วิญญาณคือความรู้สึกนึกคิดเปรียบได้กับเสียงสะท้อนของผู้ตายที่ดังก้องอยู่บนโลก...
ท่ามกลางลมมรสุมประหนึ่งถ้อยคำสาปแช่งจากมัจจุราช เรือสำราญขนาดใหญ่พัดโยกเอนเอียงบนเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวสูงเข้าชัดโถม
อสนีบาตฟาดตัดแบ่งท้องฟ้าจรดผืนทะเลออกเป็นสองส่วน เด็กสาวรีบยกมือขึ้นอุดหูคุดคู้ย่อตัวลงรอเสียงฟ้าแตกพุ่งผ่าน คลื่นลูกใหญ่ปะทะลำเรือน้ำกระเซ็นซัดกระแทกเข้าใส่ เธอรีบหาที่มั่นคว้าจับ เสียงกัมปนาทจากฟ้าดังก้องเธอหลับตาปี๋ร้องกรี๊ดตอบรับ กัดฟันแน่นขบกรามด้วยความกลัว
เธอรีบตั้งสติ ลืมตาพร้อมหายใจลึกเข้าปอดพยุงตัวลุกขึ้นหาจุดยึดเกาะเคลื่อนตัวไปด้านหน้า เพื่อพบกับต้นตอของมรสุมซึ่งปั่นป่วนทะเลให้บ้าคลั่ง
เสียงโซปราโนแหลมสูงดังแทรกแฝงไอเย็น มันคือความเศร้าสร้อยโหยหวนปนไปด้วยศัพท์สำเนียงสะอื้นซ้อนทับจนฟังไม่ได้ความ สายฟ้าฟาดขึ้นอีกครั้งฉาบทุกอย่างให้สว่างจ้า หญิงสาวในชุดราตรีสีดำยืนนิ่งอยู่บนหัวเรือผายมือสองข้างอาบแสงไฟสปอทไลท์ ไหล่ขยับขึ้นลงคู่ไปกับทรวงอกรวมพลังเปล่งเสียง ผมยาวของเธอปกปิดใบหน้าเนื้อตัวเปียกปอนเด่นในความมืดใต้แสงไฟ
เด็กสาวจ้องมองร่างนั้นเป็นเป้าหมายใช้นิ้วมือเกลี่ยผมของตัวเองให้แยกออกตัดสินใจเดินต้านสายลมและเม็ดฝนขึ้นไปยังหัวเรือที่อยู่ห่างออกไปเกือบสิบช่วงตัว คลื่นใหญ่ปะทะเชิดหัวเรือขึ้นสูง เด็กสาวล้มลงสองมือเท้าเกาะติดพื้น เธอร้องไห้ออกมาปากเบ้เบี้ยว
ในใจร้องขอให้ตกใจตื่นขึ้นมาพบตัวเองบนที่นอน เธออยากหนีให้ไกลแต่ไม่มีทางเลือกใดที่ดีกว่าการเผชิญหน้า เธอเคลื่อนตัวต่อไปในสภาพคลานสีเท้าบนพื้นโยกโคลงเคลงของเรื่อที่เหมือนอยู่บนเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก
เมื่อเข้าใกล้จิตสัมผัสก็รับรู้ถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่โชยออกมาจากร่างนั้นอย่างชัดเจน เนื้อตัวของหญิงสาวในชุดราตรีเป็นสีเขียวคล่ำจนถึงม่วงดำทุกอย่างแสดงถึงสิ่งที่เจ้าของเสียงสะท้อน(วิญญาณ)รู้สึกในช่วงสุดท้ายของชีวิต
“บอกให้ฉันรู้สิว่าตอนตายเธอรู้สึกยังไง” เด็กสาวลุกขึ้นในสภาพเปียกป้อนมอมแมม เชิ้ตขาวและกางเกงผ้าขาดวิ่นในบางส่วน ในฉับพลันทุกสรรพเสียงก็เงียบลงคล้ายโสทประสาทของเธอถูกทำลาย เสียงหัวเราะคิกคักดังชัดขึ้นมาอย่างสนุกสนาน
‘การเจรจาล้มเหลว’ เธอสรุปก่อนรู้สึกได้ถึงบางอย่างเคลื่อนที่เข้ามาพร้อมกับการสั่นสะเทือนที่ไม่เคยพบเจอในชีวิต
สองตาของเด็กสาวเบิกโพรงเมื่อเบื้องหน้ามีคลื่นสูงตั้งเป็นกำแพงกำลังเคลื่อนด้วยความเร็วโถมใส่เรือ หัวเรือดำดึ่งก่อนดีดตัวขึ้นพาร่างของเธอลอยขึ้นท้องฟ้า
‘อยากรู้ลองตายดูสิ’ วิญญาณแผดเสียงก้องตอบเธอที่กำลังลอยค้างอยู่กลางอากาศ เด็กสาวร้องเสียงหลงเมื่อพบว่าอีกไม่กี่อึกใจตัวเธอต้องกระแทบกับพื้นเรือ ตายไม่ใช่เรื่องแปลกแต่เธอต้องการจากโลกนี้่ไปอย่างสงบโดยไม่หลงเหลือสิ่งใดทิ้งไว้ในโลก
เธอหลับตาลงอโหสิกรรมแก่ทุกอย่างแต่เหมือนเวลานั้นยังมาไม่ถึง คลื่นใหญ่ม้วนเธอกลืนลงไปหมุนแคว้งในสายน้ำไม่รู้ทิศทาง ความอึดอัดทรมานเร่งสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดให้เธอคว้ามือเปะปะหนีให้พ้นจากสภาพนั้น รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเธอกำลังจับห่วงเหล็กบนพื้่นเรื่อเอาไว้อย่างสุดกำลัง
เรือสำราญลำใหญ่ดำผุดดำว่ายกระแทกผิวน้ำขึ้นลงเป็นวัวพยศ กระเด้งกระดอนร่างของเด็กสาวคลื่นน้ำชัดเข้าใส่เหมือนต้องการสลัดเธอให้พ้น เธอยึกห่วงเหล็กแน่นพยายามรักษาชีวิตไว้ ในขณะเดียวกันเธอจับจ้องวิญญาณแค้นที่อยู่ไม่ห่าง เมื่อมีจังหวะก็ชันเข่าขึ้นพร้อมยันพื้นรองเท้าผ้าใบวิ่งเต็มแรงเข้าหาหญิงสาวในชุดราตรี พุ่งทะลุผ่านดวงวิญญาณที่เน่าเหม็นด้วยกลิ่นความแค้นแตกสลายกลายเป็นควัญดำจางหายไป
ลมมรสุมเมื่อครู่คล้ายภาพลวงตาในฉับพลัน เมฆดำคลายตัวลง เปิดท้องฟ้าให้แสงอาทิตย์ลอดผ่าน คลื่นลมสงบ เรือสำราญลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ เงียบสงัดเกินกว่าจะเชื่อว่าทุกอย่างที่ผ่ามมาเมื่อครู่เป็นความจริง
เพราะความบ้าคลั้งทุกอย่างกลับมาลงอยู่ที่เด็กสาว
เธอทรุดตัวลงสำรอกมื้อเช้าในกระเพาะ น้ำตาร่วงหยดเป็นเม็ดไม่อาจควบคุม ภายในสมองปรากฏภาพต่าง ๆ ที่เจ้าของเสียงสะท้อน(วิญญาณ)เมื่อครู่สัมผัส ความรู้สึกตอนตายเด่นชัดปะทุขึ้นจุกปอดหายใจไม่ออก การถูกคนรักหักหลังเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุด มันเปลี่ยนคนดี ๆ ให้กลายเป็นมนุษย์ที่สามารถสาปแช่งคนทั้งโลกได้
‘อยากรู้ใช่มั้ยว่าความตายเป็นยังไง’
‘อยากรู้ใช่มั้ยว่าฉันตายทรมานแค่ไหน’ เสียงนั้นยังดังก้องอยู่ในจิตใจของเด็กสาว ร่างของเธอขยับลุกขึ้นก่อนก้าวข้ามเหล็กกั้นด้านหัวเรือ แม้พยายามฝืนก็ไม่สามารถหยุดได้ ร่างกายของเธอคล้ายเป็นของคนอื่น แม้กระทั้งรอยยิ้มที่ผุดขึ้นก่อนกระโดดสู่ท้องทะเลมันก็ไม่ใช่ของเธอแม้แต่น้อย...
