์ทันที เนื้อตัวรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากภายในไม่ต่างกับคนจับไข้ รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเห็นแก่นที่น่าอาย
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกหาอย่างรีบร้อนทำให้เธอเดินจากระเบียงกลับเข้าไปในห้อง มุ่งไปเปิดประตูพบว่าน้ามุกของเธออยู่ในชุดสูทสีเข้ม ดูมีสีหน้าร้อนรน
“ฟ้าไม่รับโทรศัพท์น้าตกใจหมดคิดว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า” น้าสาวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
“หนูอยู่ที่ระเบียงน่ะค่ะ เลยไม่ได้ยินเสียง” ณพาภรณ์เก็บซ่อนสีหน้าหม่นหมองของตัวเองเพื่อแสดงความเป็นปรกติออกมา “น้ามุกมีธุระอะไรกับหนูเหรอคะ”
“เอาของขวัญไปให้ปะวีรากับน้อง ๆ แทนน้าที่ อย่างที่บอกน้ามีประชุม”
“คะ?” ณพาภรณ์ไม่เชื่อหูตัวเอง
รถลิมูซีนคันยาวสีขาวแล่นมาจอดหน้าบ้านสองชั้นในพื้นที่เจ็ดสิบตารางวาของปะวีรา ความยาวของมันปิดหน้าบ้านแทบสนิท
ปะวีราสวมร้องเท้าหนีบเดินออกมา มองพนักงานขับรถในชุดสารถีของโรงแรมที่กำลังก้าวผ่านประตูด้านคนขับอย่างประหลาดใจ
“มาหาใครหรือเปล่าคะ”
“บ้านคุณปะวีราหรือเปล่าครับ”
“เอ๋...ค่ะ ดิฉันเองปะวีรา” เด็กสาวกล่าวพลางสังเกตคนที่นั่งมากับรถ แต่ความเข้มของกระจกกักแสงไม่ให้สะท้อนผ่านออกมา สารถีหนุ่มก้าวเท้าเดินอ้อมด้านหน้าของรถเปิดประตูด้านหลัง
ณพาภรณ์ก้าวออกมาจากรถ เธออยู่ในชุดราตรีสีขาวสวมรองเท้าส้นสูงดูเป็นสาวเต็มตัว ผมยาวจัดรวบรัดเกล้า เปลือยคอและไหล่ ประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางจนนวลเนียน ปะวีรายืนตาค้างพยายามหาเหตุผลที่หัวหน้าห้องแต่ตัวดีขนาดนี้มาในงานวันเกิดที่แสนธรรมดา
“ฟ้าทำไม...”
“ฉันเอาของขวัญจากน้ามุกมาให้”...
“ไม่ไหวหรอกค่ะน้ามุก ให้หนูแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ทำไม่ได้หรอกค่ะ” ณพาภรณ์ทำมือส่งสัญญาณเชิญน้าสาวซึ่งเตรียมพร้อมออกจากบ้านในชุดสูทสีเข้มให้เข้ามาในห้อง
น้าสาวโบกมือปฏิเสธ
“น้าต้องรีบไปแล้วเออ... ฟ้ารักปะวีราหรือเปล่า” น้ามุกจับจ้องดวงตาของเด็กสาว ณพาภรณ์ยื่นนิ่งใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสุก มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังคงรักษาความมั่นคงได้
“ไม่รู้ค่ะน้ามุก หนูอยากเป็นเพื่อนกับปะวีราโดยที่ตัวเองไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าค่ะ คงไม่ใช่ความรัก”
“นั้นสินะ น้าเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันถ้าฟ้ามีความรักจะแสดงออกยังไง” น้ามุกยิ้มมองหลานสาวด้วยความเอ็นดูปนสงสารก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ ณพาภรณ์พยักหน้ารับ เธอนึกไม่ออกเหมือนกันคนที่ปิดกั้นตัวเองอย่างเธอจะมีความรักได้อย่างไร
“แล้วปรกติ...มันจะเป็นยังไงเหรอคะความรัก” ณพาภรณ์ถามอย่างระวังตัว น้าสาวของเธอพลิกนาฬิกาข้อมือดูเวลาเล็กน้อย
“โดยพื้นฐานก็อยากมีเวลาร่วมกันแบ่งทุกข์ปันสุข กับคนหรือสิ่งที่เรารัก”
“ค่ะ”
“หรือหวังว่าคนนั้นจะแบ่งทุกข์ปันสุขกับเราได้ โดยรวมมันก็คือการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดละ” น้าสาวขยี้เส้นผมของหลานสาวเบา ๆ ก่อนเดินจากไปพร้อมกับยกมือลา
ณพาภรณ์ปิดประตูห้องเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเธอ สมุดสเก็ตภาพของขวัญวันเกิดจากปะวีราวางอยู่ตรงนั้นเสมอ เธอมักจะพลิกมันเปิดออกดูสีหน้าแบบต่าง ๆ ของตัว ก่อนคิดได้ว่าอย่างน้อยที่สุดเธอก็ควรมอบของขวัญวันเกิดแก่ปะวีราบ้าง
ณพาภรณ์สั่งคนขับรถนำลิมูซีนออกไปส่งเธอที่สถานเสริมความงาม พนักงาน ๖ คนเข้ารุมปลุกปล้ำขัดตัวทำผมแต่งหน้าไปพร้อมกัน ก่อนเธอจะสวมชุดราตรีขาวเริดหรูผิดกาลเทศะ ก้าวกลับขึ้นรถให้ไปส่งที่บ้านของปะวีรา ปฏิกิริยาแรกของเจ้าบ้านไม่ผิดกับที่คาดการณ์ไว้
“ฉันเอาของขวัญจากน้ามุกมาให้”
“หมอมุกเหรอ” ปะวีราทำตาโต “เห่ ฟ้าเป็นหลานของหมอมุก...”
“ถ้านับญาติแล้วออกจะปวดหัว เอาว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ได้แต่น้ามุกเป็นน้องสาวของคุณแม่ฉัน” ณพาภรณ์เดินตรงเข้ามายืนรอหน้าทางเข้าเร่งให้ปะวีราเลื่อนประตูรั้วเอ่ยปากชวนให้เข้ามาในบ้าน เด็กสาวผมหางม้าตอบสนองโดยพลัน
เพราะจะให้เพื่อนเธอแต่งชุดราตรีอวดโฉมที่หน้าบ้านนานก็ใช่ที่
“แต่นี่งานเลี้ยงวันเกิดธรรมดานะไม่เห็นต้องแต่งตัวขนาดนี้เลย”
“ฉันมาในฐานะห่อของขวัญ...”
ชุดราตรีของณพาภรณ์สะกดทุกสายตาในบ้านให้มึนงง
กลุ่มเพื่อใหม่ของปะวีรารวมตัวกันไปจับกลุ่มอยู่มุมห้องเหมือนหลบทางให้กับรัศมีเจิดจ้า จะมีก็แต่ลิปิการ์ที่คุ้นเคยเข้าไปทักทายณพาภรณ์ด้วยความเป็นปรกติ
“เอาเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่าฟ้า เดี๋ยวฉันจัดการให้”
“ไม่เป็นไร ๆ” ณพาภรณ์ยิ้มตอบ ในขณะอีกด้านหนึ่งเด็กผู้ชายสามคนเดินยกอาหารออกมาจากในห้องครัวพร้อมกับเดชานนในชุดผ้ากันเปื้อนเดินระบายผ้า เขาพยักหน้าให้กับแขกคนใหม่เป็นการทักทาย ณพาภรณ์ยกมือไหว้เดชานนในฐานะที่เข้าเป็นครูที่โรงเรียน
“ยำยำ เดี๋ยวไปเตรียมจานมาอีกใบนะครับ” เดชานนพูดขึ้น เด็กชายหนึ่งในสามคนวิ่งกลับไปในครัวอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะครูเดชานน เดี๋ยวหนูมอบของขวัญจบก็จะกลับแล้ว” ณพาภรณ์ยิ้มอย่างมีมารยา เดชานนส่ายศีรษะ
“ไก่อบนี่น่ากินนะ ผมหมักกับไวน์จนนุ่มทีเดียวละ ยังไม่ทานอะไรมาไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มยิ้มอย่างรู้ทัน
“ทานแล้วค่ะไม่เป็นไรขอบคุณ”
“แต่ผมได้ยินเสียงท้องเธอร้องนะ” ณพาภรณ์สะดุ้งวาบรีบเอามือข้างหนึ่งกุมท้องตัวเองไว้
“ล้อเล่น” เดชานนยิ้มอย่างเอ็นดู “แต่คงจะวุ่นวายใจจนไม่ได้กินอะไรจริง ๆ ไม่ใช่เหรอ” ณพาภรณ์เกือบเก็บอาการทางสีหน้าไม่ได้ ยำยำนำจานเปล่าอีกใบมาวางซ้อนบนโต๊ะอาหาร ในขณะที่ปะวีราเดินเข้ามาต้อนรับพลางใช้สายตากับรอยยิ้มตอบคำถามเพื่อน ๆ ที่สงสัยว่าแขกในชุดราตรีสีขาวคนนี้มาด้วยจุดประสงค์อะไร
“หมอมุกโทรมาบอกเหมือนกันว่าคงมางานไม่ได้ แต่ก็ดีใจนะที่ฟ้ายอมมาในที่สุด” ฟ้ายอมมาในที่สุด ณพาภรณ์ทวนคำพูดนี้ใจ
“เซอร์ไพรส์นะ” เดชานนรีบตอบแทน “หมอมุกตอนอยู่หอพักนักศึกษาในฝรั่งเศสก็ประมาณนี้ละ เป็นโรคติดเซอร์ไพรส์” ชายหนุ่มตอบพลางหันไปมองเด็กสาวในชุดราตรี ณพาภรณ์เก็บคำถามเกี่ยวกับครูหนุ่มและน้าสาวของเธอไว้ จับกระเป๋าในมือขึ้นมาวางนอนบนเก้าอี้ ภายในบรรจุไวโอลินอยู่อย่างเรียบร้อย
ณพาภรณ์เล่นเทียบเสียงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว พลางเดินไปด้านหน้าของห้องรับแขก
“เป็นเพลงที่ขอมอบเป็นของขวัญสำหรับ...เจ้าของวันเกิด”
“เพลงอะไร” เดชานนถามขึ้นทำท่านึกว่าจะตรงใจที่เดาไว้แค่ไหน ณพาภรณ์ใช้ความคิดเล็กน้อย
“คาร์เมน เฟนตาชีค่ะ” เด็กสาวตั้งแขนยกไวโอลินขึ้นแนบลำคอ ทุกสายตาจับจ้องเธอ โดยเฉพาะเดชานนที่รู้สึกว่าเพลงที่เธอจะเล่นไม่พ้นพวกไวโอลินคอนแชร์โตน้ำเสียงหรู ๆ แต่กลับเป็นเพลงที่ออกจะโลดโผนผิดกับอิมเมทที่แต่งตัวมาด้วยชุดราตรีสีขาวพลิ้ว และที่เหนือกว่าการคาดฝันคาร์เมนเฟนตาซีของคุณหนูคนนี้กลับมีการเคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลงที่เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจ การยกไวโอลิน ก้าวเท้าเปลี่ยนตำแหน่งเมื่อสลับอารมณ์ดนตรีเผยสีหน้าตามบรรยากาศที่เพลงสร้างขึ้น
เดชานนเผลอกำหมัดแน่นโดนไม่รู้ตัวก่อนเดินออกไปนอกบ้าน ส่วนปะวีราจับจ้องทุกอย่างที่เป็นของณพาภรณ์อย่างสนใจ ภายในเกิดความรู้สึกชื่นชมพุ่งขึ้นคล้ายดอกไม้ไฟระเบิดกลางท้องฟ้า สีหน้ามากมายของหัวหน้าห้องถูกเธอจับตาจดจำไว้เหมือนเด็กที่กำลังตื่นเต้นกับของเล่นที่ถูกหยิบออกมาโชว์ที่ละชิ้น
เดชานนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับคีย์บอร์ด เขาจัดวางขาตั้งและเครื่องดนตรี เซ็ทเสียงเปียโนเล่นคู่กับไปไวโอลินของณพาภรณ์ บทเพลงเมื่อถูกเติมเต็มเสียงของเครื่องสายยิ่งแสดงพลังตรึงผู้ฟังให้อยู่กับที่แทบลืมหายใจจนกระทั่งคันชักถูกสะบัดจากสายไวโอลิน เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมเพรียงอย่างไม่รู้ตัวจากทุกคน
ณพาภรณ์ขอตัวกลับแทบจะทันทีเมื่อจบเพลง แขกคนอื่นแม้อยากจะกล่าวชื่นชมแต่รัศมีไฮโซเริดหรูจากชุดราตรีก็พาให้เกิดความรู้สึกว่าต้องยืนห่าง ๆ ไม่อยากเข้าไปให้เกิดความเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่เจิดจ้า ปะวีราเดินตามไปส่งขอบคุณสำหรับของขวัญ ณพาภรณ์พยักหน้ารับและเดินผ่านรั้วไปกลับไปยังรถ
“ขอบใจนะที่อุตสาห์มา”
“ต้องขอบใจน้ามุกละ” ณพาภรณ์ก้าวขึ้นรถไปคนขับรถปิดประตูก่อนอ้อมกลับมาทางที่นั่งคนขับ ปะวีราตัดสินใจเดินตามไป ใช้หลังมือเคาะเรียก ณพาภรณ์เลื่อนกระจกลงสนใจธุระของปะวีรา
เด็กสาวผมหางม้าหลับตากักคำพูดไว้หนึ่งอึดใจ
“ฟ้าคิดว่าเราเป็นเพื่อนกันหรือเปล่า” เธอลืมตาขึ้นแววตามุ่งมั่นเหมือนลิ่มแหลมแทงเข้าที่หน้าอก
“หืม...อะไรกัน” เด็กสาวในชุดราตรียิ้มอย่างฉงน “เราก็ต้องเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว” หน้ากากอันงามถูกปิดทับสีหน้าแตกตื่นที่อยู่ภายใน ปะวีราหลุบตาลงต่ำในวูบหนึ่ง แต่ก็เงยหน้ากลับมามองเพื่อนเธอในรถอีกครั้ง
“วันเกิดของฟ้าฉันให้ของขวัญไปอย่างหนึ่งมันเป็นสเก็ตช์บุ๊กด้านในจะมีภาพวาด... หลาย ๆ ภาพ”
“ของขวัญเยอะมากนะวันนั้น ฉันไม่แน่ใจ... แต่มีอะไรเหรอ”
“ฉันสะดุดตารอยยิ้มของฟ้าที่ไม่ว่ากี่ครั้งมันเหมือนเดิม คือ...ฉันไม่สามารถมองทะลุมันลงไปได้เลย เอาเถอะถ้าเราเป็นเพื่อนกันจริงฉันอยากให้ฟ้าลองเปิดมันขึ้นมาดู ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าใจหรือเปล่า”
“จ้ะถ้าหาเจอฉันจะลองดู” ณพาภรณ์ยิ้มสวยสำทับคำตอบ ปะวีราพยักหน้ารับพร้อมถอนตัวออกมาห่างจากรถที่กำลังแล่นออกไป เธอเผลอกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว
ปะวีราส่ายศีรษะซ้ายขวาโดยเร็วหลายครั้งก่อนกัดฟันแน่นพร้อมยกมือเขกศีรษะตัวเองโดยแรง
“บ้า” เดชานนถอดผ้ากันเปื้อนเดินออกมาหน้าบ้านมองปฏิกิริยาเพี้ยน ๆ ของเด็กสาว
“มาแอบฟังเหรอ” นำเสียงของเธอยังไม่คลายความเจ็บดวงตาดูซ้ำคล้ายคนร้องไห้
“เปล่า เดินมาก็เห็นเธอเขกหัวตัวเองเล่นแล้ว” เดชานนยิ้ม “ที่เธอไม่ชวนณพาภรณ์มาเพราะต้องการพิสูจน์แบบนั้นเหรอว่าเขาคิดอะไรกับเธอจริงหรือเปล่า”
“ไม่ใช่หรอก ฉันชวนแล้วหัวหน้าห้องบอกว่ามาไม่ได้” ปะวีราท้าวเอวเดินเข้าบ้านไป “รีบทำกับข้าวเถอะ เดี๋ยวพวกเพื่อน มาม่า ไวไว ยำยำ จะมาแล้ว”
“อะ...ครับ ๆ” เดชานนเดินตามอย่ากระฉับกระเฉง “แล้วของขวัญจากคุณหนูเป็นไงบ้าง”
“สุด ๆ หลงรักเลยละ” ปะวีราหันมองปฏิกิริยาของชายหนุ่ม เขายักไหล่รับ
“ไม่ยอมแพ้หรอกนะ”...
เจ็บปวด
น้ำตาของณพาภรณ์ไหลออกมาจากหน้ากากที่สวมไว้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้ว่า ถึงแม้จะสามารถควบคุมสีหน้าให้ยิ้มแย้มบังคับคำพูดให้เป็นปรกติแต่เธอไม่สามารถบังคับน้ำตาของเธอได้
มันพลั่งพลูไหลอาบสองแก้มบนใบหน้าที่เรียบเฉย
ความหมายในสมุดสเก็ตภาพคือ ความรู้สึกต่าง ๆ ของณพาภรณ์ถูกแสดงออกด้วยหน้ากากในหน้าสุดท้าย ปะวีราพบว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ซ้ำซากและถูกใช้ในทุกสถานการณ์
“ถ้าเป็นเพื่อนกันก็เลิกสวมหน้ากากเสียที” ณพาภรณ์กล่าวอย่างแผ่วเบากับตัวเอง นึกถึงใบหน้าของปะวีราที่ก้มลงพูดกับเธอที่อยู่ในรถ เวลานั้นเหมือนฆ้องขนาดใหญ่ในหัวใจถูกฝาดโดยแรง เสียงของมันก้องกระจายจนแทบจะดังลอดออกมาจากรูขุมขน
ในช่วงหัวค่ำปะวีราโทรศัพท์มาหาเหม่ย เล่าเรื่องหัวหน้าห้องมาเล่นไวโอลินให้ฟังเป็นของขวัญ เธอชื่นชมมาก แต่ว่าตัวของณพาภรณ์เองไม่มีอารมณ์ร่วมยินดีไปกับมันแม้แต่น้อย ความรู้สึกว่าถ้าเป็นเพื่อนควรจะเปิดเผยต่อกันกระหน่ำตีฆ้องในหัวใจเธออย่างต่อเนื่อง
“...วีขอเวลาฉันอีกสักหน่อยนะ”
“หืม อะไรเหรอเหม่ย”
“ฉัน...จะบอกว่าฉันเป็นใคร”
“ช่างมันเถอะ เธอพร้อมจริง ๆ แล้วค่อยพูดก็ได้ ฉันมาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ว่าเป็นเพื่อนกันแล้วจะไม่มีความลับต่อกัน ฉันว่าแค่เราต่างไม่ทำร้ายจิตใจกันและกันก็น่าจะเรียกว่าเป็นเพื่อที่ดีแล้วละ”
“แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรเป็นความลับกัน” ณพาภรณ์ยอมรับความจริงว่าสิ่งที่เธอทำมันผิดปรกติ เสียงจากปลายสายเงียบไปพักใหญ่
“...เหม่ยฉันจะพยายามหาเธอให้พบนะ”
“ฉัน....คิดว่าเธอรู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นใคร”
“ถ้าเธอพยายามปิดบังฉันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
“แบบนี้...ไม่เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงเหรอ” ณพาภรณ์ถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความรู้สึกละอายใจบีบลำคอของเธอจนแข็งเกร็ง
“สำหรับคนอื่นคือการหลอกลวง แต่สำหรับฉันนี่เป็นช่องทางเดียวที่ใช้ติดต่อกับเธอ” ณพาภรณ์ไม่สามารถพูดอะไรต่อได้ ไหล่บางของเด็กสาวสั่นไหว เธอใช้ฟันจิกริมฝีปากตัวเองเม้มไว้ไม่ให้เสียงจากภายในหัวใจดังลอดออกมา “มันเป็นช่องทางเดียวที่ฉันจะเข้าใกล้ตัวเธอ ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอนะเหม่ย”
ในวินาทีนั้นน้ำตาของณพาภรณ์ก็กลั่นออกมา ร้องไห้สะอึกสะอื้นไร้คำพูด ยิ่งพยายามสกัดกั้นภายในทรงอกก็รู้สึกต่อต้านฟูมฟายออกมายิ่งกว่าเก่า เธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ รู้แต่ว่านี่คือการสารภาพที่ออกมาจากหัวใจไร้การปั้นตกแต่งคำพูดให้สวยหรู แม้เวลาจะนานขนาดไหนณพาภรณ์ก็รู้สึกได้ว่าปะวีราก็ยังถือสายอยู่เป็นเพื่อนเธอ
ณพาภรณ์จับโทรศัพท์ของเธอออกห่างตัว จัดเลนส์กล้องถ่ายรูปอยู่ตรงข้ามกับใบหน้าเพื่อนกดบันทึกภาพ มือที่สั่นเทาของเธอกดป่ายไปบนแป้นโทรศัพท์ที่เลอะไปด้วยน้ำตาก่อนกดส่งรูปไปยังปลายสายที่กำลังเชื่อต่อกันอยู่...