การเดินทางเป็นกิจกรรมที่มีเสน่ห์ ความรู้สึกที่ได้เผชิญหน้ากับเรื่องราวที่คนมากมายไม่เคยได้สัมผัสสร้างตัวตนของเราให้เด่นชัดเหมือนกลายเป็นพระเอกของภาพยนตร์สักเรื่อง
ยกตัวอย่างตอนเดินขึ้นเขาเพื่อชมปราสาทโบราณ ไม่ว่าจะผ่านความเหนื่อยยากขนาดไหนเมื่อบันไดขั้นสุดท้ายถูกพิชิตคุณจะเก็กสุดชีวิตราวกับมีกล้องนับสิบตัวจับภาพคุณอยู่ในทุกมุม
แต่จะอย่างไรก็ตามคงไม่มีใครอยากเป็นพระเอกในภาพยนต์สยองขวัญที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
เรื่อยอร์ชขนาดเล็กสีขาวลำใหม่เอี่ยมแล่นออกจากท่าส่วนตัวบนบ้านพักตากอากาศโดยมีเป้าหมายที่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีจนกระทั้งเขาขับออกจากฝั่งเป็นเวลาประมาณ ๕๐ นาทีเรือก็ลดความเร็วลงและหยุดนิ่งในที่สุด
คู่มือเล่มใหญ่หน้าเป็นพันหน้า แก้ปัญหาพันแปดสู่การผจญภัยสำหรับมือใหม่ (ฉบับทางทะเล) ถูกนำออกมาหาคำแนะนำ ไม่นานมันก็ถูกโยนลงบนโต๊ะด้านหน้าของตัวเรือ นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาชอบ
เขาถอดชุดลำลองออกเปลี่ยนเป็นชุดประดาน้ำ เครื่องยนตร์ใหม่เกินไปกว่าที่จะเกิดปัญหาบางทีใบพัดน่าจะพันอยู่กับอะไรสักอย่าง
มีดขนาดใหญ่ในปลอกพลาสสติกล๊อกแข็งแรงถูกเลือกใช้แทนมีดขนาดเล็ก หน้ากากดำน้ำถูกปฏิเสธชายหนุ่มเลือกแว่นตากันน้ำขนาดเล็กขึ้นมาสวมศีรษะพลางเดินออกจากห้องสู่ด้านหลังเรือ ข้ามราวเหล็กเตี้ยกระโดดลงสู่ผิวน้ำ
ความเย็นเฉียบของทะเลทำเอาชายหนุ่มรู้สึกผิดที่รีบกระโดดลงมา ฟองอากาศที่บดบังวิสัททัศน์พุ่งขึ้่นสู่ผิวน้ำ ชายหนุ่มมองหาใบพัดเรือ มีบางติดอยู่กับมันจริง แต่มองอย่างไรก็ดูไม่ออก จะสาหร่ายก็ไม่น่าใช่ ลักษณะมันคล้ายกับกลุ่มเชือกมัดกระจุดแน่นเป็นก้อนพันใบพัดเรือไว้
ชายหนุ่มดึงมีดออกแรงทั้งตัดทั้งเขี่ยมันออกจากใบพัด เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นด้ายกระจุกใหญ่ พันที่แกนหมุนของใบพัด แต่เมื่อใช้มือจับรวบดูแล้วเขาต้องรีบกระตุกมือออกให้ห่าง พร้อมพุ่งตัวขึ้นผิวน้ำสิ่งที่ติดอยู่ในมือคือเส้นผมจำนวนหนึ่ง ความยาวของมันชวนให้ขนลุกทั้งยังเคลื่อนไหวอย่างกับมีชีวิตในน้ำทะเล
เขารีบสะบัดมือไล่เส้นผมที่ติดมือมาลอยห่างไป เชื่อไ้ด้เลยว่าตอนนี้ใบหน้ากับริมฝีปากของเขาคงซีดเป็นไก่ต้ม ชายหนุ่มตัดสินใจจะว่ายกลับขึ้นไปบนเรือเพื่อวิทยุขอความช่วยเหลือ แต่ความรู้สึกหนึ่งก็ขัดแย้งในตัวเอง
คนอย่างเขาไม่ควรจะกลัวอะไรอย่างไรเหตุผล ถ้าผีมีจริงจะจับเขาหักคอก็ควรทำไปนานแล้ว โดยเฉพาะในสภาพที่ลอยคอในทะเลแบบนี้ เขาไม่มีทางหนีหรือขัดขืนได้เลย
ชายหนุ่มกัดฟันก่อนตัดสินใจทิ้งตัวลงใต้ทะเลอีกครั้ง มือขวากระชับด้ามมีดแน่นแต่ปรากฏว่ากลุ่มเส้นผมที่เกาะใบพัดเมื่อครู่อันตรธานไปสิ้น เหลือแต่ใบพัดสีเงินวาวสะท้อนแสงอาทิตย์อยู่ภายใต้ผิวน้ำ
ชายหนุ่มรีบขึ้นมานั่งอยู่บนบันไดข้างกาบเรือหนีพ้นจากความรู้สึกสับสนถ้าเห็นเพียงอย่างเดียวอาจจะคิดไปได้ว่าตาฝาดแต่เขาจับเส้นผมกระจุกนั้นมากับมือ ความรู้สึกของเส้นผมเปียน้ำยังคงติดแน่นยากจะลืม ในเวลานั้นเสียงร้องแหลมสูงของปลาโลมาก็ดังขึ้น
ชายหนุ่มก้มลงไปมองผิวน้ำปลาโลมาเหมือนกำลังร้องเรียกเขา ก่อนตัวที่สองจะว่ายมาเสริม ชายหนุ่มเกาศีรษะแกลก อารมณ์เหมือนไปเที่ยวอิยิปต์แล้วเจอคนพื้นเมืองส่งภาษาท้องถิ่นชวนไปทำอะไรสักอย่าง แล้วที่แย่ยิ่งกว่าภาษากายของโลมามันแทบไม่สื่ออะไรเลยสำหรับมนุษย์
“ของกินไม่มีด้วย ในกระติกมีแต่เบียร์” ชายหนุ่มพยายามสื่อสารสุดชีวิตพลางเกาต้นคอ “เดี๋ยวเอามาเทให้กินแล้วกัน” โลมาสองตัวร้องเสียงร้อนรนขึ้นมาทันทีขณะชายหนุ่มทำท่าเดินหนี มันร้องเรียกความสนใจของเขาพลางว่ายนำสายตาไปด้านท้ายเรือ ตรงนั้นเขาจึงได้เห็นโลมาอีกตัวกำลังพาบางสิ่งลอยอยู่ด้านบนของมัน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เห็นว่าเป็นร่างของมนุษย์...
เรื่องปลาโลมาช่วยชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องเล่าโรแมนติกสมัยที่เขายังเป็นเด็กน้อย พอโตขึ้นมาหน่อยก็พบว่าไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่ปลาโลมาจะช่วยอะไรมนุษย์
ชายหนุ่มกระโดดกลับลงไปสู่ผิวน้ำ ว่ายไปยังร่างที่นอนอยู่บนหลังปลาโลมา พวกมันส่งเสียงร้องสื่อสารกันก่อนดำหายไปพร้อมกันในทะเล
ร่างนั้นเมื่อสิ้นสิ่งคอยพยุงไว้ก็ทำท่าจะลอยออกไปตามกระแสน้ำ สัญญาณของการมีชีวิตสะบัดศีรษะตีน้ำทั้งที่ไร้เรี่ยวแรงทำให้ชายหนุ่มต้องรีบว่ายน้ำเข้าไปทางด้านหลังล๊อกแขนให้ส่วนศีรษะของร่างนั้นเหนือผิวน้ำ
“ใจเย็น ๆ อย่าดิ้นนะค่อย ๆ หายใจเดี๋ยวพี่จะพาขึ้นเรือตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
“...ค่ะ” เสียงตอบรับอย่างอ่อนแรงขาดช่วงไป การหายใจของเธอโรยรินจนชายหนุ่มต้องรีบหาทางพาขึ้นเรื่อโดยให้เธอเกาะหลังเขาไว้ เมื่อขึ้นเรือได้ก็รีบแบกร่างนั้นเข้าไปที่ห้องด้านหน้าเรือจัดให้นอนยาวบนที่นั่ง
ผมยาวของเด็กสาวปิดยาวละใบหน้า ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาเดินไปเปิดกระติดน้ำแข็งภายในครึ่งหนึ่งอัดแน่นไปด้วยกระป๋องเบียร์อีกครึ่งเป็นน้ำแข็ง เขารีบโกยน้ำแข็งบางส่วนออกล้วงมือลึกลงไปนำน้ำขวดเล็กขึ้นมาวิ่งกลับไปหาเด็กสาวประคองขึ้นให้ดื่มน้ำ
เธอละล่ำละลักดื่มน้ำหมดขวดภายในอึกใจ
“พายุ กำลังตามมา...รีบหนี รีบหนี” เด็กสาวกล่าวก่อนสติดับวูบลงไปคล้ายคนเป็นลม ชายหนุ่มรีบประคองเธอไว้ก่อนจับนอนลงให้ดี คำพูดของเธอก่อนสลบติดใจอย่างประหลาด เขาตัดสินใจลองเดินออกไปดูที่ด้านหลังเรือพบว่าความมืดและกลุ่มเมฑดำทมึนกำลังคืบคลานกัดกินท้องทะเลที่สดใสเมื่อครู่ทีละนิด...
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นสิ่งที่ปรากฏเบื่อบนสายตาคือภาพของจักรวาล พระจันทร์ยิ้ม อยู่ตรงข้ามกับพระอาทิตย์ กลุ่้มทางช้างเผือกระยิบระยับ ดวงดาวห้าแฉกสีเหลืองสดใสจัดเรียงราย เธอนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มสบายและเข็งกระด้างในทีเดียวกัน เป็นเตียงแบบมีเสาทั้งสี่มุมมีม่านผ้าสามารถปลดลงมาปิดได้ทุกด้าน
เด็กสาวหันไปทางด้านซ้ายมือพบว่าที่แขนมีสายน้ำเกลือห้องระโยงอยู่ เธอค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้นนั่งสำรวจร่างกาย เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนอาจจะเป็นฝีมือของผู้ชายที่ช่วยเธอไว้ เธอหลับตากัดฟันสูดลมหายใจผ่านริมฝีปาก กอดตัวเองห่อไว้ในอ้อมแขนพยายามนึกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนคลายมือลง
‘อย่างน้อยก็ยังไม่ตาย’ เธอลืมตาขึ้นมองสภาพโดยรอบเพื่อพยายามคาดเดาว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ ในจังหวะนั้นเอง ประตูก็เปิดออก หญิงสาวในชุดประโปรงสีฟ้าผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวเดินเข้าห้องมาพร้อมกับถาดยากับแก้วน้ำที่ปิดฝา
“ขอโทษจ้ะคิดว่ายังไม่ได้สติเลยไมไ่ด้เคาะประตู” รอยยิ้มเป็นมิตรจากหญิงสาวที่เข้ามาทำให้เด็กสาวผ่อนคลายท่าทีหวาดระแวงลง แต่ในฉับพลันใบหน้าก็เปลี่ยนไป แววตาตื่นกลัวเด่นชัดจนทำให้หญิงสาวที่เดินเข้ามาต้องหันมองไปที่ด้านหลังของตนว่ามีใครตามมาหรือไม่