ก็แค่งานง่าย ๆ เอาหนังสือใส่ซองกระดาษและยื่นให้กับลูกค้า แต่กลับเป็นเรื่องน่าอายเพราะทุกสายตาที่เดินผ่านหยุดยืนจับจ้องเธอ บางคนหยุดค้างอย่างไม่รู้ตัวหลายอึดใจ บ้างเดินวนกลับมาดูหลายรอบ ที่ให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าคือกลุ่มที่ชี้มาทางเธออยู่ไกล ๆ และซุบซิบ
ณพาภรณ์พยายามคิดว่าสิ่งที่เธอทำมันก็ไม่ต่างกับพริตตี้ตามงานแสดงรถที่ต้อง แต่งตัวเป็นเป้าสายตาดึงความสนใจของผู้คน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่มาก โดยเฉพาะลักษณะการมองจากสายตาคนอื่น
นิสัยที่ต้องดูดีเสมอกระตุ้นให้เธอเร่งคำนวณถึงสาเหตุการตกเป็นเป้าสายตา ความน่าจะเป็นทั้งหลายถูกตั้งสมมุติฐานในสมอง ทั้งเรื่องใกล้ตัวไกลตัวเรื่องเล็กน้อยหรือความผิดพลาดอย่างที่เธอมานั่งขายหนังสือทำมือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของชายรักชาย
‘ไม่สิมันรุนแรงกว่านั้น’ ภายในบรรจุลีลาและสีหน้าที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์คนอ่านได้
บางที่ภาพของเธออาจจะขึ้นอยู่บนหน้าปกนิตยาสารไฮโซสักเล่ม และคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นจำเธอได้ เธอรีบสลัดความคิดแบบนั้นทิ้งไป
เธอก็เด็กผู้หญิงธรรมดาจะสมบูรณ์ได้สักแค่ไหน ตั้งแต่สารภาพกับปะวีราผ่านทางโทรศัพท์เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าการทำลายกำแพงที่ล้อมตัวเธออยู่ หากใช้วีธีค่อยเป็นค่อยไปคงไม่มีทางได้ผล เป้าหมายของเธอในเวลานี้คือการพยายามเข้าใจตัวเองว่าปะวีราคืออะไรสำหรับเธอกันแน่มีค่าอยู่ในระดับไหน คำว่าแบ่งทุกข์ปันสุขเป็นคำตอนแรกที่คิดได้
ณภาพรณ์ยิ้มให้ลูกค้าผู้หญิงพลางยื่นถุงกระดาษให้ ความเครียดบังเกิดเมื่อเธอพยายามจับจ้องปฏิกิริยาทุกอย่างของคนที่อยู่ตรง หน้า อ่านอวัจนะภาษาอย่างละเอียดว่าทำไมเธอถึงถูกจับตาจากคนโดนรอบ
“เออ...มีอะไรหรือเปล่าครับ จ้องผมชะขนาดนั้น” ลูกค้าสาวยิ้มสู้สายตาทำเอาณภาพรณ์ต้องกลับมาตั้งสติใหม่ ในฉับพลันทันทีแก้ตัวไม่ถูก ปะวีร่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงหัวเราะคิกก่อนกล่าวอธิบายให้แฟนที่ติดตามผลงานของเธอฟัง
“เค้าเพิ่งคอสครั้งแรกนะ แล้วก็มีแต่คนจ้องเต็มไปหมด คงคิดว่าทำอะไรน่าอายไปหรือเปล่า” ณภาพรณ์หันมองปะวีราอดค้อนด้วยสายตาไม่ได้ ที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกลำบากใจกลับเก็บเงียบไม่ยอมแนะนำอะไร
“อ๋อดีออกครับ” หญิงสาวกล่าว “ที่ทุกคนมองคงเพราะว่าเหมือนเจ้าหญิงอาเรน่าจากในหนังสือการ์ตูนมากกว่าเลยตกใจมองกันใหญ่” หญิงสาวยิ้มบางให้กำลังใจก่อนโค้มตัวเดินถอยไปทางอื่น ในขณะที่ณพาภรณ์ได้แต่สงสัยว่าอะไรคือเจ้าหญิงอาเรน่า
“แปลกจังนะพี่คนนั้น”
“ที่พูดครับ ๆ ผม ๆ นะเหรอ”
“ดูการแต่งตัวไม่น่าจะเป็นทอม...”
“แล้วอย่างณองละเธอว่าแปลกหรือเปล่า ตานั้นแต่งตัวเป็นเมดสาวไปเดินเฉิดฉายอยู่นอกอาคาร”
“ของครูเดชานนคงกลัวนักเรียนจำได้...” ณพาภรณ์กล่าวมาก็ส่ายศีรษะตอบตัวเอง ผู้ชายอย่างเดชานนเป็นคนที่จริงจังและเปิดเผย อย่างตอนที่พบนัดเธอไปคุยที่ร้านเค้กถามเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำเป็นคนอื่นเพื่อติดต่อกับปะวีรา ท่าทางแบบนั้นเห็นชัดว่าเขาพร้อมจะปกป้องปะวีราเสมอถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล โดยไม่กลัวเรื่องครหาความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน
“ของพี่สาวคนตะกี้คงรู้สึกพูดครับแล้วสะดวกกว่าพูดคะขา ของเดชานนเขาบอกว่าถ้าคอสเป็นตัวละครหญิงสะดวกกว่าคอสเป็นผู้ชาย”
“สะดวกกว่าตรงไหน ฉันเห็นเขามานั่งตบแป้งเขียนคิ้วปัดมาสคาร่าแต่งหน้าเป็นชั่วโมงเลยนะ”
“สะดวกใจน่ะ” ปะวีราขยายความ ก่อนพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาดูที่แผง ณพาภรณ์มีโอกาสคิดตามเล็กน้อย...
ตอนเที่ยงลิปิการ์นำข้าวกล่องโฟมมาส่งพร้อมกับรายงานข่าวชิ้นหนึ่ง
“ครูเดชานนนั่งคุยกับสาวสวยที่ร้านกาแฟทางเข้าตึก ท่าทางอารมณ์ดีเชียวละ วีรู้หรือเปล่าว่าใครนะ” ปะวีรารูดยางรัดกล่องข้าวออก เปิดมองไก่กระเทียมกระจุกหนึ่งก่อนงัดช้อนพลาสติกออกมาจากกองข้าวสวย
“ป้าแกยิ่งทำยิ่งให้น้อยไก่เหลือเจ็ดชิ้น ไม่เข้าใจเด็กกำลังโตเลย”
“เด็กผู้หญิงอายุประมาณ ๑๖ ก็ไม่สูงขึ้นแล้วละ” ณภาพรณ์เสริมขณะมองข้าวกล่องโฟมอย่างชั่งใจ เกิดมาเธอไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อน ลิปิการ์ตบมือเรียกร้องความสนใจ
“เดี๋ยวก่อนสนใจฉันหน่อยสิ ฉันต้องเอาเรื่องนี้ไปตอบคำถามพวกแฟนคลับครูที่เกาะติดสถานการณ์อยู่นะ”
“หน้าตาเป็นยังไงนะ” ปะวีราเงยหน้าขึ้นจากกล่องโฟมตั้งใจฟังคำตอบ
“สวยแล้วแต่งตัวดี”
“ขอคำขยายความหน่อยเธอเป็นนักเขียนไม่ใช่เหรอ เอาใหม่ ๆ”
“ผมสั้นประบ่าโครงหน้ารูปไข่ตาค่อนข้างเล็ก จมูกปากแก้มแต่งหน้าดูดีไปหมด รูปร่างเล็กบางแต่งตัวมีสไตล์เป็นสูทผ้าสีเข้มฟิตกับสัดส่วนร่างกายกระโปรงทรงกระบอกสั้นเหนือเข่านั่งไข่วห้างโชว์เรียวขาสวยหุ้มด้วยถุงน่องสีอ่อน สะพายกระเป๋าถือมียี่ห้อของฝรังเศส ใช้น้ำหอมกลิ่นค่อนข้างจะสดชื่นหอมหวานเหมือนไอศกรีมวนิลา โดยรวมฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนที่มีฐานะดีมากทีเดียว”
“อ๋อนี่เธอเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมเลยเหรอ”
“ฉันเป่ายิ้งฉุบแพ้นะสิ”
“แล้วสองคนนั้นคุยอะไรกัน” ปะวีราสลับมือบนโต๊ะนั่งตัวตรงอย่างสนใจ
“พอเห็นว่าฉันเข้าใกล้สองคนนั้นก็ส่งภาษาฝรั่งเศสกัน” ปะวีราหันมองณพาภรณ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ส่งสายตาถามความเห็น สาวผมน้ำเงินในชุดกระโปรงคอสเพล์ยสีแดงขลิบดำพยักหน้ารับ
“คงจะเป็นน้าสาวของฉัน” คำตอบทำเอาลิปิการ์ร้องตกใจเสียงหลง สองมือรีบยกขึ้นปิดปากตัวเอง ปะวีรายิ้มส่ายศีรษะ
“สองคนนั้นเค้าเป็นเพื่อนกัน”
“แต่สีหน้าของครูเดชานนดูดีใจมากนะ ถึงจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงแต่แววตามันออกมาหมดเลยว่า คนที่นั่งอยู่ด้วยเป็นคนพิเศษมาก ๆ”
“ใช่สิผู้ชายผู้หญิงที่สามารถนอนกอดกันได้โดยไม่คิดถึงเรื่องเพศน่าจะเป็น คนพิเศษขนาดไหน” ปะวีราปรายสายตาไปทางณภาพรณ์ดูปฏิกิริยาของเพื่อนสาวที่แสดงสีหน้าตื่นตกใจ ออกมาอย่างชัดเจนแต่ก็เก็บอาการอย่างรวดเร็วหยิบช้อนพลาสติกตักข้าวไก่ กระเทียมลองรับประทานดู ส่วนทางลิปิการ์ยื่นนิ่งค้างไปพักใหญ่ก่อนมีคำถาม
“นอนกอดกัน... หรือไม่ก็ครูเดชานนจะเป็นเกย์?”...
“แล้วไงวี ...หวังว่าเธอคงปรับความเข้าใจให้ฉันนะ” เดชานนท้าวเอวถามในชุดกระโปรงเมดโกธิกหรูหราด้วยลูกไม้ประดับ
“ถึงจะบอกว่านายเป็นผู้ชายปรกติแต่ดูเหมือนลิปเองจะจิตนาการถึงนิยายที่มีพล๊อตประมาณหญิงสาวกับเพื่อนสนิทที่เป็นกระเทย หรืออะไรแถว ๆ นั้นไปเรียบร้อยแล้วละ” ปะวีรารวบกระดาษแข็งที่พิมพ์โฆษณาหน้าปกหนังสือเข้าถุงพลาสติกส่งให้เดชานนนำเก็บรวมใส่ตะกร้า ชายหนุ่มในชุดเมดปั้นหน้ายุ่ง
“แล้วน้ามุกมาทำอะไรคะครูเดชานน” ณภาพรณ์จ้องชายหนุ่มน้ำกล่าวเสียงกระด้าง
“ก็ถามเรื่องของเธอนะว่ามีปฏิกิริยาเป็นยังไงบ้างโดนจับแต่งตัวแบบนี้” ณภาพรณ์ทำท่าจะเปิดปากแต่ก็เงียบไว้ทำเป็นไม่สนใจรวบข้าวของเก็บ
“แล้วนายตอบไปว่ายังไงณอง” ปะวีราถามแทน
“ดูเหมือนจะชอบมาก”
“เหรอคะ?” ณภาพรณ์เชิดเสียงสูงใส่ทันที “ถ้าให้หนูแต่งคนเดียวไม่มีทางหรอกคะ” ณภาพรณ์กล่าวเสียงเด็ดขาด เดชานนยิ้มบนความรู้สึกขำขันต่อปฏิกิริยาของเด็กสาว
“มุกมาเจอเพื่อนนะ จริง ๆ เราก็คุยกันหลายเรื่องนะแต่เรื่องที่วีล่าโดนก่อกวน ดูจะเป็นเรื่องที่มุกสนใจที่สุด” เดชานนหันมองปะวีรา “มุกมันเดาว่าถ้าถามเธอตรง ๆ คงไม่บอกรายละเอียดก็เลยมาถามฉันแทน”
“เรื่องเด็ก ๆ ฉันไม่สนใจหรอก” ปะวีราสะบัดมือทำท่าไล่ไปไกล ๆ พลางเร่งเก็บข้าวของ
“ถ้ามันเป็นเรื่องเด็ก ๆ จริงก็ดีสิ ข้าวของจนถึงสมุดการบ้านเธอหายไปหลายชิ้นแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เรื่องเล็ก ๆ ณองไม่ต้องมาสนใจหรอก” ปะวีราทำเสียงแข็งตาดุใส่ทำท่าจะกระโดดกัด เดชานนยกสองมือยอมแพ้ ณพาภรณ์ก็คิดถึงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามทำลายบอร์ดบนระเบียงทางเดินหลายครั้ง พอไม่ประสบความสำเร็จการจู่โจมก็ชัดเจนขึ้นโดยมุ่งเป้าไปยังปะวีรา ณพาภรณ์คิดว่าตอนนี้เหมาะสำหรับการพูดเรื่องนี้
“แต่ทั้งที่รู้ว่าใครเป็นคนทำแล้ว ยังจะปล่อยเอาไวแบบนี้อีกเหรอ”
“ก็แค่เดาแต่ความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ”
“แต่หลักฐานก็มี...” ณภาพรณ์ไม่ทันได้พูดต่อปะวีราก็เอื่อมมือมาจับที่ไหล่ของเธอ
“ความจริงที่เรามีแค่หนึ่งหรือสองแต่ในช่องว่างพวกนั้นอาจจะมีความจริงอีกหกเจ็กแปด หรือเป็นร้อยเป็นพันแทรกอยู่ ดังนั้นนะ... ฉันเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่โต้ตอบอะไรดีกว่า” ปะวีรายิ้มหวานให้เพื่อนสาวเหมือนรู้ถึงจุดอ่อนของณภาพรณ์ การพูดถึงเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องยุติลง
พวกเพื่อนชาวคอสฯของปะวีรามาชวนเธอไปถ่ายรูป พร้อมกับณภาพรณ์ซึ่งเธอก็มีข้ออ้างมากมายที่จะปฏิเสธ แต่หวั่นเพียงหนึ่งยิ้มของเพื่อนสาวที่ทำให้เธอคล่อยตาม ดังนั้นจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาปฏิเสธว่าเธอเหนื่อยมากอยากจะพักผ่อนและภาวนาในใจว่าปะวีราจะไม่พยายามชวนเธอไป
ปะวีรายิ้มพยักหน้าให้ก่อนไปกับกลุ่มคอสเพลยเยอร์และตากล้อง ที่นี่ปะวีรามีเพื่อนมากมายเธอเป็นคนดัง ที่เดินไปไหนใคร ๆ ก็ทักทายถามถึงผลงาน แต่กลับเป็นโลกที่ณภาภรณ์ไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ผมคิดว่าเธอจะตามปะวีราไปถ่ายรูปด้วยเสียอีก” เสียงเดชานนกล่าวน้ำเสียงฟังดูชวนทะเลาะท้าทาย ณภาพรณ์หันกลับไปพบเขาแต่งตัวในชุดเชิ้ตกางเกงขายาวตามปรกติ กลับเป็นชายหนุ่มหล่อสำอางที่น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะรอยยิ้มและแววตาให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอบใจขัดแย้งกับน้ำเสียงในครั้งแรก
“ค่ะอยากตามไป แต่คงต้องครั้งหน้า ถ้าไม่ไหวก็ครั้งต่อไป ต่อไปและต่อไป” ณภาพรณ์คิดว่ามันเป็นคำพูดที่น่าหัวเราะ เดชานนพยักหน้ารับคำของเด็กสาว ในอึดใจนั้นลักษณะของชายหนุ่มคล้ายถูกกดทับด้วยความอ้างว้าง เขามองเห็นภาพของปะวีราและณภาพรณ์ยืนเคียงข้างกันเด่นชัดขึ้น
“ตกลงเธอมีหลักฐานเหรอว่าใครเป็นคนก่อกวนยายนั้น”
“ค่ะ เป็นเพื่อนร่วมห้อง ก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งตอนแบ่งกลุ่มทำรายงานวิชาเคมี จริง ๆ แล้วหนูคิดว่าครูเดชานนก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนะคะ”
“ผม...”