“มีอะไรเหรอ”
“เปล่าค่ะ”
“พี่ชื่อพัชรียา”
“อัญชันค่ะ เรียกอันก็ได้”
“อัน อ๋อแบบนั้นเรียกพี่ว่าพัชก็ดี คุณเชษฐพนิตไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ ดูท่าทางเป็นพี่ชายที่ห่วงน้องสาวน่าดูเลยนะ”
“เอ๋” อัญชันร้องเสียงหลงหันมองหญิงสาวที่งุงงงกับเสียงร้องของเธอ
“มีอะไรหรือเปล่า” พัชรียาขมวดคิ้วพลางเดินเอาถาดยามาวางบนโต๊ะตัวเล็กข้างหัวเตียง
“เปล่าค่ะ เออที่นี่ที่ไหนคะพี่พัช”
“ก็คฤหาสน์ชมฝน ไม่ใช่ว่า...” หญิงสาวเทยาเม็ดสีน่ำตาลขนาดใหญ่หลายเม็ดให้กับเด็กสาวพร้อมยื่นแก้วน้ำให้
“อ๋อคะ” เด็กสาวพยักหน้ารับก่อนจับยาเม็ดโตที่เธอจะเดาได้ว่าเป็นพวกวิตามินรวมและพวกอาหารเ้สริมแร่ธาตุลงไปและดื่นน้ำตามและส่งแก้วน้ำคืนให้
“เดี๋ยวจะเรียกวิศนุมาถอดสายน้ำเกลือให้ดีกว่า” พัชรียาเอื้อมมือวกไปด้านหลังหยิบวิทยุสื่อสารขนาดเล็กออกแนบริมฝีปากกดปุ่มพูดคุณสัญญาณสีแดงสวางวาบขึ้นมา
“น้องสาวของคุณเชษฐพนิตพื้นแล้ว นายมาดูหน่อยดีมั้ยวิศนุ ใช่ปรกติดี เธอกำลังดึงสายน้ำเกลือออกเองจากแขน” พัชรียาเงียทวนคำพูดตัวเองในใจก่อนปล่อยปุ่มของวิทยุสื่อสารที่บีบไว้
“อย่าถอดเล่นแบบนั้นสิอัน ไม่กลัวหรือไงเกิดต้องใส่สายน้ำเกลืออีกรอบ” พัชรียาทำเสียงดุ ก่อนพูดกรอกใส่วิทยุสื่อสารอย่างร้อนรนว่าคนไข้ของคุณหมอดึงสายน้ำเกลือออกจะเป็นอันตรายหรือเปล่า เสียงจากปลายสายตอบกลับให้ใจเย็นและบอกว่าไม่มีอะไรน่าตกใจ
อัญชันมองหน้าหญิงสาววูบหนึ่งก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“คงไม่ต้องใส่แล้วค่ะ ตอนนี้หนูหิวมากเป็นไปได้พี่พัชช่วยเรียกคุณเชษฐพนิตอะไรนั้นมาคุยหน่อยได้หรือเปล่าค่ะ” เ้ด็กสาวกล่าวพลางเดินเข่าไปบนเตียงเพื่อม้วนสายยางคล้องกับที่แขวนถุงน้ำเกลือ พัชรียาพยักหน้าเดินไปที่โทรศัพท์ที่ติดอยู่กับโต๊ะเล็กข้างกำแพงแต่ในเวลานั้นเสียงเคาะประตูก็ดัง ตึง ขึ้นสองครั้งก่อนชายหนุ่มคนหนึ่งจะเปิดเข้ามา
อัญชันไม่มั่นใจว่าใช่คนที่ช่วยชีวิตเธอหรือไม่ เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงร่างกายกำยำเด่นชัดอยู่ภายในเสื้อเชิ้ดลำลองสีเขียวแก่และกางเกงขาสั้นตัดขาเหนือเข่าเล็กน้อย โครงหน้ายาวกรามใหญ่รูปทรงสีเหลียมคางหมู จมูกเป็นสันพอประมาณ คิ้วเข้มจนดูดุแต่แววตาของเขาดูซุกซนขัดแย้งกันเอง
โดยรวมหน้าตาของเขาดูเข้มเหมาะสำหรับการแสดงละครประเภทจับผู้หญิงมาขังในเกาะเพื่อล้างแค้นให้น้องชาย
หรือบทรังแกผู้หญิงที่ตกเรืออย่างเธอโดยใช้ข้ออ้างมนุษย์ธรรม
“มาพอดี” พัชรียาระบายลมหายใจพร้อมวางหูโทรศัพท์ ชายหนุ่มเบิกตาโตเล็กน้อย เขายิ้มสบาย ๆ แทนการตอบรับ
“วิมันเรียกเธออยู่นะพัชรีเห็นบอกอยากจะปรึกษา”
“พัชรียาค่ะพัชรีนั้นชื่อคุณแม่ดิฉัน” หญิงสาวกล่าวเสียงกระด้างมองทึ้งด้วยสายตา ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้นปกป้องขอให้เธอใจเย็นลง
“โอเึึค่ ผมจะพยายามเรียนชื่อคุณให้เต็ม ๆ พัชรียานะ”
“ขอบคุณค่ะ” พัชรียากระแทกเสียง เดินสวนออกไปนอกห้อง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องค่อย ๆ ไกลออกไป ชายหนุ่มปั้นหน้ายุ่ง ก่อนหันกลับมามองเด็กสาวที่นั่งชันเข่าอยู่บนเตียงหลังใหญ่
“หมอตรวจดูร่างกายของเธอแล้วนะ ไม่มีปัญหาอะไรมากกไปกว่าอาการขาดน้ำกับสารอาหาร เลยต้องรีบให้น้ำเกลือ” ชายหนุ่มพูดพลางเดินเข้ามาหา
“ค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ช่วยชีวิตดิฉันไว้”
“เห็นแบบนั้นใคร ๆ ก็คงต้องช่วย”
“แต่ใช้ไม่ได้เลยนะคะที่คุณมาเปลี่ยนเสื้อผ้าของดิฉันตามใจชอบแบบนี้” ชายหนุ่มได้ยินก็นิ่งไปเข้าเอื้อมมือจับต้นคอ พยักหน้ากับตัวเอง
“อืม งั้นพี่รับผิดชอบโดยการแต่งงานก็ได้” ชายหนุ่มยิ้มกวน เด็กสาวทั้งตกใจทั้งหน้าแดง แต่ก็ยังมองตาดุใส่เขาอย่างไม่ลดละ “ในสภาพนั้นพี่คิดว่าการทำตัวเธอให้อบอุ่นก่อนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ไม่เป็นไรนะอยากจะให้พี่รับผิดชอบแบบไหนก็...ว่ามาได้เลย”
“ขอโทษสิคะ”
“พี่ไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดคงขอโทษไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มยิ้มมั่นใจสำทับคำพูด “น้องคิดว่าอยากให้พี่รับผิดชอบอะไรก็เรียกร้องมาแล้วกัน” อัญชันนิ่งไปเล็กน้อยก่อนระบายลมหายใจไม่อยากต่อปากต่อคำอีก
“ตอนนี้ดิฉันอยากจะติดต่อกลับบ้านค่ะอย่างน้อยก็อยากจะแจ้งให้ทราบว่าิยังมีชีวิตอยู่”
“ค่อนข้างยากเกาะนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวโทรศัพท์ยังไม่มีเลย ถ้าใช้เรือตามปรกติก็เดินทางกันสองถึงสามชั่วโมงในแต่ละเที่ยว”
“ดิฉันเคยได้ยินชื่อคฤหาสน์ชมฝนอยู่เหมือนกันแต่ไม่คิดว่าจะอยู่ไกลขนาดนี้”
“เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่บนเกาะร้างที่ฟังอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะพี่ถ่ายบัตรประชาชนฝากคนเรือที่กลับไป ส่งให้ตำรวจแล้วก็สำนักงานนักสืบให้ติดต่อญาติของหนูอันแล้ว พรุ่งนี้คงมีข่าวกลับมาหรือถ้าเธอจะติดเรือกลับไปพรุ่งนี้ก็ได้” เด็กสาวนิ่งมองเขาพักใหญ่จนเจ้าตัวต้องเลิกคิ้วขึ้นแทนคำถาม
“เหมือนคุณจะบอกใคร ๆ ว่าดิฉันเป็นน้องสาวของคุณ”
“อ้าวจะให้ผมบอกว่าไปเจอนางเงือกเป็นลมในทะเลเลยจับมาแบบนั้นเหรอ” ชายหนุ่มตอบคำถามยั่วโมโหหวังจะเปลี่ยนสีหน้าของเด็กสาวได้บ้างแต่ก็ต้องผิดหวัง
อัญชันจับจ้องเชษฐพนิตด้วยสายตาเหมือนคุณครูจับผิดนักเรียนในห้องให้ยอมรับว่าใครเป็นคำแจกันแตก ชายหนุ่มเกาต้นคอเล็กน้อยก่อนเลื่อนเก้าอี้มานั่งลง
“ก็ดีกว่าบอกว่าเจอคนลอยน้ำมาเลยช่วย อย่างน้อยการปฏิบัติที่เธอจะได้รับก็จะอยู่ในระดับวีไอพี”
“งั้นคุณบอกอะไรไปบ้างคะ”
“พี่บอกว่าเธอเป็นน้องสาวของพี่ที่เกิดอาการเมาเรือตกน้ำเสื้อผ้าก็จมลงไปในทะเลหมดเลยต้องมาในสภาพสวมเสื้อคลุมอาบน้ำ ที่สลบก็เพราะอาเจียนจนขาดน้ำอย่างรุนแรง” ครั้งนี้กลับทำให้เด็กสาวเปลี่ยนสีหน้า เธอคอตกเหมือนผิดหวังในบางสิ่งบางอย่างก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“คุณหมอดูไม่ออกเหรอคะว่าโกหก”
“ดูออกสิไอ้วิมันฉลาดทันคนจะตาย ไม่แบบนั้นคงไม่จัดยาบำรุงกับน้ำเกลือให้กับคนที่เมาเรือหลอกว่ามั้ย” เด็กสาวพยักหน้าช้า ๆ สายตาเธอขบคิดจนดูวุ่นวาย เชษฐพนิตระบายลมหายใจประสานมือสองข้างตัดสินใจพูด
“จะกลับวันนี้เลยก็ได้หรือตอนนี้ต้องการอะไรเป็นพิเศษก็...”
“อยากทานอะไรสักหน่อยค่ะ”
“เดี๋ยวสั่งให้เค้ายกขึ้นมาให้แล้วกัน มีอะไรเจาะจงเป็นพิเศษหรือเปล่า” เด็กสาวสั่นศีรษะ เชษฐพนิตรีบลุกขึ้นโทรศัพท์ไปยังห้องครัว เขาโทรไปอีกหลายทีเพื่อขอชุดสำหรับสวมใส่และของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง
“พวกเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวพวกนั้นไม่จำเป็นหรอกค่ะ” อัญชันแย้งขึ้นหลังจากเขาวางหูโทรศัพท์
“แล้วต้องการอะไรเพิ่มอีกเปล่า” ชายหนุ่มถาม อัญชันเงียบอีกครั้งแต่ครั้งนี้เขาจ้องตาเธอกลับ
“คุณนี่คงเป็นประเภทชอบยัดเยียดอะไรให้ชาวบ้านโดยไม่ถามความสมัครใจสินะคะ”
“โหย...ถูกเผ๋ง” เขายิ้มละไม
“มีเรื่องหนึ่งค่ะที่ต้องการทราบ คุณแม่ของพี่พัชรียาตายอย่างไรคะ”...