“เพราะปะวีราใกล้ชิดกลับครูมาก บางคนที่ชอบครูเดชานนอาจจะอิจฉาแล้วก็ตัดสินใจทำอะไรเพื่อระบายความรู้สึก...คับแค้น” ณภาพรณ์ยืนประสานมือทั้งสองไว้ด้านหน้า เธอคิดไปไกลกว่าที่พูดออกมา
“จะบอกว่าสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาวเหรอ” เดชานนหรี่ตาลงความตึงเครียดถูกแสดงผ่านสีหน้า “ผมระวังมากนะตอนอยู่ที่โรงเรียน ถึงอาจจะดูว่าผมกับวีล่าสนิทกัน แต่มันก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าบทพูดให้เอาจริงเอาจังกับการเขียนการ์ตูนหรือวาดภาพ” เดชานนยกมือขึ้นลูบใบหน้าถูหน้าผากท่าทางของครูหนุ่มสะท้อนความรู้สึกที่ให้กับปะวีราจนณภาพรณ์รู้สึกเจ็บลึกภายในหัวใจ
“ทำสีหน้าเจ็บปวดได้ขนาดนี้เชียวเหรอคะ” เดชานนเงยหน้ายิ้มสู้สายตาของณภาพรณ์ที่มองมาด้วยความอิจฉา
“ผมแค่เผลอแสดงมันออกมา ถ้าเธอจะถอดหน้ากากออกบ้าง... มันก็คงจะออกมาจากใจเอง” ฟังดูเหมือนเป็นประชดประชัน แต่น้ำเสียงอ่อนโยนกับรอยยิ้มนั้นสัมผัสได้ถึงสิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของเดชานน
ครูหนุ่มเอื้อมือยกขึ้นสัมผัสศีรษะเด็กสาว
“เอาละไปเปลียนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวผมช่วยล้างเครื่องสำอางให้”
“ค่ะ แต่หนูจัดการเองได้” เด็กสาวกล่าวเสียงแข็งแสดงความรู้สึกต่อต้าน เดชานนรีบหันกลับมามองสีหน้าคู่สนทนา
“ห้องเสื้อด้านบนของเพื่อนผม อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องวุ่นวายเปลี่ยนชุดในห้องน้ำแบบคนอื่น” เดชานนพูดตัดบท
สำหรับณภาพรณ์นี่เป็นเรื่องน่าโมโหเธอพยายามแสดงสีหน้าปฏิเสธเดชานน แต่เหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไรกับการประกาศไม่ญาติดีของเธอ
เมื่อณภาพรณ์เดินออกมาจากห้องลองเสื้อที่ใช้ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พบกับน้ามุกของเธอนั่งรออยู่ด้านนอก คุยกับเจ้าของห้องเสื้อท่าทางกระตุ้งกระติ้งอย่างออกรส ก่อนหันมองทางเธอและรีบก้มดูนาฬิกาข้อมือ
“ฉันไปก่อนนะ แล้ววันหลังจะมาอุดหนุนจ้ะ” หญิงสาวผลุดลุกขึ้นจากเบาะหนังสีแดงสด เจ้าของร้านลุกขึ้นตาม โฆษณาสินค้าในร้านพร้อมเสนอส่วนลดให้อย่างรวดเร็ว ณภาพรณ์พอจะเดาเรื่องราวได้ไม่ยาก น้ามุกคงจะรับเธอกลับไปบ้านพร้อมกัน
“ครูเดชานนละคะ” ณภาพรณ์หันหารอบตัว น้ามุกหันหาเจ้าของห้องเสื้อส่งสายตาถาม เขา(หรือเธอ)โบกมือ เชิดหน้างอนไม่อยากสนใจ
“แหม...คิดดูสินาน ๆ ฉันจะได้กลับมาจากฝรั่งเศส เจอกันทั้งทีแทนที่จะพูดคุยกันนานหน่อย พอยายวีล่าโทรมามันสะบัดก้นหนีฉันไปรับใช้เจ้าหญิงของมันเลย ทำไมน้าทำไมฉันไม่เห็นมีผู้ชายหล่อ ๆ มาเอาใจแบบนี้บ้าง”
“ฉันจำได้ว่าณองไม่ใช่สเป็กเธอนะ”
“เบื่อหล่อล่ำแล้วละยะ”
“แล้วณองชวนเธอหรือยังเรื่องคืนนี้”
“จ้ะ ตากีร้าผับ ๔ ทุ่ม”
“แล้วเจอกัน” น้าสาวส่งสายตาเรียกหลานซึ่งกำลังประกอบเรื่องราวอยู่ในเดินตามออกมาจากร้าน ณภาพรณ์ไม่ถามอะไรมากแต่ติดใจอยู่เรื่องหนึ่ง
“น้ามุกนัดกับครูเดชานนเหรอคะ”
“อืม หรือฟ้าสนใจจะไปกับน้า”
“เปล่าค่ะ... หนูจะไปที่อย่างนั้นได้ยังไงคะ เพียงแต่...” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะชักจูงให้น้าสาวของเธอเปลี่ยนใจ เพียงแค่รู้สึกไม่ชอบใจเธอนึกภาพของครูหนุ่มที่พยายามยิ้มโปรยเสน่ห์ใส่น้าสาวของเธอออกชัดเจน
“ตอนอยู่ฝรั่งเศสน้ามุกกับครูเดชานนนี่... เป็นอะไรกันคะ”
“รูมเมท” น้าสาวตอบทันที
“อยู่กันหลายคน?”
“เปล่าอยู่กัน ๒ คน”
“ครูเดชานน เป็นเกย์?”
“เปล่าหมอนั้นผู้ชายเต็มตัว” คำตอบของน้าสาวทำเอาหลานสาวมึนตึบไม่รู้จะสร้างข้ออ้างอะไรให้กับน้าของเธอในการอยู่กับผู้ชายตอนไปเรียนฝรั่งเศส “ฟ้าว่าณองหล่อไม่พอให้ผู้หญิงสักคนอยากอยู่ร่วมห้องเลยเหรอ” น้าสาวหัวเราะในลำคอขำท่าทางหวงของรักของณภาพรณ์
“หนูพอเห็นภาพค่ะว่าถ้าครูเดชานนจีบสาวคงไม่ยากเย็นอะไร แต่ว่าน้ามุกนี่ไม่ใช่คนที่จะเป็นแบบนั้น” หลานสาวกล่าวอย่างมั่นใจ
“ฟ้าเชื่อมั่นน้าเกินไปแล้ว” น้าสาวหันกลับมาส่งยิ้มท้าทาย ดูสีหน้าหลานสาวที่เดินตามหลังมาไม่ห่าง
“หนูเชื่อนิคะ”
“ณองเป็นสุภาพบุรุษ” น้าสาวเฉลยเหตุผลก่อนหันกลับไป ณภาพรณ์รู้สึกจุดที่ลำคอไม่มีคำพูดจะกล่าวแย้ง ทบทวนถึงความจริงที่ว่าผู้ชายแบบนั้นอยู่เคียงข้างกับเพื่อนเธอ เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขารักปะวีรา
“ครูเดชานนกับปะวีราเคยเป็นแฟนกัน...เหรอคะน้ามุก”
“ใช่แต่ถ้าอยากรู้ว่าทำไมต้องเลิกกัน ลองถามปะวีราดูสิ น้าเชื่อว่าเธอจะตอบฟ้า แต่น้าอยากให้ฟ้าคิดว่าเรื่องตรงนั้นมีความสำคัญกับฟ้าขนาดไหนก่อนถาม”
“แบบนั้นก็คงถามไม่ได้หรอกคะ มันก็แค่ความอยากรู้” ณภาพรณ์เดินก้มหน้าใช้ความคิด
“ไปกินขนมกันฟ้า โรงแรมใกล้ ๆ นี้มีร้านอร่อยอยู่” รอยยิ้มของน้าสาวทำให้เธอต้องยิ้มตอบอย่างไม่มีทางเลือกเพื่อปิดบังความรู้สึกซับซ้อนบนใบหน้า
ในความรู้สึกหนึ่งปะวีรากับเดชานนหากเป็นแฟนกันก็เป็นคู่ที่ดูดี อาจจะแปลก ๆ อยู่บ้างที่เป็นครูกับนักเรียน แต่หลาย ๆ อย่างก็แสดงให้เห็นชัดว่าเดชานนชอบปะวีราจริง ถึงเธอจะชอบปะวีราแต่ความรู้สึกต้องแย่งชิงยังไม่รุนแรงพอ
สิ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้นคือองค์ประกอบของเธอบีบบังคับให้ผูกพันกับปะวีราได้แค่ความเป็นเพื่อน เธอก็นึกภาพตัวเองไม่ออกว่าความรักของเธอกับปะวีราจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้ามันต้องเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาคงคล้ายกับนกที่บินในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงไม่เข้าใจว่ากำลังบินอยู่ล่องลอยหรือร่วงหล่นกันแน่
จิตแพทย์สาวเดินควงกุญแจรถของตนไปที่ลานจอดรถชั้นบนของอาคารห้างสรรพสินค้าก่อนกดปุ่มปลดล๊อกและสัญญาณกันขโมย ความเงียบสงัดทำให้ณภาพรณ์รู้สึกถึงบางสิ่งที่คมกริบ กรีดเนื้อตัวเธอขณะเดินไปอย่างบอกไม่ถูก
“แถวนี้น่ากลัวจังค่ะน้ามุก” เด็กสาวผมหางม้าก้าวเท้าประชิดใกล้ ผู้เป็นน้ายิ้มปลอบใจ
“ฟ้าแค่แขยงกับเพดานต่ำ ๆ เท่านั้นเองมั้ง ขึ้นรถเถอะน้าเองก็หิวท้องกิ่วแล้ว” ณภาพรณ์หันซ้ายหันขวาก่อนผละจากน้าสาวของตนอ้อมไปยังประตูอีกด้านหนึ่ง ปลายหางตาเธอเห็นใครบางคนกำลังจับจ้องมาทางพวกเธอแต่เมื่อหันไปก็ไม่พบอะไร
ณภาพรณ์รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที รีบเปิดประตูกระโดดขึ้นรถล๊อกเข็มขัดฯ เธอหอบหายใจแรงอย่างไม่รู้ตัว น้าสาวรีบหันไปปลอบใจ
“กลางวันแสก ๆ แบบนี้ไม่มีผีหรอกฟ้า” เด็กสาวพยักหน้าตอบรับ น้าสาวของเธอเข้าใจความหมาย สตาร์ทรถออกไป “น่าจะให้ฟ้าไปรอที่ทางออกเหมือนทุกทีนะ” ณภาพรณ์ไม่กล่าวโต้ตอบอะไร เพดานเตี้ย ๆ ที่ทอดยาวออกไปให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีกับเธอนัก จะว่าเป็นโรคกลัวที่แคบก็ไม่ใช่เพราะลิฟท์หรือรถยนตร์เธอก็ใช้ได้ตามปรกติ ในวูบหนึ่งเธอรู้สึกถึงบางอย่างที่เฉียบคมตวัดผ่านลำคอ เป็นสัมผัสที่แปลก หนาวเย็นจนแทบอยากจะกรีดร้องหรือเข้าไปกอดใครสักคนเพื่อให้แน่ใจว่าจะปลอดภัย
ณภาพรณ์รีบทบทวนเธอเห็นอะไรเมื่อครู่หรือเปล่า เด็กสาวในชุดสีดำยืนจ้องมองพวกเธอขณะที่รถกำลังแล่นผ่านแววตาเธอหวาดหวั่นแต่รอยยิ้มนั้นเหมือนกำลังรอดูหายนะที่กำลังเกิดขึ้น
“น้ามุกหยุดรถก่อนค่ะ”
“หือ” แม้จะสงสัยแต่จิตแพทย์สาวก็รีบเหยียบคลัชแตะเบรคอย่างรวดเร็วและต้องใจหายเมื่อรถไม่หยุดตามคำสั่ง ความรู้สึกประหนึ่งประตูนรกเปิดอ้าออกเด่นชัดขึ้น
รถแล่นต่อไปโดยใช้แรงเฉื่อยลงไปตามทางลาดสู่ชั้นล่าง หญิงสาวยกเท้าจากคันเบรคปลดคลัชใช้แรงฉุดของเกียร์ต่ำลดความเร็วรถที่กำลังไหลลงไป หลานสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างรู้สึกถึงความผิดปรกติถามน้าสาวที่ปั้นหน้าใช้สมาธิอย่างเคร่งเครียดด้วยสายตา
“เบรคเราไม่ทำงาน” น้าสาวหันมายิ้มให้วูบหนึ่ง การที่รถเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ บอกชัดว่าเธอสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ในเวลานั้นรถทั้งคันก็เหมือนถูกกระชากไปด้านหน้าอย่างรุนแรง พร้อมเสียงกระแทกดังตึงจากด้านหลัง
มีรถอีกคันตามมา
จิตแพทย์สาวกระชากเบรคมือขึ้นทันทีแต่ตัวรถไม่อยู่ในสภาพที่แรงฉุดของล้อจะช่วยอะไรได้ รถพุ่งลงไปกระแทกเข้ากับเสาขนาดใหญ่ของตัวอาคาร เบาะลมนิรภัยกางออกป้องกันผู้โดยสารด้านหน้า ในอึดใจนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดลง สติของณพาภรณ์ดับวูบไปช่วงหนึ่ง
ณพาภรณ์ลืมตาขึ้นหน้าชาและมึนตึบจากเบาะลมที่พองกระแทกใบหน้า น้าสาวของเธอดูเหมือนจะยังไม่ได้สติ ภาพของเด็กสาวที่เธอเห็นในช่วงสุดท้ายเด่นชัดขึ้นในความคิด เพื่อนร่วมห้องของเธอเด็กสาวผมเปียที่เคยมีเรื่องกับปะวีราตอนจัดกลุ่มวิชาเคมี...
ณพาภรณ์นั่งเอนหลังบนเก้าอี้หน้าห้องตรวจร่างกายซึ่งน้าสาวของเธอเข้าไป ผมสีน้ำเงินจากการพ่นเพื่อนแต่งคอสเพลย์ดูแปลกตาเข้ากันได้ดีกับท่าทางซึม เศร้าแต่ว่าก็ทำให้เธอดูเหมือนคนอื่นผิดจากที่เคยเป็น
เดชานนมองน้ำแร่ขวดเล็กในมือชั่งใจเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปหาพร้อมกับยื่นให้ ณพาภรณ์เหลือบตามองเธอรับมันมากำไว้ในมือเพียงเท่านั้น
“มีเรื่องอะไรคิดอยู่เหรอณพาภรณ์ ผมเห็นมุกก็ปรกติดีทุกอย่างนะ แต่ดูสีหน้าเธอทำอย่างกับน้าตัวเองเข้าห้องฉุกเฉิน ไม่สบายใจอะไรบ่นให้...ครูฟังก็ได้นะ”
“ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบรับแล้วก็เงียบไป เธอเข้าใจว่านี่เป็นวิธีรับมือที่ดีที่สุดเวลามีใครมาทำท่าเป็นห่วงเป็นใยแล้วเธอไม่ต้องการ
เดชานนเจอท่าทางแบบนั้นก็ไปต่อไม่ถูก ได้แต่เปิดกระป๋องน้ำอัดลมยกขึ้นดื่มนั่งรออย่างเงียบงันจนกระทั้งเสียง โทรศัพท์ดังขึ้น เขารีบหยิบมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากกระเป๋าร้อยเข็มขัดสำหรับใส่มือถือ พูด “ครับ ๆ” อยู่สองสามคำก็ตัดสายลง
“ท่อน้ำมันเบรคถูกตัดจริง ๆ ไม่ใช่อุบัติเหตุ” เดชานนหันมองสีหน้าของเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอพยักหน้าเงียบ มือกำขวดน้ำแน่นบิดมันเล็กน้อยอย่างลืมตัวก่อนคลายมือออก
“คงเพราะเธอเห็นว่าน้ามุกคุยอยู่กับครูเดชานนแล้วรู้สึกอิจฉาขึ้นมาก็
เลย...” เด็กสาวกล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็เงียบไป ครูหนุ่มระบายลมหายใจ
“ก็เป็นไปได้ แต่มีหลายอย่างที่ต้องคิดตาม การที่รู้ว่ารถของมุกจอดที่ไหนครูว่าเป็นเรื่องยากแล้วก็รวมถึงการตัดสาย น้ำมันเบรกน่าจะต้องวางแผนมาก่อน”
“แบบนั้นยิ่งน่ากลัวค่ะ” แววตาของเด็กสาวเตลิดไปยิ่งหว่าเก่า
“บางทีอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของมุกเองก็ได้” เดชานนครุ่นคิดทุกทางที่เป็นไปได้
“แต่หนูเห็นเขาจริง ๆ นะคะ”
ณพาภรณ์หันมาจ้องครูหนุ่มพยายามบอกให้เขาเชื่อเธอ
เดชานนไม่รู้จะพูดอย่างไร
เข้ายกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กสาวอย่างเคยตัวก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่ปะวีราจึงค่อย ๆ ปลอยมือออก
ในตอนนั้นมุกก็เดินออกมาจากห้องตรวจ เดชานนรีบลุกขึ้นอาสาพานั่งรถกลับบ้าน....
ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเชื่อณพาภรณ์ น้าสาวเธอก็คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องงานมากกว่าที่จะเชื่อมโยงเข้ากับเดชานน จะมีแต่ปะวีราที่แบ่งรับแบ่งสู้และพยายามอธิบายว่าเรื่องราวที่เธอเห็นใน ช่วงนั้นอาจจะเป็นการคิดปรุงแต่งไปเอง เพราะช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่แน่ใจหากยิ่งพยายามคิดสมองก็เติมเต็มช่องว่างใน ความทรงจำให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ
เช้าวันจันทร์ณภาพรณ์เดินลงมาจากรถอย่างไม่ค่อยสดใสนัก เธอค่อนข้างเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่อยากจะใส่ใจกับสีหน้าและ บุคลิกภาพอย่างเช่นทุกครั้ง
“วันนี้ลืมหน้ากากเอาไว้บ้านเหรอ” เสียงชายหนุ่มกล่าวจากด้านข้าง เด็กสาวหันไปพบว่าครูเดชานนเดินเข้ามา ณภาพรณ์วางกระเป๋าหนังสือลงข้างตัวพนมมือย่อเข่าค้อมศีรษะอ่อนช้อย ครูหนุ่มยกมือรับไหว้แทบจะไม่ทัน
“สวัสดีค่ะครูเดชานน” ณพาภรณ์กล่าวเพียงเท่านั้นแล้วก็เดินเลี่ยงไป เธอปรับสีหน้าเล็กน้อยเดินหลังตรงยกไหล่ทำหน้าตาเป็นปรกติเช่นที่ทุกคนคุ้น ตา เดชานนไม่รู้จะพูดกล่าวอะไรได้แต่เดินไปตามทางของตัวเองมุ่งสู่โรงอาหาร เพื่อจะหากาแฟดื่มสักแก้ว แต่ในขณะนั้นเองเขาก็พบว่า ณพาภรณ์มาเดินอยู่ข้าง ๆ เขา
“ครูเดชานนจะไปโรงอาหารหรือเปล่าคะ”
“อืม ว่าจะไปหากาแฟกินสักแก้ว”
“หนูไปด้วยค่ะ” เด็กสาวกล่าวเอาครูหนุ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เข้าคาดเดาถึงจุดประสงค์ได้ในแทบจะทันที
“นี่เธอกำลังพยายามพิสูจน์...”