หมอวิศนุเป็นผู้ชายสวมแว่นหนาหน้าตาสะอาดสะอ้านดูคงแก่เรียนตัดผมสั้นหวีแสกข้าง ท่าทางนุ่มนิ่มเรียบร้อยแต่กลับใช้น้ำหอมกลิ่นค่อนข้างขรึม ตอนนี้เข้าอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอสวมเข้าชุึดกับกางเกงสแล็คสีเข้ม
“ชีพจรเต้นปรกติ สีหน้าก็ดูดีขึ้นกว่าตอนมาถึงเกาะ คงไม่มีปัญหาอะไรแต่กลับไปคงต้องเข้าตรวจร่างการอย่างละเอียดอีกที ” วิศนุปล่อยนิ้วมือที่วางทาบกับต้นคอของเด็กสาวออก
“ถ้ากินได้ขนาดนั้นคงไม่ป่วยแล้วละ” เชษฐพนิตเสริมขึ้น อัญชันหันควับไปจ้องชายหนุ่มตาเขียว หมอหนุ่มอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“แต่ก็โชคดีแล้วละที่เจอกับลอยมาเจอกับพี่เชษ ถ้าไม่แบบนั้นไม่รู้ชะตากรรมจะเป็นยังไง ว่าแต่เห็นว่ามีธุระจะคุยกับผม” หมอหนุ่มหันกลับไปมองเชษฐพนิต
“อา...เรื่องคฤหาสน์ชมฝนนี้่ละ อัญชันบอกว่ามันเป็นสถานที่ชื่อดังในทำนองคฤหาสน์ผีสิงจริงหรือเปล่าวิ”
“ครับ พูดแบบนั้นก็ได้ เอ...หมายความว่า” หมอหนุ่มหันมาจับตาที่เด็กสาวที่นั่งห้อยเท้าอยู่้ริมเตียงอีกครั้ง “เธอคืออัญชันคนที่เป็นเจ้าของเวบไซทกระดานวิญญาณเหรอ”
“ค่ะ แบบนั้นคุณหมอคงเป็น ดร.คาสโนวา คนเขียนเรื่องวิญญาณให้ห้องเรียนคณะแพทย์กับเรื่องสยองขวัญในคฤหาสน์ชมฝน”
“ใช่ไม่น่าเชื่อเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้” หมอหนุ่มพูดอย่างประหลาดใจ เชษฐพนิตดันหลังดีดตัวออกจากกำแพงที่พิงอยู่เดินเข้ามาร่วมวงสนทนา
“หมายความว่าเอ็งจะขายคฤหาสน์ผีสิงให้ข้างั้นสิ” เชษฐพนิตกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ
“ปรกติพี่ไม่เชื่อเรื่องผีไม่ใช่เหรอ ผมเล่าเรื่องวิญญาณในห้องเรียนอาจารย์ใหญ่ให้ฟังพี่ยังหัวเราะอยู่เลย”
“ก็ไม่ถึงกับไม่เชื่อ แค่คิดว่าผีจะมาโกรธแค้นหักคอคนที่มีชีวิตเหมือนในภาพยนต์มันดูนอนเ้ซ้นไปหน่อย”
“แบบนั้นพี่เชษฐก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอกครับ คุณหนูกฤติยาเธอแค่วิ่งเล่นเดินเล่นตอนกลางคืนเองครับ” หมอหนุ่มยิ้มตอบ เชษฐพนิตจับศีรษะวิศนุขยี้ผมจนยุง
“ยังมาทำท่าสบายใจอีก เอาคฤหาสน์ผีสิงมาทำรีสอร์ทชาวบ้านรู้จะมีใครมาเที่ยว แล้วนี่เอ็งรู้จักชื่อของผีด้วยเหรอ” เชษฐพนิตหยุดเขย่าศีรษะวิศนุ
“ครับ” หมอหนุ่มตอบรับ ใช้นิ้วชีดันแว่นขึ้นก่อนเดินวนอยู่พักหนึ่งเพื่อลำดับเรื่องราว แต่อยู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออก เด็กสาววัยสิบหกในชุดกระโปรงลายดอกแขนกุด มองซ้ายมองขวาก่อนจับตาอยู่ที่หมอหนุ่มพร้อมวิ่งเข้ามากอด ใบหน้าแนบกับทรวงอก
“พี่วิศนุอยู่นี่เอง ผกาตามหาพี่วุ่นวายเลยนะค้า”
“ฮะ ผกามาเร็วจังพี่คิดว่าน่าจะมากันพรุ่งนี้เสียอีก”
“ผกาคิดถึงพี่วิศนุนิค่ะ ก็เลยรบเร้าให้คุณพ่อกับคุณแม่รีบพามา อีกอย่างถ้ามาถึงเร็วก็จะได้เริ่มเกมล่าสมบัติก่อนใคร”
“อ๋อ...เออ เดี๋ยวก่อนพี่ว่าเราควรแนะนำตัวกับแขกก่อน” วิศนุตัดบทรีบดันเด็กสาวถอยห่างจากตัวผายมือไปทางเชษฐพนิตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กับอัญชันที่นั่งอยู่ริมเตียงหลังใหญ่
“นี่คุณเชษฐพนิตเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าสมัยมัธยม และข้าง ๆ ก็อัญชัน...น้องสาวของพี่เชษ”
“สวัสดีค่ะ”
“ส่วนนี้คือผกากรอง”
“คู่หมั้นของพี่วิศนุค่ะ” เด็กสาวยิ้มอย่างภูมิใจหันมองวิศนุให้รีบยืนยันความสัมพันธ์ หมอหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ พลางพยักหน้า
“แหมน่าอิจฉาจังมีคู่หมั้นน่ารักขนาดนี้” เชษฐพินิตกระเซ้ารุ่นน้อง หมอวิศนุรีบตัดบทอีกครั้ง
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับพี่เชษคงต้องไปต้อนรับคุณพ่อคุณแม่ของผกาก่อน” กล่าวไม่ทันขาดคำก็รีบรี่เดินออกไปจากห้อง เด็กสาววิ่งตามไปแทบจะทันที
“ขำมันชะมัด” เชษฐพินิตหัวเราะลับหลัง ก่อนต้องสะดุดลงเพราะสายตาของอัญชันที่จับจ้องมองเขา
“นิสัยไม่ดีเลยนะคะคุณเชษฐพินิตนี่น่ะ”
“ก็มันอดไม่ได้ หมอวิศนุชอบทำตัวเป็นเสือผู้หญิงจีบเค้าทิ้งเค้าไปทั่ว พอเห็นสภาพมันถูกคู่หมั้นเกาะแจแบบนี้จะไม่ให้ขำได้ยังไง”
“เอ...ท่าทางคุณหมอไม่เห็นจะดูเป็นเสือผู้หญิง...”
“หนูอันดูไม่ออกหรอกวิศนุมันเสือซ่อนเล็บ อย่างพัชรียาก็อยู่ในกลุ่มคู่ควงของเจ้าวิศนุ” ในขณะนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“รูมเซอวิสค่ะ”
“เชิญครับ”
หญิงรับใช้ในชุดเครื่องแบบสีฟ้าเรียบ ๆ อย่างที่มักจะเห็นคอยปัดกวาดเช็ดถูตามโรงแรม เดินตามเข้ามาหกคนพร้อมกับชุดเสื้อผ้าแยกย้ายไปตามจุดต่าง ๆ ภายในห้อง จัดตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และสิ่งจำเป็นภายในห้องน้ำ ใช้เวลาไม่นานก็พากันออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
“กดศูนย์สี่ตัวนะเรียกรูมเซวิส เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเดินเล่นกันหน่อยมั้ย หรือจะพักผ่อนอยู่ที่นี่” เชษฐพนิตยักคิ้วค้างไว้รอคำตอบ
“เดินเล่นกับคุณเหรอคะ” อัญชันเชิดเสียงสูง
“งั้นตามสบายแล้วกันอ๋อ หนูอันยังไม่มีวิทยุสื่อสาร เดียวพี่จะให้รูมเซวิสจัดให้” ชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งก่อนเดินออกไป...
อัญชันกรีดเสื้อผ้าในตู้ดูทีละชุดส่วนใหญ่เป็นชุดเสื้อค่อปกแขนยาวติดกระดุมข้อมือสวมคู่กับกระโปรงยาวจับจีบรูปทรงเรียบ ๆ ที่คอเสื้อมีแถบผ้าตัวอักษรภาษาอังกฤษ เอล เฮช พร้อมโลโก้คล้ายโบว์ผูกของขวัญที่เธอค่อนข้างคุ้นตาปักอยู่
ภาพสะท้อนของเด็กสาวตัวสูงในชุดกระโปรงบนกระจกค่อนข้างน่าหัวเราะในความรู้สึกของเธอ แต่สำหรับคนที่ตกทะเลและรอดชีวิตมาได้เท่านี้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว
เด็กสาวสวมรองเท้าแตะสีขาวเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนผลักประตูเดินออกไปพบกับระเบียงทางเดินที่กว้างขวางให้ความรู้สึกน่าตกใจบอกไม่ถูก เมื่อเงยหน้ามองบนด้านบนพบโคมไฟระย้าสะท้อนประกายระยับประดับบนเพดานสูงตลอดระยะความยาวของระเบียงทางเดิน พื้นปูด้วยพรมลวดลายวิจิตรบอกเล่าเรื่องของใต้พื้นทะเล
เด็กสาวรู้สึกไม่กล้าเดินขึ้นมาเสียเฉย ๆ เสียงประตูเปิดออกดังขึ้นจากทางซ้ายมือ อัญชันหันไปสบกับเชษฐพนิตอย่างไม่ตั้งใจ
“ว่าแล้วต้องเหมาะมากทีเดียว” ชายหนุ่มกล่าวชมทั้งแววตา อัญชันรู้สึกเขินหันหลังทำท่าจะกลับเข้าห้อง “เดี๋ยวก่อนสิ พี่พาเดินชมคฤหาสน์เอามั้ย อยากฟังหนูอันเล่าเรื่องผีในคฤหาสน์ด้วย”
“อยากฟังเหรอคะ”
“อืม...แน่ละ” ชายหนุ่มพยักหน้าย้ำก่อนเดินนำไป “คฤหาสน์นี่ยังไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มนะ ที่ทำกันก่อนหน้านี้ก็เป็นการทำความสะอาดแล้วก็ซ่อมแซม”
“โออ่าหรูหรามากสำหรับการสร้างให้ลูกสาวอยู่คนเดียว”
“หือ” เชษฐพนิตหันมองเด็กสาวที่เดินตามมาอย่างสนใจ
“คุณหมอวิศนุเขียนว่า คฤหาสน์ชมฝนถูกสร้างเพื่อให้ึคุณหนูกฏติยาที่ป่วยเป็นโรคบางอย่างอยู่อย่างสงบ แต่สุดท้ายคุณพ่อกับคุณแม่ของเธอถูกโกงทั้งหมดจึงมาฆ่าตัวตายกันที่คฤหาสน์หลังนี้”
“น่าสนใจ ถ้าอยู่ในเมืองคงพอจะตรวจสอบได้ว่าเรื่องนี้จริงขนาดไหน”
“คุณหมอวิศนุถ่ายรูปสถานที่ภายในคฤหาสน์ลงในเวบบอร์ดได้บรรยากาศน่ากลัวมากนะคะ มีรูปคุณหนูกฤติยาด้วยเป็นภาพวาดสีน้ำมันในชุดไทย”
“ชุดไทยเหรอ จะว่าไปห้่องโถงก็มีรูปวาดของเจ้าของคฤหาสน์อยู่นะ เพียงแต่ว่าเป็นชุดราตรีสีม่วงหันข้าง เป็นสาวน้อยหน้าตาไทยแท้ เหมือนรูปวาดพวกเชื้อเจ้าสมัยก่อน” เชษฐพนิตก้าวนำลงบันไดยาวที่มีความกว้างเท่ากับระเบียง ตีวงกว้างลงสู่ด้านล่าง บันไดที่ว่าโค้งอยู่ในโดมกระจกซึ่งสามารถหันไปมองสวนดอกไม้ด้านนอกได้ ความโอ่อ่าและน่าตื่นตาตื่นใจไม่จบเพียงเท่านี้
เหนือศีรษะสูงขึ้นไปเป็นโคมไฟระย้าขนาดใหญ่โตซึ่งไม่เคยพบเห็นจากที่ไหนมาก่อนประดับอยู่บนจุดศูนย์กลางของโดมกระจก พูดได้ว่าขณะที่เดินลงบันไดสามารถเลือกชมความงามได้สองแบบที่แตกต่างจากด้านนอกและดานในอาคาร
“คุณเชษฐพนิตบอกจะซื้อที่นี้เหรอคะ”
“ไม่เชิง เจ้าวิศนุได้ที่นี่มาจากพินัยกรรมของคุณปู่แต่ มันใหญ่โตเกินกว่าจะดูแลรักษา มันแพงเกินกว่าจะปล่อยทิ้งไว้”
“เท่ากับว่าเป็นของที่ใครก็ไม่ต้องการ” อัญชันเสริม
“วิศนุมันเลยมาปรึกษา พอจะทำให้มันเป็นรีสอร์ทไหวหรือเปล่า นั้นละที่จุดเริ่มต้นของงานเลี้ยงครั้งนี้ ดูความเป็นไปได้ของโครงการ”
“คุณคงจะรวยมาก” น้ำเสียงของเด็กสาวฟังดูประชดประชันมากกว่าชื่นชม เชษฐพนิตเบ้ปากคิดเล็กน้อย
“พอทำธุระกิจใหญ่ ๆ เงินมันก็เป็นแค่ตัวเลขแล้วละก็คล้าย ๆ กับเครื่องมือ ฟังดูเหมือนอวดตัวพี่ไม่ได้มีความคิดว่ามีเงินมาก ๆ แล้วน่าภูมิใจ จะดีก็แค่มันเป็นเครื่องมือเปิดโลกใหม่ ๆ ให้เราได้พบเห็นมากกว่า”
“ฟังดูเหมือนเด็กเลยค่ัะ”
“นั้นสิ” เชษฐพนิดหันมาหัวเราะก่อนกระโดดจากบันไดขั้นที่ห้าสู้พื้นหินอ่อนกางมือแอ่นอกหันหน้ากลับมาโค้งทำตัวเป็นนักยิมนาสติก
“ไม่งามหรอกนะคะเป็นผู้ใหญ่ทำตัวเป็นเด็กแบบนี้” อัญชันรักษาจังหวะของเธอเดินลงตามบันได จนถึงขั้นสุดท้ายเด็กสาวหันศีรษะพิจารณ์โดยรอบแววตาหวาดกลัวของเธอทำให้เชษฐพนิตรู้สึกแปลกใจ
“มีอะไรเหรอหนูอัน” ชายหนุ่มถามเสียงเครียด เด็กสาวหันกลับมามองชายหนุ่มเธอนิ่งไปพักใหญ่
“มองหาคุณหนูกฤติยาค่ะ”
“เห...”