“ค่ะ” แววตาเด็กสาววาววับ
ครูหนุ่มเก็บอาการโอเวอร์แอ็กชั่นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
ก่อนพยักหน้ารับ และเดินต่อไปในใจนึกว่ามีปัญหาแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว
ไม่ต้องรอจนครบอาทิตย์ เมื่อหลายคนมองเห็นว่าครูเดชานนและณภาพรณ์อยู่ด้วยกันบ่อยครั้งในเวลาเช้า ตอนพักและเลิกเรียน เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นแต่ยังถูกหน่วงด้วยน้ำหนักบางอย่างทำให้ไม่มีใครสามารถ พูดเรื่องนี้ได้เต็มปาก ณภาพรณ์จัดระยะห่างต่อสายตาคนอื่นให้อยู่ในสภาพที่เกือบจะน่าเกลียด
การที่เธอนั่งโต๊ะทานกาแฟโต๊ะเดียวกับครูเดชานนแต่ตั้งท่าอ่านนิยายพอก
เก็ตบุ๊กดูไม่เกี่ยวข้องกัน
ตอนกลางวันเธอรับประทานอาหารกับครูเดชานนโดยการใช้ข้ออ้างปรึกษาการใช้ภาษา
ฝรั่งเศส
พอไปห้องศิลปะก็หัดวาดรูปทั้งที่ไม่มีวี่แววจะเคยมีท่าทีมาก่อนและที่น่า
ตกใจที่รูปที่วาดก็มีองค์ประกอบน่าสนใจจนตัวเดชานนเองก็อดไม่ได้ที่อยากจะ
แนะนำให้ลองทำแบบนั้นแบบนี้
ตกเย็นก่อนกลับบ้านครึ่งชั่วโมงก็มาช่วยทำกิจกรรมของกลุ่มการ์ตูนของประวีรา
กับเดชานนซึ่งตอนนี้มีลิปิการ์เข้าร่วมด้วย
ถึงจะไม่มีอะไรจริง ๆ แต่ผู้คนก็เสริมเติมแต่งกลายเป็นณภาพรณ์สนใจครูเดชานน และผลที่ตามมาคือวันพุธช่วงหลังจบพักเที่ยง เมื่อเธอเดินเข้าห้องเรียนก็พบจดหมายสนเท่ห์เขียนอยู่บนกระดานหน้าห้องต่อ ว่าการที่เธอจะจับครูหนุ่มเป็นเรื่องน่าเกลียด
ณภาพรณ์ผุดยิ้มอย่างลืมตัวก่อนเก็บซ่อนมันไว้ ปะวีราที่เดินตามมาด้านหลังกลับเดินรี่เข้าไปลบข้อความดังกล่าว แปรงลบกระดานถูกจับวางบนรางชอล์ก ปะวีรากวาดตามองทุกคนก่อนจิกทึ้งลงไปที่เด็กสาวผมเปียผู้ทำตัวเป็นไม้เบื่อ ไม้เมาของเธอ
ทุกคนในห้องแหวกทางหลบสายตาของปะวีรา
แต่ผิดคาดเมื่อเธอปัดมือสองข้างตบฝุ่นซอล์กที่ติดมือออกและเดินไปที่นั่งของ
ตัวเองโดยไม่เอยคำพูดอะไรออกมา
แต่ณภาพรณ์กลับรู้สึกได้ปะวีรากำลังโกรธเธอ เธอสนใจปะวีรามากจนพอจะทราบว่าเพื่อนของเธอรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ตนเอง กำลังทำอยู่ เพียงแค่คิดก็เหมือนมือเท้าจะอ่อนระทวยเธอต้องใช้ออกแรงมากขึ้นในการเดิน มือกำด้านจับกระเป๋านักเรียนไว้แน่นเพราะกลัวมันจะร่วงหล่น
เป็นไปได้เหมือนกันว่าปะวีราจะหึงหวงครูเดชานน
ณภาพรณ์หยุดฝีเท้าลงมองทุกคนในห้องใช้สายตาเรียกความสนใจ
ท่าทีเหมือนจะพูดอะไรดึงดูทุกคนให้จับจ้องเหมือนต้องมนตร์ เธอเผยอริมฝีปาก
“ฉันกับครูเดชานนไม่มีอะไรกันหรอกนะ การพูดจากันไปเองจะทำให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่” ณภาพรณ์ยิ้มหวานเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
“ก็แค่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร” เสียงหนึ่งกล่าวจากเด็กสาวผมเปียผู้เคยมีเรื่องกับปะวีราตอนจัดกลุ่มวิชา เคมี “แต่ต่อไปมันก็ไม่แน่ใช่มั้ย ครูเดชานนหน้าตาบุคลิกฐานะความรู้อยู่ในระดับดี พูดกันตรง ๆ เลยดีกว่าว่าผู้หญิงคนไหนเห็นแล้วก็ต้องอยากได้แฟนที่ดูเป็นเจ้าชายแบบนี้”
ณภาพรณ์คิดตามคำพูดเหล่านั้น รู้สึกปฏิเสธบางอย่างในใจ
เธออิจฉาครูเดชานนที่ทั้งน้าสาวและปะวีราก็มองเขาด้วยสายตาที่ชื่นชม
ดังนั้นให้ญาติดีด้วยคงไม่เอา
ณภาพรณ์เอียงคอยิ้มส่ายศีรษะ
“เปล่า ฉันไม่รู้สึกอย่างนั้นช่วงนี้สนใจภาษาฝรั่งเศสกับการวาดรูปเฉย ๆ ถ้าเบื่อแล้วก็คงไม่ได้มีธุระอะไรกับครูเดชานนเท่าไร แล้วที่ฉันทำอยู่ก็...อยู่ในสายตาของหลายคนนะ ไม่ได้ทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ยืนมองจากในมุมมืดเหมือนใครบางคน”
แม้ว่าจะตั้งใจกระทบกระเทียบเพียงคนเดียวแต่ความหมายกลับสามารถตีความได้ หลายอย่าง สีหน้าของเพื่อนร่วมห้องทำให้เธอต้องทบทวนสิ่งที่พูดออกไป บางทีควรขยายความให้ชัดเจนแต่เธอเลือกที่จะกลับไปนั่งที่ประจำของตัวเอง
ปะวีราดันแว่นสายตาของเธอขึ้น มองด้านหลังของณภาพรณ์สองคิ้วขมวดแทบติดกัน
“นี่นายไม่คิดจะแก้ปัญหาอะไรเลยสินะณอง” เด็กสาวผมหางม้าในชุดเสื้อยืดคอกลมกางเกงขาส้นท้าวเอวยืนเงยหน้ามองชายหนุ่ม ที่เดินผ่านประตูห้องนอนของเธอมา
“ว่าแล้วสรุปมันต้องลงมาโดนที่ฉัน” เดชานนระบายลมหายใจช่วงหนึ่งก่อนจะเดินเข้าใกล้ปะวีรา สายตาของเด็กสาวจ้องเขม็งเม้มปากแน่นออกแรงต้านด้วยสายตา เดชานนยกสองมือขึ้นยอมแพ้ “เอาละสรุปว่าเรียกฉันมานี่ก็เรื่องของณภาพรณ์”
“อืม” ปะวีรากอดอกพยักหน้า เธอทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เลื่อนโดยแรงจนมันไถลไปติดกับกำแพง
“ยายคุณหนูนั้นเหมือนคิดว่า เป็นเรื่องที่ตัวฉันเดือดร้อนอยู่คนเดียว มันน่าหงุดหงิด มันน่าหงุดหงิดเป็นที่สุด”
“เออ เขาขอโทษฉันนะ ก็แสดงว่ายังมีความคิดเหมือนกันว่าฉันต้องเดือนร้อนไปเรื่องนี้”
“พอเลย” เด็กสาวผมหางม้ากล่าวเสียงดัง “ยายนั้นก็แค่สร้างเงื่อนไขให้นายยอมเล่นเกมด้วยเท่านั้นละ” ปะวีราจับจ้องครูหนุ่มด้วยสายตากล่าวโทษ เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าก่อนส่ายศีรษะ
“ฉันจะลาพักร้อนแล้วกันแบบนี้”
“จะหนีปัญหาก็ลาออกไปเลยดีกว่า” ปะวีราเบือนใบหน้าหนีทันที
“ไม่พ้นวีต้องพูดแบบนี้ ว่ากันแบบตรงไปตรงมาอย่างที่ฉันเห็นดีกว่า วีคงอยากให้ณภาพรณ์เข้ามาปรึกษากับเธอและเธอก็ช่วยเหลือสินะ” ครูหนุ่มพูด เขาเดินหันไปทางนอกหน้าต่างห้องนอนทอดสายตาออกไปไกลโดยไม่คิดจะยืนยันคำตอบ จากสีหน้าของปะวีรา
“ก็...” ปะวีราทิ้งหางเสียงใช้เวลาอึดใจในการสรุป “...ถ้าณองไม่พูดฉันก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองกำลังต้องการบทสรุปแบบไหนกันแน่”
“แต่เธอปฏิเสธณภาพรณ์ไปแล้ว”
“ใช่ ๆ” ปะวีราเบี้ยวมุมปาก
“ก็เพราะมันไม่ใช่อย่างที่ยายนั่นคิด มันไม่ใช่เลย” เด็กสาวถอนหายใจทิ้ง เดชานันหันหน้ากลับมาหาปะวีราอีกครั้งทันที
“หมายความว่าวีรู้ว่าใครเป็นคนแกล้งเธอรวมถึง...”
“ใจเย็น ฉันรู้แค่ใครแกล้งฉัน”
“ใคร”
“ไม่บอก”
“นี่...” เดชานนขึ้นเสียงเดินเข้ามาหาอย่างรีบร้อน
“อย่า ณอง...ให้ฉันจัดการเองเถอะ ฉันไม่อยากให้นายทำร้ายใครเพราะฉันอีก” เดชานนชะงักแทบจะในทันที บรรยากาศภายในห้องคล้ายมืดทึบปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทา ครูหนุ่มค่อย ๆ เดินหันกลับไปที่หน้าต่าง กลิ่นหอมของต้นเล็บมือนางและลมเย็นปลายฤดูฝนเหมือนจะช่วยปลอบใจเขาให้ใจเย็น ลง
“อยากให้ฉันทำอะไรละวี”
“ตอนแรกฉันหงุดหงิดแล้วอยากหาที่ระบายอารมณ์ คิดแต่ว่านายควรรับผิดชอบที่ปล่อยให้ฟ้าทำตามใจชอบ นายฉลาดจะตายน่าจะคิดออกว่าฟ้าจะกลายเป็นศัตรูของแฟนคลับนาย รวมถึงเป้าหมายการกลั่นแกล้งงี่เง่านั้นจะเปลี่ยนไปเป็นฟ้า” เดชานนพยักหน้ากับตัวเองก่อนหันกลับไปหาปะวีรา เด็กสาวยกเขาชันขึ้นบนเก้าอี้ก้มหน้า
ท่าทางนั้นดูอึดอัดให้ความรู้สึกว่าเธอกำลังถูกกดทับด้วยบางสิ่ง ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาไม่สามารถทนดูได้
“แต่สำหรับณภาพรณ์แค่บอกว่า ‘อย่าทำแบบนั้นอีก’ มันไม่พอหรอก
เธอสองคนถึงพื้นฐานจะต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่ก็หัวแข็งพอกัน”
ปะวีราเงยหน้าขึ้นมา เดชานนกลืนน้ำลายลงลำคอเตรียมรับมืออารมณ์ของเด็กสาว
“แล้วจะทำยังไงถึงจะหยุดฟ้าได้” ปะวีรามีท่าทีอ่อนลง
“หยุดไม่ได้หรอกเธอก็รู้ เรื่องการใช้เหตุผลฉันเองก็ใช่จะสู้กับณภาพรณ์ได้”
“แบบนั้นจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ”
“ถ้าเธอไปขอดี ๆ เขาคงหยุดเองละ ก็ยังไงเขาก็รักเธอ...”
เดชานนพูดไปน้ำเสียงคล้ายขาดหาย ปะวีรานิ่งไปเล็กน้อย
ขาข้างที่ยกขึ้นบนเก้าอี้ปล่อยวางลง
“ความรู้สึกของฟ้าคือรักฉันแบบนั้นเหรอณอง” ชายหนุ่มส่ายศีรษะแทนคำตอบ
“คิดเป็นอย่างอื่นได้ที่ไหน” เขายิ้มเยาะกับตัวเอง “แต่ว่า...คงจะอยู่ในสภาพนี้ละ ณภาพรณ์คงไม่กล้าทำอะไรให้ชัดเจน...” ลำคอของเขารู้สึกร้อนผ่าวความรู้สึกอันมากมายที่ขัดแย้งกันเองจุกแน่นในหน้า อก สีหน้าของปะวีราสงบลงเหมือนปัญหาทุกอย่างที่กอบสุมตรงหน้าอันตรธานหายไป
เดชานนเจ็บใจตัวเองที่ยืนยันความคิดนี้จนกระทั้งปะวีรามั่นใจในที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้นเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งปะวีราควรรับทราบและทำอะไรสักอย่าง
หลังจากนี้
“คนที่มารักฉันทำไมมีแต่พวกแปลก ๆ” ปะวีราบ่นขึ้นมา สายตาจับจ้องเดชานนขอคำตอบ ครูหนุ่มส่ายศีรษะกางมือตบข้างลำตัวอธิบาย
“รักชอบเพศเดียวกันสมัยนี้คงไม่ใช่ของแปลกแล้ว...”
“ฉันหมายถึงณองเองก็ไม่พยายามยึดฉันไว้เป็นเจ้าของฟ้าเองก็เหมือนกัน ทั้งสองคนรักฉันโดยการพยายามทำอะไรแปลก ๆ”
“ก็...” เดชานนหลับตาลงเล็กน้อยก่อนลืมตาขึ้น
“มันฟังดูเห็นแก่ตัวแต่ฉันคิดว่าเธอต้องเลือกเอง
และไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นฉันก็จะเป็นกำลังให้เธอ”
เดชานนยิ้มมั่นใจในคำพูดที่กล่าวออกไป
ดวงตาของเขาสดใสบนใบหน้าที่คล้ายเศร้าหมอง
“ฉันชอบฟ้านะณอง ฉันหลงไหลบางอย่างในตัวเขา
บางทีอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะฉันสงสารหรือเปล่า...”
เดชานนพูดอะไรต่อไม่ออก เขาย่อตัวนั่งลงบนพื้นอ่อนแรงเกินกว่าจะยืน
“โอเค แต่ว่าแค่นี้มันไล่ฉันไปจากชีวิตเธอไม่ได้หรอกนะวี” เขายังยิ้มสู้
“ฉันรักนายนะณอง”
“ฉันก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้นมาตลอดถึงยังอยู่ตรงนี้... แต่เพราะว่าฉันเป็นผู้ชาย”
“ไม่เกี่ยวหรอก”
ปะวารีลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเดชานนก่อนหย่อนตัวลงขัดสมาธิอยู่หน้าเขา
“ฉันมั่นใจว่าอุ้มท้องลูกของเธอได้
ฉันมั่นใจว่าจะมีความสุขที่ได้เลี้ยงลูกที่เกิดกับเธอ”
ปะวีราหลับตาสูดหายใจเธอต้องการเวลาเล็กน้อยในการระงับความรู้สึกที่ท่วมท้น
ขึ้นมาเพื่อสรุปอีกครั้ง
“ฉันรักเธอแบบนั้นละณอง”
เดชานนมองแววตาที่สดใสนั้นก็ได้แต่คิดว่าความรู้สึกของปะวีราละเอียดอ่อนซับ
ซ้อนเป็นเหลี่ยมเจียระไนของอัญมณี แม้จะดูบิด ๆ เบี้ยว ๆ
รูปทรงไม่สวยงามแต่เมื่อสะท้อนแสงก็ให้ประกายสดใสไม่แพ้กัน
“จะจับปลาสองมือเหรอ” เดชานนกล่าวพลางยกมือขึ้นลูบเส้นผมของเด็กสาว ปะวีราพงกศีรษะยิ้มรับ
“บางทีฟ้าเองอาจก็จะชอบเธอนะณอง”
“บ้าแล้ว เขามองฉันเป็นศัตรูหัวใจไม่ว่า” เดชานนโยกศีรษะเด็กสาวซ้ายทีขวาที “แล้วฉันก็ไม่แย่งผู้หญิงคนเดียวกับที่เธอชอบหรอก”
“ใจดีจัง แต่ถ้าเธอเป็นแฟนกับฟ้า เขาสามารถให้ความสุขกับนายในฐานะผู้หญิงได้นะ”
“นี่...” เดชานนมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที
ปะวีรายกตัวขึ้นเปลี่ยนท่านั่งขัดสมาธิเดินเข่าเข้าหาชายหนุ่ม
ยื่นใบหน้าใกล้เอียงเล็กน้อยใช้ริมฝีปากจูบกับกับเขา
เดชานนงงวูบแต่สำหรับผู้ชายจะมาลนลานกับเรื่องแบบนี้คงน่าอาย
เข้ารีบตั้งสติโดยพลัน
ปะวีราถอนริมฝีปากถอยออกมา ใบหน้าแฝงไว้ด้วยรู้สึกผิด
“จูบกับฉันมันน่าเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอ” เดชานนยิ้มหวังทำลายสีหน้านั้นของเด็กสาว
“ฉันให้ความหวังณองอีกแล้ว”
“ฉันมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง” ทั้งสองเงียบลงมีเพียงสายตาที่จับจ้องมอง
เนินนานในการใช้สายตาพูดคุยก่อนที่ปะวีราจะคุกเข่านั่งลงบนส้นเท้า
“ถ้าณองเป็นฉันตอนนี้จะทำยังไงกับฟ้า”
“ฉันจะกระโดดลงไปร่วมด้วยไม่ปล่อยให้ณภาพรณ์ต้องเจ็บคนเดียว”
“นายก็พูดดีไปเห็นบางครั้งยังหนีไปดูอนิเมทั้งที่ตัวฉันกำลังร้อนใจ”
ไม่มีคำแก้ตัวหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่ม
ความรู้สึกคล้ายคลื่นกระเพื่อมบนผิวน้ำขยายขึ้นในจิตใจ
เดชานนไม่เคยแสดงอะไรเพื่อเป็นการผูกมัด
ไม่เคยทำอะไรให้เธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ
“เข้าใจละ ฉันจะลงไปเดินบนถนนเส้นเดียวกับฟ้า” ปะวีราสรุป เดชานนลุกขึ้นยืนสลัดคออย่างกระฉับกระเฉงขอตัวกลับบ้าน เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้ารับเธอยกมือขึ้นเหนือศีรษะยิ้มโบกไปมา เดชานนเดินออกไปจากห้องพร้อมจับประตูที่เปิดไว้ค่อย ๆ ปิดลง
ปะวีรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกับเดชานนจูบกัน ก่อนหน้านี้นับร้อยครั้งที่เธออยู่ในอ้อมกอดของเขา ซุกไซ้ออดอ้อนเหมือนลูกแมวขออาหาร เดินจับมือกันไปบนถนนที่ทอดไปแสนไกล ความรักเหมือนยาหอมจรุงใจทุกวันผ่านไปอย่างมีความสุข
น้ำตาเอ่อล้นไหลผ่านสองข้ามแก้มหยดลงเป็นเม็ดโดยไร้อาการสะอึกสะอื่น นิ้วมือสัมผัสริมฝีปากตัวเอง เธอรู้สึกถึงความอบอุนของเดชานนยังคงติดค้างอยู่
“ฉันเป็นผู้หญิงไม่ดีเลยสินะณอง”...