“เป็นไปได้ก็อยากจะเจอกับคุณหนูกฤติยาสักหน่อย”
“หมายถึงผีนะเหรอ”
“ค่ะ” เด็กสาวสูดลมหายใจหลับตาเล็กน้อยเหมือนกำลังเตรียมใจ “ดิฉันสามารถมองเห็นวิญญาณได้” ส่วนใหญ่เธอมักจะถูกมองว่าสติไม่ดี เชษฐพนิตพยักหน้าเงียบไป
“งั้นลองไปดูที่รูปสิ” ชายหนุ่มยิ้มเฉ่งชี้มือเดินนำไป
“ปฏิกิริยาผิดคาดจังค่ะ ส่วนใหญ่พอพูดแบบนี้ไปคนอื่นมักจะมองว่าดิฉันมีปัญหา”
“เพราะว่าชอบท่้องเที่ยวมั้งพี่เลยได้เห็นอะไรแปลก ๆ รู้จักพวกตารางเลขอนุกรมหรือพวกเกมส์โชโดคุหรือเปล่า พี่เคยเห็นคนที่สามารถกรอกตัวเลขได้อย่างถูกต้องด้วย”
“โชโดคุถ้ามองจากตัวเลขบอกใบ้ คิดว่าคนที่มีไอคิวสูง ๆ น่าจะคิดออกในเวลาที่รวดเร็ว”
“ใช่แต่ว่าโจทย์ของพี่เป็นกระดาษเปล่า เขาสามารถใส่ตัวเลขลงในช่องว่าง ๘๑ ช่องได้โดยไม่มีผิดแม้แต่ตัวเดียว”
“ฟังดูน่าจะคล้ายกับการเล่นกล” อัญชันออกความเห็นในขณะที่เชษฐพนิตไม่ได้ตอบโต้อะไร ทั้งสองเดินไปบนพื้นหินอ่อน ห้องโถงกลางยังถูกปล่อยโล่งแต่สังเกตุได้ว่ามีพนักงานในชุดเครื่องแบบสี่ฟ้ากำลังช่วยกันเช็ดถูและทำความสะอาดพื้นหินอ่อนจนขึ้นเงา สายตาของเด็กสาวพอจะทำให้เชษฐพนิตเดาออกถึงความคิดที่อยู่ภายใน
“เตรียมไว้จัดงานวันเกิดวิศนุ มีส่วนจัดเลี้ยง ลานเต้นรำ เวทีสำหรับพิธีการ” ชายหนุ่มวาดมือแบ่งพื้นที่ให้ดูตามลำดับ “หนูอันว่าเป็นยังไงบ้างละ”
“ถ้าเป็นโรงแรมกลางเมืองมันก็ถือว่าหรูราทีเดียวกับสถานที่จัดงานวันเกิดใหญ่ขนาดนี้ แต่ที่นี่มันเกาะกลางทะเล ดิฉันว่ามันประหลาดเกินไป”
“ก็ไม่สมเหตุสมผล แต่พี่ต้องการทดสอบระบบว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน ถ้าเปิดจริง ๆ คงเป็นสถานที่พักผ่อนเท่านั้นละ เรื่องจัดงานเลี้ยงอะไรคงหนักเกินไป เพราะกระทั่งน้ำจืดเรายังต้องขนข้ามทะเลมาเลย”
“แล้ว...จะมีแขกมางานเหรอคะ” เด็กสาวแสดงสีหน้าไม่เชื่ออย่างชัดเจน
“งั้นคืนพรุ่งนี้อยู่แฮปปี้เบิรดเดย์วิศนุแล้ววันมะรืนกลับไปพร้อมกับพี่เลยเดี๋ยวพาส่งถึงบ้านเอง” เชษฐพนิตยิ้มหน้าบาน
“...เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะค่ะ บางทีอาจจะเป็นดิฉันเองที่ต้องของร้องให้คุณอำนวยความสะดวกให้ดิฉันหากจำเป็นต้องอยู่ต่อ”
“เอาสิตามสบายเลย แต่ว่าเรื่องอะไรเหรอที่ว่าจำเป็น”
“สิ่งที่ดิฉันกังวลก็มีพายุซึ่งถ้าจำไม่ผิดตอนที่ช่วยดิฉันคุณเชษฐพนิตคงจะเห็นแล้ว” เชษฐพนิตนึกย้อนไปก่อนพยักหน้าตอบรับ แววตาของชายหนุ่มตึงเครียดขึ้นมาทันที
“มันคืออะไร”
“วิญญาณร้ายค่ะ ถ้าจะเรียกชื่อให้เฉพาะเจาะจงดิฉันเรียกเธอว่าผีเสื้อสมุทร” เชษฐพนิตกลืนน้ำลายเหนียวหนึบลงลำคอ
“เป็นครั้งแรก...ที่ต้องวิ่งหนีพลางนึกถึงคุณพระคุณเจ้าให้เอาชีวิตรอดไปได้่”
“ขอโทษด้วยคะ” เด็กสาวยกมือขึ้นไหว้พร้อมค้อมศีรษะ ท่าทีหนักแน่นจริงจังสื่อผ่านบรรยากาศแปลก ๆ รอบตัวเธอ
“ไม่เท่าไหร่หรอก” ชายหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะ ก่อนหยุดฝีเท้าลงผายมือเข้ากำแพง อัญชันมองตามดวงตาของเด็กสาวเบิกขึ้นกว้างเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปไกล้รูปวาดของเด็กสาวรุ่นเดียวกับเธอในชุดราตรีสีม่วง
ภาพของคุณหนูกฤติยา
เด็กสาวในรูปวาดยิ้มน้อย ๆ ประดับใบหน้า ดวงตาทอดออกไปอย่างอ่อนโยนในมือถือด้ามพัดไม้เจาะฉลุลวดลายวิจิตร ด้านหน้าของรูปวาดสีน้ำมันมีโต๊ะน้ำชาที่ดัดจากเหล็กอย่างสวยงามตั้งอยู่พร้อมกับแจกันใบจิ๋วและดอกกุหลาบซึ่งตอนนี้เหี่ยวแห้ง
“มองเห็นอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มกอดออกดูเหมือนเขาต้องเรียมใจมากพอควรที่จะฟังคำตอบจากเด็กสาว
“ไำม่มั่นใจค่ะ วิญญาณปรกติไม่สามารถมองเห็นได้ตอนกลางวัน เว้นแต่จะเป็นดวงมีพลังค่อนข้างมาก ก็จะสามารถมองเห็นเป็นเงาเลือนลาง แต่ถึงอย่างนั้นดิฉันคิดว่าสามารถสัมผัสได้แม้ว่าจะมองไม่เห็นค่ะ” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ลึก ๆ เข้ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เกินขอบเขตการใช้เหตุผล
อันชัญยื่นมือไปอังเหนือดอกกุหลายท่าทีระแวดระวังของเธอดึงดูดสายตาของชายหนุ่มได้อย่างประหลาด
“ดอกกุหลาบมีอะไรเหรอ”
“ของเซ่นค่ะ”
“หืม เคยเห็นแต่เขาใช้ของกินเซ่นไหว้กันไม่ใช่เหรอ”
“ดิฉันก็กะเกณฑ์อะไรไม่ค่อยถูก แต่จากประสบการณ์ของเซ่นคือสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ทำไมเพราะอะไรก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ในหมู่คนที่เห็นวิญญาณพยายามให้คำตอบต่าง ๆ นา ๆ อันที่ฟังน่าสนใจคือ วิญญาณหากปล่อยไว้เฉย ๆ จะมีการสูญสลายไปของเซ่นจะยืดอายุของวิญญาณได้” เด็กสาวหันมองปฏิกิริยาของชายหนุ่ม เขาพยักหน้ารับฟังพลางคิดตาม
“ดูเป็นหลักเป็นการดี แบบนี้โลกหลังความตายก็มีจริงสินะ”
“สำหรับดิฉันคิดว่าไม่มีค่ะ คือ...” อยู่อัญชันก็หันหลังไปที่ประตูทางออกอย่างรวดเร็วเหมือนถูกใครเรียก เชษฐพนิตหันตาม เขาไม่เห็นอะไร นอกจากพนักงานที่เดินเข้ามาภายในคฤหาสน์ทำท่างงงวยที่ถูกจับจ้องอย่างผิดปรกติ
“คุณแม่ของพี่พัชรียาค่ะ” คำพูดของเด็กสาวทำเอาเขาแทบลืมหายใจเพราะนั้นหมายถึงคนที่ตายจากโลกนี้ไปนายกว่าสองปีแล้ว “พี่พัชรียาเกิดเรื่องแล้วค่ะ” เด็กสาวย้ำความฉุกเฉินของสถานการณ์
“หา” ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ถามอะไรอัญชันก็วิ่งออกไป เชษฐพนิตก้าวเท้าตามก่อนหยิบวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่ข้าวเอวยกขึ้นกรอกเสียงลงไป
“เรียกพนักงานผู้ชายเจ็ดคนมาเตรียมพร้อมทางด้านตะวันออกของคฤหาสน์เดี๋ยวนี้” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบวิ่งตามไปโดยเร็ว...
เชษฐพนิตวิ่งตาอัญชันไปเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่เห็นร่างเปลือยของเด็กสาวตอนเปลี่ยนชุดที่เปียกออกเป็นเสื้อคลุมอาบน้ำบททะเลเขาก็คิดไว้แล้วรูปร่างของเธอน่าจะเป็นนักกีฬา
แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมแพ้ เขายังไม่แก่สักหน่อยถึงอัญชันจะเป็นนักกีฬาแต่เรื่องจะยอมแพ้เด็กผู้หญิงนี่เขาคงรับไม่ได้เหมือนกันจึงกัดฟันออกแรงตามจนไม่ทิ้งห่างกันมากนักแต่ทิศทางที่มุ่งไปทำให้เขาต้องรีบตะโกนออกไป
“หนูอันข้างหน้านั้นหน้าผานะ ระวังด้วย” สิ้นคำพูดเด็กสาวก็หยุดลงทันที เชษฐพนิตตามมาในอีกอึกใจรีบยกวิทยุสื่อสารบอกใ้ห้คนงานที่เตรียมไว้ตามกัน
“คุณเชษฐพนิตชะโงกดูใต้หน้าผาทีสิคะ ว่าทีใครตกไปมั้ย” เด็กสาวหอบแฮกกัดริมฝีปาก ดวงตาสั่นระริกสะท้อนความหวาดกลัวออกมาได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มสูดลมหายใจนิ่งไป ในอึกใจก็รีบขยับตามสิ่งที่เด็กสาวขอร้อง
จากตรงที่ยืนอยู่ลงไปสู่้ด้านล่างที่เต็มไปด้วยโขดหินสูงกว่าหกเมตร แน่นอนว่าหากใครตกลงไปคงมีแต่เพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่ เชษฐพนิตกวาดตาไปโดยทั่ว ก่อนกลืนน้ำลายเหนียวลงลำคอ
“พี่จะลงไปข้างล่าง เดี๋ยวพวกพนักงานโรงแรมจะตามมาให้บอกว่าเชษฐพนิตสั่งให้ตามลงไป” อัญชันมองอย่างงุึนงง
“ลงไป?” เด็กสาวถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สีหน้าของเธอยังไม่หายตื่นกลัว
“อืม พี่ไม่เห็นใครตกลงไปหนูอันใจเย็นก่อน” ชายหนุ่มพยักหน้าให้กำลังใจ ก่อนเดินไปที่หน้าผาซึ่งหากเดินเข้าไปไกลจะเห็นว่ามีการทำทางลงเป็นขั้นบันได ถึงจะเป็นทางเดินที่ทำอย่างกว้างขวางสามารถตั้งสองแถวเดินสวนขึ้นลงได้อย่างสบาย แต่เพราะไม่มีเหล็กกั้นหรือที่ยึดจับนอกจากผนังหน้าผาให้เอามือแตะพออุ่นใจทำให้การเคลื่อนที่ทำโดยเร็วไม่ได้
จนกระทั้งเขาได้เห็นบางสิ่งที่ลอยอยู่ในเวิ้งน้ำด้านล่างความกลัวที่เคยมีอยู่ก็สลายไปแทบจะหมดสิ้นกลับเป็นความร้อนใจเข้ามาแทนที ชายหนุ่มกระโดดก้่าวยาว ๆ ลงบันไดวิ่งตามโขดหินแข็ง สายตาจับอยู่ที่ร่างของพัชรียาที่ลอยคอยู่ในน้ำและกำลังค่้อยจมลงไป เมื่อเข้าไปไกลจึงได้เห็นว่ามีหลังปลาโลมาพยุงร่างนั้นไว้
เชษฐพนิตถอดวิทยุสื่อสารจากข้างตัวก้มวางไว้บนพื้น และเริ่มสังเกตุเห็นว่าเวิ้งน้ำที่เห็นนั้นตัดลึกลงไปเหมือนเป็นท่าเทียบเรือ โลมาที่ช่วยพยุงหญิงสาวอยู่ดำหนีออกไปไกลในทันที่เขาลงไปในน้ำเืพื่อพาตัวพัชรียาขึ้นมาบนบก
พนักงานโรงแรมที่กระโดดวิ่งตามจากผาด้านบนรีบช่วยกันนำร่างนั้นกลับไปที่คฤหาสน์ เชษฐพนิตวิทยุติดต่อหมอวิศนุให้เตรียมพร้อม พอรู้สึกว่าจบเรื่องราวแข้งขาของเขาก็พลันอ่อนแรงลง
ชายหนุ่มหันหาโขดหินนั่งพักหอบหายใจสายตามองไปยังเวิ้งน้ำ เขาพอจะเห็นภาพของเรือขนของมาลงเพื่อขนขึ้นไปยังคฤหาสน์เพราะหากขึ้นทางหาดทรายคงต้องขนเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร
ไม่สิ
ชายหนุ่มส่ายศีรษะเขาควรจะคิดเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าทำไมพัชรียามาหมดสติอยู่ตรงนี้ แล้วเรื่องโลมาช่วยชีวิตคนนี่ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของอัญชัน
“น่าจะปลอดภัยดีค่ะ” เสียงเด็กสาวดังขึ้นโดยที่เชษฐพนิตไม่ทันรู้ตัว ชายหนุ่มพยักหน้าหลับตาลงเล็กน้อยตั้งแต่ตอนที่ช่วยพัชรียาขึ้นมาจากน้ำเขาก็ค่อยข้างมั่นใจอย่างนั้น
“หนูอันพอจะอธิบายได้หรือเปล่าว่าทำไมเราถึงวิ่งกันมาถึงตรงนี้และพบพัชรียาอยู่ในน้ำ” เด็กสาวแน่นิ่งไปก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อธิบายได้ค่ะ แต่พูดให้เชื่อค่อนข้างยาก”
“อธิบายให้พี่ฟังก่อน คิดว่าเตี้ยมกันก่อนก็ดีพี่ไม่อยากให้ใครทึุกทักไปเองว่าหนูอันเป็นคนประหลาด” เชษฐพนิตกล่าวอย่างเปิดเผย อัญชันรู้สึกใจหายอยู่บ้างแต่เมื่อทบทวนเธอกลับรู้สึกดีกับคำพูดลักษณะแบบนี้
“ดิฉันคิดว่าน่าจะเล่าให้กับคุณหมอวิศนุได้นะคะเพราะเขาเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสเรื่องพวกนี้ได้” เด็กสาวแย้งเล็กน้อย เชษฐพนิตรวบสองมือท้าวค้างและพยักหน้า
“จริงสินะ...เรากลับขึ้นไปกันเถอะ” ชายหนุ่มดันตัวลุกขึ้น “แล้วคุณแม่ของพัชรียาตอนนี้...”
“ตามพี่พัชรียาไปแล้วค่ะ” อัญชันเดินนำกลับไปยังทางขึ้น สายตามองพื้นอย่างระวังมือซ้ายแนบกับผนัง
“แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าวิญญาณคุ้่มครอง”
“ดิฉันไม่มั่นใจค่ะ แต่ใคร ๆ ก็คงจะเรียกแบบนั้น อย่างวิญญาณของคุณหนูกฤติยาก็มักจะถูกเรียนวิญญาณเจ้าที่ คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่คำว่าวิญญาณตามหลอกหลอนหรือวิญญาณเฮี้ยนก็มีนะคะ”
“งั้นเราจะรู้ได้ยังไงละว่าวิญญาณไหนดีหรือร้าย”
“ส่วนใหญ่ก็...” อัญชันเงียบไปเมื่อเธอเดินขึ้นถึงด้านบนหน้าผาสูง สายตาจ้องไปยังทิศทางหนึ่งเหมือนพบเห็นอะไรน่าสนใจ เชษฐพนิตไม่พบอะไรนั้นทำให้ขนแขนของชายหนุ่มลุกชันขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ บางทีเขารู้สึกถึงอะไรที่วูบวาบอยู่บริเวณหน้าผาคล้ายกับคลื่นความร้อนที่สะท้อนผิวถนนในวูบหนึ่งเขาเห็นบางสิ่งกำลังกวักมือเรียกไปยังหน้าผา
เชษฐพนิตก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปคว้าแขนของอัญชัน
“หนูอัน” เด็กสาวหันกลับมามองเขาอย่างงงงวย
“ค่ะ”
“อะ...เปล่า ๆ เห็นเดินใจลอยกลัวว่า...” อัญชันหันมองรอบ ใบหน้าที่เรียบเฉยกลายเป็นซีดเซียวเมื่อพบว่าเท้าซ้ายของตนอยู่ชิดติดกับของหน้าผา เธอค่อย ๆ ขยับกลัมพยายามเก็บอาการกลัวไม่ให้แสดงออก ในตอนนั้นสายตาเธอก็เหลือบไปเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งสะท้อนแสงจากกลุ่มพืนลุ่มลุกที่ขึ้นตามขอบผา
“บางทีอาจจะเป็นอันนี้ คุณเชษฐพนิตจับดิฉันไว้ด้วยนะค่ะ” อัญชันตวัดมือเธอจับลงบนข้อมือของชายหนุ่มในขณะเดียวกับกันที่เข้าจับข้อมือเล็กบางของเด็กสาวไว้ เธอก้มลงไปเก็บของบางอย่างจากขอบผาพบว่ามันเป็นเข็มกลัดรูปดาวรูปแบบดูมีราคา เหมือนเธอจะเคยผ่านสายตาเข็มกลัดลักษณะนี้มาแล้ว
“ไอ้นี้มันของคู่หมั้นเจ้าวิศนุไม่ใช่เหรอ” เชษฐพนิตเลื่อนแขนตัวเองดึงอัญชันออกให้พ้นขอบผา
“มั่นใจแค่ไหนค่ะ”
“ไม่ผิดหรอกพี่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะ อะไรที่มันแปลกตาแล้วก็สวยมักจะจดจำได้ มันเป็นนิสัยนะเผื่อเก็บไว้ใช้ในการตกแต่งห้องหรือจัดธีมของโรงแรม จี้อันนี้ช่างฝีมือรีดเงินออกมาเป็นเส้นเล็ก ๆ และก็ถักเป็นเส้นใหญ่ขึ้นและนำถักให้เป็นดาวโดยมีเพทายสีน้ำทะเลอยู่กึ่งกลาง... แต่มันตกอยู่ตรงนี้ไม่ใช่ว่า...” ชายหนุ่มไม่กล้ากล่าวต่อ
“ด้านล่างไม่มีใครค่ะ ดิฉันว่าคุณเชษฐพนิตลองติดต่อคุณวิศนุดูอีกทีดีกว่าว่าเห็นผกากรองหรือเปล่า” ชายหนุ่มพยักหน้ารับมือตบข้างกายนำวิทยุสื่อสารขึ้นมา แต่ไม่ว่าคู่หมั้นของวิศนุจะอยู่หรือไม่เขาก็มองเห็นปัญหายุ่งยากบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า...
เชษฐพนิตเดินนำอัญชันขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์ชมฝน หน้าห้องของพัชรียา ผกากรองคู่หมั้นของหมอวิศนุยืนเดินวนไปมาก้มหน้ากัดเล็บ บ่นบางอย่างงึมงึมแต่ให้ความรู้สึกหน้าหวาดเสียวคล้ายเสียงหวดปลายแส้กระทบกับอากาศ อัญชังชะงัดฝีเท้าในขณะเชษฐพนิตเดินต่อไปบนพื้นพรมเหลียวหลังกลับไปมองเด็กสาวเล็กน้อยก่อนบ่ายสายตากลับไปยังด้านหน้า
“วิศนุละ อยู่ในห้องเหรอ” ผกากรองไม่ตอบเธอหันหน้าเดินหนีไป “ทำไมเปลี่ยนชุดใหม่เสียละชุดเก่ามีปัญหาอะไรเหรอครับ” เด็กสาวหันมาในทันที
“ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ ชุดนั้นใส่ตอนเดินทางมา อย่างน้อยเราควรทำตัวให้สะอาดกันเวลารับประทานอาหารไม่ใช่เหรอ หรือคุณคิดจะแต่งตัวสกปรกแบบนั้นลงไปรับประทานอาหารร่วมกับทุกคน”
“อ๋อ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ขี้เกียจอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน พอดีเก็บจี้อันนี้ได้แถว ๆ ที่เกิดเหตุ” เชษฐพนิตโชว์สิ่งที่อยู่ในมือออกมา ผกากรองเบิกตาโตโดยไม่รู้ตัวกระโจนเ้ข้าหายื่นมือคว้าอย่างว่องไวเช่นแมวตะปบ เชษฐพนิตตวัดมือขึ้นเหนือศีรษะ
“หลักฐานสำคัญเชียวนะมีเศษผ้าิของคนที่น่าสงสัยติดอยู่ บนจี้มีเลือดด้วย”
“เอาคืนมานะ” เด็กสาวแผดเสียงออกคำสั่งเพราะร่างกายสูงใหญ่ของเชษฐพนิตดูจะเป็นปัญหาใหญ่เอาการหากคิดจะใช้กำลังยื้อแย้ง
“เอาคืนเหรอ หรือว่าการที่พัชรีตกลงไปในทะเลเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยเหรอ” เด็กสาวชะงักทันที
“ฉันไม่ได้ทำอะไรนะแล้วการที่ยายนั้นตกลงไปมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องรับผิดชอบด้วย แต่จี้นั้นมันของฉัน ฉันต้องการของ ๆ ฉันคืน” เด็กสาวย้ำคำอย่างหัวเสียท้าวเอวแบมือเครื่องประดับของตัวเองคืน เชษฐพนิตเชิดจมูกขึ้นสร้างราคาให้หลักฐานสำคัญ แต่ในเวลานั้นอัญชันก็เดินออกมา้ข้างหน้า
“เดี๋ยววันที่เราเดินทางกลับจะคืนให้แล้วกัน” เด็กสาวสรุปแทนทันที
“เฮ่ ๆ เดี๋ยวก่อนสิ”
“จี้นั้นดิฉันเป็นคนพบไม่ใช่หรือค่ะคุณเชษฐพนิต”
“เดี๋ยวก่อนสิ เรื่องนี้ต้องแยกแยะ” ชายหนุ่มพยายามแย้ง
“คะแยกแยะ มันถูกต้องแล้วที่เราต้องคืนให้เจ้าของเพียงแต่ว่าตอนนี้มีปัญหาว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่พี่พัชรียาไปอยู่ในทะเล ดังนั้นพวกเราขอเก็บไว้ก่อนและสัญญาณว่าจะคืนให้วันกลับ”
“เธอคือใคร” ผกากรองจิกถาม เล่นเอาเชษฐพนิตขมวดคิ้ว
“อัญชันน้องสาวผมไง วิศนุก็แนะนำเราแล้วไม่ใช่เหรอ” เชษฐพนิตหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด
“ลูกเมียหลวงเมียน้อยละหน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย” ผกากรองเอียงคอมุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างน่าสนใจ เชษฐพนิตไปต่อไม่ถูก อัญชันระบายลมหายใจ
“ฉันเป็นเพื่อนกับน้องสาวของคุณเชษฐพนิตเขาก็เลยถือว่าตัวเองเป็นพี่ชาย” อัญชันแก้ตัวอย่างอ่อนใจ เธอไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนแบบนี้อ้างว่าตัวเองทำงานศิลปะได้อย่างไร แทบไม่มีความละเอียดอ่อนแม้สักเล็กน้อย ผกากรองพยักหน้ารับฟัง ก่อนยืนเรียบร้อยต่อหน้าอัญชัน
“ก่อนอื่นขอบคุณเธอมากที่เอามาคืนให้ จี้นั้นเป็นของดูต่างหน้าของคุณแม่ฉัน แล้วก็ถ้าเธอจะเก็บไว้...เพื่ออะไรก็ช่างเถอะ ตามสบายแล้วกัน ฉันเองก็ชาชินเสียแล้วกับสภาพที่ใคร ๆ เห็นเป็นคุณหนูวายร้าย” เชษฐพนิตรู้สึกสะอึกเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ใหญ่ของผกากรอง
แต่ก็เพียงวูบหนึ่งเท่านั้น เธอหันมายิ้มให้เขาด้วยแววตามาดร้าย เชษฐพนิตรู้สึกใจหายวูบ เด็กสาวส่วนใหญ่ชอบทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของทุกคน อาจจะมีแบบอัญชันที่ดูไร้สีดึงดูแต่ดอกไม้สีขาวเรียบ ๆ ก็ยังมีเสน่ห์หลายอย่างที่น่าค้นหาในขณะที่ผกากรองแปลกออก แววตาแบบนั้นไม่ควรจะปรากฏบนเด็กสาวที่อยู่ในวัยที่สดใส เขากำลังรู้สึกขัดแย้งประมาณเห็นเด็กทารกกำลังถือมีดแล่เนื้อสะบัดไปมา
ผกากรองเดินหนีไป เชษฐพนิตในขณะที่เขากลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อัญชันก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน แม้สีหน้าของเด็กสาวจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจนเห็นได้ชัดแต่เขาก็พอจะสัมผัสได้
“น่ากลัวแบบไม่ค่อยจะได้พบเห็นเลยนะคู่หมั่นของวิศนุนี่”
“เหรอคะ” อัญชันระบายลมหายใจหางตาเธอตกลงเล็กน้อย “ไม่รู้จะพูดยังไงค่ะ คุณแม่ของพี่พัชรียายืนจ้องผกากรองเขม็งจนดวงตาแทบลุกเป็นไฟ” คำพูดของเด็กสาวทำเอาเชษฐพนิตหน้าเสียประกอบกับความรู้สึกของลมเย็นที่ไร้ผ่านหลังทำให้เข้าขนลุกขึ้นมา กระโดดโหยงออกมาเหมือนถูกใครเอาไฟจี้
“ตอนนี้เธออยู่ไหน”
“เดินเข้าห้องไปแล้วค่ะ” เด็กสาวตอบเสียงเรียบ ในจังหวะนั้นเองหมอวิศนุก็เปิดประตูออกมา
“พี่เชษกับอัญชันจริงด้วยไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วครับพัชรียาปลอดภัยดี” หมอวิศนุยิ้มรับแววตาหลังแว่นดูแจ่มใส่พาให้ทั้งสองรู้สึกโล่งใจ
“เอ็งถามพัชรีหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ครับเธอหน้ามืดแล้วเดินเข่าอ่อนตกหน้าผาไป”
“หืม” เชษฐพนิตขมวดคิ้วยุ่ง “แถวนั้นมันมีอะไรให้เดินเล่นหา...”
“ก็นั้นสิครับแล้วพวกพี่ไปแถวนั้นได้ยังไง”
“แม่ของพัชรีมาเรียกอัญชันไปช่วยลูกสาวเค้านะสิ” วิศนุเหมือนโดยตบศีรษะด้วยสมุดเล่มใหญ่ หันมองไปยังอัญชันของคำยืนยัน เด็กสาวพยักหน้า
“ค่ะ เหมือนจะได้ยินเสียงสะท้อนอยู่ในหัวว่า ให้ไปช่วย...”
“ให้ไปช่วย?” หมอหนุ่มดันแว่นพลางเดินเข้าใกล้
“...ไปด้านตะวันออก ไปช่วย...” อัญชันงึมงัมไป
“ช่วยพัชรียา...” หมอหนุ่มเสริม
“...ค่ะ แต่เหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น” เด็กสาวยกนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมาแตะขมับกดศีรษะขบคิด หมอวิศนุเปิดประตูห้องมองกลับเข้าไปพบว่า พัชรียานอนสงบอยู่บนเตียงแต่เขาพยายามมองไปกว่านั้นก่อนหันกลับมาถาม เด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า
“แล้วตอนนี้วิญญาณคุณแม่ของพัชรียา...” หมอหนุ่มเอียงคอส่งสายตาเข้าไปในห้อง
“ยืนมองพวกเราอยู่ตรงประตูค่ะ” สิ้นคำพูดของอัญชันหมอหนุ่มปิดประตูแทบจะทันที
“จริง ๆ แล้วไม่ควรพูดสินะคะ กำลังคิดอะไรเพลินไปหน่อย” แววตาของอัญชันมีความรู้สึกขอโทษแสดงอยู่ชัดเจน ชายหนุ่มทั้งสองถอนหายใจยาวแทบจะพร้อมกัน
“แต่ว่าถ้าพัชรียามีวิญญาณคุณแม่คุ้มครองอยู่แบบนี้ ก็คงจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง”
“เอ็งหมายถึงจากอะไร”
“ผกากรองนะสิครับเธอร้ายเอาเรื่องเลยทีเดียว นี่ถ้าพัชรียาไม่เอ่ยปากเองว่าเธอเข่าอ่อนตกไปเองผมคงโทษว่าผกากรองคิดฆ่าเธอ” อัญชันและเชษฐพนิตไม่กล่าวอะไรต่อนอกจากลอบสบสายตากันวูบใหญ่ยืนยันในความคิดของอีกฝ่าย เชษฐพนิตส่ายศีรษะเล็กน้่อยย้ำให้มั่นใจ
“พวกพี่พบอะไรน่าสงสัยหรือเปล่าครับ”
“เปล่า ๆ เออดอกกุหลาบที่ห้องโถงหน้ารูปวาดของคุณหนูกฤติ กฤติ...”
“ครับนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องบอกพี่เหมือนกัน คุณหนูกฤติยาชอบดอกกุหลาบนะครับ เธอจะไม่เฮี้ยนเลยถ้ามีดอกกุหลาบส่งให้เธอทุกวัน”
“อีกนัยหนึ่งคือ...”
“ครับ” หมอหนุ่มยิ้มแก้มแฉ่ง เชษฐพนิตกางมือตบหน้าผากตัวเอง
“ป๊ารู้กรูโดนตัดออกจากกองมรดกแน่ไอ้นุ”
“อย่าเพิ่งมองอะไรในแง่ร้ายสิพี่เชษ ผมว่าเรามีวิธีการทำตลาดที่แหวกแนวมาก ๆ แน่เลย”
“ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะที่คุณจะใช้วิญญาณมาหาประโยชน์ใส่ตัวเอง” อัญชันโผงขึ้นมา่อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เชษฐพนิตทำท่าเหมือนใช้สองมือยกคำพูดของเด็กสาวส่งไปให้กับวิศนุทันที
“คนต้นคิดนะอยู่นี่”
“แต่การตัดสินใจอยู่ที่คุณค่ะ” เด็กสาวย้ำไม่มีถอย
“ไม่มีใครเค้าอยากเลี้ยงผีกันหรอกนะหนูอัน”
“ก็สัญญาสิค่ะ”
“เอาสัญญาด้วยเกียรติ์ของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่เลยเอา” สิ้นคำเข้าก็เหมือนได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหูเบาบางแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ชายหนุ่มหันควับไปตามความรู้สึก กวาดสายตามองทุกอย่างเท่าที่ดวงตาของมนุษย์ปรกติจะสัมผัสได้ ในใจคิดไปว่า...
“คุณหนูกฤติยาค่ะ” อัญชันกล่าวย้ำคำมั่นใจให้กับชายหนุ่ม
“อยู่ไหนกัน” เชษฐพนิตกระโดดออกจากจุดที่ยืนอยู่เมื่อครู่้กลอกสายตาค้นหา
“เธอเบาบางมาก ดิฉันก็พูดตามความรู้สึกเท่านั้น เอาเข้าจริง ๆ ก็มองไม่เห็นเธอหรอกค่ะ” อัญชันประสานมือเข้าด้วยกันเธอห่อไหล่เหมือนถูกตำหนิ หมอหนุ่มรีบเสริมขึ้นทันที
“พี่เชษอยากเห็นต้องตอนกลางคืนครับปิดไฟมืด ๆ จะเห็นตัวเธอเรืองแสงเดินไปเดินมาค่อนข้างชัดทีเดียว”
“ขอบใจเลย ตอนกลางคืนฉันจะไม่เดินออกมานอกห้องเด็ดขาด” เชษฐพนิตกล่าวเด็ดขาดในช่วงเวลานั้นก็ปรากฏหญิงรับใช้เดินขึ้นมาอย่างเร่งรีบ เพราะเพิ่งผ่านเรื่องราวน่าใจหายทำให้ทั้งสามจับจ้องไปยังหญิงรับใช้อดระแวงไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้นมาอีก
“แขกที่เดินทางมาเรือเที่ยวสุดท้ายมาแล้วค่ะ” หญิงรับใช้มองทั้งสามรายงานพลางก้มสำรวจร่างกายตัวเองว่ามีอะไรผิดปรกติหรือไม่ หมอวิศนุระบายล่มหายใจยิ้มให้กับหญิงรับใช้เล็กน้่อย
“เอาไงพี่เชษผมคงต้องลงไปต้อนรับ”
“ก็เชิญสิ”
“ผมหมายถึงพี่ก็น่าจะไปกับผมไม่ใช่เหรอครับ”
“ก็ถูก หนูอันละ” เชษฐพนิตส่งสายตามองเด็กสาวที่สะบัดศีรษะตอบรับไปมาอย่างเด็ดขาด “แล้วจะไปอยู่ในห้องเฉย ๆ แบบนั้นเหรอ” ชายหนุ่มถามต่อ
“คงจะ...ลองเดินดูรอบ ๆ ดูค่ะ” เธอตอบอย่างอึดอัดถอดถอนหายใจเหมือนไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยกับเขา เชษฐพนิตคิดว่าบางทีอัญชันน่าจะเกรงใจเขามากกว่าที่ปฏิเสธคำชวนให้ไปด้วยกัน
“ไอ้นุ ห้องของเจ้าของเก่าเอ็งยังเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมใช่หรือเปล่า”
“ครับก็เตรียมไว้สำหรับการเล่นเกมวันพรุ่งนี้ ไม่สิคืนนี้ก็คงเริ่มเกมแล้ว”
“ห้องคุณหนูกฤติยอยู่ทางไหน”
“ห้องฝั่งตะวันออกครับ ต้องเดินไปวนขึ้นบันไดอีกทางหนึ่ง ห้องที่สามทางซ้ายมือ ห้่องกลางพอดี เปิดเข้าไปได้เลยครับ พี่เชษจะ...”
“เผื่อหนูอัญอยากจะไปชมดู” เชษฐพนิตเลิกคิ้วขึ้นคล้ายถามความเห็นของเด็กสาว เธอไม่กล่าวอะไรนอกจากก้มหน้าหลบสายตาและพยักหน้าให้ทั้งอย่างนั้น
บรรยากาศของตึกนอนฝั่งตะวันออกมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากฝั่งตะวันตกที่ถูกจัดใช้เป็นห้องรับรองแขกที่มาในงานวันเกิดของหมอวิศนุ ทางด้านนี้ทุกอย่างยังใช้ของเก่า ไม่มีการทำอะไรมากไปกว่ารักษาความสะอาด สีพรมดูซีดจางแยกแยะลวดลายลำบาก โคมไฟระย้าบนเพดานที่ไม่สองประกายรวมถึงผนังสีหม่นบ่งบอกช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมายาวนานได้อย่างครบถ้วน
ประตูห้องทางซ้่ายมือใหญ่เกินกว่าที่จะเรียกว่าประตูห้องนอนหากเป็นทางเข้าฮอลคนเสิร์ตหรือประตูโรงอาหารอาจจะน่าเชื่อกว่า อัญชันจับห่วงเหล็กค่อย ๆ ดึงประตูออกมา อากาศเย็นเฉียบชวนขนลุกเคลื่อนเข้ามาห่อหุ้มตัวเธอ
อัญชันเอียงคอเล็กน้อย หากเป็นสถานที่ซึ่งมีวิญญาณปรากฏการเรื่องของอุณหภูมิที่แตกต่างเป็นสิ่งที่จะติดตามมาเป็นเรื่องปรกติ แต่เธอสัมผัสได้ว่าภายในไม่มีสิ่งที่เธอต้องการค้นหา ภายในห้องเริ่มมืดจนมองได้ยากแม้จะมีแสงจากด้านนอระเบียงยาวทางทิศตะวันออกแต่ท้องฟ้ากว่าครึ่้งก็ก้าวเข้าสู่รัตติกาล เด็กสาวยืนอยู่หน้าประตู้จับจ้องพลางกวาดสายตาในความมืดเมื่อไม่พบอะไรก็ตัดสินใจหลับตานิ่งอยู่ตรงนั้นก่อนสูดหายใจลึกและค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าของเธอกลับเป็นโลกที่มืดมิดอย่างแท้จริง
อัญชันกลั้นลมหายใจเดินเข้าไปในกวาดสายตาไปโดยเธอรู้สึกมีบางอย่างถูกเก็บซ้อนลึกกว่าที่เธอจะเข้าถึง แต่ไม่ใช่วิญญาณของคุณหนูกฤติยา เป็นบางอย่างที่เธอไม่เคยพบไม่แม้แต่จะเคยได้ยินในกลุ่มผู้มีพลังสัมผัสวิญญาณพูดถึง
อัญชันเผยริมฝีปากสูดอากาศเย็นเข้าปอดก่อนที่เธอจะขาดใจ ความมืดพลันสลายไป พร้อมกับไฟในห้องสว่างขึ้น อัญชันหันหลังควับไปยังประตู แม้เพียงเล็กน้อยแต่เธอรู้สึกได้ว่าเป็นฝีมือของคุณหนูกฤติยา เธอมีพลังขนาดที่ดีดสวิตซ์ไฟฟ้าขึ้นแต่กลับเก็บซ่อนตัวได้เบาบางจนยากจะสัมผัส ต่อให้บอกว่าเป็นผีขี้เล่นแต่ตามทฤษฏีวิญญาณที่เธอใช้ประสบการณ์เฝ้าศึกษามาตั้งแต่เด็กไม่สามารถอธิบายเรื่องของวิญญาณที่มีความคิด
อัญชันพยายามที่จะเปิดสัมผัสของตัวเองเพื่อสื่อสารกับคุณหนูกฤติยาแต่ดูเ้หมือนว่าจะหายไปที่แล้วจริง ๆ จึงเปลี่ยนวิธีำทำความเข้าใจโดยมาสำรวจสิ่งของที่อยู่ภายในห้อง
เพราะวิญญา่ณไม่มีความคิด เป็นพลังงานและโปรแกรมที่ตั้งไว้
‘’
“ ” ‘ ’
พี่วิศนุ คุณหนูผกากรอง พัชรียา คุณหนูกฤติยา เชษฐพนิต กนิษฐิกา
คฤหาสน์ชมฝน
*แก้เรื่องเสียงสะท้อนเดินไกลออกไปด้วย